สุดยอดแห่งการฝึกตนคือการฝึกใจ
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบคารวะพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานยายยอดนักสร้างบารมีทุก ๆ ท่านนะ
อุทกํ หิ นยนฺติ เนตฺติกา
อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ
ทารํ นมยนฺติ ตจฺฉกา
อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตาฯ
ชาวนาย่อมไขน้ำเข้าสู่นา ช่างศรย่อมดัดลูกศร ช่างไม้ย่อมถากไม้ บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน
วันนี้หลวงพี่ก็รู้สึกดีใจ และปีติใจที่ได้มีโอกาสมาแสดงธรรม ณ เรือนทองของคุณยาย หลวงพี่นี้ก็ดำรงตนเป็นสมณะครองผ้ากาสาวพัสตร์ ในปีนี้ก็ย่างเข้าสู่พรรษาที่ ๕ แล้ว ที่มาได้สร้างบารมีทุกวันนี้ก็เพราะอาศัยคุณยายท่านเป็นต้นบุญต้นแบบ เป็นสุดยอดของบุคคลผู้ฝึกฝนอบรมตัวเองอย่างดีเยี่ยมนะ ซึ่งในยุคนี้ก็ยากจะหาผู้ใดมาเปรียบเทียบได้ ท่านเป็นต้นบุญ คือเป็นผู้ที่ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย ให้พวกเราได้สร้างบารมีทุกรูปแบบ เป็นทั้งต้นแบบคือท่านรักธรรมะ รักในการฝึกตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการฝึกอบรมจิตใจ ซึ่งเป็นการฝึกที่ยากยิ่งกว่าการฝึกใด ๆ
อบรมใคร ไม่เกินอบรมตน
ฝึกฝนใคร ไม่เกินฝึกฝนตน
ฝึกฝนตน ไม่เกินฝึกฝนใจ
ใจของคนเรานั้น ปกติแล้วมักจะหมักดองไปด้วยกิเลส ไม่ใช่เพิ่งจะหมักดองเพียงแค่ชาตินี้เท่านั้น แต่เราหมักดองมาแล้วหลายภพหลายชาติด้วยกัน ท่านจึงอุปมาว่าใจเหมือนปลา กิเลสนั้นเหมือนน้ำ ใจที่คุ้นกับกิเลส ก็เหมือนกับปลาที่คุ้นน้ำ โดยปกติคนเราเมื่อปล่อยใจให้อยู่ตามธรรมชาติ ใจก็จะคิดไปในอารมณ์ของกิเลส เช่นพวกของสวย ๆ งาม ๆ คิดไปตามกระแสกิเลสโดยไม่รู้สึกอึดอัดทุรนทุราย เพราะว่าเป็นของที่เคยคิดอยู่เป็นประจำ
แต่เมื่อเราพยายามที่จะเอาใจให้ออกพ้นจากอำนาจของกิเลส ไม่ยอมให้ใจหมักดองกิเลสอยู่อย่างที่เคยเป็น ใจก็ดิ้นรน กวัดแกว่งไปมา เหมือนกับปลาที่เอามาวางไว้บนบก จะต้องกระเสือกกระสน ดิ้นรนเพื่อจะลงน้ำ ในทางตรงกันข้ามหากเราสามารถควบคุมจิตดวงนี้ให้สงบเยือกเย็น ผ่องใสด้วยการเจริญสมาธิภาวนา รวมใจหยุดนิ่งเป็นหนึ่งเดียว อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เราก็จะพบกับความสุขที่แท้จริง และถ้าเราฝึกฝนอบรมตนจนทำให้มีความเห็นที่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฐิ การดำเนินชีวิตของเราก็จะมีความสุขเพิ่มขึ้น ความทุกข์ก็จะลดลง
บุคคลท่านหนึ่งรักในการฝึกฝนอบรมจิตของตนมาข้ามภพข้ามชาติ เมื่อมาเกิดในยุคของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีอุปนิสัยที่รักในการฝึกฝนอบรมตนเองเพื่อความหลุดพ้น จนสามารถเข้าถึงความสุขภายใน ดังตัวอย่างที่จะมาเล่าดังต่อไปนี้
ในยุคสมัยหนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ในยุคนั้นก็มีคนทำทานกันเป็นจำนวนมาก มีคนนิมนต์พระ เลี้ยงพระจนถึง ๒๐,๐๐๐ รูปด้วยกัน แล้วพระองค์ก็ทรงแสดงธรรม บอกว่าใครที่ให้ทานก็จะบังเกิดทรัพย์สมบัติ บุคคลที่ชวนคนอื่นทำทานก็จะได้บริวารสมบัติ คนไหนที่ไม่ได้ทำทาน แล้วก็ไม่ได้ชวนคนอื่นทำทานด้วย ก็จะไม่ได้ทั้งทรัพย์สมบัติ และบริวารสมบัติ ส่วนบุคคลใดที่ทำทานด้วยตนเองด้วย แล้วก็ชักชวนให้คนอื่นทำทานด้วย บุคคลนั้นก็ย่อมจะได้ทั้งทรัพย์สมบัติและบริวารสมบัติ
ทีนี้ ก็มีบุคคลอยู่คนหนึ่งเป็นบัณฑิต เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วก็ปรารถนา อยากจะเลี้ยงพระอย่างนั้นบ้าง จึงออกไปชักชวนคนอื่นทำทาน ผ่านไปบ้านคนโน้น ก็บอกว่า เอ้า ใครต้องการที่จะเลี้ยงพระ เดี๋ยวจะลงบัญชีไว้ให้ บางคนก็บอกว่าขอเลี้ยงพระสัก ๕ รูปบ้าง ๑๐ รูปบ้าง ๒๐ บ้าง ร้อยรูปบ้าง ๕๐๐ บ้าง พันรูปบ้าง บุรุษผู้มีปัญญาคนนั้นก็ลงบัญชีเอาไว้
ทีนี้พอเขาผ่านไปเจอบุรุษเข็ญใจคนหนึ่ง บอกว่าอ้าว ท่านไม่ทำทานกับเขาบ้างหรือ ที่คนอื่นเขามั่งมีศรีสุข เพราะว่าเขาทำทานมา ท่านประสงค์ที่จะทำทานบ้างไหม ชายเข็ญใจตอบว่า โอ้ ตัวเราก็ลำบากจะแย่อยู่แล้ว เรากับภรรยา ทั้ง ๒ คน หาเช้ากินค่ำทุกวี่ทุกวัน ยังไม่พอจะกินเลย จะทำทานกันได้อย่างไร
โอ้ ถ้าเกิดท่านไม่ทำ ท่านจะยิ่งลำบากนะ ถ้าอย่างนั้นเราก็จะเลี้ยงพระสักรูปหนึ่งก็แล้วกัน พอเขาคิดได้เช่นนั้น ก็ตกปากรับคำที่จะเลี้ยงพระ ๑ รูป บุรุษผู้มีปัญญาคนนั้นฟังไปแล้ว เอ๊ะ แค่รูปเดียวเอง ไม่ต้องจดลงบัญชีก็ได้ ดังนั้นจึงไม่ได้บันทึกไว้ในบัญชีคนทำบุญ
พอชายหนุ่มเข็ญใจกลับไปที่บ้านของตน ไปพบกับภรรยาก็บอกเล่าว่า พรุ่งนี้จะเลี้ยงพระ ๑ รูป ภรรยาพอได้ยินได้ฟังเกิดปีติ ลิงโลดใจ โอ้โฮ แม้เราจะยากจน แต่เรามีโอกาสได้เลี้ยงพระ เป็นบุญอย่างยิ่ง ขอให้เราจนชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายเถอะ ชาติต่อไปอย่าให้เราพบคำว่าจนอีกเลย ขอเราได้เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญเถิด
สองสามีภรรยาจึงออกรับจ้าง ทำงานด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของตนอย่างเต็มที่ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ หาทรัพย์มาเพื่อที่จะเอาทรัพย์นั้นมาซื้อข้าวสาร และเครื่องปรุงอาหารต่าง ๆ เพื่อจะถวายพระในวันนั้น
ในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากว่าชายหนุ่มคนที่ว่าไปชักชวนพระไม่ได้ลงบัญชีไว้ พระภิกษุทั้งหลายไม่มีเหลือเลย บางรูปก็ได้รับนิมนต์ไปหมดแล้ว หนุ่มยากจนเข็ญใจคนนั้นจึงไปทวงสัญญา ไหนเมื่อวานนี้รับปากว่า จะให้เลี้ยงพระสักรูปหนึ่ง ไม่เห็นจัดหาพระมาให้เลย ทำไมท่านทำเช่นนี้ล่ะ ชายหนุ่มคนที่ไปชักชวนก็ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ลืมนึกถึงไปเลยนะ ลืมนึก ขออภัยจริง ๆ ขออภัยอย่างสูงที่ไม่ได้ลงบัญชีไว้ให้ โอ้ เราแย่แล้ว อุตส่าห์จะเลี้ยงพระทั้งทีไม่มีพระให้เลี้ยง แล้วทำยังไงล่ะ บอกไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นยังมีอยู่องค์หนึ่งลอง ไปขอร้องอ้อนวอนท่านซิ ท่านอาจจะเมตตาให้ก็ได้ ใครกันล่ะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไงล่ะ
ดังนั้น ชายหนุ่มเข็ญใจจึงตรงไปยังพระคันธกุฎีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอไปถึงที่นั่น ก็มีทั้งกษัตริย์ ทั้งพระยุพราช แล้วก็เสนาบดี คนใหญ่คนโตรออยู่ที่กุฏิมากมาย เพราะกำลังรอดูอยู่ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงประทานบาตรให้กับใคร ปกติแล้วพระองค์มักจะทรงอนุเคราะห์กับผู้ที่ยากจนเข็ญใจ แล้วก็ทรงสอดข่ายพระญาณมาทรงทราบว่าหากพ้นพระองค์แล้ว จะไม่มีใครที่จะสามารถที่จะโปรดหนุ่มยากจนเข็ญใจคนนี้ได้ พระองค์จึงเปิดประตูออกมาแล้วก็มอบบาตรให้กับชายหนุ่มยากจนเข็ญใจคนนี้
พอชายหนุ่มได้รับบาตร ก็รู้สึกปีติใจมาก วันนี้สามารถที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ตนเองได้เลี้ยงพระสมใจนึก จึงอาราธนากราบทูลนิมนต์พระองค์เสด็จไปที่บ้าน แล้วทั้ง ๒ สามีภรรยาก็ได้ทำทานดังใจที่ตนเองตั้งใจไว้ และในวันนั้นก็บังเกิดทรัพย์สมบัติอัศจรรย์ทันใช้ในชาตินั้นกลาย เป็นมหาเศรษฐี พอละจากโลกนั้นไปแล้ว ก็ไปเสวยสุขบนทิพยวิมาน ณ สรวงสวรรค์ จนถึง ๑ พุทธธันดรเลยทีเดียว
หลังจากนั้นเขาก็ได้มาจุติ ปฏิสนธิอยู่ในครรภ์ของธิดาเศรษฐีคนโต ในสกุลอุปัฏฐากของพระสารีบุตร ในช่วงที่เขามาปฏิสนธิอยู่ในครรภ์ของธิดาเศรษฐีคนนี้นะ ช่วงนั้นก็เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นมา คือว่าบริเวณในบ้านของเศรษฐีมีพวกที่เซ่อ ๆ ซ่า ๆ บางคนเป็นประเภทที่ฟังอะไรก็ไม่เข้าใจ ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย แต่เมื่อเด็กคนนี้มาปฏิสนธิ คนเหล่านี้กลับกลายเป็นผู้ที่ฉลาด สามารถเข้าใจอะไรที่ง่ายแล้วก็มีปัญญาที่หลักแหลม ดังนั้นคนทั้งหลายเขาจึงตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่าเด็กชายบัณฑิตตั้งแต่นั้นมา
เมื่อเขาอายุได้ ๗ ขวบ ก็มีความคิดอยากจะบวช จึงอ้อนวอนขอร้องมารดา ซึ่งมารดาเคยให้สัญญาแก่เด็กน้อยว่าถ้าเกิดขออะไรก็จะให้ทุกอย่างเลย พอเด็กน้อยบัณฑิตนี้ขอมารดาว่าตนเองอยากจะบวช มารดาจึงอนุญาตให้เด็กชายคนนี้บวชได้ โดยไปอาราธนาพระสารีบุตรมาเป็นอุปัชฌาย์ให้
และเมื่อได้บรรพชาแล้ว สามเณรบัณฑิตคนนี้แหละก็ได้ช่วยงานอยู่ที่วัด ศึกษากิจวัตรกิจกรรมความเป็นสมณะ อุปัฏฐากบำรุงพระอุปัชฌาย์อาจารย์จนครบ ๗ วัน พอวันที่ ๘ พระสารีบุตรจึงให้สามเณรเดินบิณฑบาตกับตน แล้วเดินไปในระหว่างทาง บังเอิญไปเจอชาวนาคนหนึ่ง กำลังก้มหน้าก้มตาทำอะไรอยู่ สามเณรจึงถามพระอุปัชฌาย์ว่า พระอาจารย์ครับ พระอาจารย์ครับ คนนั้นเขากำลังทำอะไรอยู่ครับ พระสารีบุตรตอบไปว่าอ๋อ เขากำลังไขน้ำเข้านา สามเณรน้อยก็ถามต่อไปว่า พระอาจารย์ครับ แล้วน้ำมีจิตไหมครับ ก็ได้รับคำตอบไปว่าไม่มี
สามเณรบัณฑิตเดินไปพลาง ครุ่นคิดไปพลาง น้ำก็ไม่มีจิต คนทั้งหลายยังทำให้น้ำไหลไปในที่ของตนตามต้องการได้ คนเรามีจิตใจ จิตใจของเราแท้ ๆ ทำไมจะควบคุมไม่ได้ เราจะต้องควบคุมจิตของเราให้ได้ ด้วยการฝึกสมาธิซินะ
สามเณรน้อยบัณฑิตก็เดินบิณฑบาตตามหลังพระสารีบุตรไปเรื่อย ๆ เห็นชายอยู่กลุ่มหนึ่ง กำลังเอาลูกศรลนไฟ แล้วก็เล็งให้ตรง พระอาจารย์ครับ พระอาจารย์ครับ คนพวกนั้นเขาเรียกว่าอะไรครับ เขาเรียกว่าช่างศรไงสามเณร เขากำลังทำอะไรกันอยู่ครับ เขาก็กำลังดัดลูกศรให้ตรงน่ะซิ พระสารีบุตรผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา อธิบายไปอย่างนั้น สามเณรก็ไม่ลดละคำถามที่จะถามต่อไป ตามประสาเด็ก ๗ ขวบ ก็ลูกศรมีจิตไหมครับ พระอาจารย์ครับ ได้รับคำตอบว่าไม่มี
สามเณรน้อยบัณฑิตก็ได้เดินครุ่นคิดไปเรื่อย ๆ ด้วยอาการสงบ สำรวม สมกับความเป็นสามเณรน้อย แต่ในใจยังครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่ตนเองเดินผ่านมาสักครู่ ลูกศรนั้นไม่มีจิตใจ คนทั้งหลายก็ยังเอามาลนไฟ แล้วก็ดัดให้ตรง คนเรามีจิตใจ ก็จิตใจของเราแท้ ๆ ทำไมจะดัดให้ตรงต่อหนทางของความดีไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเราจะต้องดัดใจของเราให้ตรงให้ได้ ด้วยการฝึกสมาธิ
พอครั้นสามเณรเดินต่อไปเรื่อย ๆ ก็พบชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งกำลังถากไม้อยู่ด้วยความขยันขันแข็ง สามเณรก็ถามพระสารีบุตรว่า พระอาจารย์ครับ พระอาจารย์ครับ คนเหล่านี้เป็นใครกันครับ ก็ได้รับคำตอบมาว่า เขาเป็นช่างถากไม้ แล้วพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ครับ พวกเขาก็กำลังถากไม้เพื่อที่จะเอาไปทำกำกงบ้าง ทำดุมเกวียนบ้าง แล้วประกอบเป็นล้อเกวียนนั่นยังไงล่ะ พระเถระอธิบายพร้อมกับชี้นิ้วไปให้ดู สามเณรจึงถามต่อไปว่าแล้วไม้มีจิตไหมครับ พระอาจารย์ครับ ก็ได้คำตอบเหมือนเดิมว่าไม่มี
สามเณรครุ่นคิดอยู่ในใจ ไม้ไม่มีจิตใจ คนเราทั้งหลายยังถากไม้ได้ เอามาทำเป็นล้อเกวียน คนเราซึ่งมีจิตใจแท้ ๆ ก็จิตใจของเราทำไมจะเอามาถากในสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากใจของเราไม่ได้ เราจะต้องถากใจของเราให้ได้ด้วยการฝึกสมาธิ
เมื่อสามเณรบัณฑิตมีความดำริเช่นนั้นแล้ว จึงขออนุญาตพระสารีบุตรไม่เดินบิณฑบาตต่อไป แล้วก็ขอบอกว่ากระผมขออนุญาตกลับไปที่กุฏิ เพื่อจะได้บำเพ็ญสมณธรรม เจริญสมาธิภาวนา พระเถระก็อนุญาต สามเณรบัณฑิตดีใจมาก เพราะความเปี่ยมล้น ต้องการที่จะฝึกสมาธิ จนไม่ห่วงใยในเรื่องของอาหาร การขบฉัน สามเณรพอกลับไปถึงที่กุฏิ รีบนั่งสมาธิ จนจิตรวมเป็นหนึ่งเข้าถึงกายธรรมพระอรหัต บรรลุเป็นพระอรหันต์ในบัดนั้นนั่นเอง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทรงตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า ชาวนาทั้งหลายย่อมไขน้ำเข้านา ช่างศรทั้งหลายย่อมดัดศร ช่างไม้ทั้งหลายย่อมถากไม้ บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกใจตน ธรรมดาน้ำย่อมจะไหลลงไปสู่ในที่ลุ่ม แต่คนไขน้ำผู้ฉลาด สามารถที่จะใช้เครื่องมือ ไขน้ำให้ขึ้นไปที่สูง สามารถที่จะสูบน้ำขึ้นไปบนภูเขา แล้วก็ให้น้ำไหลไปยังที่ที่ตนปรารถนาได้ ส่วนช่างศร เขาก็สามารถดัดลูกศรให้ตรงตามที่ ตามวิธีที่ตนได้เรียนรู้มา ฝ่ายช่างไม้ก็นำไม้มาจากป่า เอามาถากตกแต่งให้เกลี้ยงเกลาพร้อมกับ นำมาทำกำกงบ้าง ดุมเกวียนบ้าง ปลูกบ้านปลูกเรือนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นไม้ก็ดี ลูกศรก็ดี หรือว่าน้ำก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีวิญญาณ คนทั้งหลายยังสามารถนำมาทำให้เป็นไปในสิ่งที่ตนปรารถนาได้
ไฉนเล่า มนุษย์เราซึ่งมีจิตใจ จะไม่ฝึกจิตใจของตนให้เป็นไปตามความปรารถนาของตน และเมื่อเรารู้เช่นนี้แล้ว เราจงเร่งรีบฝึกฝนตนเอง แก้ไขข้อบกพร่อง ปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น คุณยายท่านเคยให้โอวาทไว้ว่าเราอุตส่าห์เสียสละทุกอย่างมาแล้ว เพื่อมาสร้างบารมี มาสร้างความดี ต้องอดทน ไม่ว่าใครจะว่าอะไร เราก็ต้องอดทน พยายามปรับปรุงแก้ไขตนเองให้ดี ดูอย่างยาย พยายามตรวจตราแก้ไขตัวเองให้เหมาะกับทุกเหตุการณ์ ให้สร้างบารมีได้อย่างสะดวกที่สุด ภพชาตินี้เราต้องพยายามอดทนปรับปรุงแก้ไขให้ดี ให้มีแต่สิ่งที่ดีๆ ติดตัวของเราไป ถ้าภพชาตินี้แก้ไขได้ ภพชาติต่อ ๆ ไปก็จะมีสิ่งที่ดี ๆ ตลอดไป แต่ถ้าแก้ไขไม่ได้ ต้องติดไปแก้ไขในภพชาตินี้ อย่างนี้ไม่ได้
ฉะนั้นเราจะต้องแก้ไขปรับปรุงตัวเองให้ดีที่สุด และการปรับปรุงตัวเองให้ดีที่สุดนั้น นั่นก็คือว่าเราจะต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด พระบรมศาสดาทรงยกย่องบุคคลผู้ฝึกตนว่า
ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ ในหมู่มนุษย์ด้วยกัน ผู้ที่ฝึกตนได้แล้ว นั่นแหละเป็นผู้ที่ประเสริฐที่สุด
เพราะฉะนั้นผู้ที่มีปัญญาทั้งหลาย เมื่อต้องการให้ตนเป็นตนอย่างไรแล้ว ก็จงฝึกฝนไปในทางนั้น เพราะการฝึกฝนนั้นเป็นหน้าที่โดยตรงของบัณฑิต เพื่อที่ว่าเราจะได้ก้าวตามคุณยายไปได้ทัน
อบรมใคร ไม่เกิน อบรมตน
อบรมตน ไม่เกิน อบรมใจ
ฝึกฝนใคร ไม่เกิน ฝึกฝนตน
ฝึกฝนตน ไม่เกิน ฝึกฝนใจ
พระบรมศาสดาทรงตรัสไว้ว่าการฝึกจิตที่ข่มได้ยาก เกิดดับได้รวดเร็ว มีปกติชอบคิดไปในอารมณ์น่าใคร่อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ถ้าข่มไว้ได้ก็จะเป็นการดี เพราะว่าจิตที่ฝึกดีนั้นย่อมจะนำสุขมาให้
การฝึกอื่น หมื่นหล้า ง่ายดาย
แต่ฝึกจิต ในกาย ยากแท้
ดุจลิงวิ่ง มิคลาย คล่องแคล่ว
ชอบคิดเรื่อง ใคร่แล้ว แต่งแต้มตามคิด
ข่มจิต ให้อยู่ได้ อารมณ์
เป็นจิต ที่ดีสม สุขย้อม
ฝึกข่มจิต ห่างตรม กิเลส มารเฮย
สิ้นโศกสุข เพียบพร้อม เพริศแพร้ว หรรษา
ต่อจากนี้ไป ก็ขอเรียนเชิญทุกท่านมาฝึกอบรมจิตใจของตน ให้ผ่องใส ให้บริสุทธิ์กันสักครู่หนึ่งนะให้รวมใจหยุดนิ่งอยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรึกระลึกนึกถึงคุณความดีของคุณยายวางใจอย่างเบาสบาย ด้วยการทำจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส ใจหยุดรวมอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ให้เป็นศูนย์รวมแห่งบุญกุศลทั้งหลาย ตรงศูนย์กลางกายแห่งนี้ เป็นจุดที่สำคัญ เป็นจุดรวมพลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ ที่คอยกลั่นแก้สิ่งที่ไม่ดี เติมความบริสุทธิ์ ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ใส สะอาด บริสุทธิ์ ในยามที่เราเอาใจมาจรดนิ่ง ๆ ณ กลางกาย กลางท้องของเราแห่งนี้
********************************** จบ **********************************