ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตามรอยสังฆคุณ ๙

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระบัญชา : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐเหนือเศียร กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ) สำหรับวันนี้ก็เป็นวาระโอกาสอีกครั้งหนึ่งที่พวกเราทั้งหลายได้มาระลึกนึกถึงพระคุณของคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้เป็นบุคคลที่หาได้ยากอย่างยิ่ง เพราะคุณยายท่านได้ทำคุณประโยชน์ฝากไว้แก่ชาวโลกนับมากมายมหาศาล บุคคลที่หาได้ยากในโลกอย่างยิ่งนี้มีอยู่ ๒ จำพวกด้วยกัน พวกแรกก็คือผู้ที่เป็นบุพการี ส่วนพวกที่ ๒ ผู้ที่เป็นกตัญญูกตเวที คุณยายของเรานั้นนับว่าเป็นบุพการี เพราะว่าคุณยายได้ทำคุณประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่พวกเราก่อนใครอื่น ได้ทำประโยชน์ก่อนเลย คุณยายของเรา ท่านได้สั่งสอนพวกเราที่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ สั่งสอนจนกระทั่งพวกเราทุกคนกลายเป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลกเช่นเดียวกัน เพราะว่าพวกเราที่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้ก็เป็นผู้ที่ได้รู้อุปการะคุณของคุณยาย แล้วได้มากระทำการตอบแทนคุณยายได้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยการที่พวกเราได้มาฟังสวดพระอภิธรรมมาบำเพ็ญกุศลเพื่อให้บุญกับคุณยาย นับว่าคุณยายได้สร้างลูกหลานที่เป็นกตัญญูกตเวทีจำนวนมากมายมหาศาลเช่นนี้ ยิ่งทำให้ความหาได้ยากยิ่งของคุณยายเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นพวกเราทั้งหลายจึงได้มาสรรเสริญพระคุณของคุณยายกันตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งถึงวันนี้ ก็นับเวลาได้ ๒๗๐ กว่าวันแล้ว ซึ่งหาไม่ได้ง่ายเลยที่จะมีใครคนหนึ่งที่สละร่างไปแล้ว แล้วจะมีผู้คนมาสรรเสริญท่านอย่างนี้ หาได้ยากจริงๆ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนในปัจจุบันนี้มิได้เกิดขึ้นแต่ในครั้งนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เหตุการณ์แบบนี้ ทำนองนี้ก็ได้บังเกิดขึ้นแล้วด้วยเช่นเดียวกัน ในกาลครั้งนั้น บุคคลที่หาได้ยากที่สุดในโลก ก็ได้จากไป บุคคลนั้นก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี่เอง เมื่อพระองค์ได้จากไปแล้ว เหล่าสาวกทั้งหลายก็ได้มาประชุมรวมกัน มาฟัง มาสรรเสริญพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มาทำการสรรเสริญพระองค์เป็นประจำ เพราะเกิดจากความเคยชินที่ตามปกติธรรมดาแล้ว เหล่าสาวกทั้งหลายเมื่อทำภารกิจเสร็จสิ้นก็มารวมกัน ฟังพระธรรมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในตอนเย็น ส่วนเหล่าภิกษุก็ได้มารับฟังโอวาทของพระพุทธองค์ในตอนย่ำค่ำ เพราะความเคยชินในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีชีวิตอยู่ จึงทำให้ได้มารวมกันในตอนเย็นตอนค่ำ มาสวดสรรเสริญพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทำกันมาอย่างนี้ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันนี้ กลายเป็นประเพณีที่ชาวพุทธได้ประพฤติปฏิบัติกันสืบต่อกันมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันที่เราเรียกกันว่าการทำวัตรเช้า และการทำวัตรเย็น ซึ่งการทำวัตรเช้าและการทำวัตรเย็นนี้เองก็คือการสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ซึ่งเป็นหลักในการสรรเสริญที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ให้เอาไว้ ดังนั้น การที่จะมาสรรเสริญพระคุณของคุณยาย ซึ่งเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่ง จึงต้องนำหลักที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ให้เอาไว้มาสรรเสริญ หลักในการสรรเสริญบุคคลที่หาได้ยากนั้น ก็มีอยู่ ๒ ประการด้วยกัน ประการแรก ก็คือการสรรเสริญพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เอง ซึ่งเป็นบรมครู เป็นผู้ที่ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณด้วยพระองค์เอง ที่เรียกว่าพระพุทธคุณ ๙ ประการที่ ๒ คือการสรรเสริญบุคคลที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งอยู่ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ และปฏิบัติตามจนกระทั่งได้บรรลุมรรคผลนิพพานตามพระองค์ไปด้วย และในวันนี้จะได้นำหลักในการสรรเสริญบุคคลที่หาได้ยาก โดยเอาหลักประการที่ ๒ ซึ่งอยู่ในฐานะของผู้ที่เป็นลูกศิษย์และได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามครูบาอาจารย์จนกระทั่งได้บรรลุเช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ไป คุณยายของเรา พระคุณของท่านก็จะได้นำมาสรรเสริญ เทียบเคียงกับสังฆคุณ ๙ ที่พวกเราได้สวดกันอยู่ทุกวันจนคุ้นหู พระสังฆคุณ ๙ นั้น ประการแรก คือสุปฏิปันโน สุปฏิปันโนก็คือการปฏิบัติดีแล้ว ก็หมายความว่าพระภิกษุสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิบัติดีแล้ว ตั้งใจปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในพระธรรมวินัย และได้ปฏิบัติตามแนวทางของมัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งเป็นทางสายกลาง ดำเนินรอยตามพระบรมสัมมาสัมพุทธเจ้า ปฏิบัติไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป อยู่ในเส้นทางสายกลาง สำหรับคุณยายของเรานั้น ท่านก็ปฏิบัติได้ดี ท่านก็ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์เช่นกัน ซึ่งในการปฏิบัติครั้งแรกของคุณยายนั้น ท่านได้ปฏิบัติธรรมกับคุณยายทองสุข สำแดงปั้น การปฏิบัติธรรมครั้งแรกของคุณยายก็มืดๆ มองไม่เห็นอะไรเช่นเดียวกัน แต่คุณยายท่านไม่เคยละความพยายามเลย มีแต่เพิ่มความพยายามในการปฏิบัติให้มากขึ้น ยิ่งขึ้นไปอีก จนกระทั่งคุณยายก็สมความปรารถนา ปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงพระธรรมกาย แล้วก็ได้ไปตามหาพ่อสำเร็จ ไปช่วยพ่อขึ้นมาจากนรกได้สำเร็จ คุณยายปฏิบัติอย่างนี้ขนาดยังไม่เจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำก็ทำได้ขนาดนี้แล้ว และถ้าพูดถึงการปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทาของคุณยาย ท่านก็ปฏิบัติกับคุณยายทองสุข สำแดงปั้น จนกระทั่งเชี่ยวชาญคล่องแคล่ว แล้วพอมาพบกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำเมื่อเจอคุณยายครั้งแรกก็สั่งให้คุณยายเข้าโรงงานทำวิชชา ไปทำวิชชาได้เลย ซึ่งคุณยายไม่ต้องไปคัดเลือก เพราะคุณยายคล่องแคล่วอยู่แล้วในทางสายกลาง นี้ก็คือคุณยายของเราที่ปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ และหลวงพ่อวัดปากน้ำได้กล่าวกับคุณยายว่า คุณยายเป็นหนึ่งไม่มีสอง เพราะคุณยายปฏิบัติได้ดีกว่าศิษย์คนอื่นๆ ทีนี้ มาดูวิธีการของคุณยายว่าทำไมคุณยายปฏิบัติแล้วจึงได้ผลดี ซึ่งหลักในการที่จะทำให้ได้ผลดี ทำความดีแล้วได้ผลดีแน่นอน ก็มีหลักอยู่ว่า ๑. ต้องทำให้ถูกดี ๒. ต้องทำให้ถึงดี และ ๓. ต้องทำให้พอดี เราก็จะมาดูทีละลำดับ ทีละขั้นตอน ๑. ถูกดี คุณยายของเราก็ปฏิบัติถูกดี เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่งคุณยายของเราไม่สามารถที่จะตอบคำถามของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ว่าปลาสลิดมันอร่อยตรงไหน เพราะคุณยายเวลารับประทานอาหาร ท่านก็รีบรับประทานให้มันเสร็จๆ ไป ไม่ได้สนใจว่าปลาสลิดส่วนไหนมันจะอร่อยที่สุด เพราะคุณยายไม่ได้ติดในรสเลย คุณยายทำถูก ถูกวิธี ถูกวัตถุประสงค์ของการกิน เพราะคุณยายกินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อกิน กินแล้วคุณยายก็รีบไปทำความดี รีบไปทำวิชชา นี้คุณยายทำถูกวัตถุประสงค์ของคำว่าถูกดี ประการที่ ๒. ถึงดี คุณยายของเราก็ทำได้ถึงดี เพราะคุณยายมีความคิดคำนึงอยู่ว่าคุณยายจะไม่ยอมให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อตำหนิติเตียนได้เลยในคำว่าไอ้ขี้ไต้ เพราะฉะนั้นคุณยายจึงต้องนั่งสมาธิให้ตอบคำถามหลวงพ่อวัดปากน้ำให้ได้ถูกคำถาม คุณยายจึงได้ตั้งใจนั่งสมาธิอย่างดี ซึ่งในสมัยนั้นการทำวิชชาก็ทำ ๒๔ ชั่วโมง ทำเป็นกะ กะละ ๖ ชั่วโมง แต่เมื่อถึงกะของคุณยาย พอกะของคุณยายเลิก คนอื่นเขาก็ลุกไปหมด แต่ก็ยังเหลือคุณยายอยู่ คุณยายก็นั่งต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง คุณยายท่านก็นั่งนิ่งๆ และท่านก็คอยฟังดูว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำจะสั่งวิชชากับกะต่อไปอย่างไร ท่านก็คอยฟังและท่านก็ทำความละเอียดไปด้วย เพราะฉะนั้นคุณยายก็เลยรู้หมดเลย ทั้งกะของตัวเอง และกะของคนที่มาเปลี่ยน แล้วคุณยายก็ทำอย่างนี้มาเป็นประจำ ทำถึงดีอย่างนี้ คุณยายจึงตอบคำถามของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ทุกๆ คำถามเลย แต่ต้องยกเว้นคำถามหนึ่งคืออะไรเอ่ย คือปลาสลิดมันอร่อยตรงไหนนะ คุณยายไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ แต่คำถามอื่นๆ คุณยายตอบได้หมดเลย เพราะคุณยายทำได้ถึงดี ประการต่อมา คุณยายทำได้พอดี คือคุณยายทำไม่มากเกินไป ไม่เผื่อเหนียวเกินไปจนเกิดความเสียหาย หรือว่าไม่ทำน้อยไปจนกระทั่งไม่เพียงพอ ซึ่งก็เป็นปกติของคุณยายที่ทำอะไรแล้วก็พอดิบพอดีไปหมดเลย ก็ตัวอย่างเช่นคุณยายเวลาตักน้ำราดส้วม คุณยายจะไม่ยอมให้น้ำหกแม้แต่หยดเดียวเลย เพราะคุณยายใช้น้ำเป็น ไม่ยอมเป็นขี้ข้าของน้ำ คุณยายรู้คุณค่าของน้ำ ที่คุณยายรู้คุณค่าของน้ำ ก็เพราะว่าคุณยายคำนึงถึงคุณค่าของปัจจัยที่ญาติโยมทั้งหลายได้นำมาทำบุญ เพราะต้องแลกกับหยาดเหงื่อแรงกาย กว่าจะได้ปัจจัยมาทำบุญก็ยาก เพราะฉะนั้นคุณยายจึงรักษาสมบัติอย่างดี ไม่ยอมให้น้ำหยดแม้แต่หยดเดียว โดยการที่คุณยายตักน้ำโดยประมาณให้พอดี ตักประมาณ ๓ ส่วน ๔ ของขัน น้ำจึงไม่หกแม้แต่หยดเดียว คุณยายทำพอดีอย่างนี้ และความที่คุณยายทำได้ถูกดี ถึงดี พอดี ทำอย่างนี้จนเป็นนิสัยของคุณยาย ก็ส่งผลให้คุณยายนั้นสามารถเข้ากลางได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวและเชี่ยวชาญ เป็นหนึ่งไม่มีสอง และจะเป็นอมตะบุคคลของพวกเราตลอดไป นี้ก็คือพระคุณของคุณยายประการที่ ๑. ประการที่ ๒. อุชุปฏิปันโน ก็คือปฏิบัติตรง หมายความว่าพระภิกษุสงฆ์ซึ่งเป็นอริยสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านปฏิบัติตรง ตรงต่อพระนิพพาน ไม่มีวอกแวก ไม่มีคดเคี้ยว ไม่อ้อมไม่ค้อม ไม่เลี้ยว ตรงอย่างเดียว ท่านตรงต่อพระนิพพานอย่างเดียว สำหรับคุณยายของเราท่านก็ตรงต่อพระนิพพานเช่นเดียวกัน เพราะเราก็รู้กันอยู่ว่าคุณยายนั้นเวลาท่านนั่งธรรมะ ท่านก็ตั้งเข็มทิศของท่าน เวลาดิ่งธรรมะ ท่านก็ตั้งเข็มทิศของท่าน เหมือนกับการออกทะเล พอออกทะเลไปแล้ว ก็ไม่ ไม่เห็นฝั่งเลย ท่านตั้งเข็มทิศของท่าน แล้วท่านก็ทำตามเข็มทิศของท่าน ทำไปอย่างนี้ แล้วท่านก็คิดว่าชั่วโมงนี้จะเอาอะไร ท่านก็ทำตามวัตถุประสงค์ตามเวลา อย่างนี้ ท่านตรงดิ่งไปอย่างนี้ ดิ่งเข้ากลางของกลางไปเรื่อย โดยไม่สนใจสิ่งภายนอกเลย ท่านมุ่งตรงอย่างเดียว ท่านทำได้ตรงอย่างนี้ แม้แต่การนั่งสมาธิของท่าน ท่านก็นั่งตัวตรง ตรงจนกระทั่งหลังท่านพิงอากาศได้ หรือข้าวของรอบๆ ข้างตัวของท่านนั้น ท่านก็จัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ตรงกันหมดเลย ดูสวยงาม เป็นต้นแบบให้กับพระในวัดพระธรรมกาย ท่านเป็นคนตรงอย่างนี้ ตรงทั้งกาย วาจา และใจ การตรงต่อวาจา ตรงต่อการกระทำของท่านนั้นที่เราจะสังเกตได้นั้นก็คือคุณยายท่านพูดอย่างไร ท่านก็ทำอย่างนั้น ท่านทำอย่างไร ท่านก็พูดอย่างนั้น เพราะความที่ความที่เป็นคนตรงนี่เอง เมื่อคราวที่ท่านรับปาก หรือรับคำสั่งของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำให้ขยายวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก ท่านก็รับมา และด้วยการที่ท่านรับมาแล้ว ท่านก็ต้องตรงต่อคำพูด ตรงต่อการกระทำของท่าน ถึงแม้ในตอนนั้นท่านจะมีอายุมากแล้วก็ตาม อยู่ตัวคนเดียว ปริญญาก็ไม่จบ ก ข้อก็ไม่กระดิก อายุก็ขนาดนี้ ท่านก็ยังสามารถที่จะรวบรวมหมู่คณะมาสร้างวัดพระธรรมกายที่เราได้นั่งกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็เพราะความตรงของท่าน ตรงต่อวาจา และตรงต่อการกระทำ ความตรงของท่านก็ทำให้เราได้มีวัดพระธรรมกายกันทุกวันนี้ จนกระทั่งเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปได้ทั่วโลก ตรงกับวัตถุประสงค์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่มอบหมายให้กับคุณยาย สำหรับความตรงของใจคุณยายนั้น คุณยายก็เป็นคนที่มีจิตใจตรงไปตรงมา เพราะว่าใจของท่านไม่มีความเป็นอคติเลย ใครที่จะมาพึ่งท่าน มาขอบารมีกับท่าน ท่านก็ให้ความช่วยเหลือ ให้ความเสมอภาคกัน ไม่ได้แยกแยะเลยว่าจะเป็นชนชั้นไหน วรรณะไหน มีความร่ำรวยแค่ไหน หรือยากจนแค่ไหน ถ้าใครมาขอบารมีท่าน ท่านก็ช่วยอนุเคราะห์ด้วยความเมตตา ท่านทำเป็นปกติอย่างนี้เสมอภาคกันทุกคน นี้ก็คือคุณยายของเราที่ตรงทั้งกาย วาจา และใจ ประการต่อมาคือประการที่ ๓. สามีจิปฏิปันโน ก็คือปฏิบัติได้อย่างดีเลิศ ขออภัย ยายะปฏิปันโน ก็คือท่านปฏิบัติมุ่งเพื่อรู้ธรรมที่ออกจากทุกข์ ก็หมายความว่าพระอริยสงฆ์ท่านมุ่งปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะไปรู้ธรรมะ ที่จะออกให้พ้นจากทุกข์นี้ไปได้ หรือออกจากภพ ๓ คือกามภพ รูปภพ และอรูปภพ ซึ่งเป็นทุกข์ใบใหญ่ที่ขังเหล่าสรรพสัตว์เอาไว้ให้ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ตลอดเวลา ในระหว่างที่จะต้องเวียนว่ายตายเกิด คุณยายของเรา ท่านก็ปฏิบัติธรรมมุ่งไปถึงที่สุดแห่งธรรมเช่นเดียวกัน ท่านปฏิบัติไปเพื่อที่จะรู้วิชชา แล้วเอาวิชชานั้นไปปราบมาร ท่านต้องการไปพระนิพพาน แต่ท่านจะยังไม่ยอมเข้าพระนิพพาน เพราะถ้าหากเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายยังไม่เข้าพระนิพพาน ท่านก็จะยังไม่ไป ท่านจะคอยช่วยเหลือ และถ้าท่านยังปราบมารไม่หมด ท่านก็จะยังไม่เข้านิพพาน นี้คือคุณยายท่านมุ่งอย่างนี้ มุ่งเพื่อที่จะไปรู้วิชชา เพื่อคอยปราบมารให้พวกเราให้สำเร็จเสร็จสิ้นให้หมด ไม่เหลือเชื้อเลย คุณยายท่านมุ่งอย่างนี้ ส่วนความรู้ความเห็นของคุณยายนั้น ที่ท่านได้ไปรู้ไปเห็นว่าท่านก็ได้กล่าวเอาไว้เมื่อครั้งวันที่ ๒๑ ธันวาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ ท่านก็ได้ให้โอวาทไว้ว่า มีใจความว่าความลับแม้เส้นผมก็ไม่มี เห็นกระจ่างหมดทุกอย่าง ใครทำอะไร ก็ทำให้ดี จะปิดจะบังอะไรไม่ได้ วิราคธาตุ วิราคธรรม สะอาดทั้งธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ สะอาดทุกกาย สะอาดในสะอาด ยายไปเจอมาแล้ว ใช้เวลา ๒ อาทิตย์ทำวิชชา นี้ก็คือธรรมที่คุณยายได้ไปรู้ไปเห็นมาเมื่อครั้งสมัยปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ ขนาดสมัยนั้นคุณยายยังไปรู้ไปเห็นขนาดนี้ แล้วท่าน ก่อนที่ท่านจะละสังขารไป จะรู้จะเห็นมากมายขนาดไหน พวกเราเองก็คงคาดคิดคำนึงไปไม่ถึง ถ้าจะให้มาคิดก็เสียเวลาเปล่า สู้นั่งธรรมะปฏิบัติตามคุณยายไปให้ทันคุณยายนี่ก็ยากแล้ว ท่านได้ไปรู้ไปเห็นอย่างนี้ ก็เป็นคุณของคุณยาย สำหรับพระคุณประการที่ ๔. ก็คือสามีจิปฏิปันโน หมายความว่าท่านปฏิบัตได้อย่างดีเลิศเลย เพราะว่าท่านปฏิบัติมุ่งเป้าไปเพื่อพระนิพพานอย่างเดียว ไม่ใช่เหตุอื่น เพราะการปฏิบัติอย่างนี้จึงนับว่าปฏิบัติได้ดีเลิศ พระอริยสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน ท่านปฏิบัติตามพระธรรมวินัยทั้งน้อยทั้งใหญ่ ท่านไม่ดูเบาในธรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ภาษาพระเรียกว่าเห็นภัย เห็นโทษภัยเพียงเล็กน้อย คุณยายของเรา ท่านก็ปฏิบัติได้ดีเลิศเช่นเดียวกัน เพราะคุณยายท่านสามารถเป็นต้นแบบได้ทุกสิ่งทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ทั้งด้านการนั่งปฏิบัติธรรมะ การเอาใจใส่ดูแลวัด หรือความเคารพอ่อนน้อมของคุณยาย การปฏิสันถารต้อนรับของคุณยาย และสิ่งที่เป็นประจำที่ติดตัวของคุณยาย ที่สำคัญมากๆ ก็คือความสะอาดของคุณยายนั่นเอง ท่านปฏิบัติได้ดีอย่างนี้ และเพราะความที่ท่านมีจิตใจที่ใส สะอาด สว่าง ท่านย่อมไปรู้ไปเห็นทั้งวิราคธาตุ วิราคธรรม ท่านย่อมเห็นเหตุของโทษที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นท่านจึงปฏิบัติอย่างสามีจิกรรม ปฏิบัติได้สมควร สิ่งใดที่เป็นโทษแม้เพียงเล็กน้อย คุณยายก็ไม่ยอมทำ คุณยายเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ขึ้นชื่อว่าโทษ คุณยายก็จะไม่ทำเด็ดขาด เพราะคุณยายเคยตรวจสอบดูมาแล้วว่าในอดีตของท่านนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ท่านกลับไปดูแล้ว ท่านก็ภาคภูมิใจ เพราะคุณยายทำความดีมาตลอด ตรวจดูแล้วตำหนิตัวเองก็ไม่ได้เลย นี้ก็คือพระคุณของคุณยายประการที่ ๔. พระคุณทั้ง ๔ ประการนี้ เมื่อพระอริยสงฆ์ได้ปฏิบัติก็ย่อมเข้าถึงมรรคผลนิพพาน ซึ่งผู้ที่จะมีพระคุณทั้ง ๔ ประการแรกนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ระบุเลยว่าผู้ที่จะมีพระคุณทั้ง ๔ ประการนี้ก็คือพระอริยสงฆ์เท่านั้น พระอริยสงฆ์ก็คือท่านแบ่งไว้เป็น ๔ คู่หรือ ๘ เหล่าด้วยกัน ดังภาษาบาลีที่พวกเราก็ได้สวดมนต์กัน ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ สาวกที่แท้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นก็คืออริยบุคคลทั้ง ๔ คู่ ๘ บุรุษนี้นี่เอง และด้วยคุณสมบัติ คุณของท่านทั้ง ๔ ข้อ ได้กลั่นกาย วาจา ใจของเราจากบุคคลธรรมดา จนกระทั่งเป็นอริยบุคคล กลั่นทั้งกาย วาจา ใจ ของท่านใส สะอาด บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นท่านจึงกลายเป็นเนื้อนาบุญของโลก เป็นต้นบุญ เป็นโรงงานผลิตบุญกุศล เป็นอู่แห่งบุญ เป็นทะเลบุญ เป็นต้นกำเนิดของบุญ ท่านมีคุณสมบัติอย่างนี้ จึงทำให้ท่านเป็นเนื้อนาบุญของโลก และได้มีคุณสมบัติอีก ๕ ประการหลัง นั่นก็คือ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชลีกรณีโย อนุตรัง ปุญญะเขต โลกะสะ จะขอให้ทำความเข้าใจกับทุกท่านในที่นี้ก่อนว่าพระคุณ ๕ ประการหลังนั้น นอกจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะให้เป็นพระคุณของพระอริยสงฆ์แล้ว ความมุ่งหมายของพระคุณ ๕ ประการหลังนี้ พระองค์ยังหมายรวมไปถึงผู้ที่เข้าถึงตั้งแต่พระธรรมกายเป็นต้นไปด้วย เพราะฉะนั้นพระคุณ ๕ ประการหลังนี้คุณยายของเราก็มีส่วนอยู่ด้วย อย่างเต็มที่เลย คุณยายของเราเป็นต้นบุญ เป็นอาหุเนยยะบุคคล เป็นปาหุเนยยะบุคคล และเป็นทัก (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) อธิบายให้เราเข้าใจในพระคุณอีก ๕ ประการหลัง อาหุเนยโยก็คือเป็นผู้ที่ควรแก่ของที่เขาจะนำมาสักการะบูชา ของที่ควรนำมาสักการะบูชา ของเหล่านั้นก็เช่น ดอกไม้ ของหอม หรือจตุปัจจัย เมื่อเราได้นำจตุปัจจัยมาถวายท่านแล้ว ให้ท่านได้ดำรงสังขารนี้อยู่ได้ ก็เป็นประโยชน์กลับมาให้กับพวกเรา คือท่านก็จะได้มีสังขารร่างกาย ประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไป ศึกษาธรรมะต่อไป และได้เอาธรรมะนั้นมาสั่งสอนพวกเราให้ได้ประพฤติปฏิบัติตาม ให้ได้ผลตามอย่างท่านไปด้วย นี้คือคือพระคุณของท่าน ประการต่อมาคือ ปาหุเนยโย ท่านเป็นผู้ที่ควรแก่ของที่เขาเตรียมไว้ต้อนรับสำหรับแขกที่เดินทางมาจากที่ไกล ของที่ต้องเตรียมไว้ต้อนรับก็มีอะไรบ้าง อย่างเช่นน้ำท่า ที่นั่ง หรือความสะดวกสบายต่างๆ พอท่านมาถึงก็เตรียมเอาไว้ให้ท่านอย่างดีเลย เพราะเมื่อเตรียมให้ท่านอย่างดีแล้ว ท่านก็จะได้รับความสะดวกสบายเวลาท่านจะมาเทศน์ให้กับพวกเรา ก็เทศน์ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ใช่ว่าท่านอุตส่าห์ไปเยี่ยมถึงที่บ้านแล้วกลับไม่ยอมต้อนรับท่าน เราก็พลาดโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมเทศนา ซึ่งจะนำให้เราไปสู่มรรคผลนิพพาน การที่ท่านมาถึงบ้านเราแล้ว เราควรที่จะคิดว่าเป็นบุญของเราแล้วที่ได้ฟังธรรมถึงบ้านเลย ท่านอุตส่าห์มาโปรดถึงที่นี่เลย เราไม่ต้องเดินทางไปที่วัด ไปตามหาท่าน บางครั้งต้องไปตามในป่าในเขา เพราะบางพระอริยสงฆ์บางรูปท่านก็มีอุปนิสัยรักความสงบอยู่ในป่า อยู่ในเขา นี้ก็คือคุณของท่านอีกประการหนึ่ง ประการต่อไปคือทักขิเนยโย ทักขิเนยโยก็คือเป็นผู้ควรแก่ของที่เขาตั้งใจจะทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เพราะว่าอริยสาวกหรือผู้ที่เข้าถึงธรรมกายแล้วนั้น ท่านย่อมมีรู้มีญาณ สามารถที่จะนำเอาบุญกุศลที่เราทำกับท่านแล้วนี่ นำข่าวบุญนี้ไปบอกกับผู้ที่ล่วงลับไปแล้วให้ได้อนุโมทนาบุญได้บุญกันตอนนั้นเลย นี้ก็คือพระคุณของท่านอีกประการหนึ่ง ประการต่อไป คืออัญชลีกรณีโย หมายความว่าท่านเป็นผู้ที่สมควรกราบไหว้ เพราะว่าเมื่อเรากราบไหว้ท่านแล้ว ย่อมทำให้เกิดใจที่อ่อนน้อมลงมา พร้อมที่จะรับฟังคำสั่งสอนของท่านและได้บรรลุมรรคผลตามท่านไป แต่ถ้าหากว่าอินทรีย์ของเรายังไม่แก่กล้าพอ เพียงแค่เราได้รับฟังโอวาทของท่าน ได้ฟังคำสอนของท่าน แล้วมีจิตใจเลื่อมใส ทำความเคารพกราบไหว้ท่านด้วยความเลื่อมใส แค่ความเลื่อมใสแค่นี้ ก็มีบุญมากมายมหาศาล ส่งผลให้ปิดอบายของเราได้อย่างชาญฉลาดเลยทีเดียว นี้ก็เป็นพระคุณอีกประการหนึ่ง ประการสุดท้าย อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส ท่านเป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่าท่านเลย เพราะว่าท่านได้ตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเองมาหลายภพหลายชาติ ตั้งใจฝึกทั้งปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติมุ่งเพื่อที่จะไปรู้ธรรม ให้หลุดพ้นออกจากคุกใบนี้ ปฏิบัติได้อย่างดีเลิศอย่างสมควร แบบสามีจิกรรม ท่านปฏิบัติจนกาย วาจา ใจใส สะอาดบริสุทธิ์ ปราบกิเลสไปได้ ท่านจึงเป็นเนื้อนาบุญที่เราควรทำบุญอย่างยิ่ง ถ้าจะเปรียบอุปมาให้เห็นกับดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์นั้นผลิตแสงสว่าง ผลิตความร้อนอยู่ตลอดเวลา ต่อเนื่อง มีความมากมายมหาศาลของพลังจะนับจักประมาณไม่ได้ฉันใด อริยบุคคลหรือธรรมกายท่านก็ผลิตบุญ ผลิตความดีได้อย่างต่อเนื่องมากมายมหาศาล จะนับจักประมาณไม่ได้ฉันนั้น หรือพระอาทิตย์ได้ให้แสงสว่างก็ให้ได้แค่ในตอนกลางวัน ส่วนผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญท่านก็สามารถแสดงธรรมโปรดสัตว์ สั่งสอนสัตว์ให้หลุดพ้นได้ทั้งกลางวันและกลางคืน หากถ้าจะเปรียบท่านเหมือนกับน้ำ ท่านก็เหมือนกับน้ำในมหาสมุทร ที่พวกเราได้เอาท่อบุญ ท่อเบ้อเริ่มเลย ไปดูดน้ำจากในมหาสมุทรมา ซึ่งดูดเท่าไหร่ก็ดูดไม่หมด น้ำที่เราดูดมาในท่อใหญ่นั้นก็มากมายมหาศาลจะนับจักประมาณไม่ได้เหมือนกัน ท่านเป็นผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญอย่างนี้ ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่าเลย เพราะฉะนั้นเราจึงทำบุญกับท่าน พระคุณของท่าน ๙ ประการนี้ เมื่อเราได้ฟังแล้ว ก็น่าจะทำจิตเลื่อมใสท่าน เพราะว่าหลวงพี่เองเมื่อได้ทำการค้นคว้าเพื่อเตรียมมาเทศนาให้พวกเราฟังนั้น ก็คิดว่าหลวงพี่ได้รู้จักคุณยายดีพอแล้ว แต่ปรากฏว่าพอมาค้นคว้า มาเทียบเคียงพระคุณของคุณยาย กับคุณพระสงฆ์แล้ว ทำให้หลวงพี่ได้รู้จักคุณยายมากขึ้น และได้ อีกประการหนึ่งทำให้หลวงพี่ได้รู้จักมากยิ่งขึ้นไปอีก ที่บอกว่ารู้จักคุณยายมากขึ้นก็คือได้รู้ว่าคุณยายของเราเป็นบุคคลที่พิเศษสุดๆ เป็นบุคคลที่หาได้ยากมากเลย หลวงพี่รู้อย่างนี้แล้วความที่ไม่รู้ของหลวงพี่ก็คือไม่รู้ว่าคุณยายนั้นไปถึงไหนแล้ว เราจะตามทันหรือเปล่านี่ คุณยายท่านไปรู้ไปเห็นขนาดไหน มันเกินวิสัยของพวกเราที่จะมาคิดคำนึง มาตรองตาม เมื่อรู้อย่างนี้แล้วว่าคุณยายของเราเป็นเนื้อนาบุญอย่างยิ่ง แล้วอยู่ในฐานะของลูกศิษย์ ก็เป็นลูกศิษย์อันดับหนึ่ง เรารู้อย่างนี้ เราจึงควรที่จะปฏิบัติตามเยี่ยงอย่างของคุณยาย และควรที่จะรีบตักตวงบุญ เอาบุญกับคุณยายให้มากๆ เพราะฉะนั้นในโอกาสนี้เราจะได้มาบูชาธรรมพระคุณของคุณยาย เอาเยี่ยงอย่างคุณยายโดยการปฏิบัติธรรม เอาใจของเราวางไว้ที่ศูนย์กลางกาย ให้ใจของเราดำเนินไปสู่ทางมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อใจของเราดำเนินไปสู่ทางมัชฌิมาปฏิปทาดีแล้ว ไม่หย่อนไม่ตึงจนเกินไป ก็ให้เอาใจของเราเข้ากลางของกลาง กลางของกลาง ใจของเรามุ่งไปสู่พระนิพพาน ตรงไปสู่พระนิพพาน ตรงลงไปกลางของกลางเลยไป ลงไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะได้ไปค้นคว้าหาวิชชา หาธรรมะที่จะได้มารู้ และได้ปฏิบัติให้พ้นจากคุกใบใหญ่ใบนี้ เมื่อรู้แล้วก็จะได้นำมาประพฤติปฏิบัติให้ได้อย่างดีเยี่ยมเลย ดีอย่างที่ใครๆ ก็ติไม่ได้ ตัวเองก็ติตัวเองไม่ได้ ให้เราตั้งใจ เอาใจของเราวางไว้ที่ศูนย์กลางกาย ทำใจของเรานิ่งๆ แล้วนึกถึงพระคุณของคุณยายซึ่งมากมายมหาศาล ท่านแม้จะเป็นศิษย์ก็เป็นศิษย์อันดับหนึ่ง เป็นหนึ่งไม่มีสอง พวกเราเองก็ได้มาฟังพระคุณของคุณยาย ได้รู้อย่างคุณยาย ก็ต้องตามท่านไป จะเป็นศิษย์ของยาย ก็เป็นศิษย์อันดับหนึ่ง ไม่มีอันดับสองให้ทุกๆ คนตั้งใจปฏิบัติอย่างนี้ ทั้งสุปฏิปันโน อุชุปฏิปันโน ยายะปฏิปันโน สามีจิปันโน เมื่อปฏิบัติได้อย่างนี้แล้ว เราก็จะมีคุณพิเศษเพิ่มขึ้น นั่นก็คือ อาหุเนยฺโย ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเณยฺโย อญฺชลิกรณีโย อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส ซึ่งเป็นผู้ควรอย่างยิ่งที่จะได้รับสิ่งของต่างๆ ที่เป็นสิ่งของประเสริฐที่สุดในโลก ให้เราตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม และต่อจากนี้ไป ไม่ว่าโทษแม้เพียงเล็กน้อยเท่าใดก็ตาม ขึ้นชื่อว่าเป็นโทษแล้ว เราก็อย่าได้คิด อย่าได้พูด อย่าได้ทำ ให้คิดแต่สิ่งที่ดี ให้ใจของเราสะอาดบริสุทธิ์ สะอาดในสะอาด อยู่ที่ศูนย์กลางกายอยู่ตลอดเวลา ให้เร่งวัน เร่งคืน ฝึกฝนอบรมตัวเองอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตามยายทัน จะได้ไปที่ถึง ไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมพร้อมเพรียงกันทั้งทีม สัพเพ… PAGE PAGE 12 หน้า FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\มิถุนายน\44-06-14 FW-AAT.doc