ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

อดทนเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระสิทธิพันธ์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐเหนือเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และกัลยาณมิตร ลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ) สำหรับค่ำคืนวันนี้นับเป็นคืนที่พิเศษอีกวันหนึ่งของพวกเราทุกคน และเป็นโอกาสอันดีของหลวงพี่ที่จะได้บุญใหญ่จากการแสดงธรรมในคืนนี้ และเป็นมหากุศลของพวกเราทุกคนที่ได้มาฟังสวดอภิธรรม และฟังธรรม เพราะฉะนั้นก็ขอเชิญทุกท่านทำบุญใหญ่นี้ให้เกิดขึ้นกับตัวของเรา และตั้งใจฟัง อย่ากระดิกหูและกระพริบตาเชียวนะ หัวข้อที่จะแสดงธรรมในค่ำคืนวันนี้ ก็คือธรรมะข้อหนึ่ง สั้น ๆ แต่ทำได้ยาก นั่นก็คือขันติความอดทน โดยจะขอยกเอานิทานเรื่องหนึ่งที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ในพระคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี อรรถคาถา ทีฆนิกายมหาวรรค มาเล่าให้ทุกท่านได้รับฟังกัน เรื่องก็มีอยู่ว่าในสมัยพุทธกาล ประมาณสองพันห้าร้อยกว่าปีนับจากวันนี้ไปแล้ว มีพระภิกษุอยู่กลุ่มหนึ่งมีทั้งหมด ๓๐ รูป ท่านเรียนกรรมฐานในสำนักของพระพุทธเจ้า ซึ่งก็คือเรียนการทำใจหยุดใจนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และหากจะมีคำถามอะไรก็ สอบถามให้เข้าใจแจ่มแจ้งดีแล้ว หลังจากนั้นท่านก็กราบทูลลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ออกเดินทางไปหาสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อที่จะทำสมณธรรม พวกเราก็ไปพบสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเหมาะสำหรับการจำพรรษา สถานที่แห่งนั้นเป็นวัด เป็นวัดป่า พอไปถึงพวกท่านก็แยกย้ายกัน หาสถานที่ที่จะปักกลด พอถึงตอนเย็นท่านก็มาประชุมแล้วก็ตกลง ตกลงกันว่าผู้มีอายุ เราควรทำสมณธรรมตลอดคืนในยามทั้งสาม เราไม่ควรมายังสำนักของกันและกัน แล้วต่างคนต่างอยู่ ไม่ไปหาสู่กัน หมายความว่าท่านตกลงจะนั่งสมาธิตั้งแต่ ๖ โมงเย็น ไปจนถึง ๖ โมงเช้า ๑๒ ชั่วโมงทุกวัน ตลอดพรรษา เมื่อภิกษุเหล่านั้นทำสมณธรรม พอถึงตอนใกล้รุ่ง ท่านก็หงกหลับ ในคืนนั้นเองก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้น เนื่องจากว่าวัดที่ท่านไปอยู่เป็นวัดป่า จึงมีเสืออยู่ตัวหนึ่งที่อาศัยอยู่แถวนั้นมาจับภิกษุไปกินทีละรูป ทีละรูปทุกคืน ภิกษุที่ถูกเสือจับไปกิน ก็มิได้เปล่งวาจาว่าเสือคาบผมไปแล้ว เพราะท่านถือเป็นสัจจะที่ได้ตกลงกันไว้แล้วว่าจะไม่รบกวนกันในเวลาปฏิบัติธรรม ภิกษุเหล่านั้นถูกเสือจับไปกินทั้งหมด ๑๕ รูปด้วยกัน พอถึงวันอุโบสถ ภิกษุที่เหลือกมาประชุมกัน เพื่อที่จะฟังพระปาฏิโมกข์ก็พบว่ามีภิกษุเหลืออยู่แค่ ๑๕ รูปเท่านั้น ท่านก็สอบถามกันว่าภิกษุที่เหลือนั้นไปอยู่ที่ไหนกันหมด เมื่อทราบเรื่องราวแล้ว ท่านก็ตกลงกันใหม่ว่าเมื่อจะถูกเสือคาบไป ควรบอกว่าเราถูกเสือคาบไป เมื่อตกลงกันได้แล้ว ท่านก็แยกย้ายกัน แล้วในคืนนั้นเอง เสือก็มาอีก มาจับภิกษุหนุ่มไปกินเหมือนเมื่อคราวก่อน ภิกษุหนุ่มรูปนั้นเมื่อถูกเสือคาบไปกิน ก็ร้องว่าเสือครับ เสือครับ ภิกษุทั้งหลายได้ยินดังนั้น ก็ถือไม้เท้าและคบเพลิง ออกติดตาม หมายว่าจะให้เสือมันปล่อย เสือก็พาภิกษุหนุ่มหนีขึ้นไปยังเขาขาด ซึ่งเป็นทางที่พวกภิกษุไปไม่ได้ ก็ได้แต่มองภิกษุหนุ่มถูกเสือจับไป เสือตัวนั้นพอเห็นว่าภิกษุที่ติดตามมานี่ ติดตามไปไม่ได้ ก็เริ่มกินภิกษุหนุ่มรูปนั้น ก็เริ่มตั้งแต่นิ้วเท้า ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้นก็ได้แต่กล่าวว่า สัตตบุรุษ บัดนี้กิจที่พวกเราจะต้องทำไม่มี ขึ้นชื่อว่าความวิเศษของภิกษุทั้งหลาย ย่อมปรากฏในฐานะเช่นนี้ ภิกษุหนุ่มได้ยินดังนั้นก็ได้คิด ได้สติ และในขณะที่นอนอยู่ในปากเสือนั่นเอง ท่านก็ข่มเวทนาความเจ็บปวดทั้งหลาย แล้วก็เจริญวิปัสสนา พยายามทำใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย พอตอนเสือกินไปจนข้อเท้า ท่านก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน พอกินไปถึงหัวเข่าก็เป็นพระสกทาคามี พอเสือกินไปถึงท้อง ท่านก็เป็นพระอนาคามี ตอนเสือกินไปยัง ไม่ถึงหัวใจ ท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมภิธาน พอท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านก็เปล่งอุทานว่า เรามีศีลถึงพร้อมด้วยวัตร มีปัญญา มีใจมั่นคงดีแล้ว เพราะอาศัยความประมาทคู่หนึ่ง ทั้งที่มีใจไม่คิดร้ายในเสือ มันก็จับไว้ในกรงเล็บ พาไปไว้บนกองหิน เสือจะกินเราถึงกระดูกและเอ็นก็ตามที เราจะทำกิเลสให้สิ้นไป จะสัมผัสวิมุตติ พอท่านกล่าวจบดังนี้แล้ว ก็ปรินิพพานทันที ท่านกัลยาณมิตรทุกท่าน ภิกษุหนุ่มรูปนี้เมื่อถึงคราวมีมรณภาพ คือความตายมาปรากฏอยู่เบื้องหน้า มีชีวิตอยู่อีกไม่กี่นาที แต่ท่านก็สามารถข่มความเจ็บปวด อดทนต่อทุกขเวทนา ทำใจหยุดนิ่งได้ จนบรรลุธรรม ถ้าหากภิกษุหนุ่มรูปนี้ ไม่สามารถอดทนความเจ็บปวดได้เสียแล้ว ก็คงจะเสื่อมจากคุณอันวิเศษ ไม่สามารถเข้าถึงพระธรรมกายภายในตัว บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในเวลานั้น ดังนั้น ความอดทนที่ภิกษุหนุ่มมี จึงหมายถึงความเข้มแข็งมั่นคง หนักแน่นไม่หวั่นไหว สามารถรักษาปกติของตนไว้ได้ ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่งด้วยสิ่งอันที่พึงปรารถนา หรือไม่พึงปรารถนาก็ตาม จริงๆ แล้วในตัวของเราทุกคน ต่างก็มีความอดทนกันอยู่ทั้งนั้น บางท่านก็มีปริมาณความอดทนมาก บางท่านก็น้อย แล้วแต่ว่าใครจะมีการสั่งสมามามากกว่ากัน ถ้าหากเราฝึกฝนความอดทนมาตั้งแต่เด็ก เราก็มีความอดทนได้มาก เรานี่ต่างก็เผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เราต้องอดต้องทน เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นเราสามารถที่จะแบ่งแยกได้ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งก็คือ อย่างแรก เราต้องอดทนต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ดินฟ้าอากาศ ความหนาว ความร้อน ฝนตก แดดออก สิ่งเหล่านี้เราเรียกความอดทนแบบนี้ว่าอดทนต่อความลำบากตรากตรำ หรือว่าถ้าหากเราต้องอดทนต่อความเจ็บปวด ไม่สบายกาย เช่นความปวดเมื่อย หรือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่นจากตัวอย่างที่ยกขึ้นมา ในตอนแรกเมื่อภิกษุหนุ่มถูกเสือกัดกิน ย่อมเกิดความเจ็บปวด ทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า แม้แต่ตัวเราเองถูกมดกัดเล็กน้อย ยังเจ็บๆ คันๆ แต่นี่ท่านถูกเสือจะเจ็บขนาดไหน เราก็ลองนึกถึงความเจ็บป่วย ไม่สบาย เมื่อเราถึงคราวป่วยไข้ว่าเป็นอย่างไร ในตอนนั้นไม่มีใครที่จะมาช่วยเราได้ เราต้องช่วยตัวของเราเองอย่างเดียว ยิ่งถ้าเราไม่มีที่พึ่ง ณ เวลานั้นก็ตอบได้ยากว่าจะเป็นอย่างไร ทุกข์ทรมานแค่ไหนก็ เหนือที่จะคิดเดาได้ แต่ถ้าเราสู้อดทน เราเรียกความอดทนนั้นได้ว่าอดทนต่อทุกขเวทนา ความอดทนอีกอย่างหนึ่งก็คือความอดทนต่อความโกรธ ความไม่พอใจ ความขัดใจ อันเกิดจากคำพูดที่ทำให้ไม่พอใจของคนที่สูงกว่าเรา เสมอเรา ต่ำกว่าเรา หรืออันบุคคลที่มีกิริยามารยาทที่ไม่งามน่าดู หรือความอยุติธรรมต่างๆ ในสังคม ความไม่สะดวกในที่ต่างๆ ในเรื่องนี้ คุณยายเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อตอนที่ท่านไปอยู่วัดปากน้ำใหม่ๆ เวลาคุณยายไปกินข้าวที่โรงครัว ท่านก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกับใคร เพราะท่านมาใหม่ แม่ชีที่อยู่ในครัว เขาเห็นหน้าท่านว่าเป็นคนใหม่ พอตักข้าวได้ ก็กระแทกจานใส่ให้อย่างแรงๆ ทุกที แต่คุณยายก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านเฉยเสีย ท่านสอนตัวของท่านเองได้ว่าเขาคงเหนื่อย ตัวท่านเองก็ไม่ชอบทะเลาะกะใคร ท่านทานข้าวของหลวงพ่อ ท่านไม่ได้ทานข้าวของใคร ท่านก็ทำใจสบายๆ อดทนแค่นี้ ความอดทนอย่างนี้ สามารถเรียกได้ว่าอดทนต่อความเจ็บใจก็ได้ หรือประเภทสุดท้าย อดทนต่ออารมณ์อันน่าใคร่ น่าเพลิดเพลินใจของตัวเรา อดทนต่อสิ่งที่เราอยากทำ แต่ไม่สมควรทำ เช่นอดทนไม่เที่ยวเตร่ ไม่เล่นการพนัน ไม่เสพสิ่งเสพติด ไม่รับสินบน ไม่คอรัปชั่น ไม่ผิดลูกเมียเขา ไม่เห่อยศ ไม่บ้าอำนาจ ไม่ขี้โอ้ ไม่ขี้อวด เราเรียกความอดทนแบบนี้ว่าอดทนต่ออำนาจกิเลส ซึ่งข้อนี้ทำได้ยากที่สุดใน ๔ ข้อที่กล่าวมา ซึ่งถ้าเราฝึกความอดทนต่อสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว จนเกิดเป็นบารมีอย่างเต็มที่ เราจะเป็นคนที่เข้มแข็ง มั่นคง หนักแน่น ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ ได้ลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ หรือนินทา และเมื่อมีความอดทนแล้ว งานทุกชิ้นในโลกไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็จะสำเร็จขึ้นมาได้ ความสำเร็จนั้น นอกจากจะอาศัยปัญญาแล้ว ก็จะต้องอาศัยความอดทนเป็นพื้นฐาน งานนั้นจึงจะสำเร็จลงมาได้ แล้วถ้าขาดความอดทนไปเสีย จะไม่มีงานชิ้นไหนสำเร็จได้เลย เพราะขันติเป็นคุณธรรมไว้สำหรับต่อต้านความท้อแท้ ท้อถอย หดหู่ ความอดทนจะเป็นตัวขับเคลื่อน เร่งเร้าให้เกิดความขยัน และทำให้เห็นอุปสรรคต่างๆ เป็นเครื่องท้าทายความสามารถ ทำให้งานชิ้นนั้นสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม ด้วยเหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ยกเว้นปัญญาแล้ว เราสรรเสริญว่าขันติเป็นคุณธรรมอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราองค์ปัจจุบันนี้เมื่อครั้งที่พระองค์ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าครั้งแรกนั้น พระองค์เป็นมานพหนุ่มแบกมารดาผู้ตาบอด ว่ายน้ำ ข้ามน้ำข้ามทะเล เพราะว่าเรือที๋โดยสารมาเกิดล่มอยู่กลางมหาสมุทร เป็นผู้ที่ พระองค์เป็นผู้ที่มีความอดทนมาก ไม่ย่นย่อต่อความกว้างใหญ่ของมหาสมุทร ตั้งใจจะพามารดาให้รอดชีวิตให้ได้ ในขณะที่ถูกคลื่นซัดสาดอยู่นั้น แม้จะมีความเหน็ดเหนื่อย กำลังผุดๆ โผล่ๆ อยู่นั้น ท่านก็ได้ตั้งใจ ตั้งมโนปณิธานที่ยิ่งใหญ่ ตั้งความปรารถนาไว้ว่าถ้าตัวเราถึงแก่ชีวิต พินาศขาดสูญไปในห้วงมหาสมุทรทะเลใหญ่ พร้อมกับมารดา ณ กาลบัดนี้ ขอกุศลที่เราแบกมารดาว่ายน้ำในมหาสมุทรมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยนักหนานี้ จงเป็นปัจจัยให้ถึงซึ่งพระโพธิสัตว์ญาณ ขอเราพึงอาจนำสัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายในวัฏสงสาร ให้ข้ามพ้นลุถึงฝั่งโน้นคืออมตะมหานิพพาน เมื่อเราเปลื้องตนออกพ้นจากวัฏสงสารแล้ว ขอพึงนำสัตว์ทั้งหลายให้เปลื้องตน พ้นจากวัฏสงสารด้วยเถอะ เมื่อเราข้ามพ้นจากวัฏสงสารได้แล้ว ขอให้เรานำสัตว์ทั้งหลายข้ามพ้นจากวัฏสงสารได้ด้วยเถอะ เมื่อท่านได้ตั้งมโนปณิธานอย่างนี้แล้ว ก็เกิดเหตุอัศจรรย์ทำให้มีเรี่ยวแรงเกิดพละกำลัง สามารถแบกมารดาว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร จนกระทั่งพบฝั่งได้ในอีก ๒-๓ วัน นับจากนั้นการสร้างบารมีของพระองค์ก็ไม่เคยละความพยายาม มีความอดทน แม้หนทางแห่งการได้มาซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณมันจะยากลำบากสักเพียงใด ต้องสละชีวิตของตัวเองมากมาย ต้องสละดวงตาไปมากกว่าดวงดาวบนท้องฟ้า เสียน้ำตาไปมากกว่าน้ำในมหาสมุทร แต่สุดท้ายพระองค์ก็บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจ ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานถึง ๒๐ อสงไขย แสนมหากัป ความปรารถนาของพระองค์จึงสำเร็จ และจะขอยกเอาโอวาทของพระพุทธเจ้าที่ได้กล่าวสรรเสริญความอดทน ซึ่งพระเถระในอดีตได้รวบรวมไว้ และนำมาเป็นบทสวดมนต์ของพระ ชื่อว่าบทบอกวัตร ซึ่งเป็นบางส่วนเท่านั้น โดยหลวงพี่จะนำมาอ่าน สวดให้พวกเราได้ฟังกัน ขนฺตี ปรมํ ตโปตีติกฺขา ความอดทนคือทนทานเป็นตบะอย่างยิ่ง สีลสมาธิ คุณานัง ขันตี ปะทานะกะระนัง ความอดทนเป็นเหตุที่ตั้งแห่งคุณคือศีลสมาธิทั้งหลาย สพฺเพปิ กุสลา ธมฺมา ขนฺตยาเยว วฑฺฒนฺติ เต กุศลธรรมทั้งหลาย แม้ทั้งสิ้นนั้น ย่อมเจริญด้วยความอดทนแท้ เกวลานํปิ ปาปานํ ขนฺตีมูลํ นิกนฺตติ ความอดทนย่อมตัดเสียได้ซึ่งรากเหง้าแห่งความชั่วทั้งหลาย แม้ทั้งสิ้น ครหกลหาทีนํ มูลํ ขนติ ขนฺติโก ผู้อดทนย่อมชื่อว่าขุดเสียได้ ซึ่งรากเหง้าแห่งหายนะเหตุทั้งหลาย มีการติเตียนกันและการทะเลาะกันเป็นต้น ขนฺตี ธีรสฺส ลงฺกาโร ความอดทนเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ ขนฺตี ตโป ตปสฺสิโน ความอดทนเป็นตบะของผู้มีตบะ ขนฺตี พลํ ว ยตีนํ ความอดทนเป็นกำลังคือผู้บำเพ็ญพรตทั้งหลาย ขนฺตี หิตสุขาวหา ความอดทนนำประโยชน์และนำสุขมาให้ ขนฺติโก เมตฺตวา ลาภี ยสสฺสี สุขสีลวา ผู้อดทนย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีมิตร เป็นผู้มีลาภ เป็นผู้มียศ เป็นผู้มีความสุขเป็นปกติ ปิโย เทวมนุสฺสานํ มนาโป โหติ ขนฺติโก ผู้อดทนย่อมชื่อว่าเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อตฺตโนปิ ปเรสญฺจ อตฺถาวโห ว ขนฺติโก ผู้อดทนย่อมชื่อว่าเป็นผู้นำประโยชน์มาให้แก่ตน และแก่ชนเหล่าอื่นอีกด้วย สคฺคโมกฺขคมํ มคฺคํ อารุฬฺโห โหติ ขนฺติโก ผู้อดทนย่อมชื่อว่าเป็นผู้ย่างขึ้นสู่หนทาง เป็นที่ไปสวรรค์และพระนิพพาน สตฺถุโน วจโนวาทํ กโรติเยว ขนฺติโก ผู้อดทนย่อมชื่อว่าทำตามวัจโนวาทของพระศาสนาทีเดียว ปรมาย จ ปูชาย ชินํ ปูเชติ ขนฺติโก ผู้อดทนย่อมชื่อว่าบูชาสมเด็จพระชินเจ้า ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง นี่คือบทสวดมนต์ที่เรียกว่าบทบอกวัตร อันเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นที่หลวงพี่ได้ยกมา ความอดทนจึงมีคุณมากอย่างนี้ แต่ว่าถ้าหากว่าเราไม่อดทนแล้ว พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ด้วยว่าถ้าหากไม่อดทนแล้วก็จะได้รับโทษอยู่ ๕ ประการ ก็คือ ๑. ไม่เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของชนมาก ๒. มีเวรมาก ๓. มีโทษมาก ๔. ตายโดยความหลงลืม ประการสุดท้าย เบื้องหน้าแต่กายเพราะ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก และเมื่อเรามีความอดทนแล้ว เราจะเอาความอดทนเป็นทำอะไร คำตอบก็คือไปทำพระนิพพานให้แจ้ง ให้เหมือนครูบาอาจารย์ของเรา เช่นเดียวกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ เมื่อครั้งที่ท่านตั้งใจจะ สมัครใจจะเข้าถึงธรรม ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ หลังจากที่ท่านบิณฑบาตฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ท่านก็เข้าอุโบสถ ตั้งใจจะทำความเพียร ซึ่งในครั้งนี้ ท่านได้ตั้งใจ ตั้งเป็นสัจจะเลยว่าถ้าจะไม่ได้ยินเสียงกลองเพล จะไม่ยอมลุกจากที่ ซึ่งปรากฏว่าครั้งนี้มีอาการปวดเมื่อย เหน็บชา และทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เกิดความกระวนกระวายใจ กระสับกระส่ายกว่าปกติ ต่อเมื่อได้ เมื่อได้ตั้งสัจจะเอาไว้แล้ว ท่านก็อดทนนั่งต่อไป เมื่อตัดใจปล่อยชีวิต ไม่สนใจต่อความปวดเมื่อย ในที่สุดใจของท่านก็ค่อยๆ สงบลงทีละน้อย แล้วรวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็นเป็นดวงใสที่ศูนย์กลางกาย อีกครั้งหนึ่งในคืนเดียวกันนั่นเอง ท่านก็เข้าอุโบสถ ตั้งใจทำความเพียรต่อ แต่คราวนี้ว่า ท่านก็ตั้งสัตยาธิษฐานไว้เลยว่าถ้ายังไม่บรรลุธรรมก็จะขอถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา โดยไม่ยอมลุกขึ้นเป็นอันขาด ในที่สุดหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็เข้าถึงพระธรรมกาย ทำให้เราได้ยินอมตวาจาที่ว่า ฉันเอง ๒ คราว ไม่ได้ตายเถอะ นิ่ง พอถึงกำหนดเข้า ก็ได้ ไม่ได้ตายเถอะ นิ่ง พอถึงกำหนดก็ได้ ไม่ตายสักที และหลวงพ่อยังบอกไว้ด้วยอีกว่า อดทนไม่ได้ ไปนิพพานไม่ได้ อดทนได้ ไปนิพพานได้ หรือไม่ก็เอาตัวอย่างจากคุณยายที่ท่าน กว่าจะได้เรียนวิชชาที่วัดปากน้ำ กว่าจะเข้าถึงธรรม ท่านต้องยอมทนเป็นคนรับใช้เขา และการทำความสะอาดอย่างคุณ ให้ได้อย่างคุณยายนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะคุณยายเป็นคนตื่นเช้า ขยัน ทำงานคล่องแคล่วว่องไว ทำได้อย่างสะอาดเรียบร้อย ตื่นก่อน นอนทีหลังเจ้านายเสมอ ท่านเป็นคนอดทนยิ่ง ช่างสังเกต จึงเรียนรู้ทุกอย่างได้เร็ว ท่านทำงานหนักโดยไม่บ่น เพราะหวังที่จะได้เรียนธรรมะ เข้าถึงธรรมะให้ได้ ด้วยคุณสมบัติของคุณยายเช่นนี้ ในที่สุดท่านก็มีโอกาสได้ศึกษาธรรมะ จนเข้าถึงพระธรรมกายได้ในที่สุด เพราะฉะนั้นหากเราอยากเป็นอย่างคุณยาย ได้ธรรมะอย่างท่าน ก็ต้องมีความอดทน ตั้งใจนั่งธรรมะ แล้วในที่สุดเราก็จะได้อย่างคุณยาย เพราะฉะนั้นก็ ต่อจากนี้ไปก็ขอเชิญทุกท่านหลับตา ทำสมาธิภาวนาโดยนึกเอาถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ และคุณยายเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติธรรม เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายกันสักครู่หนึ่งนะ ก็ให้พวกเราทุกคนน้อมนำใจมาไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้พวกเราปรับร่างกายให้ผ่อนคลายสบายที่สุด ตรงไหนเกร็ง ตรงไหนตึง ก็ให้พยายามผ่อนคลายให้ดี นึกถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ หรือคุณยายไว้ที่ศูนย์กลางกายของเรา ให้นึกอย่างเบาสบาย นึกง่ายๆ สบายๆ พร้อมกับประคองใจให้หยุด ให้นิ่งที่ศูนย์กลางกายของเรา สัพเพ (จบม้วน 1/A) PAGE PAGE 9 FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กันยายน\44-09-25 FW-AAT..doc