วิชาแห่งชีวิตคือการปฏิบัติธรรม
(ม้วน 1/A)
พระศิริพงษ์ : ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียร กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่าสาธุชนลูกหลานยายทุกท่าน (สาธุ)
ในวันนี้ก็เป็นอีกวาระหนึ่งที่พวกเราทั้งหลายจะได้มาแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของพวกเรา และเราก็ได้มีโอกาสมาเพิ่มพูนความรู้ทางธรรม จากการที่ได้ฟังการแสดงธรรมของพระอาจารย์หลายๆ รูป ที่ท่านได้ผลักเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาแสดงธรรม ณ สถานที่แห่งนี้ และที่สำคัญที่สุดทุกท่านก็ได้มาปฏิบัติธรรมกลั่นจิตกลั่นใจ เจริญภาวนา เพื่อจะได้ไปเรียนรู้ความรู้ที่แท้จริงที่มีอยู่ในตัวของเราเอง ซึ่งเป็นความรู้ที่เป็นความรู้ที่มีอยู่แล้วในตัว
ในทางพระพุทธศาสนานั้นท่านแบ่งความรู้เอาไว้เป็น ๓ ระดับคือ
๑. ความรู้ที่เกิดจากการฟัง ท่านเรียกว่าสุตตมัยปัญญา ความรู้ในระดับนี้เป็นความรู้ที่เราได้ยินได้ฟังมาจากครูบาอาจารย์ จากสมัยที่เราได้ร่ำเรียนอยู่ในสถาบันหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นความรู้ เป็นเพียงความสามารถในการเรียนรู้ในระดับหนึ่ง ซึ่งยังไม่สามารถนำไปประกอบอาชีพให้เกิดผลได้
ความรู้ระดับที่ ๒ ชื่อจินตมัยยปัญญา ความรู้ระดับนี้เป็นความรู้ที่เกิดจากการทดลอง เป็นความรู้จริงที่เราได้นำความรู้ที่เราได้เล่าเรียนในสมัยที่เรายังเรียนอยู่มาทดสอบ ทดลอง พิจารณา ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเกิดเป็นความรู้ที่เกิดประโยชน์ได้
และความรู้ในระดับสุดท้าย ซึ่งเป็นความรู้ที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ท่านเรียกว่าภาวนามัยยปัญญา ความรู้ในระดับนี้เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นจากการที่เราได้ปฏิบัติธรรม ได้ประพฤติธรรม ทำความรู้แจ้งให้เกิดขึ้นภายใน และการที่เราทั้งหลายได้มาปฏิบัติธรรม ณ สถานที่แห่งนี้ก็ได้ชื่อว่าได้ทำความรู้ในระดับภาวนามัยยปัญญาให้เกิดขึ้นในตัวของเราเอง
ถ้าเราจะสังเกตดูในขณะที่เรานั่งปฏิบัติธรรมอยู่นี้ ยังมีคนอีกหลายพันล้านคน ที่เขาไม่มีโอกาสพิเศษที่จะได้มาทำในสิ่งที่เป็นความรู้ที่สูงสุดในการเกิดมาของเรา เพราะงั้นเราเป็นคนเพียงกลุ่ม กลุ่มน้อยเท่านั้นที่ได้รับโอกาสนี้ คนส่วนใหญ่ในโลกนี้เขามีความรู้กันแค่เพียงระดับสุตตมัยยปัญญา จนถึงจินตมัยยปัญญาเท่านั้น แต่โอกาสที่จะมาเรียนรู้อย่างนี้มีน้อยคนยิ่งนัก เพราะว่าคนส่วนใหญ่นั้นเขามักจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ตามความชอบใจ ตามความต้องการของเขาทั้งนั้น ไม่เคยคิดว่าวิชาใดหรือความรู้ใดจะเป็นความรู้ที่สำคัญ แม้เขาจะมีความรู้มากมายเพียงใด แต่ไม่เคยได้เรียนรู้วิชาที่สำคัญ ซึ่งมีอยู่วิชาเดียวเท่านั้น เป็นวิชาที่สุดยอดในการเรียนรู้ ก็ถือว่าความรู้ของเขาเกิดมาก็สูญเปล่า
มีนิทานอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งหลวงพี่มีความประทับใจในนิทานเรื่องนี้จึงจะนำมาเล่าให้ฟัง ณ ที่แห่งนี้ มีศาสตาจารย์ท่านหนึ่งท่านมีความรอบรู้ในวิชาต่างๆ วันนี้ท่านต้องเดินทางข้ามมหาสมุทร ทำให้ท่านไปรู้จักกับกัปตันเรือท่านหนึ่ง เนื่องจากศาสตราจารย์ท่านนี้มีความรู้มากมาย ทำให้กัปตันเรือลำนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธา เขาทั้งสองได้มาพบปะพูดคุยกันอยู่เป็นประจำ
และในเย็นหนึ่งเขาก็พูดคุยกัน ณ ในเรือแห่งนั้น ศาสตราจารย์ท่านนั้นก็ได้เอ่ยถามคำถามหนึ่งกับกัปตันผู้นั้นว่า ท่านเคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไหม กัปตันท่านนั้นก็ตอบศาสตราจารย์ไปว่าไม่เคยเรียน ศาสตราจารย์ก็เลยตอบว่าช่างน่าเสียดายจริงๆ การที่คนเราเกิดมาแล้วไม่ได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์นี้นี่ ซึ่งเป็นความรู้ความเป็นมาของตัวเรา ก็เปรียบเหมือนกับท่านไม่ได้เคยรู้เรื่องอะไรเลย เป็นเหมือนใบไม้ใบหนึ่งที่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ เมื่อได้รับคำตอบเช่นนี้ ทำให้กัปตันรู้สึกเสียอกเสียใจ แต่เขาก็ยังไม่ยั้งความเพียร เพราะเขามีความศรัทธาในความรู้ แล้วเขาก็พยายามที่จะได้ อยากจะได้ความรู้ใหม่ๆ จากศาสตราจารย์ท่านนั้น
ในเย็นวันต่อมา เขาก็ยังได้มาพบปะพูดคุยกันเช่นเดิม แล้วศาสตราจารย์ท่านนั้นก็ได้เอ่ยคำถามที่ ๒ ถามกับกัปตันว่ากัปตัน ท่านเคยเรียนวิชาภูมิศาสตร์ไหม กัปตันท่านนั้นก็ตอบเช่นเคยที่ผ่านมา ก็คือไม่เคยเรียนนั่นเอง ศาสตราจารย์จึงพูดต่อไปว่าน่าเสียดายจริงๆ การที่ท่านไม่ได้เรียนวิชาภูมิศาสตร์ ซึ่งทำให้เรารู้จักโลกที่กว้างขวางมากขึ้น ทำให้ชีวิตของท่านนี่ต้องสูญเปล่าไปถึงครึ่งหนึ่งของชีวิตทีเดียว กัปตันรู้สึกเสียใจเป็นอันมากที่เขาไม่มีความรู้ต่างๆ นานาที่ศาสตราจารย์ท่านนั้นเอ่ยถามมาเลย แต่ก็ยัง
ในวันต่อมา เขาทั้งสองก็ยังได้มาพบปะพูดคุยกันเช่นเดิม แล้วศาสตราจารย์ท่านนั้นก็เอ่ยคำถามที่อีกครั้งหนึ่งว่า กัปตันท่านเคยวิชาปรัชญาไหม กัปตันก็ตอบเหมือนเดิมว่าไม่เคยเรียนวิชานี้ แล้วก็เพิ่งจะได้ยินชื่อวิชานี้เป็นครั้งแรก ศาสตราจารย์ก็เลยบอกว่าช่างน่าเสียดายจริงๆ ผู้ที่ไม่เคยเรียนวิชานี้นี่ซึ่งเป็นสุดยอดของวิชา เป็นต้นกำเนิดของทุกสาขาวิชา การที่ไม่ได้เรียนวิชานี้นี่ท่านต้องเสียเวลาเปล่าของชีวิตไปถึง ๓ ใน ๔ ของชีวิตทีเดียวนะ กัปตันรู้สึกเสียใจเป็นอันมาก ทำให้วันนั้นนี่เขานอนไม่หลับ เลยต้องขึ้นไปอยู่บนหลังคาเรือ แล้วก็ไปคิดทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมา ที่ไม่ได้ร่ำเรียนวิชาต่างๆ เหล่านี้มาเลย
แต่ทันใดนั้นเขาก็รีบพรวดพราดมาเคาะที่ประตูห้องของศาสตราจารย์ในกลางดึก เรียกศาสตราจารย์แล้วก็ถามคำถามหนึ่งขึ้นว่า ท่านศาสตราจารย์ท่านเคยเรียนวิชาว่ายน้ำหรือเปล่า ศาสตราจารย์ก็ตอบว่าไม่เคย และศาสตราจารย์ก็ว่ายน้ำไม่เป็นด้วย กัปตันจึงเอ่ยคำพูดขึ้นว่าการที่ผมไม่ได้เรียนวิชาต่างๆ ที่ท่านพูดมานั้น ไม่ว่าจะเป็นวิชาประวัติศาสตร์ วิชาภูมิศาสตร์ วิชาปรัชญานั้นนับว่าน่าเสียดายจริงๆ เราต้องเสียชีวิต เสียเวลาเปล่าชีวิตถึง ๓ ใน ๔ ของชีวิต ในการที่ท่านไม่เคยเรียนวิชาว่ายนี่ท่านต้องเสียเวลาไปถึงครึ่งหนึ่ง ไปถึงจนหมดทั้งชีวิตทีเดียว เพราะเรือของเรารั่ว และกำลังจะจม
เภทภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต มักจะเข้ามาทดสอบความรู้และวิชาความรู้ของเราที่มีอยู่ ว่าวิชาไหนเป็นวิชาที่สำคัญต่อการมีชีวิตอยู่ของเรา การที่กัปตันไม่รู้วิชาต่างๆ ที่ศาสตราจารย์ท่านนั้นถามมา แต่กัปตันกลับรู้วิชาว่ายน้ำ ทำให้กัปตันท่านนั้นสามารถรอดชีวิต รอดชีวิตมาได้ เพราะงั้นวิชาของชีวิตจึงเป็นวิชาที่สำคัญ วิชาแห่งชีวิตคือการศึกษาปฏิบัติธรรม ฝึกใจให้บริสุทธิ์หยุดนิ่งเข้าสู่ความรู้ภายใน อันจะนำมาซึ่งปัญญาที่สว่างไสว เปี่ยมไปด้วยพลัง เพื่อให้สามารถเดินไปอย่างเข้มแข็งและปลอดภัย จวบจนถึงฝั่งแห่งความสุขที่แท้จริงได้ในที่สุด
พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยให้โอวาทไว้ มีความตอนหนึ่งว่าความรู้ทางโลกจะไม่รู้ก็ได้ แต่ความรู้ทางธรรมนั้นไม่รู้ไม่ได้ ชีวิตจะไม่ปลอดภัย ถ้าเราจะลองมาพิจารณาดู ความรู้จากทางโลก เราได้ร่ำเรียนมานั้น การศึกษาในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันต่างๆ นั้น วิชาที่เราศึกษามักจะสอนให้เราไปในเรื่องแต่การทำมาหากินเท่านั้นเอง ไม่เคยสอนให้เรารู้ในเรื่องของโลกและชีวิตที่แท้จริง รู้ถึงทางที่จะไปถึงมรรคผลนิพพาน หรือความดับทุกข์ที่แท้จริงได้เลย เมื่อเราจบจากมหาวิทยาลัย เราก็นำวิชาความรู้เหล่านั้นไปทำมาหากิน ไปทำงาน แล้วก็นำเงินต่างๆ เหล่านั้นมาหล่อเลี้ยงสังขาร อาจจะมีครอบครัว มีลูก แล้วก็แก่ตายในที่สุด
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ชีวิตถึงไม่ปลอดภัย ไม่ปลอดภัยที่นี้คือไม่ปลอดภัยจากอบาย ภัยในวัฏสงสาร เราจึงต้องหันมาดูว่าแล้วสิ่งไหนเล่ามีความจำเป็นต่อชีวิตของเรา เมื่อคิดดูแล้ว เราก็ต้องหันมาปฏิบัติธรรม กลั่นจิตกลั่นใจของเราให้บริสุทธิ์ ให้เราไปรู้ไปเห็น ว่าเราเกิดมาทำไม มีหน้าที่อะไร และเราจะทำยังไงถึงจะพ้นจากอบายได้ตลอดไป เพราะชีวิตของคนเรานั้นไม่อาจจะต้องรู้วิชาทุกอย่างก็ได้ เราอาจจะไม่ต้องรู้วิชาในการปลูกข้าว แต่เราก็สามารถที่จะมีข้าวไว้กินได้ เราอาจจะไม่รู้วิชาในการที่ผลิตไฟฟ้า เราก็มีไฟฟ้าใช้ได้ แต่ถ้าเราไม่รู้วิชาแห่งชีวิต ไม่รู้วิชาทางธรรมแล้ว ชีวิตของเราจะไม่ปลอดภัย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ท่าน พระองค์เอง ท่านใช้เวลาเพียง ๗ วัน ในการที่จะเรียนรู้วิชาทางโลก ท่านเรียนรู้เพียงใน ๗ วัน รู้หมดทุกศาสตร์ ในขณะที่ครูบาอาจารย์ของท่านต้องร่ำเรียนมาตลอดชีวิต แต่พระองค์ก็มองเห็นว่าความรู้ที่ท่านเรียนรู้มานั้น ไม่สามารถทำให้ท่านหลุดพ้นจากการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายได้ สุดท้ายพระองค์ก็ทรงออกผนวช แล้วก็ศึกษามัชฌิมาปฏิปทา คือเส้นทางสายกลางให้รู้ถึงสัจธรรมในชีวิต ให้รู้ถึงทุกข์ ให้รู้ถึงเหตุแห่งทุกข์ ให้รู้ถึงทางพ้นทุกข์ และความดับสิ้นไปไม่เหลือของทุกข์ จนพบสุขอันแท้จริง
ในสมัยพุทธกาล มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับชาย ๒ คนที่เป็นสหายกัน ชาย ๒ คนนี้หลังจากที่ได้รับฟังพระธรรมเทศนาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใสจึงออกบวช เมื่อออกบวชแล้วอยู่ได้ถึง ๕ พรรษา ก็ได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ตรัสถามถึงธุระที่มีในพระศาสนานี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงธุระ ๒ อย่าง คือวิปัสสนาธุระ และคันธธุระ ภิกษุผู้มีอายุมากกว่า ท่านเลือกที่จะเรียนวิปัสสนาธุระ แต่ภิกษุผู้มีอายุน้อยกว่า ท่านเลือกที่จะเรียนวิชาคันธธุระ ภิกษุที่เรียนวิปัสสนาธุระนั้นท่านก็ทรงให้พระบรมศาสดาตรัสสอนวิปัสสนาธุระจนถึงท่านเป็นพระอรหันต์ เมื่อท่านรู้อย่างนี้แล้ว ท่านก็ตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเองพากเพียร จนสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งทีเดียว
แต่ภิกษุที่ได้เรียนวิชาคันธธุระนั้นท่านก็ตั้งใจศึกษาพุทธพจน์ และศึกษาพระไตรปิฎกอย่างเชี่ยวชาญช่ำชอง จนถึงเป็นอาจารย์ บอกธรรมแด่ภิกษุ ๕๐๐ และเป็นเจ้าคณะสงฆ์ใหญ่ถึง ๑๘ คณะ ในการครั้งนั้นต่อมา เมื่อภิกษุทั้งสองได้มาพบกัน พระภิกษุที่ท่านเรียนวิชาคันธธุระนั้นท่านมีความประสงค์จะทดสอบความรู้กับภิกษุผู้เป็นสหาย จึงตั้งใจจะถามคำถาม
พระบรมศาสดาของเรา ท่านเล็งเห็น มีจิตอนุเคราะห์ที่จะโปรดพระภิกษุที่เรียนคันธธุระ เพราะรู้ว่าเมื่อทำเช่นนั้นแล้ว จะทำให้ต้องตกอบาย ท่านจึงทำประดุจหนึ่งเดินไปถึง ณ ที่แห่งนั้น แล้วก็เสร็จนั่งลงยังพุทธอาสน์ แล้วกล่าวตรัสถามคำถามแด่พระภิกษุ ๒ รูปถึงธรรมปฏิบัติ
พระภิกษุที่ท่านเรียนคันธธุระ ศึกษาพุทธพจน์ ศึกษาพระไตรปิฎกอย่างช่ำชองนั้น ท่านไม่สามารถตอบได้เลยแม้เพียงคำถามเดียว แต่พระภิกษุที่ท่านเรียนวิปัสสนาธุระ ท่านสามารถตอบคำถามได้อย่างช่ำชอง ไม่ว่าจะเป็นปฐมฌาน ทุติยฌาน จตุตฌาน จนถึงสมาบัติ อรูปสมาบัติต่างๆ พระพุทธองค์ทรงประทานตรัสชมและกล่าวคำสาธุการ ทำให้เทวดาและพรหมทั้งหลายต่างแซ่ซ้องสาธุการไปตามกัน
หากว่านรชนกล่าวพุทธพจน์อันมีประโยชน์เกื้อกูลแม้นมาก แต่เป็นผู้ประมาทแล้ว ไม่ทำตามพุทธพจน์นั้นไซร้ เขาย่อมไม่เป็นผู้มีส่วนแห่งสามัญญผล เหมือนโค เหมือนคนเลี้ยงโค นับโคทั้งหลายของคนเหล่าอื่น ย่อมเป็นผู้ที่ไม่มีเสื่อมแห่งปัญจโครสฉะนั้น หากนรชนกล่าวพุทธพจน์อันมีประโยชน์เกื้อกูลแม้นน้อย กลายเป็นผู้มีปกติ ประพฤติสมควรแก่ธรรมนั้นไซร้ เขาละราคะ โทสะ และโมหะแล้ว รู้ชอบ มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว หมดความยึดถือในโลกนี้ หรือโลกหน้า เขาย่อมผู้มี เขาย่อมเป็นผู้มีส่วนในสามัญญผล
การที่เราได้ศึกษาร่ำเรียนวิชามามากมายนั้น แต่เราไม่ได้นำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์อันแท้จริง ก็เปรียบเสมือนคนที่รับจ้างเลี้ยงโค ไม่เคยได้ลิ้มรสของนมโคแม้แต่น้อย แต่ใครก็แล้วแต่ที่มีความรู้แม้เพียงน้อย แต่มีความตั้งใจพากเพียรฝึกฝนอบรมอย่างเต็มที่เต็มกำลัง ก็สามารถทำให้หมดกิเลสอย่างสิ้นเชิงได้
เราลองมาดูตัวอย่างจากคุณยายของเราเอง อย่างที่ทุกคนเคยทราบมาแล้วว่าคุณยายของเรา ท่านไม่รู้หนังสือ ท่านไม่เคยได้รับปริญญา ท่านอ่าน ก ข ก็ไม่ได้ ท่านเขียนหนังสือก็ไม่ได้ แต่ความรู้ของท่านที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม ท่านเคยกล่าวไว้ว่าความรู้ของยาย เอาตึกร้อยชั้นมาบรรจุไว้ก็ไม่หมด ความรู้ต่างๆ เหล่านี้นี่เกิดจากการที่ท่านประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง อย่างทุ่มเทเป็นชีวิตจิตใจ ทำให้กายของท่านนี่เปรียบประดุจพระเจดีย์ มีผู้รู้ผุดผ่านมากมาย มีพระธรรมกายผุดผ่านร่างกายท่านมากมาย
เราลองมาฟังเรื่องในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่เรื่องหนึ่ง ในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ เคยถามคุณยายว่าลูกจันทร์ วันนี้เจ้าภาพจะมาเลี้ยงพระกี่รูป กี่คน กี่คณะ เนื่องจากคุณยายอ่านหนังสือไม่ออก แม้นเขาจะเขียนไว้ คุณยายก็อ่านไม่ออก ทำให้คุณยายไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ แต่วันต่อมานี่ คุณยายก็ใช้วิธีที่คุ้นเคยที่จะไปรู้ไปชอบสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไว้ตอบหลวงพ่อวัดปากน้ำ คือการที่ท่านนั่งธรรมะ แล้วก็ไปรู้ไปเห็นไปดูกันเลยทีเดียวว่าวันนี้จะมีเจ้าภาพมากี่คน เป็นหญิงกี่คน เป็นชายกี่คน เป็นเด็กกี่คน มากันกี่คณะบ้าง เพื่อจะเตรียมไว้ตอบหลวงพ่อวัดปากน้ำ นี่เป็นเพียงความรู้เพียงเล็กน้อยที่คุณยายมีอยู่
หลวงพี่รู้สึกประทับใจในคำสอนของคุณยายอยู่บทหนึ่ง ซึ่งเมื่อไหร่ฟังแล้วก็รู้สึกมีความ มีกำลังใจจึงนำมาฝากพวกท่านทั้งหลายในที่นี้ ยายสอนไว้ว่า เมื่อเกิดเรื่องราวหนักๆ กับยายทุกครั้ง ยายจะอยู่ในธรรมมากๆ ยิ่งอยู่ในธรรมมากๆ ใจก็ยิ่งใส ใจยิ่งใสก็ยิ่งดิ่งวิชชาได้ละเอียดมากขึ้น ยายจะไม่โกรธคนที่โกรธยาย แต่ยายจะมองไปถึงต้นตอที่ทำให้เกิดเรื่องราวเหล่านั้น นับตั้งแต่ก่อนเข้าวัด ยายก็โดนเขาโขลก เข้าวัดทำวิชชาแล้วก็ถูกเขารังเกียจ หาว่าเป็นคนชั้นต่ำ เป็นคนรับใช้เขามา เป็นวัณโรคบ้าง เป็นคนไม่มีความรู้ ที่อยู่ที่อาศัยก็สกปรก ที่แย่ที่สุดเวลาเขานำอาหารมาให้ เขาก็กระแทกให้ เกิดมาภพชาตินี้ยายโดนมารโขลกสับอยู่ตลอดเวลา เข้าวัดแล้วก็ยังโดนอยู่เรื่อยๆ จนบัดนี้ แต่ชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายที่มันจะโขลกจะสับยายได้ เพราะเดี๋ยวนี้ยายรู้ทันมันหมดแล้ว และจะไม่ยอมแพ้ และพร้อมที่จะปราบมันอีกด้วย
คำสอนนี้เป็นคำสอนที่ทำให้หลวงพี่เกิดกำลังใจ และมีความเชื่อมั่นในการสร้างบารมีที่จะติดตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อ คุณยายไปจนถึงที่สุดแห่งธรรม และยิ่งเพิ่มพูนความเชื่อมั่นในวิชชาธรรมกายมากขึ้นไปอีก การที่เราทั้งหลายได้หมั่นปฏิบัติธรรมอยู่เป็นประจำ ได้สั่งสมบุญบารมีอยู่เป็นประจำนี้ ก็เหมือบกันการที่ได้เก็บสะสมคะแนนชีวิตของเราให้กับตัวของเราเอง และเมื่อไหร่ที่เราได้เข้าถึงความสุขภายใน เข้าถึงพระธรรมกายภายในนั้น นั่นก็จะเป็นเหมือนประกาศนียบัตรแห่งวิชาชีวิตที่พวกเราทั้งหลายจะได้รับประกันตัวเองว่าในชาตินี้จะไม่มีทางตกอบายแน่นอน
วิชาใด ในโลก ดับโศกได้
วิชาใด ปิดอบาย เปิดสวรรค์
วิชานี้ ใครไม่มี เสียดายครัน
วิชานั้น ชื่อวิชา แห่งชีวี
ความรู้อื่น หมื่นแสน แม้นรู้ทั่ว
มักจะพา ให้มัวเมา ห่างวิถี
แต่ความรู้ คือวิชา แห่งชีวี
ช่วยชี้ทาง แห่งความดี สู่นิพพาน
คุณยายได้ ให้วิชา แห่งชีวิต
พาลูกศิษย์ ให้ประสบ พบสุขสานต์
ทำให้เรา มีวันนี้ ที่ชื่นบาน
เพราะคุณยาย อาจารย์ ท่านเมตตา
คุณยายเป็น เช่นเจดีย์ มีค่าล้ำ
คุณยายเป็น ผู้ทรงธรรม พระศาสนา
คุณยายเป็น ต้นแบบอย่าง สร้างบุญญา
ขอเทิดยา มหารัตนะ อุบาสิกาจันทร์
ต่อไปนี้ ก็ขอเชิญชวนทุกท่านได้หลับตาทำสมาธิเจริญภาวนากันสักครู่ ให้เรารวมใจของเราหยุดนิ่งไปที่ศูนย์กลางกาย นึกถึงบุญที่เกิดขึ้นจากการที่เราได้มาร่วมกันทำในวันนี้ ทำใจสบายๆ ปล่อยวางเรื่องต่างๆ ให้หมดสิ้น
ความรู้ที่เกิดจากธรรมกาย เป็นความรู้ที่น่ารู้ ยิ่งรู้ยิ่งบริสุทธิ์ ยิ่งรู้ยิ่งสว่าง ยิ่งรู้ยิ่งเป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบาน ยิ่งรู้ยิ่งสงบ ยิ่งรู้ยิ่งเพลิดเพลิน ยิ่งรู้ยิ่งมีกำลังใจ
สัพเพ…
หน้า PAGE 9
440615FW-AAT