สวัสดีคุณ ตามสบาย วัดยายเอง
(ม้วน 1/A)
พระประดิษฐ์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกๆ รูป นมัสการเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร และอุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานยายทุกท่าน (สาธุ)
ก็ขออนุโมทนากับบุญของลูกหลานยายทุกๆ ท่านด้วยนะ (สาธุ) บุญที่ได้ร่วมกันปิดกองกฐินนะ แล้วก็ตั้งใจจะทอดผ้าป่าต่ออีกนะ ในเดือนตุลาคมที่ทุกๆ ท่านได้ตั้งใจเอาบุญใหญ่ แล้วก็มีอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะเล่าให้ฟังที่หลายท่านอาจจะเคยได้ยินได้ฟัง บางท่านอาจจะยังไม่เคยได้ยินได้ฟังก็ได้ คือในระหว่างที่กัลยาณมิตรลูกหลานคุณยายได้มาปฏิบัติศาสนกิจนะ มาเอาบุญ มาสร้างบารมีด้วยกัน ทุกๆ คนก็ตกเป็นที่ ตกเป็นเป้าสายตาของคณะพระภิกษุทั้งจำพรรษาที่วัดนี้ก็ดี แล้วก็มาจาก พระอาคันตุกะมาจากทั่วประเทศก็ดี
มีอยู่วันหนึ่งหลวงพี่ก็ได้ขึ้นไปร่วมสวดพระอภิธรรมด้วยวันอาทิตย์ แล้วก็นั่งอยู่แถวหลังนะฮะ แถวหลัง จำได้ว่าเป็นพระเถระท่านมาจากจังหวัดเลย จังหวัดเลย ในระหว่างที่กัลยาณมิตรทุกคนกำลังบูชาพระ อาราธนาศีล ด้วยเสียงอันเป็นปกติของทุกๆ คนนั่นแหละ คือดังหมดเลย สมาทานศีลก็ดังกันทั้งห้องนะ ทั้งบ้านคุณยายนี่ดังกันหมดเลย นั่นคือทุกๆ คนตั้งใจสมาทานศีล แล้วก็ตั้งใจรับศีลกัน ช่วงนั้นแหละที่จะเอามาเล่าให้ฟัง คือพระเถระท่านก็มอง มองซ้ายแล้วก็มองขวา มองขวาแล้วก็มาข้างหน้า มองซ้ายก็ไปข้างหลัง แล้วก็มีเสียงออกมาด้วยนะ แล้วท่านสะกิดองค์ข้างๆ ด้วยนะ
แต่หลวงพี่เห็นหมดแหละ เพราะแอบฟังอยู่ ท่านก็โอ้โฮ ก็หันไปดูตามท่าน ท่านโอ้โฮอะไรนะ ก็ไม่เห็นมีอะไร ก็ปกติ เพราะเราทำอย่างนี้มาตลอด แต่ท่านเห็นแล้วท่านชื่นชมนะ โอ้โฮ ปกติเขาสมาทานศีลก็มีแต่พิธีกรนำอยู่คนเดียว เวลาเสียงรับก็มีอยู่คนเดียวนะ แต่นี่ดังทั้งห้อง แล้วท่านก็โอ้โฮ มีจุ๊ๆ ด้วยนะ แต่ว่าเสียงเบาๆ แต่ก็ไม่รอดพ้นหูและสายตาหลวงพี่ เพราะคอยดูอยู่แล้วว่าท่านจะว่ายังไง ท่านก็ว่าอย่างเมื่อกี้แหละ เลยเอามาเล่าให้ฟัง ขอแสดงความภูมิใจกับทุกๆ คนด้วยนะ ที่ทุกๆ คนเป็นลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายที่ ที่ไปถึงไหนถึงไหน ทุกคนก็ทราบดีว่าเป็นใครนะฮะ จะไปกราบพระก็ดี จะไปติดต่อที่ไหนก็ดี เห็นกิริยาท่าทาง
อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยบอกเอาไว้ เห็นแค่การถอดรองเท้าก็รู้แล้ว การถอดรองเท้าที่เป็นระเบียบ และที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอก นี่พวกวัดพระธรรมกาย ที่มีคำว่าพวกคือหมายถึงพวกเดียวกัน ไม่ใช่คนละพวกหรอก แต่ใหม่ๆ ก็ค่อนข้างจะ กำลังทำความคุ้นเคยอยู่นะ ด้านหลังก็คือเป็นพุทธบริษัทเหมือนกันนะ
ทีนี้มีอยู่ อยู่อย่างหนึ่งที่จะ จะเอามาเล่าย้อนอีกนิดเดียว คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อ หลวงพี่จำได้ว่าอาทิตย์ไหน จำไม่ได้แล้ว แต่ว่าจำได้ว่าท่าน พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่ากราบใหม่อีกที วันไหนใครมาบ้างฮะ เกือบเต็มหมดนี่เลยนะฮะ ที่ท่านให้กราบใหม่ จำไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไรนะ แต่น่าจะเป็นเพราะว่าไม่พร้อมกันมั้ง เดาเอานะ เพราะว่าจากที่ดูๆ ก็ไม่พร้อมจริงๆ ถ้าตรงนี้พร้อมด้วยนะ พระอาคันตุกะท่านคงเสียงดังกว่าที่พูดอีก คงจะโอ้โฮ ดังกว่านี้อีก
ทีนี้ทำไมไม่ค่อยพร้อมกัน ก็เท่าที่สังเกต บางท่านก็ไว บางท่านก็ช้า คือถ้าพอดีเหมือนกันก็พร้อมกัน แต่ว่าบางท่านก็เร็ว บางท่านก็ช้า ก็เลยไม่พร้อมนะ บางท่านก็เร็วตั้งแต่พนมมือจรดที่หน้าผากหว่างคิ้ว บางท่านก็ขึ้นก่อน พอพิธีกรบอกว่ากราบ พอบอกว่ากราบ เนื่องจากเรารู้แล้วว่าเดี๋ยวก็ต้องนำกราบ เราเลยไปก่อนนะ บางท่านก็นำไปก่อนเลย นี้คือจังหวะที่ไม่พร้อมกันนะ ทำให้ก้มลงไม่พร้อมกัน เท่าที่เห็นนะ จังหวะถัดมาคือเวลาหมอบถึงพื้นนะฮะ หมอบถึงพื้นแล้ว ที่เรากราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ใช่ไหมฮะ อุบาสกศอกต่อเข่า อุบาสิกาศอกคร่อมเข่า แขนทั้งสองติดพื้น นิ้วไม่กาง แล้วหน้าผากให้แตะพื้นด้วยนะฮะ
พอมาถึงตรงนี้ บางท่านก็เลยเร็ว บางท่านก็ช้าอีก อาจจะเป็นที่อายุ สรีระร่างกายและความเคยชิน แล้วแต่ เพราะงั้นบางท่าน พอคนอื่นหน้าผากเพิ่งแตะพื้น บางท่านก็ขึ้นมาแล้ว อันนี้จะเร็ว เร็วมาก ถ้าได้กราบลงไปแล้วหลับตา เออ ถ้ากราบลงไปถ้าได้นึกในใจว่า หนึ่ง สอง หนึ่ง สอง ขนาดนี้นะ แล้วจะพร้อมกัน พอนำกราบครั้งที่ ๒ พอกราบ ได้ยกมือขึ้นพร้อมๆ กันที่หน้าผาก แล้วก็หมอบลงไป แล้วก็หนึ่ง สอง แล้วก็ขึ้นมา ก็จะพร้อมกัน ปรับง่ายๆ ว่าท่านใดเร็วไปก็ให้ช้าลง ท่านใดช้าไปนิดหนึ่งก็ให้เร็วขึ้น นี่คืออย่างที่ ๑ ที่น่าจะพร้อมกันฮะ
อีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้พร้อมกันอีกก็คือถ้าได้สังเกตคนข้างๆ นะฮะ โดยไม่ต้องหันหน้านะ ไม่ต้องหันหน้าไปดู กราบลงไป หนึ่ง สอง เสร็จ ชำเลืองนิดหน่อย ข้างๆ ซ้ายขวาขึ้น แล้วเราก็ขึ้นด้วย ก็จะทำให้เก็บรายละเอียดในการพร้อมกันได้ดีขึ้น แล้วด้านข้างก็จะพร้อมกันหมด
นี่ถ้าทุกท่านทำได้อย่างนี้ หลวงพี่ว่าคงเป็นภาพที่สวยงาม เพราะเราต้องน่าจะซ้อมเอาไว้ เพราะว่าเดี๋ยวถ้าถ่ายทอดไปทั่วโลก จะได้ไม่อายเขา ไม่อายเขาแล้วไม่พอ เขาจะได้ประทับใจว่าทำไมกราบพร้อมกันจังเลยคนตั้งล้าน ตอนนี้เราซ้อมไปเป็นหมื่นก่อนก็แล้วกัน กว่าจะถึงล้านคนก็คงจะเรียบร้อยกว่านี้ ถ้าเราได้ซ้อมกันไว้ก็น่าจะดีนะฮะ น่าจะดี แต่ว่าเอาไว้ตอนจะเลิก เดี๋ยวก็ลองอีกทีก็แล้วกัน นี้คือเรื่องกราบไหว้ จุดนี้เป็นจุดที่หลวงพี่มองว่าเป็นจุดที่เป็นรายละเอียดที่ถ้าทำได้จะดีมากๆ นะฮะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็คงจะชื่นใจนะฮะ คงจะชื่นใจขึ้น ที่เห็นลูกๆ การกราบไหว้ก็พร้อมเพรียงกัน
ทีนี้ นึกถึงบุญในอดีตที่เคยได้นั่งสามล้อบ้าง ขับรถบ้างถวายคุณยาย ทีนี้บางทีเล่าๆ ไป ไม่ได้บอกนะฮะ มีกัลยาณมิตรบางท่านมา มาถามว่าตอนขี่สามล้อให้คุณยายน่ะเป็นพระหรือเปล่า ก็เลยลืมไปว่าไอ้ที่เล่าๆ มา เล่าตอนยังไม่ได้บวชนะฮะ ก็เลยบอกว่าพระขี่สามล้อไม่ได้หรอกนะ แล้วขี่ให้คุณยายนั่งด้วย บอกไม่ได้นะ ก็เลยลืมไป บอกว่าที่เล่าๆ ไปทั้งหมดเลยตอนนั้นยังเป็นอุบาสกนะ ยังเป็นอุบาสกอยู่ ถ้าเผลอหลายท่านที่เพิ่งมาก็จะได้ทราบ
ทีนี้ จะขอเล่าเรื่องคำพูดบางอย่างของคุณยายนะฮะที่ ที่ท่านได้พูดเอาไว้ แล้วอยากจะมาเล่าให้ฟัง บางท่านอาจจะเคยฟังแล้วนะฮะ แต่ฟังอีก เพราะคุณยายยังอยู่กับเราอยู่ ฟังแล้วฟังอีกจะได้ชื่นใจว่าคุณยายท่านไม่ใช่บุคคลธรรมดาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้บอกเมื่อสักครู่ คุณยายท่าน พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านไม่ใช่บุคคลธรรมดา เพราะท่านจะไปก็ต่อเมื่อคนทั้งหมดจะต้องไปด้วยกันทั้งหมด สัตวโลกทั้งหมดไปด้วยกันหมด ท่านถึงจะไปถึงที่สุดได้นะ
แต่จริงๆ มีคำพูดของคุณยายอยู่ ๒ ครั้ง เท่าที่จำได้ ๒ ครั้ง แต่จำวันที่ไม่ได้ ครั้งแรกตอนนั้นยังเรียนไม่จบเลย แต่ได้ยินคุณยายพูด ท่านพูดถึง พูดถึงหลวงพ่อนะฮะ คือหลวงพ่อนี้หมายถึงหลวงพ่อธัมมชโยของเรานะฮะ ได้ยินท่านพูดว่าช่วงนั้นก็เป็นบุญหู ไปเดินเฉี่ยวพอดี ได้ยินฮะ ตอนนั้นยังไม่ได้ใกล้คุณยายเลย ท่านบอกว่า โฮ้ย เดี๋ยวนี้นะ ภาษาคุณยายนะ เดี๋ยวนี้หลวงพ่อธัมมะท่านเก่งแล้วนะ ที่ยาย ที่ยายเคยเรียนกับหลวงพ่อวัดปากน้ำมา ยายก็ถ่ายทอดให้หลวงพ่อท่านหมดแล้ว เดี๋ยวนี้ท่านเก่งนะ แล้วท่านยังทำได้อีกตั้งเยอะ อันนี้คือคุณยายพูดถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยนะ หลวงพี่ก็จำได้ว่าสมัยนั้นก็คงเดาเองว่าคงเป็นธรรมะภายในที่ละเอียด คือวิชชา วิชชาธรรมกาย แต่ว่าได้ยินจากปากของคุณยายว่า โอ้ หลวงพ่อธัมมะท่านเก่งแล้วนะ ยายถ่ายทอดให้ท่านหมดแล้ว และท่านยังทำได้อีก อีกตั้งเยอะแยะแน่ นี่คืออันที่ ๑ ที่ได้ยินมา อันนี้หลายปีแล้วฮะ เกือบ ๑๐ปีได้แล้วมั๊ง ๑๑ ๑๒ ปี ประมาณนั้น
ส่วนครั้งที่ ๒ ก็ได้ยินตอน ๘-๙ ปีที่ผ่านมาอยู่เหมือนกัน ครั้งนี้ท่าน ท่านพูดถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะด้วยนะ กำลังจะมานั่งสามล้อนะ ขอย้ำว่ายังไม่ได้บวชนะ ยังไม่ได้บวช คุณยายท่านมานั่งสามล้อ แล้วท่านก็พูดถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะว่า โอ๊ย พระยายเดี๋ยวนี้เก่งๆ ทั้งนั้น หลวงพ่อทัตตะนี่นะ เทศน์เก่ง ตอนนี้มีหลวงพี่สุวิทย์ สุวิชาโภด้วย องค์นี้ก็เก็บสมบัติเก่ง ท่านว่าอย่างนั้น เมื่อก่อนท่านดูแลการเงิน ส่วนหลวงพ่อธัมมะนะ ท่านก็ยกนิ้วให้เลยนะ ท่านบอก หลวงพ่อธัมมะนี่อย่างนี้เลย คือไม่ต้องพูดอะไรมากแล้ว ไอ้อย่างนี้ คืออย่างนี้แหละนะ อย่างนี้ คือท่านยกมือให้ ก็จำได้นะ จำได้ จำได้
ก็มีวันหลังก็ วันคล้ายวันเกิดปี ปีนี้นะฮะ ได้ไปกราบ กราบขอพรพระเดชพระคุณหลวงพ่อ แล้วก็พระเดชพระคุณหลวงพ่อยังถามเลยว่าคุณยายเคยชมหลวงพ่อหรือ ไหนเล่าให้ฟังหน่อยซิ ก็เลยคิดในใจว่านึกว่าหลวงพ่อไม่อยากฟัง เลยไม่ได้เล่าให้ฟังฮะ บวชมา ๘ พรรษาเพิ่งจะมาเล่าปีนี้แหละนะ เพราะหลวงพ่อให้เล่าให้ฟัง ก็เล่าถวายท่าน ท่านก็ยิ้มๆ แล้วท่านก็บอกว่านึกถึงคุณยาย ถ้าคุณยายยังมีกายหยาบอยู่ คงสนุกกว่าอีกตั้งเยอะแน่ คงสร้างบารมีหลายๆ อย่าง แล้วลูกๆ หลานๆ คุณยายคงได้ทำอะไรอีกเยอะแยะเลย พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็นึกถึงนะฮะ
ทีนี้ เราจะเทียบเคียงกับสมัยพุทธกาลนะฮะ เทียบเคียงกับสมัยพุทธกาล เรื่องของการสร้างบุญ ซึ่งกัลยาณมิตรทุกคนก็ทำได้ใกล้เคียง คือปริมาณอาจจะไม่ได้ใกล้นะ แต่จิตใจน่าจะ น่าจะใกล้เคียงหรือเกินด้วยซ้ำนะฮะ มหาเศรษฐีสมัยก่อน อย่างท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี เวลาสร้างวัด ซื้อที่นี่ ใช้เงินปูเลยนะฮะ ใช้เงินใช้ทองปูเท่าไหร่ก็เท่านั้นแหละ เวลาซื้อที่ เวลาสร้างวัด พอท่านสร้างเสร็จ ยังสร้างอาคารอีก สร้างเสร็จแล้วก็ฉลองอีก จากนั้นยังไม่พอ ทำบุญเลี้ยงพระ ๕๐๐ รูปตลอดนะ ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน
ขนาดทำบุญขนาดนี้ อยู่ในยุคของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ มีอยู่ช่วงหนึ่งเหมือนกันฮะ สมบัติก็มาช้าเหมือนกัน อันนี้เหมือนกันหรือเปล่าไม่ทราบนะ สมบัติมาช้านะ คนที่ยืมไป ๑๘ โกฏินะฮะ คือร้อยแปดสิบล้านนี่ไม่จ่าย ไม่จ่ายคือยังไม่มีจ่าย อีก ๑๘ โกฏิเอาฝังดินเอาไว้ แสดงว่าเมื่อก่อนไม่มีธนาคารนะ เอาฝังดินเอาไว้ น้ำเซาะพัดหายไปอีก แต่ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีก็ยังเลี้ยงพระเหมือนเดิมนะ ๕๐๐ รูป ๕๐๐ รูปทุกวัน ทุกวัน แต่ว่าช่วงนี้จะเลี้ยงข้าวด้วย เอ่อ เลี้ยงภัตตาหารด้วยข้าวปลายเกวียน แล้วก็น้ำผักดอง
มีอยู่วันหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยถามว่าท่านเศรษฐีเดี๋ยวนี้ตระกูลท่านยังทำทานอยู่หรือ บอกยังทำอยู่พระเจ้าข้า แต่ว่าเป็นทานที่เศร้าหมอง เพราะว่าข้าพระองค์ได้เลี้ยงพระทุกวัน ๕๐๐ รูปด้วยข้าวปลายเกวียน และน้ำผักดอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยตรัสบอกว่าอย่าคิดว่าทานของท่านเศร้าหมองนะ ถ้าทานนั้นท่านทำด้วยความเคารพ ถ้าทานั้นท่านทำด้วยมือของท่านเอง ถ้าทานนั้นทำด้วยสมบัติที่ไม่ได้เป็นของเหลือ และถ้าท่านทำทานนั้นด้วยศรัทธา และเชื่อมั่นในผลแห่งทาน อานิสงส์ก็ยิ่งใหญ่ แล้วยังได้ทำทานกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเราและพระอรหันต์อีก เพราะฉะนั้นอานิสงส์นี้มีมากมายมหาศาล ทานของท่านไม่ได้เศร้าหมองเลย
ท่านก็เลยยกตัวอย่าง ยกตัวอย่างว่าบัณฑิตในกาลก่อน หมายถึงพระองค์เอง สมัยยังสร้างบารมี เกิดเป็นพราหมณ์ เกิดเป็นพราหมณ์ มีสมบัติมากมีศรัทธามาก อยากจะทำทาน ตั้งโรงที่แจกทานนี่ยาวตั้ง ๑๒ โยชน์นะ ๑๒ โยชน์ ก็เอา ๑๖ คูณก็เป็นกิโลนะฮะ ๑๒ คูณ ๑๖ แล้วข้าว น้ำ อาหารที่แจกทาน เหมือนเป็นคลองเลยนี่ ไหลขนาดนั้นเลยนะไม่ขาดสาย คำว่าไม่มีนี่ ไม่เกิดขึ้นเลย มีทำทานตลอดทุกวันทุกวัน อันนี้เฉพาะของ ของที่บริโภคนะ พวกทรัพย์สินเงินทอง เพชร รัตนชาติ ก็ยังทำตลอด วันละ ๘๔,๐๐๐ ถาดนะฮะ ก็ทำอย่างนี้ด้วยนะฮะ แต่ก่อนจะทำทานนี่ ท่านยังเสี่ยงทายนะ เสี่ยงดูว่าถ้ามีเนื้อนาบุญ ถ้ามีเนื้อนาบุญ สรุปง่ายๆ ว่ามีผู้ที่เข้าถึงธรรมะคือเข้าถึงพระธรรมกาย มารับทานนี่ ขอให้น้ำที่อยู่ในน้ำเต้านี่ ที่จะรินออกมานี่ ขอให้น้ำนี่ไหลออกมาแล้วซึมลงไปในดิน ถ้าไม่มีเนื้อนาบุญมารับทาน น้ำอย่าได้ไหลออก
พอท่านเอียงน้ำเต้า หรือคนโทลงไป น้ำไม่ออกเสีย น้ำไม่ออก นั่นแสดงว่าจะไม่มีเนื้อนาบุญมารับทานนะ แต่ท่านก็ไม่ได้หวั่นไหวนะ ท่านไม่ได้หวั่นไหว อธิษฐานอีกว่าไม่เป็นไร ขอให้ผู้ให้คือตัวเราเองนี่มีศรัทธามั่นคงนะ มีศรัทธามั่นคง แล้วมีความบริสุทธิ์ก็พอ ถ้าเป็นอย่างนี้ขอให้น้ำไหลออกมา พออธิษฐานเสร็จ พอรินน้ำ น้ำก็ไหลออก ท่านก็ยังปลื้มใจว่าอย่างน้อยตัวท่านเองคนทำทาน มีความบริสุทธิ์ มีศรัทธา ก็ยินดีในทานของตัวเอง แล้วก็เริ่มทำทานตั้งแต่วันนั้นมา ทำอย่างนั้นทุกวันนะฮะ ทำอย่างนั้นทุกวัน ๗ ปี กับ ๗ เดือน ทำอย่างนั้น ๗ ปีกับ ๗ เดือน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเอาไว้ว่าทานในครั้งนั้นทำกับโลกียชนคือคนที่ยังไม่ได้บรรลุธรรมนี่ คือยังไม่ได้เข้าถึงพระธรรมกายน่ะ
ทำทานอย่างนี้กับโลกียชนนี้ยังน้อยกว่าทำกับผู้ที่เข้าถึงพระธรรมกายคือบรรลุนี่ น้อย
กว่าทำ ๑ คน
ทำนองเดียวกันถ้าทำทานกับผู้ที่เป็นพระโสดาบันนี่ ๑๐๐ คน อานิสงส์ก็ยังน้อยกว่า
ทำกับผู้ที่บรรลุธรรมเป็นพระสกิทาคามี ๑ คนหรือ ๑ ท่าน
ทำทานกับพระสกิทาคามี ๑๐๐ ท่านก็จะได้อานิสงส์นี่ยังน้อยกว่าทำกับพระอนาคามี
๑ ท่าน
ทำทานกับพระอนาคามี ๑๐๐ ท่าน อานิสงส์ยังได้น้อยกว่าทำทานกับพระอรหันต์
ทำทานกับพระอรหันต์ ๑๐๐ ท่าน ก็ยังมีอานิสงส์น้อยกว่าทำกับพระปัจเจกพุทธเจ้า
๑ พระองค์
ทำทานกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๑๐๐ พระองค์ก็ยังได้อานิสงส์น้อยกว่าทำกับพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า ๑ พระองค์
ทำทานกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังมีอานิสงส์น้อยกว่าทำทานกับหมู่สงฆ์ที่มีพระสัม
มาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข นี่อานิสงส์ได้มากอย่างนั้น
แค่นั้นยังไม่พอ ท่านยังตรัสว่าการทำทานบริโภคเหล่านี้ยังมีอานิสงส์น้อยกว่าการสร้างศาลา การสร้างวิหาร หรือเจดีย์ถวายสงฆ์ พอไปอ่านตรงนี้ก็ดีใจฮะ ว่าในหนังสือพระไตรปิฎก ท่านพูดไว้ ๓ อย่าง ของเรามี ๓ อย่างเลย ก็ดีใจตรงนี้เหมือนกัน ได้สร้างศาลา ได้สร้างวิหาร ได้สร้างเจดีย์ถวายหมู่สงฆ์
ก็เลยนึกถึงเจดีย์ของเราก็มหาธรรมกายเจดีย์ ศาลาก็หลังนี้แหละนะ แล้วก็มหาวิหารของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านด้วย แล้วก็ดีใจว่าเราได้สร้างบุญใหญ่อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพยายาม ท่านก็พยายามบอกทุกอาทิตย์นั่นแหละนะว่าได้บุญมหาศาล ถวายหมู่สงฆ์แล้วไม่พอ ยังได้บุญถวายกับหลวงพ่อวัดปากน้ำท่าน แล้วก็คุณยายท่านด้วย ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยก็บอกว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่าน ภายในทานมีพระนับไม่ถ้วนเลยนะ หรือบางทีท่านก็พูดถึงคุณยายของเราว่าเปรียบประดุจพระเจดีย์ที่บรรจุพระธรรมกายนับองค์ไม่ถ้วน
ทีนี้ก็เลยเห็นว่าบุญของเรานี่ได้เยอะมากๆ ได้เยอะจริงๆ เลย จนกระทั่งไม่ทราบจะบอกยังไง รู้แต่ว่าได้เยอะเท่านั้นเอง แล้วหลวงพ่อท่านก็บอกประจำว่าได้มาก อานิสงส์นี่มีมหาศาลเลย เพียงแต่ว่าลูกๆ ไม่เห็นเท่านั้นเอง ถ้าไปเห็นบุญแล้วก็จะดีใจว่าหลวงพ่อเอาบุญใหญ่มาให้ตลอดเลยนะ เอาบุญใหญ่มาให้ตลอด แล้วเราก็ทำตลอดเหมือนกันนะ ทำมาตลอดเลย แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ตั้งใจอยากจะให้ลูกๆ นี่ ให้บุญนี่ส่งผลให้เป็นสมบัติอัศจรรย์ทันตาเร็วๆ เพื่อจะได้เห็นผลแห่งบุญ แล้วก็จะได้สร้างบารมีอย่างเต็มที่ แล้วก็จะได้มานั่งธรรมะด้วยกัน โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการก่อสร้างอะไรต่างๆ ด้วย แล้วทุกๆ คนก็จะได้ปลดกังวลตรงนี้ ทั้งต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วย ทั้งต่อตัวเราเองด้วยโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการทำมาหากินอะไรเลย แล้วทุกๆ คนก็จะทำได้อย่างเบิกบาน แล้วก็เห็นอานุภาพของบุญในปัจจุบัน
นี่คือสิ่งที่เมื่อตอนบ่ายพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้บอกเอาไว้ สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านบอกว่ามารหมด บารมีถึงจะเต็มใช่ไหมฮะ ได้ยินหลวงพ่อท่านพูด จำได้ไหมฮะ จำได้นะ มารหมด บารมีเต็ม แต่ก่อนหน้านี้เคยได้ยินแต่มารไม่มี บารมีไม่เกิด นี่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่า ของหลวงพ่อวัดปากน้ำท่าน พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านบอกว่ามารหมด บารมีเต็ม เพราะว่าท่านมาทำอีกอย่างหนึ่งนะ ท่านจะมาทำอีกอย่างหนึ่ง เป้าหมายของท่านสูงส่งมาก
เมื่อมาถึงตรงนี้ก็ดีใจ ดีใจที่ตัวของเราเอง ตัวของทุกๆ ท่านเองนี่ได้มาเป็นเชื้อสายธรรมกายด้วยกัน เป็นลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายด้วยกัน แล้วก็มีกำลังใจสูงส่ง ที่จะสร้างบารมีไปกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อมากๆ ไปด้วยกัน รออยู่อย่างเดียว ขอให้มาเร็วๆ เท่านั้นเอง ถ้ามาเร็วเมื่อไหร่ ก็คงทำจนหมดนั่นแหละนะ ตอนนี้ก็อธิษฐานไปด้วยนะ อธิษฐาน อธิษฐานรวมๆ พร้อมๆ กัน ทุกงานน่ะแหละนะ อธิษฐานอย่างนี้ไปก่อน แล้วกลับไปบ้านก็ต้องอธิษฐานทุกครั้ง
มีผู้นำบุญหลายท่านเลย เวลาอยู่ที่บ้านจะมีรูปของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำหรือคุณยาย จะมีอยู่หลายที่ พูดง่ายๆ เดินไปไหนเห็นตลอด พอเจอรูปท่าน เจอท่าน ทำให้ใจนึกถึงท่าน ก็พนมมือพูดกับท่านเลย ขอ หลวงพ่อขอสมบัติให้ลูกด้วย ออกจากห้องนั้นไปอีกห้องหนึ่ง เจออีก หลวงพ่อขอสมบัติอัศจรรย์ทันใช้ให้ลูกด้วย มีหลายท่านทำอย่างนี้นะ แล้วก็ได้จริงๆ นะ ได้ทันใจด้วย
แล้วหลายๆ ท่านก็คงจำคำของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยได้นะ ท่านบอกว่าถ้านานๆ ขอทีนี่ แสดงว่ายังอยากได้ไม่จริง คืออยาก อยากครั้งนั้นแล้วก็ทิ้งช่วงอยากไปนาน ถ้าขอถี่ๆ ขอบ่อยๆ ท่านก็จะให้นะ จะส่งผลเร็ว เพราะงั้นอยากให้ทุกๆ ท่านได้อธิษฐานจิตนะ อธิษฐานจิตบ่อยๆ ถ้าอยู่ที่บ้านก็เหมือนคุยกับท่านเลยนะฮะ เหมือนท่านอยู่ต่อหน้าแล้วก็เหมือนมาขอพรหลวงพ่อธัมมชโยอย่างนั้นน่ะ กราบขออย่างนั้นเลยก็ได้นะ ยิ่งได้ยินกับหูด้วย ให้ออกเสียงมาด้วยก็ยิ่งดีนะฮะ ก็จะได้บุญมหาศาล คือหยาบกับละเอียดก็จะเชื่อมกัน สมบัติก็จะได้ให้เราได้ทันใช้สร้างบารมีได้ไวๆ นะฮะ
ตอนนี้ก็คงทราบกันดีว่าทุกๆ ท่านมีความคิดที่ตรงกัน กฐินเอย ผ้าป่าเอย ทุกท่านก็อยากจะทำเยอะๆ ซึ่งก็คงเป็นอย่างนั้นนะ ซึ่งก็เหมือนกับพระ กับเณรที่อยู่ข้างในวัดนี่แหละ ก็อยากทำเหมือนกัน แล้วก็หลายรูปหลายองค์ก็ได้ทำนะฮะ นี่คือสิ่งที่บุญของทุกๆ คนได้สร้างบุญมาด้วยกันนะฮะ
มีอยู่หลายเรื่องที่อยากจะเล่าย้อนไป แต่ว่ากลัวจะเย็นเกินไป เคยนึกถึงภาพตอนที่ได้ยินคุณยายท่านพูด ช่วงที่คุณยายท่านพูดเรื่องโน้นเรื่องนี้ แล้วก็เป็นคนที่ไม่ค่อยได้จดนะฮะ ชอบจำ แต่จำได้หมดนะฮะ จำได้หมดแต่ว่าไม่ได้จด พอไม่ได้จดก็เลยต้องจำนะ พอจำได้ก็ต้อง ถึงเวลาก็ต้องมานึกไปพูดไป นึกไปพูดไป
แต่มีอยู่ จำได้ว่าเมื่อ ๓-๔ ปีที่แล้วก็ ลองเอามาเขียนๆ ดู เผื่อจะเขียนเป็นกะเขาบ้าง เขียนยังไงก็ อ่านแล้วมันก็อย่างนั้นแหละนะ แต่ว่าโดยเนื้อหาก็จะมีคำของคุณยายตลอดนะฮะ เขียนแบบไม่ใช่นักเขียน ก็เลยมีอยู่ช่วงหนึ่งก็เลยลองมานั่งเขียน เขียนให้มันคล้องๆ กันหน่อย พออ่านแล้ว เพิ่งมาเปิดอ่านเมื่อ ๒–๓ วันนี้เอง มาอ่านแล้วยัง ยังทึ่งตัวเองเลยว่าเขียนเข้าไปได้ยังไง อ่านแล้วก็ มันก็เป็นกลอนเหมือนกันแหละนะ แต่ทุกคนลองฟังดูนะว่าจะเป็นแค่ไหน เป็นเรื่องที่คุณยายได้พูดเอาไว้ แล้วก็หลวงพี่ก็ได้พูดไป ได้เล่าให้ฟังมาตลอด แต่ว่า
(ม้วน 1/B)
หลวงพี่ก็ลองเขียนๆ ดู เผื่อจะได้จำง่ายๆ นะ คือเขียนสำหรับตัวเองจำนะ สำหรับตัวเองจำ ก็อ่านให้สักบทหนึ่งก็แล้วกัน เป็นคำพูดของคุณยาย เช่นมีอยู่ช่วงหนึ่ง นั่ง ๓ ล้อไป (หมดม้วน 1/A)
ไปเจอคนที่มาวัดใหม่ๆ มาเดินชมวัดแถวหน้าโบสถ์ แล้วคุณยายท่านก็เห็น คุณยายท่านจะพนมมือก่อน เขาไม่รู้จักคุณยายเพราะเขามาใหม่ หลวงพี่ก็นั่งถีบสามล้อไป พอไปถึงนี่คุณยายทักเขาก่อน พนมมืออย่างที่ทุกท่านคงเคยเห็นด้วย หรือบางทีเคยเจอคุณยายทำกับตัวเองนั่นแหละ พนมมือว่าสวัสดีคุณ ตามสบายนะ นี่คือคำที่คุณยายพูดประจำนะ สวัสดีคุณ ตามสบาย ให้ได้บุญกับยายเยอะๆ นะ คุณยายจะพูดอย่างนี้ประจำ
แต่ทีนี้คนที่แต่งชุดสีๆ นะ สีแดงบ้าง เป็นชุดทำงานบ้าง มาชมวัดนี่ บางทีเห็นไกลๆ คุณยายก็จะถาม ก็กระซิบก่อน คนนี้คนมาใหม่หรือเปล่า บอกว่ามาใหม่คุณยาย เออถ้าคนเก่าเขาก็ใส่ชุดขาวใช่ไหมล่ะ ใช่แล้วคุณยาย เออเดี๋ยวๆ มาใกล้ๆ เดี๋ยวทักหน่อย นี่คุยกันเองนะก็เป็นอย่างนี้แหละ ภาษาก็อย่างที่คุณยายท่าน พอไปถึง เขาก็เดินมาริมถนน เราก็ถีบสามล้อไป พอไปถึง คุณยายก็พนมมือทักทายเขา ท่านไม่ได้ถือตัวเลยนะ สวัสดีคุณ ตามสบายนะ
พอคุณยายทักอย่างนี้เข้า บางคนก็ตกใจพนมมือ บางคนก็ตกใจยืนเฉยๆ นะ มี ๒ แบบนะ แล้วคุณยายก็บอกว่าตามสบายนะ ตามสบายนะ วัดยายสร้างเอง เขาก็ เขาก็โค้งๆ บ้าง พนมมือตอบบ้าง แล้วบางทีคุณยายก็จะถามว่ากินข้าวมาหรือยัง บางคนก็กิน บางคนก็ยังไม่ได้กิน ถ้ายังนะ ท่านก็ชี้ไปที่โรงครัว อาคารยามา โน่นแน่ ที่โรงครัวไปขอเขาเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจหรอก วัดยายสร้างเอง บอก ๒ ครั้งแล้วนะ พอเขาเลยไป หลวงพี่ก็นึกอยู่ในใจ คุณยายสร้างวัด คุณยายบุญเยอะขนาดนี้ต้องไหว้เขาก่อนด้วยหรือ คิดเองเออเองนะ ถ้าเป็นเรา สงสัยไม่ได้ไหว้หรอก แต่คุณยายบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เราไหว้เขาก่อน เขาจะได้รู้ว่ายายสร้างวัดไง
แต่คุณยายท่านก็ ภาษาท่านไม่ใช่แบบนี้นะ แต่คุยแบบลูกหลานกันเอง บอกว่าไม่เป็นไร ทักเขาก่อน เขาจะได้รู้ว่ายายสร้างวัด เพราะรู้หน้าแล้วไม่รู้จักยายแน่เลย แล้วคุณยายจะทักอย่างนี้ตลอดนะฮะ ตรงนี้แหละก็เลยเอามาเขียนๆ เล่นๆ ฟังไปเพลินๆ ก็แล้วกัน เขียนว่า เขียนเองนะ
นั่งรถไป เจอคนใหม่ ไม่รู้จัก
ยายร้องทัก ยกมือไหว้ ให้ฉงน คือที่ถูกทักฉงนนะ ต้องอธิบายด้วย
ตามสบายนะ พวกคุณ ทุกๆ คน ทุกๆ คนนี่ก่อนพาไป ก็ต้องเขียนด้วย
ครัวอยู่โน่น เดินตรงไป วัดยายเอง คือก็จำคำท่านมา ก็มานั่งเขียน แล้วท่านก็จะ
พูดต่อว่า
ไม่เป็นไร เขาคนใหม่ ไหว้เขาก่อน
ไม่เดือดร้อน ยายของเรา ทำให้เห็น
ใครหนีร้อน มาวัดยาย ให้ร่มเย็น
ลูกหลานยาย ยังมีเป็น ล้านๆ คน
นะมีก็ต้องลงตรงนี้ด้วยนะ หมายถึงว่าคุณยายท่านทำตัวอย่างให้ดู บางทีท่านก็จะพูดว่าเอ๊ะ ยายนี่สร้างวัดมาได้ยังไงนะ ไม่รู้หนังสือเลยนี่ พระก็จบปริญญา เด็กวัดหมายถึงอุบาสกก็จบปริญญาทั้งนั้นเลย แต่ยายก็สร้างวัดให้เขาอยู่ได้นี่ ยายอ่านหนังสือไม่ออก แม้ช่วงนั้นท่านก็จะพูด พูดถึงว่าพวก พวก พวกกาพวกไก่ตอนนั้นในวัดก็เยอะ ท่านก็บอก หมูหมากาไก่ก็มาอาศัยด้วยนะ ภาษาท่านนะ ก็เลยเอามาเขียน
พวกหมูหมากาไก่ ใครไม่รู้
กายคนอยู่ข้างใน ให้สงสาร
คนกินคน คนไม่รู้ มาช้านาน
ยายมีญาณหยั่งรู้ อยู่ศูนย์กลาง
ช่วงนี้คุณยายท่านจะพูดเรื่องว่าสัตว์ทุกชนิด ข้างในมันเป็นคนหมด แต่ว่าเขามีกรรม ยายรู้เรื่องนี้เพราะยายนั่งเข้าไปดูมาแล้ว คุณยายจะพูดอย่างนี้ประจำ ส่วนคำว่าคนกินคนนี่ก็คือคนที่กินเนื้อสัตว์นั่นแหละนะ คือเขาไม่รู้จักว่าคนกินคนคืออย่างไรนะ ท่านก็จะพูดอย่างนี้แหละ ยายมีญาณหยั่งรู้อยู่ศูนย์กลาง
ภูเขาอันยิ่งใหญ่ ให้ฉงน
งอกเงยจนคนไม่รู้ อยู่เบื้องหลัง
เพราะงอกช้ากว่าต้นไม้ นานแสนนาน
ต้องหยุดใจนิ่งใส ผ่าน กาลเวลา
อันนี้ก็เป็นช่วงที่เวลาคุณยายนั่งรถไปข้างนอก ไปเจอเขากำลังสร้างถนนโทลเวย์ฮะ หน้าดอนเมือง ตรงนี้รถจะติด พอรถไปติดใกล้ๆ เสาที่เขากำลังหล่ออยู่นี่ คุณยายท่านก็จะถามว่าพวกนี้มันเอามาจากไหนนี่ พวกปูน พวก ตอนแรกท่านถามว่าทำจากอะไรก่อน ทำมาจากอะไร ก็จะบอกท่านว่า กราบเรียนท่านว่า อ๋อ ก็มีทราย มีหิน มีปูน ข้างในก็เป็นเหล็กผสมน้ำกัน เรารู้แค่นี้แหละ แล้วก็ตอบท่านไป โอ๋ แบบนี้นะ มันต้องใช้เยอะมากเลยนะ เขาไปเอามาจากไหน มันอยู่ในภูเขาคุณยาย เขาไประเบิดมา คุณยายก็จะถามว่าเออ แบบนี้ภูเขามันคงหมดเป็นลูกๆ เลยนะ หลวงพี่ก็พูดไปตามเท่าที่เราจะพูดได้ ก็บอก ก็คงอย่างนั้นมั่งครับ ก็หมดเยอะเหมือนกัน
แต่คุณยายจะสรุปเองว่า แต่ยายว่ามันไม่หมดหรอก เพราะว่าภูเขานี่มันงอกได้ แต่มันงอกช้ามาก มันไม่ได้งอกเร็วเหมือนต้นไม้หรอก ยายอยู่วัดปากน้ำเมื่อก่อน ยายเคยนั่งเข้าที่ไปดู ไปนั่งดูภูเขาที่มันงอก มันต้องนั่งเข้าที่ดู มันถึงจะเห็นมันงอกยังไง งอกยังไง เพราะฉะนั้นตราบใดที่เรายังมีบุญอยู่ ของพวกนี้มันก็จะงอกให้มันใช้อยู่ตลอดนั่นแหละ ก็คำถามนี้ก็เหมือนกับที่ถามเรื่อง เรื่องรถแน่ รถมันทำมาจากอะไร เวลานั่งรถไป ท่านจะถามเลยนะ หลวงพี่ก็โชคดีไป ได้ตอบท่าน กระจกทำจากอะไร ไอ้ข้างหน้ารถ พลาสติคทำจากอะไร ท่านก็จะจับๆ แล้วก็เคาะๆ ไอ้เราก็ตอบ ตอบเท่าที่พอจะเดาๆ ได้นะ ทำมาจากทราย กระจกเขาเอามาจากทราย พลาสติกก็เอามาจากน้ำมันใต้ดิน คือหลวงพ่อก็ไม่รู้จะพูดยังไง ก็พูดได้แค่นี้นะ
พอนั่งไปนั่งไป รถมันติดนาน ท่านก็บอกว่ารถวิ่งได้ยังไงนี่ บอกว่ามันมีน้ำมันคุณยาย ก็ตอบได้แค่นี้ น้ำมันเอามาจากไหน อยู่ใต้ดินคุณยาย ลึกมากเลย เขาสูบขึ้นมา เขาขุดแล้วก็ไปดึงขึ้นมา คุณยายท่านก็บอกว่าโอ้โฮ แบบนี้น้ำมันมันคงหมดเยอะนะ แต้ถ้าคนมีบุญอยู่ มันก็จะออกมาให้คนใช้เรื่อยๆ แหละนะ น้ำมันอยู่ใต้ดินมันไม่หมดหรอก
นั่งไป บางทีก็เห็นเครื่องบิน เครื่องบินลอยอยู่กลางอากาศ จะลงที่ดอนเมือง ท่านก็บอกว่าเครื่องบินมันทำมาจากอะไร ก็ยากเหมือนกันนะ เพราะว่าเราก็ไม่ค่อยรู้เหมือนกัน คือทำมาจากเหล็ก คุณยาย แต่มันเบา ตอบได้แค่นี้ ยายบอกมนุษย์นี่มันเก่งนะ เหล็กใหญ่ๆ มันยังเอาไปลอยกลางอากาศได้ เพราะงั้นมนุษย์นี่เป็นสัตว์ประเสริฐ เกิดเป็นคนนี่มีบุญมาก เกิดเป็นคนมีบุญมาก เป็นสัตว์ประเสริฐที่สุดเลยนะ แล้วก็เลยมีกลอนท่อนสุดท้ายกล่าวถึงเรื่องนี้อยู่นิดหนึ่ง ท่อนสุดท้ายนะ
น้ำมันรถ อยู่ใต้ดิน เอามาได้
เรือบิน ลำใหญ่ๆ ไปเวหา
ทั้งรถเรือ บินเหาะได้ ในมรรคา
คนนี่หนา สัตว์ประเสริฐ เลิศคือคน
คนคือหุ่นให้เขาเชิด เกิดบุญบาป
ขาวดำปราบกันอยู่ ไม่รู้ผล
คนไม่รู้ ศูนย์กลางกาย ในตัวตน
ย่อมไม่รู้ซึ่งเหตุผล จนปัญญา
ทุกๆ เรื่องเลยฮะ คุณยายท่านก็จะมาสรุปที่ตรงนี้ว่าคนมันก็เป็นหุ่นให้บุญกับบาปเชิด ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ของผู้นำบุญทุกๆ คนนะฮะว่าจะต้องไปตามคนมาเยอะๆ แล้วก็มาทำให้เป็นฝ่ายบุญให้หมดเลย โดยมีเป้าหมาย ๑ ล้านคนก่อน ซึ่งถึงตอนนั้นภาพคนฝ่ายบุญ ๑ ล้านคนนั่งสมาธิรอบมหาธรรมกายเจดีย์ คงจะได้ถ่ายทอดไปทั่วโลก แล้วคนเห็นภาพอย่างนี้ก็คงจะมีอารมณ์อีกแบบหนึ่ง ไม่เหมือนการถ่ายทอดที่ผ่านมา ที่ดูกันทั้งโลก เขาก็จะมีความรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเห็นภาพผู้นำบุญ ๑ ล้านคนนั่งปฏิบัติธรรมรอบมหาธรรมกายเจดีย์ อารมณ์ก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่งคือกระแสบุญก็จะเข้าไปอยู่ในใจเขา แล้วเขาก็อยากจะมาปฏิบัติธรรม แล้วก็มาเป็นฝ่ายบุญด้วยกัน
เมื่อไหร่ที่มนุษย์เป็นฝ่ายบุญ จิตเป็นกุศลมากๆ โลกก็จะเย็น แล้วก็ความสงบสุขที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้น สันติสุขที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้น นี่คือหน้าที่ของลูกหลวงพ่อ หลานคุณยาย นั่นคือเป้าหมายที่เราจะขยายวิชชาธรรมกายไปทั่วโลกนะฮะ ที่ทุกท่านก็คงได้ยินกันบ่อยๆ เป็นสิ่งที่ทุกท่านจะต้องทำต่อไป ซึ่งหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่าให้มีภาพ ๑ ล้านคนไว้ในใจด้วยนะ ๑ ล้านคนให้มีอยู่ในใจได้แล้วนะ ก็ นี่คือที่เรากำลังจะทำต่อไปนะ ก็มีธรรมะช่วงนี้ฝากไว้กับทุกๆ ท่านเพียงเท่านี้ ก็อนุโมทนากับทุกๆ ท่าน ให้ทุกๆ ท่านธรรมะสว่างไสว เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ เข้าถึงพระธรรมกาย บรรลุวิชชาธรรมกายตามหลวงพ่อ คุณยายไป ปรารถนาสิ่งใดอธิษฐานจิตอะไร ก็ขอให้ความปรารถนานั้นให้สำเร็จโดยง่าย โดยเร็วพลันทุกท่านเทอญ (สาธุ) (หมด 1/B)
PAGE
PAGE 14
หน้า
FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กันยายน\44-09-23 EWAA.doc