คุณค่าของเวลา คุณค่าของชีวิต
(ม้วน 1/A)
พระพิชิต : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบแทบเท้าพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกรูป นมัสการเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
วันนี้ก็เป็นการบำเพ็ญกุศลในงานของคุณยายอีกวันหนึ่ง ซึ่งพวกเราลูกหลานยายก็พร้อมเพรียงกันมาเพื่อฟังสวดอภิธรรม บางท่านนี่มาเป็นประจำทีเดียว มาบำเพ็ญกุศลในงานคุณยาย ถึงแม้ว่าชาวโลกนี่ที่ต่างจากพวกเรานี่ บางคนนี่พอตกค่ำคืนเขาก็เที่ยวเตร่กลางคืนกันบ้าง บางคนก็นอนอยู่กับบ้านเฉยๆ บางพวกก็กำลังจะรบกัน ตอนนี้ก็มีข่าว แต่พวกเรานี่ก็ได้สวนกระแสชาวโลกด้วยการเดินทางมาฟังสวดอภิธรรม แล้วก็ปฏิบัติธรรม ณ เรือนทองของคุณยาย ซึ่งเป็นชีวิตของบุคคลที่มีคุณค่า
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาที่เราได้ทราบกันนั้น ที่มีเครื่องบินชนตึก มีผู้เสียชีวิตนี่เขาบอกว่ากว่า ๔,๐๐๐ คนทีเดียว ซึ่งเรามามองดูว่าชีวิตของมนุษย์นี่จะเกิดขึ้นได้นี่โดยยาก แต่ว่าเวลาจะเสียชีวิตไปนี่ ช่างง่าย ง่ายจริงๆ ๔,๐๐๐ คนนี่เสียชีวิตไปภายในเวลาไม่เท่าไหร่เอง เหมือนกับชีวิตนี่ไม่มีคุณค่า
ซึ่งต่างจากชีวิตของนักสร้างบารมี ดูชีวิตของคุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ต้นแบบ ชีวิตของท่านแม้เป็นเพียงชีวิตๆ เดียว แต่ว่าได้อำนวยประโยชน์ทั้งตัวเองแล้วก็หมู่คณะสังคม ชาวโลกนี่ให้ถึงพร้อมทีเดียว เมื่อท่านหลับตาลาโลกไปแล้วนี่ ก็ยังมีศิษยานุศิษย์นี่ตามมาระลึกถึงคุณของท่าน ด้วยการมาบำเพ็ญกุศลทุกๆ วันนี่เป็นการเพิ่มเติมบุญกุศลให้กับตัวของเราเองอีก และคุณความดีของท่านนี่ก็มีมากมาย ถึงแม้จะมีพระอาจารย์นี่มาบรรยายธรรมนี่กว่าปีแล้วตอนนี้ แต่ก็หาได้หมดไม่ พระคุณของท่านที่จะบรรยายออกมานั้นเท่าไหร่ก็ไม่หมด
ก็มีพระอาจารย์หลายๆ รูปก็ได้มาบรรยายธรรมแต่ละแง่มุมให้กับสาธุชนทุกท่านลูกหลานยายได้ฟังกัน วันนี้อาตมาก็มีอีกแง่มุมมองหนึ่งซึ่งจะมาบรรยายธรรมให้ทุกท่านได้ฟังกัน บัณฑิตในกาลก่อนนี่ ได้ตรัสถึง ได้บอกถึงชีวิตไว้ว่า ชีวิตเป็นของน้อย ท่านเปรียบชีวิตเหมือนกับน้ำค้างบนปลายยอดหญ้า เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นแล้วนี่ น้ำค้างก็ต้องเหือดแห้งหายไปอย่างเร็วพลัน ชีวิตก็เหมือนอย่างนั้น ไม่ได้ยั้งยืนเลย
เรามาลองคิดดูว่าชีวิตนี้เป็นของน้อยอย่างไร เราลองนึกถึงตัวเราเองว่าในชีวิตของเรานี่ ๑ วันนี่เรามีเวลาอยู่ ๒๔ ชั่วโมงก็เท่ากัน ทุกคนได้เวลามาเท่ากัน เราสูญเสียเวลากับการพักผ่อนนอนหลับในแต่ละวันนี่ ซึ่งเฉลี่ยแล้วนี่บางคนอาจจะไม่เท่ากัน แต่เฉลี่ยแล้วประมาณ ๘ ชั่วโมง เราหมดเวลาไปกับการนอนหลับ ๑ ใน ๓ ของชีวิต ก็คือวันหนึ่ง ๘ ชั่วโมง ซึ่งชีวิตเฉลี่ยคนในปัจจุบันนี้นี่ก็ประมาณ ๗๕ ปี ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าทุกร้อยปีนี่ ชีวิตมนุษย์จะสั้นลง ๑ ปี ก็เป็นไปตามพุทธดำรัสของท่าน ตอนนี้ชีวิตของมนุษย์ก็ โดยเฉลี่ยก็ ๗๕ ปี เราได้สูญเสียเวลานอนไป ๑ ส่วน ๓ ของชีวิต ก็คือ ๒๕ ปี ได้หมดไปกับการนอน ไม่ได้เกิดบุญกุศลหรือความดีอะไรขึ้นเลย
และที่เสียไปอีกส่วนใหญ่ๆ ก็คือเสียไปกับการศึกษาเล่าเรียน หรือถ้าเด็กๆ ก็ เด็กๆ ก็ศึกษาเล่าเรียน ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็กับการทำการงานนี่ หมดไปอีก ๘ ชั่วโมง เพราะเข้าตั้งแต่ ๘ โมง ๘ โมงครึ่ง แล้วก็เลิกกันตอนเย็นๆ ก็เสียเวลากับการทำงานเพื่อเลี้ยงชีพนี่ไปอีก ๘ ชั่วโมง นับเป็นอีก ๑ ใน ๓ ของชีวิต เป็น ๒ ใน ๓ ของชีวิต ก็คือ ๕๐ ปี ต้องหมดเวลาไปกับการพักผ่อนนอนหลับ แล้วก็การทำงานถึง ๕๐ ปี
เหลืออีก ๒๕ ปีนั้น พวกเราก็ใช้เวลาในการบำรุงขันธ์ ๕ ของเราก็คืออาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน แต่งตัว รับประทานอาหาร ออกกำลังกายต่างๆ นี่ บำรุงขันธ์ของเรานี่ ก็หมดเวลาไปอีก ๑ ส่วน ๓ ของชีวิต
สรุปแล้วชีวิตที่ว่าบางคนหลงระเริงในชีวิตว่าชีวิตของเรานี่มีอยู่ยาวนานนี่ พอเรามาตรองดูดีๆ แล้วนี่ เราแทบจะไม่มีเวลาสร้างความดีเลย ต้องหมดเวลาไปกับสิ่งต่างๆ นี่เกือบทั้งตลอดชีวิต หรือว่าเราลองเอาชีวิตของเรานี่ไปเปรียบเทียบกับชาวสวรรค์เขาดูว่าเขามองชีวิตของเราเป็นอย่างไร
ในสมัยพุทธกาลนี่ก็ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี่ที่ สวรรค์ชั้นนี้นี่ถ้าเปรียบเวลากับโลกมนุษย์แล้วนี่ ๓๐๐ ปีในโลกมนุษย์นี้เท่ากับ ๑ วันในโลกสวรรค์ คือ ๓๐๐ ปีของมนุษย์เรานี่ ที่สวรรค์นี่เพิ่งผ่านไปแค่ ๑ วันเอง ชั้นดาวดึงส์ ก็มีเทพบุตรชื่อมาลาพาลีเทพบุตรนี่ ก็ได้พานางอัปสรที่เป็นบริวาร ๕๐๐ นี่ไปเที่ยวชมสวนกัน ขณะที่เที่ยวชมสวนนั้น นางเทพธิดาต่างๆ ก็ขึ้นไปบนต้นไม้ บ้างก็เด็ดดอกไม้บ้าง บ้างก็ลองขึ้นไปต้นไม้ ขึ้นเล่นกันบ้าง
ขณะที่นางเทพธิดากำลังหลงระเริงนั้น ก็มีนางเทพธิดาองค์หนึ่งนี่ก็พอดีจุติพอดี จุติก็คือเคลื่อนจากสวรรค์ลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ ก็มาเกิดในเมืองสาวัตถี โดยที่ไม่มีใครสังเกตเพราะว่ามัวแต่หลงระเริงกันอยู่ ก็ไม่รู้แล้วว่าหายไปหนึ่ง นางอัปสรหายไปไหน ๑ องค์ก็ไม่มีใครรู้ ก็มาจุติในเมืองสาวัตถี
ก็โอ้โฮ โตมา อายุ ๑๖ ปีก็ออกจากเรือน แต่งงานทีเดียว แต่งงานแล้วก็ไปสู่ตระกูลของสามี ส่วนตนเองนั้นเวลาทำบุญกุศลต่างๆ นี่ก็จะอธิษฐานจิตตลอด เพราะว่าเป็นคนระลึกชาติได้ ก็ระลึก ก็ระลึกเสร็จก็อธิษฐานว่าขอให้เรานี่ได้ไปเกิดในตระกูลของสามีเดิม ซึ่งเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็อธิษฐานอย่างนี้ตลอด
จนคลอดลูกได้ ๔ คน ใช้ชีวิตอยู่ คลอดลูกได้ ๔ คน ก็บำรุงเลี้ยงพระภิกษุสงฆ์ทำบุญต่างๆ นานาตลอด ตลอดทีเดียว แต่ด้วยบุญกรรมที่เคยทำมาแต่ปางก่อน ก็มีผลกรรมส่งผลก็เลยละสังขารไปก่อนเวลาอันควร ก็คือ ๒๐ กว่าๆ เอง ถ้าโดยประมาณ ก็ได้เสียชีวิตลง ก็ได้ไปบังเกิด ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตามที่ตนเองได้ปรารถนาเอาไว้
เทพบุตรก็ถามเลยว่าเอ๊ะ วันนี้ไม่เห็นหน้าเลย หายไปไหนมา ก็ถามว่าไปไหนมานี่ ไม่เห็นหน้าตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว นางก็บอกว่าดิฉันจุติเจ้าค่ะ เทพบุตรก็บอกโอ๊ย อะไรแปปเดียวอย่างนี้ ทำไมหายหน้าไปแปปเดียวทำไมไปเกิดในโลกมนุษย์เชียวหรือ ก็ถามว่าในโลกมนุษย์นี่ ชาวมนุษย์นี่มีอายุเท่าไหร่ นางก็บอกว่าสมัยก่อนนั้นชาวมนุษย์นี่ มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปีค่ะ
แล้ว โอ้ เทพบุตรได้ฟังเสร็จก็ โอ้ ทำไมอายุมนุษย์นี่น้อยจังเลย ถ้าเทียบกับเราแล้วแค่วันเดียวเอง ๑๐๐ ปีก็ไม่ถึงวันของเรา เท่ากับ ๑ ใน ๓ วันของเรา เท่ากับ ๘ ชั่วโมง ก็ถามว่าแล้วมนุษย์ มาเกิดในโลกมนุษย์แล้วนี่ เป็นคนบำเพ็ญกุศลตลอดหรือเปล่า เพราะว่าเกิดมาแป๊ปเดียวนี่ ได้ทำบุญคุณดีกัน ทำคุณความดีกันเต็มที่หรือเปล่า นางก็ตอบว่าโอ้โฮ ไม่มีเลยมนุษย์ มัวแต่หลงระเริงในชีวิตกัน ประมาท บ้างก็เที่ยวดื่มสุราเมรัยบ้าง
ถ้าเป็นสมัยเราอาจจะบอกว่าโอ้โฮ มนุษย์โลกมัวแต่ดูทีวีกันทั้งวัน มัวแต่เที่ยวกลางคืนกัน บ้างก็บอกว่าชาวมนุษย์นี่ประมาท ไม่ได้ขวนขวายทำความดีกันอย่างเต็มที่ เทพบุตรได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกสลดใจว่าโอ้โฮ มนุษย์นี่แม้จะมีเวลาอยู่ในโลกมนุษย์นี่เพียงน้อยนิด แต่ว่ากลับหลงระเริงอยู่กับความสนุกสนานในทางโลก ไม่เร่งขวนขวายสร้างคุณความดีกันเลย นี่เทวดาเขามองชีวิตของมนุษย์โลก
หรือถ้าเราจะเอาชีวิตในโลกมนุษย์นี่ลองไปเปรียบกับสวรรค์ชั้นดุสิต ชั้นดุสิตนี่ ๔๐๐ ปีมนุษย์นี่เท่ากับ ๑ วัน ๑ คืน บนสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งถ้าเรามีอายุเฉลี่ยในมนุษย์ ในโลกมนุษย์นี่ ๗๕ ปีแล้วนี่ เราจะเทียบกับเวลาบนสวรรค์ชั้นดุสิตได้นี่ มีเวลาเพียงแค่ ๔ ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น นี่ถ้าสมมุติว่าลูกหลานยายทุกท่านเนี่ยมามาจากสวรรค์ชั้นดุสิตกันจริงๆ เราจะมีเวลามาสร้างบารมีกันเฉลี่ยแค่ ๔ ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น เราก็มาลองคิดดูว่าถ้าเรามีเวลา ๔ ชั่วโมงครึ่งนี่ เราจะทำอะไรกันดีให้มันเกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด ถ้าทุกคนคิดได้อย่างนี้คงจะตั้งหน้าตั้งตากันสร้างบารมีกันอย่างเต็มที่ ไม่ต้องรอให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมาให้กำลังใจกันบ่อยๆ ว่า อย่าท้อถอยในการสร้างบารมี เพราะว่าเวลาในการสร้างบารมีบนโลกนี้มันน้อยนิดจริงๆ เราก็ต้องขวนขวายใช้เวลาที่มีอยู่ ถ้าเปรียบบนสวรรค์ชั้นดุสิต ก็ ๔ ชั่วโมงครึ่งนี่ ทำให้เต็มที่ เราทำอย่างเต็มที่ในสี่ชั่วโมงครึ่ง แล้วเราก็ขึ้นไปพักบนสวรรค์
ซึ่งชีวิตหลังความตายหลวงพ่อท่านบอกว่าเป็นชีวิตที่ยาวนานมาก เราทุ่มเททำตรงนี้ให้เต็มที่แล้วเราก็พักทีเดียวดีกว่า ดีกว่าที่ทำแล้วหยุด หยุดแล้วทำ แล้วก็พอขึ้นไปข้างบนแล้วก็ไม่มีโอกาสได้ทำ เพราะเราพอได้เป็นกายทิพย์แล้วเรา ก็ไม่มีโอกาสมาได้สร้างคุณความดี เพราะว่าร่างกายที่สร้างความดีได้ดีที่สุดคือกายมนุษย์ของเรา
แล้วเรามานึกดูว่าถ้าเราจะเริ่มทำความดีเราจะเริ่มจากตรงไหน การทำความดีนี่บุญกิริยาวัตถุนั้นมีหลายประการด้วยกัน แต่ถ้าเราจะเริ่มทำอย่างจริงจังแล้วนี่ อาตมาอยากให้เราทุกคนจับสิ่งที่เป็นหลักของชีวิตของเรา ก็คือการนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งหลักๆ ในชีวิตของเราทีเดียว ถ้าเราหาเวลาลงตัวได้กับสิ่งนี้ล่ะก็ เราจะไปบริหารเวลาในสิ่งอื่นๆ จะฝึกตัวในสิ่งอื่นๆ ก็สามารถทำได้ ถ้าเราสามารถบริหารเวลาให้ดีในเรื่องนี้
มีพระอาจารย์อยู่รูปหนึ่ง ท่านสอนสมาธิอยู่ที่สวนบัว ก็คือโครงการปฏิบัติธรรม ๗ วัน ท่านก็มาบอกมาเล่าให้ฟังว่า เวลาไปสอนสมาธิ ๗ วันบนสวนบัวนี่ เวลา ๗วันมันไม่พอที่จะใช้สอนธรรมะให้ญาติโยมได้เข้าใจได้ทั้งหมด เพราะว่าแต่ละคนก็มีข้อสงสัยต่างๆ นาๆ ไม่สามารถจะเคลียร์ความเข้าใจของทุกคนได้ทั้งหมด แต่ว่ามีสิ่งๆ หนึ่งที่ทำให้ทุกๆ คนสามารถเข้าใจพระพุทธศาสนาได้ลึกซึ้งนี่ ในช่วงเวลาเพียง ๗ วันนี่ มีสิ่งๆ เดียวที่ช่วยได้คือการนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม เพราะถ้าเกิดประสบการณ์ภายในเกิดขึ้นกับคนไหนแล้วนี่ก็จะหมด ก็จะหมดความสงสัยในพระพุทธศาสนา ก็จะตั้งหน้าตั้งตาทำความดีอย่างเต็มที่ทีเดียว เพราะว่าผลการปฏิบัติธรรมนี่ เป็นสิ่งสำคัญมาก
ดังคำสอนยายบทหนึ่งที่อาตมาได้อ่านมาจากหนังสือคำสอนยาย ที่ท่านเน้นว่าการนั่งสมาธินี่สำคัญต่อชีวิตอย่างไร คุณยายได้กล่าวเอาไว้ว่า การนั่งธรรมมะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต เราต้องคิดอยู่เสมอว่าต้องเข้าถึงธรรมะให้ได้เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆ เราต้องหมั่นนึกถึงบ่อยๆ ทุกๆ เวลา ไม่ว่าเราจะเดิน ขับรถ หรือทำอะไรก็ตาม เมื่อมีเวลาก็ให้นึกถึงไว้มากๆ เหมือนอย่างยายเมื่อยังไม่เห็นธรรมะ ก็พยายามนั่ง ขยันนั่งจนเห็นธรรมะ จากเห็นธรรมะได้ก็ไปขาดรู้ได้ ธรรมะยายจึงก้าวหน้าเพราะยายนั่งจริงๆ
การปฏิบัติธรรมนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิต ถ้าเราไม่หาความสุขในชาตินี้ ชาติหน้าก็หาไม่พบ ถ้าจะพบก็ต้องพบในภพชาตินี้ เมื่อก่อนยายนั่งสมาธิกลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง แต่ตอนนี้ยายแก่แล้ว อายุ ๘๔ ปี นั่งเดี๋ยวเดียวก็เมื่อยแล้ว เลยนอนดิ่งธรรมะไป ตอนนี้พวกเราไม่รู้หรอกว่า ถ้าเราแก่ เราถึงจะรู้ว่าความเมื่อย ความปวดเอวเป็นอย่างไร ตอนยังหนุ่มสาวไม่รู้หรอก
นี่ก็เป็นคำสอนที่คุณยายท่านมอบเอาไว้ในหนังสือคำสอนยาย ซึ่งท่านก็ตรัสเน้น ท่านก็เน้นย้ำว่า ให้ทุกคนรักในการประพฤติปฏิบัติธรรมกัน ใช้วันเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดนี่ให้คุ้มค่าที่สุด ท่านก็บอกแล้วว่าวัยหนุ่มนี่เป็นวัยที่แข็งแรง เหมาะสมที่จะใช้ปฏิบัติธรรม แต่ว่ามีข้อดีตรงที่แข็งแรง แต่มีข้อดีก็มีข้อเสียตรงที่วัยหนุ่มเป็นวัยที่ประมาท เพราะมั่นใจในเรี่ยวแรงของเราว่า เรานี่ยังแข็งแรงอยู่ ก็เลยไม่ประพฤติปฏิบัติธรรม แต่พออายุมากแล้วนี่เริ่มคิดได้ว่าเรานี่ต้องประพฤติปฏิบัติธรรม แต่ว่าสังขารต่างๆ นี่ก็ไม่อำนวยแล้ว เพราะว่าก็ร่วงโรยไปตามวัย ฉะนั้นใครที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่นี่ ให้จำเอาไว้ว่าโอกาสของเรานี้มีอยู่ไม่มาก เรายังอยู่ในวัยที่แข็งแรง จงกอบโกยโอกาสนั้นไว้ จะได้ไม่มาเสียใจภายหลังว่า เราไม่ได้ใช้ความแข็งแรงที่เรามีอยู่ในตอนวัยหนุ่มนี่ มาเร่งสร้างความดี มาปฏิบัติธรรมได้เต็มที่ เพราะถ้าอายุมากแล้วนี่นั่งเดี๋ยวก็ปวดหลัง ปวดเอว ก็นั่งไม่ได้เต็มที่
อย่างคุณยายของเราตอนที่ท่านอยู่วัดปากน้ำนี่ ตอนที่ร่างกายยังแข็งแรง ยังเป็นสาวอยู่ คุณยายใช้เวลานั่งธรรมะนี่วันหนึ่งถึง ๑๒ ชั่วโมง คือรอบละ ๖ ชั่วโมง ซึ่งการนั่งธรรมะ ๖ ชั่วโมงรวด ก็ถือว่าสุดยอดจริงๆ เพราะว่าแม้แต่อาตมาเองในตอนนี้ที่อยู่ในวัยยี่สิบกว่าๆ นี่ ถ้าบอกให้นั่ง ๖ ชั่วโมงนี่ก็ต้องบอกว่าไม่ไหว เพราะว่าเมื่อย แต่คุณยายนี่ ๖ ชั่วโมง แล้วก็วันละ ๒ รอบด้วย รวมแล้ว ๑๒ ชั่วโมง ใช้เวลาครึ่งหนึ่งของเวลา ๑ วันไปกับการนั่งสมาธิ
แล้วการที่เราจะเอาธรรมะอย่างคุณยายนี่ เราก็ต้องทำกันจริงๆ ทำเป็นกิจวัตร เราต้องให้เวลากับธรรมะ ต้องให้ความสำคัญ เพราะว่าการนั่งธรรมะนี่ พระอาจารย์ท่านสอนว่าก็เหมือนกับเรานี่เอาไม้มาสีกันนี่เพื่อจะให้เกิดความร้อน ให้เกิดไฟขึ้น สมมติว่าเราใช้สี ๕๐๐ ครั้งแล้วนี่ ไฟจะเกิดขึ้น ก็เหมือนกับเรานั่งธรรมะทุกๆ วันต่อเนื่องกันนี่ พอธรรมะละเอียดได้ที่ เราก็จะเกิดธรรมะขึ้นในใจของเรา แต่ถ้าเราสมมติว่าเราสีไม้นี่ไป ๔๙๙ ครั้งนี่ คืออีกครั้งเดียวก็จะเกิดไฟขึ้นแล้ว แต่ว่าเราไปหยุดนี่ แล้วออกมาเที่ยวเตร่ก่อนนี่ ธรรมะก็หยาบอีก
ฉะนั้นการนั่งธรรมะนี่จะต้องทำอย่างต่อเนื่องแล้วก็สม่ำเสมอ เหมือนกับเราเอาไม้มาสีไฟ ต้องสีให้ได้ระยะเวลาที่พอเหมาะ มีครั้งหนึ่งพระอาจารย์ฉัตรชัย ฉัตตัญชโย ท่านได้มาสอนธรรมะพวกอาตมานี่ ท่านก็สอนให้นั่ง ท่านบอกว่าการนั่งธรรมะนี่นะ ๒ ชั่วโมงต่อวันนี่ บอกว่าเวลา ๒ ชั่วโมงนี่ก็ยังเท่ากับเสมออยู่ ก็คือยังไม่ได้ปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือว่ายังไม่ได้หย่อนลง เพียงแต่เป็นการรักษาระยะเอาไว้ ท่านบอกว่า ๒ ชั่วโมงเป็นการรักษาระยะเอาไว้ ฉะนั้นนี่เราลูกหลานยายนี่ก็ต้อง ถ้าอยากจะเข้าถึงธรรมะกันนี่ ก็ต้อง อย่างน้อยต้องแบ่งเวลาให้กับการนั่งธรรมะนี่ให้ได้ทุกๆ วัน
บางคนมาถามพระว่า หลวงพี่นี่ ผมทำไมไม่เข้าถึงธรรมสักทีครับ ท่านก็เอ๊ะ พิจารณาดู ท่านก็ลองถามไปว่า อ้าวแล้วโยมนั่งวันละกี่ชั่วโมงล่ะ ก็เงียบไปพักใหญ่ ก็บอกว่านั่งละหนครับ นั่งกับหลวงพ่อครับ ก็โอ้โฮ สมควรแล้วที่ไม่เข้าถึง เพราะว่าอาทิตย์หนึ่งนั่งแค่วันละ ๑ ครั้งเองก็ไม่กี่ชั่วโมง แต่ว่าการที่เราจะได้ธรรมะนั้นนี่จะต้องแบ่งเวลาให้กับการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง
มีนักศึกษาอยู่คนหนึ่งซึ่งเป็นคนที่รักธรรมะมาก ซึ่งอยากจะเข้าถึงธรรมะภายใน ก็เลยนั่งสมาธิทุกๆ วัน เพราะตั้งใจกับตัวเองว่าตอนนั้นเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ ๑ ก็ตั้งใจว่าเราอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ ๑ นี่ เราจะต้อง จะนั่งธรรมะให้ได้วันละ ๑ ชั่วโมง ตั้งปฏิญาณกับตนเองไว้ แล้วก็ตั้งใจนั่งทุกๆ วันทีเดียว ซึ่งใครก็น่าจะรู้ว่าเวลาที่เป็นนักศึกษานั้นจะมีสิ่งต่างๆ ที่เราต้องขวนขวายกับการเรียน เวลาก็ไม่ค่อยจะมี แต่นักศึกษาคนนี้ หญิงคนนี้นี่ได้เจียดเวลาของตัวเองนี่วันละ ๑ ชั่วโมงให้กับการนั่งสมาธิทุกๆ วัน เขานั่งไป จนครบ ๑ ปี ก็ย้อนมองมาถึงความหลังของเราว่า ตลอดระยะเวลา ๑ ปีนี่เราทำสำเร็จ ก็เกิดความภาคภูมิ แล้วก็เกิดความปีติว่า ๑ ปีนี่เราสามารถนั่งธรรมะได้วันละ ๑ ชั่วโมง
แต่ปีหน้านี่เราจะขึ้นมหาวิทยาลัยปีที่ ๒ แล้วนี่ เราจะต้องให้ยิ่งกว่าเดิม จะต้องมีสิ่งที่ดีกว่าเดิม ก็เลยตั้งใจว่าเมื่ออยู่ปี ๒ เราจะนั่งสมาธิให้ได้วันละ ๒ ชั่วโมง ว่าแล้วก็ลงมือปฏิบัติ บางวันก็เหนื่อยมาก แต่ก็อดทนนั่งจนครบทุกวัน บางวันนี่ก็ โอ้โฮ กว่าจะได้นั่งก็ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้ว แต่ก็อดทนนั่งมาจนครบ ๑ ปี จนจบปี ๒ ก็ย้อนมองดูความหลังก็พบว่าเรานี่นั่งสมาธิได้ครบทุกวันทีเดียว วันละ ๒ ชั่วโมงตลอดที่อยู่ชั้นปี ๒ ก็เลย
เมื่อขึ้นชั้นปี ๓ นี่ก็เกิดความฮึกเหิมใหญ่ ว่าโอ้โฮ เราทำมาได้ ๒ ครั้งแล้วนี่ ไม่เคยแพ้ มาครั้งนี้อยู่ปี ๓ แล้ว ไหนๆ ก็ปี ๓ แล้ว จะต้องมีคุณความดีเพิ่มขึ้น ว่าแล้วก็อธิษฐานเลยบอกว่าขอนั่งสมาธิวันละ ๓ ชั่วโมง ก็ปฏิบัติเรื่อยมา ๑ ปีเต็ม ยากลำบาก บางครั้งนี่ต้อง เกือบจะอดหลับอดนอนทีเดียว เพราะกลับมาดึก มาเรียนมาดึกนี่ ต้องมานั่งสมาธิกลางคืนทีเดียวนี่ ๓ ชั่วโมงนี่ก็ แต่ก็อดทนนั่งจนสำเร็จอีกจนได้ ก็ย้อนมาดูความหลังของเรา โอ้ เราปฏิบัติธรรมได้วันละ ๓ ชั่วโมงเชียวหรือนี่ แม้จะรายงานมาก แต่ก็ทำจนสำเร็จ
พอขึ้นชั้นปี ๔ ปีสุดท้ายนี่ก็เลยเกิดกำลังใจอย่างล้นเหลือว่าเราจะต้องทำลายสถิติอีกสักหน ก็คือจะต้องนั่งสมาธิให้ได้นี่วันละ ๔ ชั่วโมง เมื่อตัดสินใจดังนั้นก็ลงมือปฏิบัติทุกวันทีเดียว วันละ ๔ ชั่วโมง ก็ผ่านไปอย่างยากลำบาก เพราะว่าชั้นปี ๔ นี่ เมื่อจะจบแล้วนี่ก็ต้องมีรายงาน มีการบ้านมากเป็นพิเศษ ก็อดทนทำจนวันสุดท้ายที่จบมหาวิทยาลัยนี่ก็ย้อนมองดูความหลัง ก็เกิดความปีติปราโมทย์ว่าเรานี่ได้รับในการนั่งธรรมะ ปฏิบัติอย่างจริงจัง นี่นักศึกษา เห็นไหมยังมีภารกิจการศึกษาเล่าเรียนนี่มาก แต่ว่าก็ได้ให้เวลากับการปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ถึงวันละ ๔ ชั่วโมงทีเดียว ให้ความสนใจกับธรรมะมาก ถ้า หลายคนอาจจะนึกว่าเออ ถ้าเราเป็นผู้ปกครองนี่ โอ้โฮดีนะ มีลูกหลานอย่างนี้จะได้ส่งเรียนต่อปริญญาโท ปริญญาเอกเลย จะได้นั่งสมาธิต่อ ปริญญาโทอาจจะสัก ๕ ชั่วโมง ปริญญาเอกก็ ๖ ชั่วโมง นี่ก็เป็นตัวอย่างของนักศึกษาที่รักในการประพฤติปฏิบัติธรรม
ส่วนพวกเราก็ได้มีโอกาส เราก็ควรจะไม่ปล่อยโอกาสของเรานี่ที่มีอยู่อย่างจำกัดนี่ให้หมดไป เราควรจะแบ่งเวลาของเรานี่ ๑ วันนี่ ควรจะแบ่งเวลาให้กับการนั่งสมาธินี่อย่างจริงๆ จังๆ ไปเลยว่าวันละกี่ชั่วโมงดี ถ้าเราอยากจะเข้าถึงธรรมะ เพราะว่าถ้าเราบอกว่าอยากจะเข้าถึงธรรมะนี่ ได้แต่บ่นเพ้อพิไรรำพันนี่ก็เข้าถึงไม่ได้ จะเข้าถึงได้นี่ก็ต้องหาเวลานั่งให้ได้ ซึ่งให้เรานึกว่าการนั่งธรรมะนี่เป็นเรื่องที่สำคัญ สำคัญกับชีวิตของเรา เพราะเราเป็นนักสร้างบารมี ก็รู้แล้วว่าภพชาตินี้นี่เราเกิดมาสร้างบารมี
ถ้าเราสามารถนึกถึงการปฏิบัติธรรม ทำจนเป็นกิจวัตรของเรานี่ ให้เหมือนกับว่าวันไหนนี่เราไม่ได้ ไม่ได้รับประทานอาหาร ไม่ได้กินข้าวนี่ เราก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้ วันไหนเราไม่ได้อาบน้ำนี่ เราก็รู้สึกไม่สบายใจ ก็เช่นเดียวกัน วันไหนเราไม่ได้นั่งสมาธินี่ ถ้าเราทำอย่างจนเป็นนิสัยของเราแล้วนี่ จะเกิดความรู้สึกเองว่าเออ วันหนึ่งเราจะต้องแบ่งเวลาให้กับการนั่งสมาธิทุกวัน ถ้าวันไหนไม่ได้นั่งนี่ รู้สึกว่าขาดอะไรไปอย่างในชีวิต ถ้าทำได้อย่างนี้ล่ะก็ ก็เป็นสัญญาณบอกว่าแล้วว่าใกล้แล้วที่เราจะมีโอกาสเข้าถึงธรรม
เพราะเวลาในโลกนี่มีอยู่อย่างจำกัด เราอาจจะบอกว่าโอ้โฮ นี่เราอยู่ในวัยหนุ่มอยู่ ยังเหลือเวลาอีกมาก แต่ถ้าเรามาเทียบกับชาวสวรรค์ที่อาตมาได้บอกในตอนต้นแล้วก็ ก็จะรู้ได้เลยว่าเวลาของเรานี่เหลืออยู่ไม่มากแล้ว นับเป็นชั่วโมงทีเดียว ยิ่งถ้าใครอายุเกิน ๒๕ ขึ้นไปแล้วนี่ ก็เฉลี่ยแล้วก็ประมาณ ๓ ชั่วโมง เราก็ต้องรีบขวนขวาย เพราะว่าเวลาเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้วผ่านไปเลย ไม่สามารถที่จะย้อนกลับมาได้
อย่างมีอยู่คนหนึ่งเคยกล่าวถึงความสำคัญของเวลาไว้ว่า เขาบอกว่าบุคคลจะเห็นคุณค่าของเวลาเสี้ยววินาทีนี่ ให้เราไปถามจากนักวิ่งที่ได้เหรียญเงินโอลิมปิคนี่ ว่าเวลาเสี้ยววินาทีเดียวนั้นมี มีความสำคัญกับเขามากแค่ไหน เพียงถ้าช้าไปแค่เสี้ยววินาที จากเหรียญทองนี่ก็เปลี่ยนเป็นเหรียญเงินทันที
หรือว่าบุคคลที่คลาดแคล้วจากอุบัติเหตุนี่ ระยะเวลาแค่เสี้ยววินาทีเดียวนี่หมายถึงชีวิตทีเดียว บางคนประสบอุบัติเหตุนี่รถเฉี่ยวนี่ ถ้าเราช้าอีกนิดเดียวนี่รถก็จะเฉี่ยวเรานี่ แค่เสี้ยววินาทีเดียวชีวิตของเราก็อยู่ต่อไปได้ นี่ก็เป็นคุณค่าของเวลาเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียวก็มีประโยชน์สำหรับเรา
บุคคลจะเห็นคุณค่าของเวลา ๑ นาที ท่านก็บอกให้ไปดูได้จากคนญี่ปุ่นที่ต้องขึ้นรถไฟไปทำงานที่ต่างๆ นี่ เพราะว่าต้องนับเวลาเป็นนาทีทีเดียว ถ้าช้าไปแค่นาทีเดียวนี่ รถก็ออกไป ไม่ทัน ต้องรองวดหน้า ซึ่งต้องใช้เวลานาน หรือบุคคลจะเห็นคุณค่าของระยะเวลาเป็นชั่วโมงนี่ ท่านก็บอกให้ดูจากคู่หนุ่มสาวที่รอคอยการมาของคู่รักของตนเองนี่ ว่าเวลาไปมีนัดแล้วไปนั่งรอเขานี่ เวลา ๑ ชั่วโมงนี่มันต้องใจจรดใจจ่อว่าเมื่อไหร่แฟนของเราจะมานี่ ก็หมดเวลา ก็ต้องเห็นคุณค่าของเวลา ๑ ชั่วโมง
ส่วนบุคคลจะเห็นคุณค่าเวลานับเป็นระยะเวลา ๑ วันนี่ให้เราดูจากพวกที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ซึ่งท่านจะต้อง เขาจะต้องคิดอยู่เสมอว่าวันนี้นี่ ๑ วันนี้นี่จะต้องทำงานให้ได้ แล้วก็ให้ได้เงินมาเพราะว่าที่บ้านมีอีกหลายชีวิตรอคอยการไปของเขาอยู่ เขาเห็นคุณค่าของระยะเวลา ๑ วันนี่ เพราะ ๑ วันนั้นหมายถึงชีวิตของครอบครัวเขาทีเดียว
และบุคคลจะเห็นคุณค่าของระยะเวลานี่เป็นสัปดาห์นี่ ก็ให้ดูจากนักเขียนหนังสือคอลัมนิสต์ต่างๆ นี่ ซึ่งเวลาจะเขียนบทความลงนิตยสารรายสัปดาห์นี่ เขาจะต้องรวบรวมข้อมูลแล้วต้องเขียนให้ทันเวลาภายใน ๑ สัปดาห์นี่ เพราะงั้นเวลา ๑ สัปดาห์นี่จึงสำคัญสำหรับเขามาก
ส่วนบุคคลนี่จะเห็นคุณค่าของเวลานี่ ๑ เดือนนี่ เขาก็ให้ไปดูมารดาซึ่งคลอด คลอดบุตรก่อนกำหนดนี่ว่าระยะเวลาเป็นเดือนนี่ ที่คลอดกำหนดนี่ มันจะสร้างความทรมานให้กับทั้งมารดาและทั้งบุตร ฉะนั้นนี่จึงเห็นความสำคัญของคุณค่าของระยะเวลาเป็นเดือนมาก
ส่วนหลวงพี่ก็เสริมว่า ส่วนพวกเรานักสร้างบารมีนี่ ส่วนใครที่จะเห็นระยะเวลาคุณค่าของเวลานี่เป็น ๑ ชาตินี่ คือ ๑ ชีวิตหนึ่งนี่ ก็ควรจะไปดูชีวิตของนักสร้างบารมีอย่างคุณยาย อย่างพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราว่า ชีวิตเวลาเพียงภพหนึ่งชาติหนึ่งของท่านนี่ มีความสำคัญต่อชาวโลกขนาดไหน ถ้าเกิดท่านไม่มาบังเกิดขึ้นบนโลกนี้นี่ ชาวโลกอีกนับไม่ถ้วนก็จะไม่พบหนทางสว่าง
ดูจากพวกเราถ้าไม่พบหนทางสว่างแล้วก็ จะใช้ชีวิตสะเปะสะปะ ไปตามกระแสชาวโลก ซึ่งเราก็ตระหนักดีอยู่แล้วว่าก่อนที่เราจะมาพบครูอาจารย์ ชีวิตเรานี่ได้ผ่านอะไรมาบ้าง เราก็ได้รู้แล้วว่าไม่ง่ายเลยที่จะมีบุคคลนี่ ซึ่งเป็นสุดยอดบุคคลมาบังเกิดขึ้น แล้วก็กล่าวสอนธรรมะ ชี้แนะธรรมะให้เรา พวกเราทั้งหลายปุถุชนนี่ได้มีดวงตาสว่าง มองเห็นหนทางที่จะมุ่งไปสู่พระนิพพาน ซึ่งหลวงพ่อทั้งสองของเรานี่ ท่านไม่เคย ไม่มีคำว่าไม่มีเวลา ท่านมีเวลาเสมอสำหรับลูกๆ
หลวงพี่เคยพูดคุยกับอุปัฏฐากของหลวงพ่อทัตตะอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านก็เล่าให้ฟังว่านี่ ไปอุปัฏฐากหลวงพ่อทัตตะประจำเลย จะเห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านนี่ต้องไปศาสนกิจนอกวัดนี่ ยิ่งช่วงที่วัดถูกสื่อมวลชนโจมตี ท่านก็ต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัวทีเดียว ท่านก็มักจะกลับ กลับมาจำวัดที่กุฏินี่เลยเที่ยงคืนไปแล้วเป็นประจำทีเดียว ซึ่งเราคิดดูว่าบุคคลที่อายุเข้าเลข ๖๐ เข้าไปแล้วนี่ แทนที่จะเป็นวัยที่ได้พักผ่อนแล้ว แต่ว่าต้องมาตรากตรำทำงานหนัก ท่านก็กลับมาจำวัดนี่เกือบจะบ่อยครั้งทีเดียวที่กลับมาหลังเที่ยงคืนคือเป็นระยะเวลาตี ๑ ตี ๒ นี่
ส่วนหลวงพ่อธัมมชโยนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง ต้องหนักกว่านั้นแน่นอน ซึ่งครูบาอาจารย์ของเรานี่ก็ไม่เคยบ่นเลยว่าไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม ถึงแม้ภารกิจการงานท่านนี่จะมากมายแค่ไหน ท่านต้องลงมาดูทุกๆ จุดทีเดียว ในการขับเคลื่อนขุนพลในการสร้างบารมีของวัดพระธรรมกายนี่ ต้องเป็นผู้นำในการสร้างบารมี
คุณยายของเราเองนี่ เมื่อเริ่ม แรกเริ่มเดิมทีมาสร้างวัดพระธรรมกายแห่งนี้นี่ ก็เริ่มสร้างด้วยวัย ๖๐ ปี ซึ่งทางโลกนั้นเป็นวัยปลดเกษียณแล้ว เป็นวัยที่ต้องพักผ่อน แต่ว่าคุณยายนี่ได้เริ่มต้นสร้างวัดพระธรรมกาย คือ start ในการสร้างวัดนี่ด้วยวัย ๖๐ ปี ซึ่งเป็นวัยที่ วัยที่สังขารนี่ร่วงโรยไปแล้ว แต่ท่านก็ได้พิสูจน์ให้ ได้รู้แล้วว่าไม่เป็นอุปสรรคในการทำความดีเลย ท่านทำ สร้างวัดแล้วก็ปฏิบัติธรรมนี่ควบคู่กันไปตลอด โดยไม่มีข้ออ้างเงื่อนไขเลยว่าไม่มีเวลา ท่านได้พิสูจน์ให้รู้แล้วว่าแม้จะมีภารกิจมากมายเพียงไหนนี่ แต่เราก็ต้องแบ่งเวลาให้กับการปฏิบัติธรรม เพราะการปฏิบัติธรรมนี่เป็นแก่นแท้ เป็นการ เป็นแก่นแท้ของธรรมะ คือเป็นสุดยอดของธรรมะ
ฉะนั้นนี่ เราเมื่อมาเป็นขุนพลในการสร้างบารมีแล้ว เราได้มาเดินตามรอยของครูบาอาจารย์ (หมดม้วน 1/A)
ลูกหลานก็ควรจะปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ในการตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมให้ได้อย่างท่าน ถึงแม้ว่าตอนนี้คุณยายจะไม่ได้มาเคี่ยวเข็ญสอนพวกเราเหมือนครั้งแต่ก่อนแล้ว ท่านได้ทิ้งสรีระหยาบเอาไว้ แล้วก็ไปบังเกิดบนทิพยวิมาน แต่ว่าคุณธรรมความดีของท่านนี่ก็ยังติด ยังติดตราแล้วก็ตรึงใจอยู่ ของลูกหลานยายทุกๆ ท่าน
และในช่วงสุดท้ายนี้ ก็ขอให้ลูกหลานยายทุกท่านได้หลับตา ทำสมาธิภาวนาเพื่อนึกถึงคุณความดีของคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายกันสักครู่นะ
ให้เราปล่อยใจนิ่งๆ นึกถึงคุณธรรมแห่งความดีแล้วก็พระคุณของคุณยายที่ท่านได้อบรมสั่งสอนพวกเรามา แล้วก็นึกถึงคุณความดีทั้งหมดที่เราได้กระทำในวันนี้นี่ อุทิศถวายแด่คุณยายของเรา
ค่ำคืนนี้ถึงแม้จะมืดมิดด้วยความมืดในรัตติกาล แต่ว่าในใจของพวกเรานี่กลับสว่างไสว สว่างไสวด้วยไฟที่พวกเราได้ร่วมกันตอบแทนพระคุณของคุณยายด้วยการบูชาธรรมท่านด้วยธรรมปฏิบัติ ให้เรานึกน้อมให้บุญกุศลนี้จงไปถึงคุณยายอขงเรา
สัพเพ จบ…
หน้า PAGE 12
440920FW-AAT