เฉพาะหัวใจนักสู้เท่านั้น
(ม้วน 1/A)
พระธนเนตร์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระชินสีห์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระคุณอันประเสริฐสุด กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระผู้มีอายุพรรษากาลมากกว่ากระผม สวัสดีครับ เพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เหล่ายอดกัลยาณมิตร นักรบ MPL ลูกแก้วตะวันธรรมทุกท่าน (สาธุ)
วันนี้ก็ตรงกับวันจันทร์ที่ ๒๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๔ ครั้งนี้ก็คือว่าเป็นครั้งที่ ๒ ที่ตัวหลวงพี่เองได้มีโอกาสขึ้นมาแสดงธรรมเพื่อประกาศคุณธรรมของคุณยาย มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงท่าน แม้จะเป็นครั้งที่ ๒ หลวงพี่ก็คงต้องขอบอกพวกเราตามตรงเลยว่าเลือดลมที่เข้าไปสูบฉีดหัวใจของหลวงพี่ในตอนนี้นั้น มันสูบฉีดได้อย่างรุนแรง ไม่แพ้การขึ้นมาแสดงธรรมเมื่อครั้งแรกเลย ถ้าจะให้พูดสั้นๆ ฟังง่ายๆ ก็คือตื่นเต้นนั่นหละ แม้จะตื่นเต้นแค่ไหน แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องขึ้นมาแสดงธรรมแล้ว ก็คงขอบอกว่าไม่หนี แล้วก็จะสู้ เพราะด้วยหัวใจที่อยากจะบูชาธรรมคุณยายอาจารย์ท่าน ให้สมกับสิ่งที่ท่านได้ทำเอาไว้ แล้วก็ได้ฝากเอาไว้กับโลกและจักรวาลของเรานี้ เพราะฉะนั้นหลวงพี่ก็ขอให้พวกเราทุกคนอยู่เป็นกำลังใจ และอยู่ฟังธรรมกันต่อให้จบนะ
ก่อนที่จะเข้าถึงใจความสำคัญ หลวงพี่จะขอน้อมนำเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง ซึ่งสถานที่แห่งนี้มีคนขนานนามว่าผาดำ และในสถานที่แห่งนี้นั้น ก็ได้มีบุคคลผู้หนึ่งเป็นผู้ที่มีหัวใจอันแกร่งกล้า ได้ขึ้นไปปักธงรบ พร้อมกับตั้งสัตยาธิษฐาน ประกาศให้กับปวงเทวาที่สถิต ณ ที่แห่งนั้นได้รับรู้ มีใจความว่า
ทวยเทพผู้อยู่ ณ ผาดำเอย ขอจงเป็นพยานด้วยเถอะ
ข้าผู้ครองผ้ากาสาวพัสดุ์ อันเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์
ปักธงรบอหิงสาปรโมธัมโม ณ ที่นี้แล้ว ในดวงใจแห่งข้า
เหนือขุนเขาอันเป็นสิริ ซึ่งเป็นที่สถิตแห่งจอมไท
ขอประกาศให้ทราบว่า ข้าได้อุทิศชีวิตนี้พลีให้แก่พระศาสนา
เพื่อบ่มบารมีให้แก่รอบ จะพาคนและสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ให้พ้นจากกองทุกข์ ตราบใดที่สัตว์โลกยังเข้านิพพานไม่หมด
ข้า จะอยู่เยี่ยงนี้ เพื่อย่ำธรรมเภรีโปรดสัตว์โลกต่อไป
และจะขอเข้านิพพานเป็นคนสุดท้าย ขอสันติสุขจะมีแด่สรรพสัตว์เถอะ
นี้เป็นสัตยาธิษฐานของเอกบุรุษผู้หนึ่ง ผู้ที่มีหัวใจเยี่ยงหัวใจของพระบรมโพธิสัตว์เจ้า อันเป็นหัวใจของยอดนักสร้างบารมีที่ไฟในหัวใจของท่านไม่เคยมอดดับ อีกทั้งยังปรับเป็นเชื้อไฟที่คอยจุด และจุดให้กับพวกเราทุกๆ คนได้พบกับหนทางอันสว่าง และได้รู้หน้าที่อันแท้จริงของการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าหากพวกเราขาดบุคคลท่านนี้ ที่เป็นผู้ที่คอยชี้นำหนทางสวรรค์นิพพานให้ ชีวิตของพวกเรา ณ วันนี้ก็คงไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าจะออกมาเป็นเช่นไร
มาถึงตรงนี้ หลวงพี่คิดว่าพวกเราน่าจะพอเดากันได้แล้วใช่ไหมเอ่ย ว่าบุคคลผู้นี้เป็นใคร บุคคลท่านนี้จะเป็นใครไปไม่ได้เลย ถ้าหากไม่ใช่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ผู้เป็นหลักชัยกลางดวงใจของพวกเราทุกคน ตลอดระยะเวลากว่า ๑๘ ปีที่หลวงพี่ได้เข้ามาที่วัดพระธรรมกายแห่งนี้ จนปัจจุบันก็ผ่านมา ๒๖ ฝน บวชก็มาก็ ๕ พรรษา หลวงพี่มีความรู้สึกและสัมผัสได้เลยว่าทุกสิ่งที่ท่านคิด ทุกอย่างที่ท่านทำ และทุกคำที่ท่านพูด น้อยนักที่ท่านจะทำอะไรเพื่อตัวท่านเอง เพราะสิ่งที่ท่านคิด พูด แล้วก็ทำนั้น ล้วนแล้วแต่คิด พูด ทำ เพื่อลูกๆ ของท่านทั้งสิ้น
หลวงพี่คิดว่าหลายๆ ท่านในที่นี้อาจจะรู้สึกแปลกใจว่าตกลงแล้ว หลวงพี่จะขึ้นมากล่าวสรรเสริญคุณธรรมของคุณยายท่าน หรือของ เออ ขออภัยนะ หลวงพี่จะขึ้นกล่าวสรรเสริญคุณธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ หรือคุณยายท่านกันแน่ เพราะตั้งแต่กล่าวว่ายังไม่มีประโยคไหนที่กล่าวถึงคุณธรรมของคุณยายท่านเลย ณ วันนี้ ขณะนี้แล้วก็เวลานี้ หลวงพี่ก็คงต้องขอยืนยันว่าหลวงพี่กำลังกล่าวสรรเสริญคุณธรรมของคุณยายท่านอยู่
เพราะสิ่งที่หลวงพี่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้นจะไม่สามารถบังเกิดขึ้นมาได้เลย ถ้าหากขาดคุณยาย ซึ่งในขณะนี้ท่านก็ได้นอนทอดร่างอันสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าของพวกเราทุกๆ คน โดยส่วนตัวของหลวงพี่นั้นมีความรู้สึกว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเป็นตัวแทนของคุณยาย ที่คุณยายท่านได้ถ่ายทอดคุณธรรมที่ท่านมีอยู่มากมายให้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในบางครั้ง เวลาเราเห็นหลวงพ่อแล้ว เราก็จะนึกถึงคุณยายอาจารย์ด้วยเช่นกัน
หลวงพี่ยังคำถ้อยคำที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ให้เอาเนื่องในวันธรรมชัยที่ผ่านมาว่า มีบางคนมาว่าหลวงพ่อว่าที่ทำอะไรอย่างนี้ สงสัยจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง หลวงพ่อว่าที่เขาพูดมาก็ถูก และหลวงพ่อก็ไม่ปฏิเสธด้วย เพราะสิ่งที่หลวงพ่อทำนั้นล้วนแล้วแต่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งสิ้น เบื้องหน้าก็คือลูกๆ ของหลวงพ่อทุกๆ คนที่กำลังนั่งอยู่ต่อหน้าหลวงพ่อนี่แหละ ส่วนเบื้องหลังก็คือคุณยาย ซึ่งในขณะนี้ท่านก็ได้นอนทอดร่างอันสงบนิ่งของท่านอยู่เบื้องหน้าของลูกๆ ทุกๆ คน
จากโอวาทของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่หลวงพี่ได้นำมากล่าวให้พวกเราได้ฟังเมื่อสักครู่นี้ พอที่จะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าใจของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านนึกถึงแต่ครูบาอาจารย์แล้วก็ลุกๆ ชายหญิงของท่านเป็นหลัก เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยว่าทำไมท่านถึงได้ครองใจพวกเราทุกๆ คน แม้บางคนเพิ่งเข้าวัดเพียงครั้งแรกก็ตาม แต่กว่าที่ท่านจะมาเป็นศูนย์รวมจิตใจของพวกเราได้นั้น ก็มีคุณยายนี่แหละที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมด อันจะเห็นได้จากคำพูดที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้เคยพูดให้พวกเราได้ฟังอยุ่เสมอๆ ว่าถ้าไม่มีคุณยาย ก็ไม่มีหลวงพ่อ และคงไม่มีวัดพระธรรมกาย
ถ้าจะกล่าวว่าคุณยายท่าน เป็นบุคคลผู้ปิดทองหลังพระก็ยังจะได้ แล้วพระที่ว่านี้ก็ไม่ใช่พระพุทธรูปนะ แต่เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่คุณยายท่านได้บรรจงปิดทอง คือคุณธรรมความดีแล้วก็รวมไปถึงวิชาความรู้ภายในที่ท่านได้ตั้งใจถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์ของท่าน ชนิดที่เรียกว่าไม่เคยปกปิดวิชาความรู้ใดๆ ไว้กับตัวเลย จนพระที่คุณยายท่านได้นำมาปิดทองนั้น กลายมาเป็นทองคำทั้งองค์ จนทำให้บังเกิดความศรัทธาและยังความเลื่อมใสแก่บุคคลที่ได้เพิ่งพบเห็น แม้จะเพิ่งพบเพียงครั้งแรกก็ตาม
ซึ่งคุณธรรมในความเป็นครูของคุณยายท่าน ถือว่าเป็นคุณธรรมที่โดดเด่นข้อหนึ่งของคุณยายเลยทีเดียว หลวงพี่คิดว่าถ้าเราเอาคนที่เป็นครูทั่วทั้งโลกมาไว้รวมกัน คงยากที่จะหาใครที่มีหัวใจของความเป็นครูผู้ให้ได้เหมือนอย่างคุณยายท่าน เพราะสิ่งที่ท่านให้ ไม่ใช่ว่าจะนำมาใช้ได้เพียงแค่ชาตินี้ชาติเดียว แต่เราสามารถนำมาใช้ได้ทุกภพทุกชาติ จนกว่าเราจะไปถึงจุดหมายปลายทาง นั่นก็คือที่สุดแห่งธรรม
และด้วยความที่คุณยายท่านมีวิญญาณของความเป็นครูผู้ให้อย่างเต็มเปี่ยม จึงทำให้ในบางครั้งแม้ท่านจะป่วย แต่ท่านก็ไม่เคยหยุดที่จะกระทำหน้าที่ในฐานะที่ท่านเป็นครู ผู้พร้อมจะให้ลูกศิษย์อยู่เสมอ ดังเรื่องราวที่ในสมัยตอนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านยังเป็นนิสิต ช่วงนั้นท่านกำลังมุ่งมั่นที่จะไปต่อวิชชากับคุณยาย แต่เผอิญช่วงนั้นคุณยายท่านป่วยหนัก ก็เลยมีลูกศิษย์ของคุณยายท่านหนึ่งจึงพาคุณยายไปพักอยู่ที่บ้านของเขาแถวๆ สุขุมวิท
พอหลวงพ่อท่านทราบข่าว ท่านก็เลยตามไปเยี่ยม แต่ด้วยความที่ใจของท่านในตอนนั้นมีแต่ความมุ่งมั่นจะไปต่อวิชชากับคุณยายเพียงอย่างเดียว ทำให้พอเห็นคุณยาย หลวงพ่อท่านก็เลยรีบถามคุณยายว่า ยาย อย่างนี้ทำยังไงต่อ คุณยายซึ่งนอนคลุมโปงอยู่นั้น จึง จึงบอกกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อไปว่าให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ซิ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็เลยเล่าถึงเหตุการณ์ในตอนนี้ว่าเรียนกันไปทั้งผ้าคลุมโปงอย่างนั้น ครูสอนนั้นนอนเอาผ้าคลุมโปง ปิดหน้าบ้าง เปิดหน้าบ้าง นักเรียนก็นั่งอยู่หน้าเตียงทำสมาธิอยู่ เหงื่อซมกายทีเดียว แต่ก็มีความสุข แล้วก็มีปีติ
จากเหตุการณ์นี้จะเห็นได้เลยว่าหัวใจของความเป็นครูผู้ให้ของคุณยายท่าน มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม แม้ในบางครั้งท่านจะป่วย ท่านก็ไม่เคยหยุดที่จะทำหน้าที่ และพร้อมที่จะให้กับลูกศิษย์ของท่านทุกๆ คน แม้ในบางครั้งท่านจะป่วยอย่างที่หลวงพี่ได้เล่าไปสักครู่นี้ก็ตาม จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตของท่าน แม้ตอนนี้ท่านจะละสังขารไปแล้ว แต่ท่านก็ได้ฝากสิ่งๆ หนึ่งเอาไว้ ซึ่งสิ่งๆ นี้ก็เปรียบเสมือนกับเป็นตัวแทนของคุณยายท่าน สิ่งนั้นก็คือคำสอนของคุณยาย
หลวงพี่คิดว่าถ้ามีใครก็ตามที่ได้น้อมนำเอาคำสอนของคุณยายท่านมาปฏิบัติ เขาคนนั้นก็จะสามารถค้นพบคำตอบให้กับตัวของเขาเองที่ว่าเราเกิดมาทำไม แล้วอะไรคือเป้าหมายของชีวิต ถ้าใครที่ไม่มีบุญ และมีครูผู้คอยแนะนำแนวทางแห่งการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องให้ คงยากที่จะพบกับคำตอบที่ถูกต้องได้ แต่พวกเราที่นั่งกันอยู่ ณ ที่นี้ ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีบุญ แล้วก็มีครูผู้คอยชี้หนทางแห่งการดำเนินชีวิตอย่างคุณยาย อย่างพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง จึงทำให้ชีวิตของพวกเรามีคุณค่า และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง ซึ่งผิดกับชีวิตของชาวโลกทั่วๆ ไป ที่เขายังหาคำตอบให้กับตัวเขาเองไม่ได้เลยว่าเขาเกิดมาทำไม แล้วอะไรคือเป้าหมายของชีวิต
เพราะฉะนั้นพวกเราจึงเป็นบุคคลผู้โชคดีกว่าคนอีกหลายพันล้านคนบนโลกใบนี้ หลวงพี่ว่าถ้าใครก็ตามที่ได้มีโอกาสมาพบกับครูบาอาจารย์อย่างคุณยาย อย่างพระเดชพระคุณหลวงพ่อแล้ว เขาคนนั้นก็จะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง และมีเป้าหมายเหมือนอย่างที่พวกเราทุกๆ คนกำลังเป็นอยู่ ณ ตอนนี้ ถ้าจะว่ากันไปแล้วชีวิตของนักสร้างบารมีอย่างพวกเราก็อาจจะเปรียบได้กับชีวิตของนักเดินทาง แต่จะแตกต่างจากนักเดินทางทั่วไปตรงที่การเดินทางของพวกเรานั้น เป็นการเดินทางที่มีเป้าหมาย ไม่ใช่เป็นการเดินทางที่ไปอย่างสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง ไร้เป้าหมาย
ซึ่งเป้าหมายในการเดินทางของพวกเรานั้นต้องบอกว่าเป็นเป้าหมายที่พ้นโลก แล้วก็เหนือโลกด้วย เป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนทั่วไปจะคาดคิด ถึงแม้จะคิด ก็ยากที่ใครจะสามารถจะเดินทางไปถึงเป้าหมายได้โดยลำพัง แต่เป็นเพราะว่าเรามีครูบาอาจารย์วิชชาธรรมกายอย่างพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยายอาจารย์ และก็พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ที่เป็นผู้คอยชี้นำ แล้วก็ชี้แนะหนทางต่างๆ ให้ เราจึงเดินทางไปได้อย่างมั่นใจ และพร้อมที่จะลุยกันไปอย่างไม่หวาดหวั่น แม้เราจะไม่ทราบเลยว่าในหนทางอันแสนไกลนี้ เราจะต้องไปประสบพบเจอกับสิ่งใดบ้าง เพราะหนทางที่เราเลือกที่จะเดินทางไปนี้ ทั้งไกลและลำบาก ใครที่มีหัวใจ เป็นเส้นทางเฉพาะสำหรับผู้ที่มีหัวใจแบบ unlimited power คือหัวใจของยอดนักสู้ ผู้ไม่รู้จักคำว่าท้อ ใครที่มีหัวใจแบบนี้ก็คงต้องบอกว่าโอกาสที่จะเดินทางร่วมกับพวกเรานั้น ก็ใกล้เข้ามาแล้ว
มาถึงตรงนี้ หลวงพี่อยากให้พวกเราทุกคนลองถามใจตัวเองดูซิว่าเรามีหัวใจแบบไหน เราเป็นผู้ที่มีหัวใจแบบ unlimited power หรือเปล่า ถ้ายังไม่ใช่ ก็ยังให้เรารีบปรับหัวใจของเราเสียใหม่ ให้พยายามทำหัวใจของเราให้เป็นหัวใจของคนที่ไม่รู้จักคำว่าท้อ ใครที่ชอบไปขอกำลังใจจากคนอื่นก็ให้รีบเลิกกันเสียนะ เพราะการเดินทางในครั้งนี้ของพวกเรานั้น สิ่งหนึ่งที่เราจะหลีกเลี่ยงไปไม่ได้เลยนั่นก็คือการที่เราจะต้องไปประสบพบเจอกับอุปสรรคและความลำบากต่างๆ อย่างที่พวกเราเองก็ไม่เคยเจอกับการเดินทางครั้งไหนมาก่อน
เพราะฉะนั้นผู้ที่จะผ่านการเดินทางครั้งนี้ไปได้ จะต้องเป็นบุคคลที่มีหัวใจชนิดที่เรียกว่าท้อไม่เป็น ด้วยเหตุที่เป้าหมายของเราคือที่สุดแห่งธรรม เพราะฉะนั้นปัจจัยที่เป็นสิ่งที่ทำให้การเดินทางของพวกเรานั้นบรรลุไปถึงเป้าหมายได้จึงไม่ธรรมดาตามไปด้วย ซึ่งปัจจัยที่ว่านี้ก็ได้แก่การมีเสบียงที่เพียงพอ การพบเส้นทางที่ปลอดภัย และสุดท้ายก็คือการมีพาหนะที่ดีที่พอจะพาเราไปถึงจุดหมายปลายทางได้ ซึ่งปัจจัยทั้ง ๓ อย่างนี้ ไม่ใช่อยู่เฉยๆ แล้วมันจะเกิดขึ้นมาเอง แต่ที่เกิดขึ้นมาได้นั้นก็ล้วนแล้วแต่เราเป็นคนทำขึ้นมาเองทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถที่จะให้ใคร หรือใช้ให้ใครทำแทนกันได้ นอกเสียจากตัวของเราเอง
ตอนนี้หลวงพี่คิดว่าพวกเราหลายๆ คนอาจจะเริ่มสงสัยกันแล้วว่าที่หลวงพี่บอกว่าให้ทำนั้นคือให้ทำอะไร ที่ว่าให้ทำ ก็คือให้ทำทาน รักษาศีล แล้วก็เจริญภาวนานั่นแหละ ซึ่งหลักทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ เพราะเป็นหลักในการปฏิบัติที่สำคัญ อันจะทำให้เราไปสู่เป้าหมายนั่นก็คือที่สุดแห่งธรรม ใครจะไปถึงช้าหรือเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับว่าตอนเรายังมีอยู่ เราได้ทำทาน รักษาศีล แล้วก็เจริญาภาวนามากน้อยแค่ไหน ใครที่อยากจะไปให้ถึงเป้าหมายเร็วๆ ก็คงต้องทำให้มากๆ ทำบ่อยๆ ส่วนใครที่อยากไปถึงเป้าหมายช้าๆ ก็ทำน้อยๆ
ส่วนใครที่หลงไหล ยังไม่อยากที่จะไปไหน ยังอยากที่จะวนเวียนอยู่ในภพ ๓ นี้ ก็ไม่ต้องทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ รอให้วันเวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ ไม่มีคุณค่า ไม่มีแก่นสารอะไรให้กับชีวิต บุคคลพวกนี้หลวงพี่คิดว่าเป็นบุคคลที่น่าสงสาร เพราะเขาไม่รู้เลยว่าตัวของเขาเองจะกลายเป็นโมฆะบุรุษ คือบุคคลผู้ไม่สามารถหาประโยชน์อันใดได้เลย จากการได้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ชาตินี้ก็เลยสูญเปล่า ทำให้ต้องเสียเวลาไปอีก ๑ ชาติ
เพราะฉะนั้นก็คงขึ้นอยู่กับตัวของพวกเราแล้วล่ะว่าเราอยากที่จะไปแบบไหน เพราะไม่มีใครที่จะสามารถตัดสินใจแทนตัวของเราได้ ซึ่งเรื่องนี้คุณยายก็เคยพูดเอาไว้ว่าเราต้องเตือนตัวเอง ถ้าเราทำของเราเอง เราทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ยายทำยายก็ได้ คุณก็ไม่ได้ คุณทำ คุณก็ได้ เพราะฉะนั้นก็ทำมากๆ ไว้ก่อน เราทำทุกๆ วันก็ได้ทุกๆ วันทำให้ถึงที่สุด
อย่างการทำทาน ก็เปรียบเหมือนกับการสั่งสมเสบียง อยากมีกินมีใช้ไปตลอดเส้นทางก็ต้องหมั่นทำบุญบ่อยๆ ทำอย่างต่อเนื่อง ให้ทำจนกระทั่งจิตวิญญาณแห่งความเป็นผู้ให้ซึมเข้าไปในสายเลือด ถ้าใครรู้ตัวว่าทำได้อย่างนี้ ก็ไม่ต้องเป็นห่วงเลยว่าเสบียงของเราจะหมด หรือจะพร่องก่อนไปถึงเป้าหมาย ส่วนในชาตินี้ใครที่มีอาการชักหน้าไม่ถึงหลัง ชักข้างหน้า หลังก็เหวอะหวะ หรือมีอาการผูกสมัครรักใคร่ในเข็มขัด ชอบที่จะรัดมันบ่อยๆ อยากทำบุญล้าน แต่มีเพียงร้อย อาการเหล่านี้นี่ให้เรารู้ไว้เลยว่าในภพชาติก่อนๆ นั้นเราทำทานมาน้อยไป เพราะฉะนั้นภพชาตินี้และภพชาติต่อๆ ไป ต้องรวยล้างแค้น ทำให้เต็มที่ เต็มกำลัง เต็มความสามารถ มีพลัง มีความสามารถเท่าไหร่ก็ทุ่มลงไปให้หมด
พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยบอกว่าพวกเราคือมนุษย์พันธุ์ลุย เป็นพันธุ์อกาลิโก คือบุคคลผู้ไม่มีเวลาเป็นเครื่องจำกัด ตราบใดที่เรายังไม่ได้เค่นเอาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในตัวของเรามาใช้ ก็อย่าเพิ่งไปท้อ เพราะพลังที่เราออกมาใช้ในตอนนี้นั้น เอาออกมาใช้เพียงแค่ ๕ % ยังเหลืออีกตั้ง ๙๕ % ที่ยังเหลืออยู่ภายในตัวของเรา ถ้าหากเมื่อไหร่ที่เราได้เริ่มลงมือทำ แล้วทำอย่างจริงจัง เราก็จะทำได้ ที่ทำไม่ได้นี่ เพราะว่าเราไม่ได้ทำอย่างจริงจัง ถ้าทำจริง มันต้องทำได้ทุกคน
หลวงพี่คิดว่าการที่เราได้ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจในการสร้างบารมีของพวกเราในครั้งนี้ แม้จะเต็มไปด้วยความเ⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪
⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪ใครที่ยังทำประธานกองของตัวเองยังไม่สำเร็จ ก็ให้เรารีบหาวิธีว่าจะมีวิธีการได้บ้างที่เราทำความปรารถนาของตัวเรา และของพระเดชพระคุณหลวงพ่อให้สำเร็จลงได้ บุญนี้เป็นบุญของเรา ยังไงหลวงพี่ขอเป็นกำลังใจ พยายามทำกันต่อให้สำเร็จ หลวงพี่มีความรู้สึกว่าการสร้างมหาทานในครั้งนี้เปรียบเสมือนบทพิสูจน์ให้กับตัวของเราว่าเรามีสายเลือดของตะวันธรรมกันมากน้อยแค่ไหน บทพิสูจน์นี้ไม่ได้วัดกันที่ปัจจัย แต่วัดกันที่ใจของพวกเรา ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นใด ก็ขอให้พวกเราทุกๆ คนทำกันให้เต็มที่ เต็มกำลัง เต็มความสามารถ
ส่วนการรักษาศีลนั้น ถ้าจะว่ากันไปแล้วก็เปรียบเสมือนกับเส้นทางที่เราไว้ใช้ในการเดินทาง ถ้าเรารักษาศีลของตัวเราให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์อยู่เสมอ ศีลที่เราเพียรรักษา ก็จะกลับมารักษาตัวของเรา ไม่ให้ตัวของเราตกไปในอบาย หรือไปทำในสิ่งที่ไม่ดี เพราะด้วยเหตุที่มีศีลเป็นเครื่องกำกับใจของเราเอาไว้ ใครที่สามารถรักษาศีลของตัวเองให้บริสุทธิ์ได้ ก็เปรียบเสมือนกับบุคคลผู้ชำนาญทาง ย่อมรู้ว่าเส้นไหนควรไป เส้นไหนไม่ควรไป และในบางครั้งก็อาจจะรู้ทางลัด อันจะทำให้การเดินทางไปถึงเป้าหมายของเรามีความรวดเร็ว ปลอดภัยไร้กังวลมากยิ่งขึ้น
ดูอย่างคุณยาย พอท่านได้เข้ามาที่วัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็เรียกให้คุณยายเข้าไปทำวิชชาอยู่ในโรงงานทำวิชชาทันที โดยที่คุณยายท่านไม่ต้องผ่านการทดสอบเหมือนอย่างคนอื่นๆ เขา ที่เป็นอย่างนี้ก็เป็นเพราะว่าคุณยายท่านเป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ มีศีล มีสัจจะ และรักธรรมะเป็นที่สุด
จากตรงนี้จะเห็นได้เลยว่าเพราะความที่ท่านเป็นมีศีลเป็นพื้นฐาน จึงทำให้กาย วาจา ใจของท่านมีความบริสุทธิ์ พอจะไปทำอะไร ก็เลยทำได้ไว และได้ดีกว่าคนอื่นเขา แต่ทางตรงข้าม ถ้าใครไม่ค่อยรักษาศีลของตัวเองให้บริสุทธิ์ ทำผิดศีลอยู่บ่อยๆ คนประเภทนี้ก็อาจเปรียบได้เหมือนกับคนป่าเข้ากรุง เวลาจะไปไหนก็ไปแบบผิดๆ ถูกๆ เพราะไม่รู้เส้นทาง บางครั้งพอไปเห็นแสงสีเข้าหน่อย ก็ทำให้ลุ่มหลง จึงลืมเป้าหมายของชีวิต สิ้นสุดการเดินทางเพียงแค่นั้น
แต่ถ้าคนไหนทำบุญเก่ามาดี ก็อาจจะได้สติ พอตัวเองกลับมายืนบนเส้นทางที่เราเดินมาได้ ซึ่งกว่าจะรู้ตัวอีกที หมู่คณะก็ไปไหนต่อไหนกันแล้ว ใครที่ไม่อยากจะเสียเวลา ไม่อยากที่จะพลัดพรากจากหมู่คณะ ก็คงต้องรักษาศีลของตัวเราให้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะศีล ๕ หรือศีล ๘ ก็ต้องรักษาให้ครบ อย่าให้ด่างพร้อย ถ้าเรารักษาศีลได้บริสุทธิ์ เราก็เปรียบเสมือนเป็นผู้ชำนาญทาง ที่เดินทางได้อย่างอาจหาญ ไม่ต้องกลัวหลงทางอีกต่อไป
มาถึงประการสุดท้ายก็คือการเจริญภาวนา ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่เราจะขาดไม่ได้เลยจากการเดินทางในครั้งนี้ เพราะการเจริญภาวนานั้นเปรียบเสมือนกับยานพาหนะอันจะพาเราไปสู่เป้าหมาย แต่จะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับว่าตอนเรายังมีชีวิตอยู่ เราได้ทำความเพียรในการเจริญภาวนามากน้อยแค่ไหน ถ้าหากเรามีความเพียรมาก ตั้งใจปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงพระธรรมกายภายใน พาหนะที่จะพาเราไปถึงจุดหมายก็จะทั้งแรงและเร็วตามไปด้วย ถึงแม้ระยะทางที่ใช้ในการเดินทางจะยังไกลเท่าเดิม แต่ระยะเวลาที่เราใช้ในการเดินทางนั้นก็จะหดสั้นได้ แต่ถ้าเรามีความเพียรน้อย ไม่หมั่นนั่งสมาธิเจริญภาวนาแล้ว เราก็คงต้องใช้เวลาในการเดินทางมาก ยิ่งเราใช้เวลาในการเดินทางมาก โอกาสที่เราจะไปถึงเป้าหมายอย่างปลอดภัยนั้นก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย
ถ้าหากจะเปรียบให้เราเห็นได้ภาพได้ชัดเจนนั้น ก็เหมือนกับว่าเรากำลังจะเดินทางไปสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไกลมากๆ และการเดินทางเพื่อไปสถานที่แห่งนี้ก็สามารถเลือกวิธีที่ใช้ในการเดินทางได้อย่างไม่จำกัด ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับการกำลังของแต่ละบุคคลว่าจะไปถึงจุดหมายด้วยวิธีการใด และมีกำลังเท่าไหร่ อย่างบางคนอาจจนั่งเครื่องบินไป บางคนก็อาจจะนั่งเรือไป บางคนก็อาจจะนั่งรถ แต่แย่ที่สุดนี่เห็นทีว่าจะต้องเดินธุดงค์ไปถึงเป้าหมายเลยทีเดียว ถ้าจะใช้ ถ้าจะให้วัดระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางแล้ว เครื่องบินถือว่าใช้เวลาไปถึงจุดหมายได้เร็วที่สุด รองลงมาก็คือการเดินทางด้วยทางเรือหรือไม่ก็รถยนต์ ส่วนอันดับสุดท้ายก็คือการเดินธุดงค์ด้วยลำแข้ง
ใครที่มีความเพียรมาก ก็อาจเปรียบเหมือนกับคนที่เดินทางด้วยเครื่องบิน ย่อมไปถึงเป้าหมายได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็วกว่าการเดินทางแบบอื่นๆ ใครที่มีความเพียรปานกลาง ก็อาจจะเปรียบเหมือนกับคนที่เดินทางด้วยการนั่งเรือ นั่งรถ ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางก็จะมากขึ้น อีกทั้งความปลอดภัยในขณะเดินทางก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย ส่วนใครที่มีความเพียรน้อย ประเภทที่ทำวันหนึ่ง หยุดไป ๓ วัน ทำ ๓ วัน หยุดไป ๗ วัน อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้เคยกล่าวไว้ ก็อาจเปรียบเหมือนกับคนที่เดินทางด้วยลำแข้ง ซึ่งแทนที่จะไปถึงจุดหมายในชาตินี้ ก็อาจไปถึงชาติหน้าแทนก็เป็นได้ ส่วนเรื่องความปลอดภัยก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะมันแทบจะลดน้อยลงไปทุกที
มาถึงจุดนี้ หลวงพี่เองก็ไม่รู้ว่าพวกเราอยากที่จะเลือกเดินทางกันไปแบบไหน เพราะการเดินทางในครั้งนี้คงจะไม่มีใครสามารถตัดสินใจแทนตัวของเราได้ นอกเสียจากตัวของเราเอง ว่าตัวของเราอยากที่จะไปแบบราชา หรืออยากจะมาแบบยาจก จะขับโรลสรอย หรือจะคอยตุ๊กๆ ทั้งหมดนี้ก็ล้วนแต่เราเป็นคนเลือกทั้งสิ้น ไม่ว่าใครจะเลือกไปแบบไหน แต่ที่แน่ๆ หลวงพี่ขอตีตั๋ว first class กับสายการบินภายในกลางกาย เที่ยวบินที่ zero seven two หรือเที่ยวบินที่ ๐๗๒ ซึ่งพร้อมที่จะเปิดรับผู้โดยสารตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพียงแค่เราหลับตา แล้วก็เอาใจของเราไปตั้งไว้อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพียงแค่นี้ เราก็สามารถเดินทางไปกับสายการบินเที่ยวนี้ได้ แล้วก็ไม่ต้องเป็นห่วงเลยว่าสายการบินสายนี้จะพาเราไปแวะที่ตึกแพนตากอน หรืออาคาร World trade tower เพราะสายการบินสายนี้จะมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายนั่นคือที่สุดแห่งธรรมเพียงอย่างเดียว
ในบรรดาปัจจัยทั้ง ๓ อย่างที่หลวงพี่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น อันได้แก่การทำทาน รักษาศีลแล้วก็เจริญภาวนานั้น การเจริญภาวนาถือได้ว่าเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดของการเดินทางในครั้งนี้ เพราะการเดินทางเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมายคือที่สุดแห่งธรรมนั้น เราต้องอาศัยการเจริญภาวนาเป็นหลัก ถ้าหากเราขาดการเจริญภาวนาแล้ว เราก็เปรียบเสมือนคนที่ขาดยานพาหนะในการเดินทาง ซึ่งการที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้นก็คงจะยาก หรือบางทีอาจจะไปไม่ถึง
ซึ่งคุณยายท่านได้เคยกล่าวถึงความสำคัญของการเจริญภาวนาไว้ให้ฟังว่าทั่วแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาลไม่มีใครช่วยเราพ้นทุกข์ได้หรอก นอกจากธรรมะเท่านั้น เกาะธรรมะให้แน่นๆ นะ แค่เห็นแสงสว่างเพียงแวบเดียว บุญก็มากมายมหาศาลเป็นฟ้าครอบเชียวนะ การนั่งธรรมะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เราต้องคิดอยู่เสมอว่าต้องเข้าถึงธรรมะให้ได้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ เราต้องหมั่นนึกถึงอยู่บ่อยๆ ทุกๆ เวลาไม่ว่าเราจะเดิน ขับรถหรือทำอะไรก็ตาม เมื่อมีเวลาก็ให้นึกถึงให้มากๆ เหมือนอย่างยาย เมื่อยังไม่เห็นธรรมะ ก็ขยันนั่ง ขยันนั่งจนเห็นธรรม
ส่วนการทำทานและการรักษาศีลนั้น ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะการทำทานและการรักษาศีลนั้น ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยส่งเสริมให้ชีวิตในการสร้างบารมีของพวกเรานั้นสามารถสร้างบารมีไปได้อย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น ถ้าจะว่ากันไปแล้ว นักสร้างบารมีอย่างพวกเรา ก็คงที่จะต้องทำให้ครบทั้ง ๓ อย่าง เพราะทั้ง ๓ อย่างนี้ถือว่าเป็นกรณียกิจของนักสร้างบารมี ที่เหล่านักสร้างบารมีทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ให้เรานึกในใจไว้อยู่เสมอๆ ว่าตราบใดที่เราพลังในตัวเรายังไม่หมด เราจะไม่หยุดสร้างบารมี
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ความลำบากในชาตินี้เราจะไม่เจอในชาติหน้าอีกต่อไปแล้ว อุปสรรคและความลำบากที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรานับตั้งแต่วันนี้นี่ ถ้าผ่านมาแล้วก็ให้เรายิ้มสู้ อ้าแขนรับแล้วเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้นด้วยปัญญาภายใน เพราะสิ่งเหล่านี้แหละที่จะกลายเป็นบุญเป็นบารมีติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม
เพราะฉะนั้นก่อนที่ใครจะตัดสินใจว่าตัวของเราจะเลือกเดินทางไปแบบไหน หลวงพี่ก็ขอให้พวกเราทุกๆ คนนั่งหลับตา ทำสมาธิเจริญภาวนากันสักครู่หนึ่งนะ ก็ให้เราหลับตาของเราเบาๆ หลับพอสบายๆ คล้ายๆ กับเรานอนหลับ ไม่ใช่หลับนะ คล้ายๆ อย่าเม้มตาแน่น อย่าปิดเปลือกตา ให้เราเผยิบลูกนัยต์นิดๆ
เมื่อเราปรับตาแล้วก็ให้มาปรับที่ร่างกายของเรา ให้เรานั่งในท่าที่เรารู้สึกว่าสามารถนั่งในท่านี้ไปได้นานๆ ปรับอิริยาบถของเราส่วนใดที่เกร็ง ส่วนใดที่ตึง ส่วนใดที่เครียดอยู่ ก็ให้เราผ่อนคลายในจุดนั้น จากนั้นก็ให้พวกเราปรับใจของเรา โดยเอาใจไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ วางใจนิ่งๆ เบาๆ สบายๆ แตะใจเบาๆ เอาไว้อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของเรา ค่อยๆ ทำกันนะ
จากนั้นก็ให้เรานึกน้อมอาราธนาให้คุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่าน มาอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของพวกเราทุกๆ คน โดยนึกน้อมให้ศูนย์กลางกายของท่าน ตรงกับศูนย์กลางกายของเรา ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ นึกกันไปนะ นึกท่านให้ชัด นึกท่านให้ใส นึกท่านให้สว่าง ค่อยๆ นึก ค่อยๆ ทำกันไปเรื่อยๆ
จากนั้นให้เรานึกน้อมอธิษฐานอาราธนาบุญบารมีธรรมของคุณยายท่าน ให้ประมวลรวมกับบุญบารมีของพวกเราทุกๆ คนที่ได้เริ่มสั่งสมมาตั้งแต่ภพชาติแรก จนถึงปัจจุบันชาตินี้ ให้บุญบารมีทั้งหลายเหล่านั้นช่วยกลั่น ช่วยแก้ ธาตุธรรมเห็น จำ คิด รู้ ของพวกเราทุกๆ คนให้ใส ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้เป็นธาตุธรรมฝ่ายขาวล้วนๆ ฝ่ายบุญล้วนๆ สิ่งใดที่เป็นอกุศลที่ห่อหุ้มซึมซาบ เอิบอาบปนเป็นอยู่ในจิตใจของพวกเราให้มันหลุดร่อน กินละลายหายไปยังที่มาของมัน ให้เรานึกน้อมอย่างนี้ แล้วอธิษฐานตามใจชอบ สัพเพ (หมด 1/B)
PAGE
PAGE 12
หน้า
FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กันยายน\44-09-24 FWAAT.doc