ผู้ที่มีบุญมากคือผู้ที่สอนตนเองได้
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรน้องสามเณร และเจริญพร ลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายผู้มีบุญทุกคนนะ (สาธุ)
หลายๆ ท่านในที่นี้ คงจะเคยได้ยินพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านพูดอยู่เสมอๆ ว่าลูกๆ ทุกคนเป็นผู้ที่มีบุญมาก คำว่าเป็นผู้ที่มีบุญมากเป็นคำที่สำคัญมาก หลวงพี่ก็เชื่อว่าถึงแม้หลวงพ่อท่านจะพูดบ่อยๆ แต่ก็ยังมีหลายท่านที่ยังไม่แน่ใจที่หลวงพ่อท่านพูด เพราะว่ายังมีญาติโยมบางท่านมาบอกกับหลวงพี่ว่าโยมคงมีบุญน้อย ถึงยังไม่รวยกับเขาสักที หรือว่าบางคนก็บอกว่า นั่งธรรมะมาก็ตั้งนานแล้ว แต่ไม่เห็นสักที บุญคงน้อย คงไม่มีบุญที่จะเข้าถึง ไม่เพียงแต่โยมเท่านั้น หลวงพี่เองก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นนะที่เคยคิดว่าเรานี่มีบุญน้อย เพราะคิดว่า ตัวหลวงพี่เองก็เป็นลูกชาวบ้านธรรมดา บ้านก็ไม่ได้ร่ำไม่ได้รวยอะไร
แถมเรียนหนังสือก็เรียนไม่ค่อยเก่ง จะเป็นคนมีบุญมากได้อย่างไร และเมื่อได้มาอ่านนิทานชาดกที่เกี่ยวกับการสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ ก็คืออดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่ท่านยังสร้างบารมีอยู่ ก็ยังอดสงสัยอีกไม่ได้ว่าพระองค์ก็สร้างมาตั้งเยอะตั้งแยะ แต่ว่าบางชาติทำไมต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางชาติก็ไปเกิดเป็นนกบ้าง เป็นช้างบ้าง เป็นม้า เป็นวัวบ้าง หรือบางทีมาเกิดเป็นคน ก็ไปเกิดเป็นคนจัณฑาลบ้าง ทำไมบุญเยอะขนาดนี้ไม่ไปเกิดเป็นพระราชา เป็นมหากษัตริย์ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หรืออย่างน้อยๆ ก็น่าจะเกิดเป็นคนหล่อ สวย รวยทรัพย์
แต่ในที่สุดหลวงพี่ก็เข้าใจ เมื่อได้มาฟังคำสอนของคุณยายว่าคนที่มีบุญมาก คือ คนที่สอนตัวเองได้ จำให้ดีนะ ประโยคนี้นี่สั้นนิดเดียว แต่ว่ากินใจแล้วก็ลึกซึ้งมาก ทำให้ความสงสัยที่หลวงพี่มีมานานมลายหายสูญไปเลยทีเดียว แล้วในวันนี้หลวงพี่ก็ขอยกเอาตัวอย่างของผู้มีบุญมาก ๒ ท่าน นั่นก็คือพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ กับคุณยายอาจารย์ เพื่อให้ทุกท่านได้เข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในคำสอนของคุณยายว่า คนที่มีบุญมาก คือ คนที่สอนตัวเองได้ ท่านทั้งสองก็เป็นลูกชาวนา เป็นลูกคนธรรมดา แต่ท่านสามารถสอนตัวเองได้ตั้งแต่เยาว์วัย
อย่างหลวงปู่วัดปากน้ำสมัยที่ท่านยังเป็นเด็กๆ ก็จะผู้หญิงมาอุ้มท่าน เพราะท่านน่ารักนะ ก็ชอบมาอุ้มท่าน บางทีก็มาหอมแก้มท่าน แต่ท่านไม่ชอบเลย เพราะว่าบุญในตัวที่ท่านเคยประพฤติพรหมจรรย์มาทุกภพทุกชาติมาสอนท่าน ท่านก็เลยคิดอุบายนะ ว่าจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เขามาอุ้มเราอีก ไม่ให้เขามาจับเนื้อต้องตัวเรา ท่านก็เลยออกอุบาย ทีนี้เวลาเขาอุ้มใหม่ ท่านก็เลยจับนะ จับที่ชายเสื้อ พออุ้มมา เสื้อก็เลยเปิด เขาก็เลยเลิกอุ้มเลยคราวนี้ เรียกว่าเข็ดเลยทีเดียว
ทีนี้ ถ้าเรามาฟังอย่างนี้แล้วคิดว่าธรรมดาไหม หลวงพี่บอกได้เลยนะว่าไม่ธรรมดา เพราะคนที่คิดจะประพฤติพรหมจรรย์ ตั้งแต่เด็กอย่างนี้นี่ยังหาไม่ได้ ถ้าเด็กขนาดนี้ แม้แต่ว่าพรหมจรรย์ยังไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร อีกตัวอย่างหนึ่ง คราวนี้โตแล้ว ท่านพายเรือผ่านหน้าศาลเจ้าแห่งหนึ่ง ซึ่งโดยปกติแล้วคนทั่วไปก็จะเคารพกราบไหว้ ถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์นะ จะเป็นศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ศักดิ์สิทธิ์ ก็ยกมือไหว้ตลอด แต่ท่านคิดว่าสิ่งนี้นี่ไม่ใช่พระรัตนตรัย ไม่ใช่ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง ท่านก็ไม่ยอมยกมือไหว้ พอ
ท่านนึกได้อย่างนั้นนี่ ก็เกิดอาการจุกแน่นขึ้นมาทันทีเลยนะ จุกแน่นขึ้นมาทันที แต่ท่านก็ไม่ยอมแพ้ ท่านก็กัดฟันสู้ โดยอาศัยพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง พอสักพักหนึ่งก็หาย ตรงนี้นี่ ถ้าเราจะมองจริงๆ แล้ว จะเห็นได้ว่ายากที่จะหาคนที่ทำอย่างนี้นะ เพราะว่าคนที่ต่อสู้กัน ขนาดเห็นตัวกันบางทียังไม่กล้าต่อสู้เลย แต่ท่านสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็น เริ่มสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็นตั้งแต่เด็กแล้ว ใจท่านยึดเกี่ยวกับพระรัตนตรัยในตัวมาตั้งแต่เด็กแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าท่าน ต่อมาถึงได้เป็นยอดนักสร้างบารมีนะ ได้เป็นครูบาอาจารย์ของพวกเราทั้งหลายนะ
อีกตัวอย่างหนึ่งของหลวงปู่วัดปากน้ำก็คือ เวลาที่ท่านว่างจากการทำนาแล้ว ท่านก็จะพาควายจูงไปเลี้ยง พาไปอาบน้ำ พาไปกินหญ้า ในระหว่างที่ท่านพาไป ท่านก็ร้องเพลงตามประสาเด็กๆ นะ แต่ว่าเนื้อเพลงที่ท่านร้องมีความหมายลึกซึ้งมากนะ เราลองมาฟังดูว่าลึกซึ้งขนาดไหนนะ ท่านร้องว่า
เกิดมาว่า จะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำอะไร
ไอ้ที่อยาก มันก็หลอก ไอ้ที่หยอก มันก็ลวง
ทำจิตให้เป็นห่วงเป็นใย เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม
เดินตามขันธ์ ๓ เรื่อยไป เสร็จกิจ ๑๖ ไม่ตกกันดาร เรียกว่านิพพานก็ได้
โอ้โฮ ฟังแล้วเป็นไง ไม่ใช่ธรรมดานะ เพราะหลวงพี่เคยเห็นเด็กวัยรุ่น หรือแม้กับตัวหลวงพี่ตอนที่เป็นวัยรุ่น ก็ร้องเพลงที่เกี่ยวกับทางโลก เป็นเพลงรักๆ ใคร่ๆ บ้าง เป็นเพลงอกหักบ้าง แต่ว่าจะหาเด็กที่จะร้องเพลงธรรมะที่จะไปนิพพานนี่ หลวงพี่ยังหาไม่เจอเลยนะ
พอท่านโตขึ้นมาอีก เป็นหนุ่มท่านก็ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของครอบครัว หลังจากที่โยมพ่อท่านได้เสียชีวิต ท่านก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำครอบครัว สืบทอดกิจการค้าข้าวแทนโยมพ่อ ท่านก็สอนตัวเองได้อีกว่าการที่ท่านค้าข้าวหรือว่าท่านทำอยู่ขณะนี้ เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของท่านต้นตระกูล ไม่ว่าจะเป็นปู่ย่าตายาย หรือว่าโยมพ่อของท่านเองที่เพิ่งเสียชีวิตไป ก็เป็นคนที่ทำอาชีพนี้ทั้งนั้น และสุดท้ายคนเหล่านี้ก็ทิ้งสมบัติพัสถานไว้ให้กับอนุชนรุ่นหลัง ส่วนตัวเองก็ไปแต่ตัว ไม่ได้เอาทรัพย์สมบัติที่มีอยู่นี้ไปเลย
ท่านก็เลยมาคิดว่าถ้าเกิดว่าเราทำอย่าง อย่างบรรพบุรุษต้นตระกูล เราก็คงเหมือนกับท่านก็คือตาย แล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย ท่านก็เลยคิดออกบวช เรื่องคิดออกบวชได้เองนี่ หลวงพี่จะย้ำอีกนิดหนึ่งว่ามันก็ไม่ใช่ธรรมดาอีก คนที่คิดออกบวชเองได้นี่ไม่ได้หาได้ง่ายๆ อย่างตัวหลวงพี่เองหรือว่าอีกหลายๆ รูป กว่าจะมาบวชได้ บางทีโยมพ่อโยมแม่ก็ต้องขอร้องแล้วขอร้องอีก เคี่ยวเข็ญแล้วเคี่ยวเข็ญอีก บางรายนี่ โอ้โฮ โยมแม่อยากให้บวชมาก แทบจะกราบเท้าเลยทีเดียว แต่ก็ยังไม่ยอมมา เพราะฉะนั้นคนคิดออกบวชได้ เรียกว่า คิดออกบวชได้เองโดยที่ไม่มีคนชักชวน ก็ถือว่าไม่ธรรมดานะ
และหลังจากที่ท่านได้บวชแล้ว ท่านก็ได้ตั้งใจศึกษาประพฤติปฏิบัตินะ ทั้งธรรมปฏิบัติ แล้วก็ศึกษาธรรมะ ท่านก็เรียนพระบาลี แล้วก็ศึกษาธรรมะปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย พอได้ ๑๑ พรรษา ท่านก็มีความคิดว่าเราก็บวชมาตั้งนานแล้ว มรรคผลอะไรก็ยังไม่ได้ ท่านก็เลยคิดว่าท่านจะไปหาที่สงบ ไปนั่งประพฤติปฏิบัติธรรม ก็ไปนั่งปฏิบัติธรรมเข้าพรรษาที่วัดโบสถ์บน แล้ววันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ ปี ๒๔๖๐ ท่านก็ได้ตั้งสัจจะอธิษฐานในคืนนั้นว่าถ้าเราไม่บรรลุธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ท่านได้บรรลุก็จะไม่ขอลุกจากที่ เรียกว่าตั้งสัจจะอธิษฐานทิ้งชีวิตกันเลยทีเดียว
ซึ่งถ้าเกิดใครเคยได้ฟังเทปที่หลวงพ่อปู่วัดปากน้ำ ท่านพูดถึงเรื่องการปฏิบัติธรรมนี่ มีอยู่ตอนหนึ่งท่านจะพูดถึงเรื่องนี้ว่า ฉันเอง ๒ คราว ไม่ได้ตายเถอะ นิ่ง ไม่ได้ตายเถอะ นิ่ง ถึงคราวแล้วมันได้ ไม่ตายสักที คราวนี้เราลองมาดูคุณยายบ้าง คุณยายท่านก็สอนตัวเองตั้งแต่เด็กเหมือนกัน เช่นเวลาทำความสะอาดบ้าน ท่านก็ชอบถูทั้งข้างนอกทั้งข้างใน เวลาถูบนบันได ท่านก็ถูทั้งข้างบน บนแผ่นกระดาน แล้วก็ถูข้างใต้นะ บันไดสมัยก่อนนี่จะเป็นแค่ไม้กระดานพาดไว้อย่างเดียว ซึ่งคนทั่วไปนี่เขาไม่ทำกัน แล้วเขาก็ถามคุณยายว่าเอ๊ะ ทำไมคุณยายต้อง ทำไมต้องทำอย่างนี้ด้วย คุณยายท่านก็บอกว่ามันก็ไม่รู้เหมือนกัน มันอยากทำของมันอย่างนี้นะ
ตรงนี้ก็ไม่ใช่ธรรมดาอีก แสดงถึงความบริสุทธิ์ของท่านนี่ที่อยู่ข้างในนี่มันมีมาก จนกระทั่งแสดงออกมาถึงการกระทำและคำพูดของท่าน ทำให้ท่านนี่เห็นความสกปรกไม่ได้ เห็นความสกปรกแล้วยอมไม่ได้ ต้องทำให้มันสะอาด พอโตขึ้นมานะ เป็นวัยรุ่น ท่านก็สอนตัวเองอีกว่าไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เหมือนกับชาวโลก อันนี้ก็เป็นบุญที่ท่านได้ประพฤติพรหมจรรย์มาหลายภพหลายชาตินั่นเอง ที่ได้มาเตือน
ต่อมาได้ยินข่าวว่าที่วัดปากน้ำ สามารถสอนให้คนไปนรกไปสวรรค์ได้นะ ท่านก็ตั้งใจแน่วแน่เลยว่าจะต้องศึกษาธรรมะแบบนี้ให้ได้ จะไปนรกสวรรค์ เพื่อที่จะไปตามหาพ่อที่เสียชีวิตไป ท่านก็ตั้งใจทำนาสร้างฐานะทางบ้านปลดหนี้ปลดสินให้ที่บ้านเรียบร้อย ท่านก็ออกจากบ้านเลย
เรื่องนี้ก็ ถ้าเราดูอีกทีหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดาอีกนะ ผู้หญิงนี่อยู่คนเดียว อยู่บ้านก็สบายอยู่แล้ว ผู้หญิงต้องจากแม่จากญาติ จากพี่จากน้องมา มากรุงเทพฯ โดยที่ไม่รู้กำหนดเวลาว่าจะได้ธรรมะเมื่อไหร่ จะกลับเมื่อไหร่ แล้วมาถึงนี่ ก็ต้องมาเป็นคนใช้คนอื่นเขา เงินเอามาติดตัวแค่ ๒ บาท หนังสือหนังหาก็ไม่รู้เลยสักตัว แต่เพราะบุญของท่านที่ตามเตือน จึงทำให้ท่านนี่เดินเข้ามาสู่วิถีทางของการสร้างบารมี
แต่ก่อนที่จะเข้าวัดปากน้ำได้ ก็ต้องไปอยู่ที่บ้านคุณนายเลี๊ยบอีก ไปเป็นคนใช้เขานะ เป็นคนใช้เพื่ออาศัยคุณนายเลี๊ยบเป็นคนพามาสู่วัดปากน้ำ เป็นคนใช้เขามาอยู่ได้สักพักหนึ่ง ก็เห็นคุณยายทองสุขมาสอนธรรมะให้กับคุณนายเลี๊ยบมาที่บ้าน ท่านก็สอนตัวเองอีกว่าเราต้องเข้าไปอุปัฏฐากรับใช้ให้คุณยายทองสุขนนี่เกิดความเมตตาสงสาร เพื่อให้ท่านสอนธรรมะ และคุณยายทองสุขก็สอนธรรมะให้
เมื่อคุณยายทองสุขสอนการนั่งธรรมะให้แล้ว ท่านก็สอนตัวเองต่อไปอีกว่า เราต้องนั่งธรรมะให้มากๆ ถึงจะเข้าถึงธรรมได้ ท่านก็หาเวลาว่างทำงานบ้านให้เสร็จเรียบร้อยทุกอย่าง แล้วท่านก็มาหาเวลาว่างนั่งธรรมะ หาที่สงบๆ นั่ง นั่งบนดาดฟ้า นั่งในที่พักส่วนตัวท่านบ้าง เรียกว่าว่างเป็นนั่ง ว่างเป็นนั่งนะ
และเมื่อคุณยายได้ที่จะมาวัดปากน้ำนี่กับคุณยายทองสุข ตอนท่านมาใหม่ๆ ท่านก็ไม่สบาย ไม่สบายแล้วก็รูปร่างของท่านนี่ก็เป็นคนที่ผอม พอคนอื่นเขาเห็นคุณยายผอมอย่างนี้แล้วก็ ดูท่าทางแล้วไม่สบาย เขาก็นึกว่าคุณยายนี่เป็นวัณโรค แล้วก็รังเกียจยาย เพราะว่าวัณโรคในสมัยนั้นยังรักษาไม่หาย คงเหมือนกับเอดส์สมัยนี้ที่รักษาไม่หาย ใครอยู่ใกล้ๆ ก็จะรังเกียจ ฉะนั้นเวลาที่เขาให้ข้าวยายทานนี่ เขาก็กระแทกจานให้ เวลาที่เขาให้มุ้ง ก็ให้มุ้งเก่าๆ ให้เตียงให้เตียงเก่าๆ
แต่ยายท่านก็สอนตัวเองอีกว่าไอ้สิ่งที่เขาให้มานะ ก็ท่านก็เอามาทำความสะอาดให้เรียบร้อย มีเรือดก็จับออก ข้าวที่ทานของท่านก็ นึกว่าเราทานข้าวหลวงพ่อวัดปากน้ำ ไม่ได้ทานข้าวคนอื่น พอทานข้าวแล้วจะได้มีแรงไปประพฤติปฏิบัติธรรมต่อ ท่านสอนตัวเองมาตลอด ตรงนี้ถ้าเป็นเรา โอ้โฮ อยู่บ้านทานข้าวสบายๆ แถมยังมีข้าวแจกจ่ายคนอื่นเขาอีก เวลาคนมาขอ ยังให้ข้าวคนอื่นเขาได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่ต้องมาขอเขาทาน เขาก็กระแทกๆ ให้ มาอยู่ก็อยู่ด้วยความลำบาก มีแต่คนรังเกียจ แต่ท่านก็สู้อดทน ถ้าเป็นเราก็คงกลับไปอยู่บ้านแล้วนะ
แล้วเวลาที่ท่านได้ปฏิบัติธรรม อยู่ในสถานที่ปฏิบัติธรรมชั้นสูง โดยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเรียกว่าโรงงานทำวิชชานี่ เพราะว่าเป็นการนั่งสมาธิผลัดต่อกัน โดยที่ไม่มีการหยุดตลอด ๒๔ น.เลยนะ ก็ทำตลอด พอท่านเข้าไปในนั้นนี่ ท่านเห็นหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ยินหลวงพ่อวัดปากน้ำดุคนที่ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวว่าไอ้ขี้ไต้ ไต้ก็คือที่คนโบราณเขาใช้จุดไฟ เวลาจุดไปสักพักหนึ่งก็ต้องคอยเขี่ย ไม่เขี่ยเดี๋ยวมันดับ
พอคุณยายได้ฟังดังนั้นนี่ ท่านก็สอนตัวเองเลยว่าท่านจะไม่ยอมให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อปู่ปากน้ำนี่มาใช้คำนี้กับท่าน ท่านจะตั้งใจนั่งประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างดี เวลาหลวงพ่อวัดปากน้ำถามอะไร จะตอบให้ได้ทุกอย่าง แล้วหลวงปู่วัดปากน้ำก็ไม่ได้มีโอกาสใช้คำว่าไอ้ขี้ไต้กับคุณยายสักที แต่กลับใช้คำชมว่าลูกจันทร์ เป็นหนึ่งไม่มีสอง ต่อหน้าลูกศิษย์ทั้งหมด พอคิดดูแล้วขนาดเข้าไปทำวิชชานี่ก็นับว่ายากแล้ว ไม่ใช่ธรรมดาเชียว ไปทำวิชชากับหลวงปู่วัดปากน้ำได้ ทำวิชชาก็นับว่ายากแล้ว แล้วยังได้รับคำชมนี่ที่คนอื่นเขาไม่ได้รับนี่ ก็นับว่ายากยิ่ง จนหลวงพี่ไม่รู้จะบรรยายยังไงดีนะ เพราะว่าคุณยายเป็นหนึ่งไม่มีสองจริงๆ
และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นการแสดงถึง การเป็นผู้มีบุญของหลวงปู่วัดปากน้ำ แล้วก็คุณยาย แล้วการที่ท่านสอนตัวเองได้นั่นเอง ประคับประคองตัวเองให้อยู่ในเส้นทางการสร้างบารมี ให้ดำเนินไปสู่เป้าหมายของการหลุดพ้น โดยที่ไม่ต้องอาศัยใครมาสอน แต่สิ่งที่จะแสดงให้เห็นว่าท่านทั้งสองนี่มีบุญมาก มากยิ่งกว่านั้นอีก ก็คือนอกจากท่านจะสอนตัวเองได้แล้ว ท่านยังสามารถสอนคนอื่นได้อีก ตรงนี้นี่หลวงพี่ก็มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ตัวเองได้ศึกษาจากพระไตรปิฎก ทำให้หลวงพี่รู้ว่าการที่คนเราจะสร้างบารมี มาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าที่บรรลุธรรมได้โดยที่ไม่ต้องมีใครมาสอนนี่ แต่ก็ไม่สามารถสอนคนอื่นได้ ก็ต้องใช้เวลาถึง ในการสร้างบารมีนี่ถึง ๒ อสงไขยกับแสนมหากัป ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก
หลวงพี่ก็เชื่อว่าพวกเราทุกคนในที่นี้เป็นผู้มีบุญมากทั้งนั้น เพราะว่าถ้าเกิดไม่มีบุญนี่ คงไม่สามารถมาอยู่ในที่นี้ได้ เพราะว่าที่นี่เป็นที่ชุมนุมของผู้มีบุญ ผู้มีบุญก็จะดึงดูดผู้มีบุญมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งผู้มีบุญในที่นี้นี่ก็ไม่ใช่ผู้มีบุญธรรมดา เรียกว่าเป็นยอดนักสร้างบารมีเลยทีเดียว เหมือนกับในสมัยพุทธกาลที่เขาได้สร้างบารมี ได้ทุ่มชีวิตสร้างบารมีกันอย่างเต็มที่เต็มกำลัง แต่ชาวโลกส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยเข้าใจกัน เพราะไม่ค่อยจะฟังแล้วก็มีบุญน้อย
แต่บางคน ชาวโลกบางคนมีบุญน้อยอย่างเดียวไม่ว่า ยังแย่กว่านั้นอีก คือสอนตัวเองได้เหมือนกัน แต่สอนให้ทำความชั่วเพราะมีบาปมาก บาปในใจมันก็เลยสอนให้ทำความชั่ว มีความรู้ก็เอาความรู้ทำเรื่องชั่วๆ ซึ่งตรงนี้นี่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเคยกล่าวไว้ว่าเราทุกคนนี่ต่างมีฉากหลังที่คอยกระซิบบอกสอนให้ทำความดีบ้าง ทำความชั่วบ้าง และไม่ให้ทำความดี ไม่ให้ทำความชั่วบ้าง ฉากหลังในที่นี้ก็คือบุญ บาป แล้วก็สิ่งที่ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปนั่นเอง ที่มาคอยสอนเราตลอดเวลา
และถ้าเราจะหนีบาปมาอยู่บุญนี่ต้องทำยังไงบ้าง ก็ขอบอกเลยว่าง่ายนิดเดียวนะ ไม่ยากเลยนะ หลวงพ่อทัตตะชีโว ท่านก็บอกว่าก็ให้ทำนะ ให้ทำสร้างบารมีแค่ชีวิต นะแค่ชีวิต เพราะว่าคนทำความชั่วข้างนอกนี่ เขายังทุ่มชีวิตทำกันเลย เหมือนคนเสพยาเสพติด เขาก็รู้ว่าเสพไปแล้วนี่ มีผลต่อสุขภาพแล้วเขาก็ต้องตาย แต่เขาก็ยังทุ่มชีวิตนะไปเสพยาเสพติด บางคนไปก่อวินาศกรรมนี่ เขาก็รู้นะว่าก่อวินาศกรรมแล้วเขาก็ต้องเสียชีวิต แต่เขาก็ยังทำ บางคนขับรถซิ่งนี่ รบกวนชาวบ้าน รู้ว่ามันไม่ดี แต่เขาก็ยังทำ ทั้งที่รู้ว่าถ้าเกิดทำไปแล้ว ถ้าเกิดพลาดแล้วต้องตาย แต่เขาก็ยังทำ นี่คือสิ่งที่คนภายนอกที่เขาไม่รู้เรื่องบุญเรื่องบาป บาปในตัวก็เลยสอนให้เขาทำอย่างนั้น
แล้วเราจะทำอย่างไร หลวงพี่ก็บอกเลยว่ามันง่ายนะ ไม่ยากหรอก แค่ทำเหมือนอย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมชโยท่านบอก เพราะว่าท่านนี่เป็นตัวอย่างของการสร้างบารมีแบบทุ่มชีวิตโดยแท้เลยทีเดียว ในบางช่วงท่านปวดขามาก บางทีเดินไม่ได้ บางทีท่านไม่สบายมากๆ นี่ท่านก็อาเจียนเป็นเลือด หรือบางทีก็จะมีคนมาขู่ท่านว่าให้ท่านเลิกสอน ถ้าไม่เลิกสอนจะจับสึกบ้าง จะจับติดคุกบ้าง แต่ท่านก็ไม่เคยกลัว แล้วท่านก็ยอมทุกอย่างเพื่อการสร้างบารมี ท่านไม่เคยกลัว เรียกว่าไม่ยอมหยุดนะ ไม่ยอมหยุด สร้างบารมีแบบไม่หยุดยั้ง ยิ่งเขามาทำอะไรท่าน ท่านก็ยิ่งทำเพิ่ม ยิ่งสร้างบารมีเพิ่มขึ้น สร้างให้เต็มเปี่ยม และสร้างอย่างเต็มที่ เต็มกำลังมากยิ่งขึ้น
ส่วนพวกเรานี่ หลวงพี่ก็ว่าไม่ธรรมดาเหมือนกัน แล้วหลวงพี่ยังจำเหตุการณ์อยู่ครั้งหนึ่ง ช่วงหนึ่งที่พวกเรามาอยู่ธุดงค์ธรรมชัยกัน ตอนนั้นนี่เห็นเขาออกข่าวกันดังมากเลย ออกข่าวกันทุกช่องเลยเพื่อให้คนในวัดนี่ออกจากวัดไป เพื่อที่เขาจะได้มาทำการจับกุมได้ง่ายขึ้น ไม่มีคนมาขัดขวาง แต่หลวงพี่นะ คิดว่าเขาคิดผิด เพราะหลวงพี่เห็นแต่คนนี่ที่อยู่ข้างนอกนะ กลับนั่งรถมาวัดกันเต็มไปหมดเลย บางคนนี่หลวงพี่โทรศัพท์ไปหานี่ คนนี้โยมคนนี้ท่านอยู่ที่สุพรรณ โทรศัพท์ไปหาโทรไปอีกทีหนึ่ง ได้ยินเขาบอกว่าตอนนี้เขาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว โอ้โฮ ไวจริงๆ เลย บางคนก็พาทั้งครอบครัวมา มาอยู่ธุดงค์กันเลยทีเดียว
ตอนเช้าก็พาลูกไปสอนโรงเรียน ตัวเองก็ไปทำงาน พอทำงานเสร็จตอนเย็นก็รับลูกจากโรงเรียนแล้วก็มาที่วัด มานอนที่วัดต่อ เรียกว่าเขาจะบุกมาท่าไหนเราไม่กลัวเลย ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่หลวงพี่ขออนุโมทนาบุญด้วยนะ คนที่มีบุญนี่ก็ไม่ใช่จะวัดกันที่จะมีทรัพย์สมบัติเยอะ หรือว่าหล่อ สวย รวยเท่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ที่สำคัญนี่ให้ดูที่ว่าสามารถสอนตัวเองได้หรือเปล่า สอนว่าเราเอาร่างกาย เอาทรัพย์สมบัติ เอาเวลาที่มีอยู่ในชีวิตนี่มาใช้ในการสร้างบารมีหรือเปล่า ถ้าสอนตัวเองได้อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นผู้มีบุญ แล้วเกิดว่าสอนตัวเองได้อย่างนี้แล้ว ยังไปสอนคนอื่นได้อีก ให้เขามาสร้างบารมีอย่างเรานี่ ก็ถือว่าเป็นผู้มีบุญมากยิ่งขึ้นไปอีก หรือที่หลวงพ่อท่านเรียกว่าเป็นผู้นำบุญนั่นเอง ก็คือนำบุญนี่ไปสู่ชาวโลก
และอย่าไปน้อยใจนะ โอ้เราทุ่มเทมาขนาดนี้ ทำมาตั้งเยอะแล้ว แล้วยังไม่ได้ ยังไม่รวยสักที อย่าเพิ่งไปน้อยใจนะว่าผลบุญไม่ส่งผล เพราะจริงๆ นี่ส่งผลแล้วนะ ส่งผลอย่างไร ก็คือส่งผลให้เราสอนตัวเองได้นั่นเอง สอนตัวเองให้เรารักการสร้างบารมี ให้รักการให้ทาน ให้รักการรักษาศีล ให้รักการนั่งธรรมะ ตรงนี้นี่สำคัญ สำคัญกว่าคนที่เขาได้รับผลบุญให้หล่อ ให้รวย ให้สวย ให้ฉลาด ให้มีอำนาจวาสนาต่างๆ
แม้บางคน สมบัติ มียศ มีตำแหน่ง แถมรูปงาม แต่ถ้าไม่สามารถสอนตัวเองให้สามารถรักษาศีล ทำทาน รักษาศีล ปฏิบัติธรรมได้นี่ แบบนี้หลวงพี่ว่าอันตรายมาก เพราะเขาอาจจะเอาสิ่งที่ตัวเองได้มานี่ไปทำความชั่วได้ เช่นเอาเงินไปจมกับอบายมุข เอาความรวยความสวยนี่ไปทำผิดศีลกาเมเข้า หรือว่าทำความฉลาด เอาความฉลาดที่ตัวเองได้มานี่ ไปคิดในเรื่องที่ไม่ดี เอาอำนาจวาสนาที่ตัวเองมีอยู่ไปใช้ในทางที่ผิดๆ เอาไปข่มขี่กันบ้าง ทำความเดือดร้อนให้กับคนอื่น ทั้งตัวเองและคนอื่นด้วย
หลวงพี่ว่าถ้าเกิดได้อย่างนี้นี่ หลวงพี่ขอไม่มีดีกว่า เพราะว่าผลบุญในอดีตที่เกิดขึ้นนี่มันจะเป็นเสบียงที่จะทำให้เกิดการทำบาปอกุศล ดังนั้นหลวงพี่ก็ขอให้ทุกท่านพยายามสอนตัวเองให้ได้ เห็นอะไรที่เป็นบุญเป็นบารมีแล้ว ก็ให้รีบตักตวงให้มากที่สุด ให้พยายามทำให้ได้อย่างคุณยาย หรือบางครั้งเราอาจจะทำไม่ได้อย่างท่าน ก็ต้องพยายามให้เต็มที่ อย่าเพิ่งไปท้อแท้ ท้อถอย ดั่งคำประพันธ์ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่า
อยากจะเป็นเช่นยาย ทำอย่างยาย เฝ้าเพียรฝึกฝน ลำบากก็จนสุดทน ต้องอดทนสร้างบารมี ขอให้เราอย่าไปกลัวการสร้างบารมี เพราะพวกเราคือนักสร้างบารมี ให้เรากล้าคิดก่อน พูดก่อน ทำก่อน แล้วเราจะไม่เสียใจในภายหลัง เมื่อวันเวลาผ่านไป เรานึกถึงการสร้างบารมีครั้งใด ความปีติและภาคภูมิใจก็จะเกิดขึ้นตลอดเวลา ว่าเราได้เป็นนักสร้างบารมีอย่างแท้จริง
ตอนนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ก่อนที่พวกเราจะกลับ ก็ขอให้พวกเราได้ปฏิบัติธรรม เพื่อบูชาธรรมยายกันสักครู่หนึ่งนะ ให้พวกเราปรับกายให้เบา สบาย ให้ผ่อนคลายให้มากที่สุด ให้ทำใจให้โล่งๆ ว่างๆ เบาๆ สบายๆ เมื่อกายสบาย ใจสบายดีแล้ว ก็ให้เราน้อมนึกถึงคุณยายไว้ที่ศูนย์กลางกายของเรานะ ให้มองท่านด้วยความปีติ เบิกบาน แล้วเราจะเห็นถึงรอยยิ้มที่อบอุ่น และแววตาแห่งความเมตตาที่ท่านมีให้กับพวกเรา ทำให้พวกเราได้มาสร้างบารมีกันอยู่ทุกวันนี้ ให้เรามองอยู่คุณยายไปเรื่อยๆ นะ มองดูจนกระทั่งคุณยายท่านชัด ใส สว่าง ให้เราค่อยๆ น้อมอธิษฐานกับท่านนะ
พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกไว้ว่าคุณยายท่านชอบให้พวกเราอธิษฐาน ให้เราอธิษฐานบ่อยๆ ท่านก็จะกลั่นแก้ เติมบุญเติมบารมีให้พวกเรา ให้สำเร็จสมดังใจที่ปรารถนา สัพเพ จบ.
อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ชราวรรคที่ ๑๑
******************************** จบ ********************************