ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

เวลากับการสร้างบารมี

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งและที่ระลึกอันสูงสุดของมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย กราบคารวะพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นลูกหลานคุณยายทุกๆ ท่าน (สาธุ) นิมิตตํ สาธุรูปานํ กตัญญูกตเวทิตา แปลความได้ว่าความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี ในวันนี้ก็เป็นวันที่ ๒๗๐ พอดีเป๊ะเลยที่วัดของเราได้จัดงานสวดพระอภิธรรมให้กับคุณยายของเรา หลวงพี่ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราเองจะสละเวลาในการทำงาน สละเวลาในการเที่ยวเตร่สนุกสนานเพลิดเพลินในทางโลก เพื่อมาประกอบบุญกุศลในครั้งนี้ หลวงพี่เชื่อว่าที่เป็นเหตุนี้ได้ก็เพราะว่าพวกเรามีความกตัญญู แล้วก็รู้คุณของคุณยายอาจารย์ที่ท่านได้เมตตาสร้างวัด แล้วก็ได้เมตตาให้ธรรมะเป็นหนทางไปสู่พระนิพพานกับพวกเรา จึงทำให้พวกเราตอบแทนคุณท่านด้วยการมาฟังสวดพระอภิธรรม มาบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา นับว่าพวกเราได้มีความกตัญญู และความกตัญญูนี่เองจึงเป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเราทุกคนเป็นคนดี เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีความกตัญญูแล้ว พวกเราทุกคนก็ต้องเตรียมตัวที่จะรับผลของความกตัญญู นั่นก็คือ เราจะเป็นผู้ที่มีดวงปัญญาอันสว่างไสว เป็นเลิศทางด้านปัญญาเฉกเช่นเดียวกับพระสารีบุตร เพราะฉะนั้นก็รักษาความดีของเราต่อไปเรื่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ให้ต่อเนื่อง และเดี๋ยวบุญที่สั่งสมจะกลายเป็นบารมีที่เพิ่มพูนไปเรื่อยๆ ก็ขอฝากพวกเรานะครับ ในวันนี้ หลวงพี่จะได้มาแสดงธรรมในเรื่องของเวลากับการสร้างบารมี และคุณยายอาจารย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน ถ้าถามว่าเวลาคืออะไร หลายๆ คนคงจะงงว่า มาถามทำไม บางคนก็บอกว่าเวลาก็คือเวลาไงล่ะ หรือบางคนบอกเวลาก็คือนาฬิกา อย่างที่มีหลายๆ คน พองาน MPL บังเกิดขึ้นถวายเวลาให้กับหลวงพ่อ เอาเวลา เอานาฬิกามาถวาย อย่างนี้ก็แสดงว่ายังไม่เข้าใจคำว่าเวลาอย่างแท้จริงนะ คำว่าเวลา ในพจนานุกรม ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ปีพุทธศักราช ๒๕๓๐ บอกเอาไว้ว่าเวลาแปลว่า ชั่วขณะความยาวนานที่มีอยู่ เป็นยังไงเอ่ย ฟังแล้วก็ยังงงๆ เหมือนเดิม ก็แปลไทยเป็นไทยเพิ่มเข้าไปอีก ก็หมายความว่าถ้าเราถามถึงเวลาของอะไร ก็เท่ากับว่าเป็นช่วงขณะความยาวนานของสิ่งนั้นแหละ เช่นเราถามว่าเวลา ๑ ชั่วโมงมีกี่นาทีนะ ๑ ชั่วโมงมีเวลาเท่าไหร่ ก็ต้องบอกว่าเวลา ๑ ชั่วโมงมี ๖๐ นาที หรือถามว่า แล้วเวลาวันหนึ่ง ก็มี ๒๔ ชั่วโมง เป็นอย่างนี้ ของทุกสิ่งมีเวลาของเขาเอง แล้วเวลาเป็นยังไงเอ่ย เราจะเห็นได้ว่าเวลามีจุดเริ่มต้นแล้วก็จุดสิ้นสุดในตัวของมันเอง และเวลาก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่เคย Care ใครเลย ไม่เคยหยุดพัก ไม่เคยหยุดนิ่ง ยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่ย้อนกลับเช่นกัน แล้วเขาก็ทำหน้าที่ของเขาไปเรื่อยๆ อย่างที่เรานั่งฟังเทศน์ฟังธรรมกันอยู่ เวลาก็ไม่คอยเราเลย ดำเนินไปทุกวินาที เพราะฉะนั้นเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญ และเวลามันเกี่ยวอะไรกับเรา ก็ต้องบอกว่าเวลาถือว่าเป็นสมบัติอันมีค่ายิ่ง เป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเราเลยก็ว่าได้ ซึ่งเราเองมักจะไม่ค่อยสนใจ ไม่เคยใส่ใจ และเราก็มักจะมาเสียใจเมื่อเวลานั้นได้ผ่านไป เราจะสังเกตเห็นว่ามนุษย์ทุกๆ คนไม่ว่าจะสูง ต่ำ ดำ เตี้ย ผอม รวย จน ฉลาด ไม่ฉลาด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม มีความแตกต่างกันไปตามบุญและกรรมที่แต่ละคนประกอบเหตุมาในอดีต แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทุกๆ คนได้เท่ากันในแต่ละวัน นั่นก็คือเวลานั่นเอง มีนักปราชญ์ได้กล่าวเอาไว้ว่า เมฆที่เลื่อนลอยไปในนภากาศ ไม่อาจที่จะหยุดนิ่งได้ฉันใด กาลเวลาที่เลื่อนเลยผ่านก็ไม่อาจจะหยุดนิ่งได้ฉันนั้น เวลาแม้เพียงน้อยนิด สามารถแปรเปลี่ยนเป็นสมบัติจำนวนมากมายมหาศาลอย่างจะนับจะประมาณมิได้ แต่สมบัติมากมายมหาศาลเพียงใดก็ตาม ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนให้เป็นเวลาได้เลย อย่างนี้เราก็พอจะเข้าใจ ขนาดมนุษย์เรียกว่ามีความเก่งกาจขึ้นทุกวัน เชี่ยวชาญในวิทยาศาสตร์มากมาย สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ต่างๆ นานา อย่างอากาศร้อน มนุษย์ก็สร้างแอร์ขึ้น เย็นได้เหมือนกัน อยู่ในแผ่นดินที่อากาศหนาวเป็นไงเอ่ย มนุษย์ก็สร้าง Heater เพิ่มความร้อนให้ได้เหมือนกัน หรือว่าแม้แต่ความฝันของมนุษย์ที่มองไปยังดวงจันทร์อันไกลโพ้น ก็สามารถสำเร็จได้โดยการส่งยานอวกาศไปยังนอกโลก ไปถึงดวงดาวนั้นได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ยังไม่สามารถทำได้ และหลวงพี่ก็เชื่อมั่นว่าคงจะไม่มีใครทำได้แน่นอน นั่นก็คือการย้อนเวลาให้กลับคืนมา ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า เวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามากๆ เลย ไม่ว่าเราจะนำทรัพย์จำนวนมากมายขนาดไหน จะ ๑๐ ล้าน ร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน หรือแสนล้าน ขอซื้อเวลากลับคืนมาเพียงวันเดียวคือเมื่อวานนี้ ได้ไหม ก็ต้องบอกว่าไม่ได้ อย่าว่าแต่เมื่อวานนี้เลย เอาว่าเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา เมื่อนาทีที่ผ่านมาหรืออนุวินาทีที่ผ่านไปแล้ว เราจะทุ่มเทเงินขนาดไหน ก็ไม่สามารถที่จะซื้อวันเวลานั้นกลับคืนมาได้ เพราะฉะนั้นเวลาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเลย และผ่านไปแล้ว ก็นำเอาความเสื่อมมาให้เราอีก บางคน เมื่อตอนหนุ่มสาวก็ผิวหนังเต่งตึง ผมดำทีเดียว พอวันเวลาผ่าน เริ่มเหี่ยว เริ่มย่น เริ่มผมขาวขึ้น บัดนี้วันเวลาผ่านไป นำเอาความเสื่อมมาให้กับตัวของเรา นำเอาความแก่มาให้กับตัวของเรา และนำเราไปใกล้เวลาของชีวิตวันสุดท้ายเข้าไปทุกทีทุกที นั่นก็คือวันที่เราจะต้องละโลก ลาจากโลกนี้ไป เพราะฉะนั้นอาจกล่าวได้เลยทีเดียวว่าเวลานั้นคือชีวิต ชีวิตคือเวลา ถ้าหากหมดเวลาก็หมดชีวิต หมดชีวิตก็หมายถึงว่าเราหมดเวลานั่นเอง จะเห็นได้ว่าเราเองแม้นจะเก่งกาจขนาดไหน ก็ยังไม่สามารถเอาชนะเวลาได้ และเวลานี้เองเราเป็นเจ้าของเวลาอยู่เพียงแค่วินาทีที่เรายังหายใจอยู่แค่นั้นแหละ ถ้าหากว่าเราหยุดหายใจเมื่อไหร่ ตายไปเมื่อไหร่ เวลาก็หมดลงทันที เพราะฉะนั้นเราจึงใช้เวลาให้คุ้มค่า เพราะเวลาผ่านไปแล้วผ่านไปเลย ไม่ย้อนคืนกลับ นำความเสื่อมมาให้กะเรา เราต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า และเราจะใช้เวลายังไงล่ะ เมื่อมีคนถามขึ้นมาอย่างนี้ ก็ต้องบอกว่าเราจะต้องใช้เวลาให้เหมือนเราใช้เงินใช้ทอง เป็นยังไงเอ่ย คือเวลาที่เราจะใช้เงินใช้ทอง ใช้ซื้อของอะไรต่างๆ ก็คิดแล้วคิดอีก คิดซ้ำคิดซาก ทบไปทวนมา เลือกแล้วเลือกอีก บางคนจะซื้ออะไรอย่างหนึ่งต้องเดินวนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างนั้นแหละ โดยเฉพาะนักบัญชี นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงินทั้งหลาย ใช้ตรรกศาสตร์ หรือสิ่งต่างๆ มาคำนวณมากมาย ถ้าเกิดว่าเราใช้เวลาอย่างนี้ เราก็สามารถที่จะใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า คือนึกว่าเราสูญเสียเวลาไปนั้นคุ้มกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่หรือเปล่า เพราะเวลาจริงๆ แล้วสำคัญยิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทองมากมายนัก เวลาเมื่อผ่านไปแล้วมันผ่านไปเลย จะนำปัจจัย นำเงินทองมาซื้อก็ไม่ได้ แล้วยังนำความเสื่อมมาให้เราอีก และที่สำคัญ เราเองไม่เคยรู้เลยว่าวันสุดท้ายของเวลาของเรามันเมื่อไหร่กันแน่ เพราะฉะนั้นเรายิ่งต้องให้ความสำคัญกับเวลาให้มากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก อย่าประมาท อย่าคิดว่ายังมีเวลาอยู่ ยังเหลือเวลาอยู่ เดี๋ยวค่อยทำก็ได้ เดี๋ยวค่อยเริ่มก็ได้ ถ้าอย่างนี้ เราก็จะเสียใจเหมือนหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต เพราะว่าพอนึกย้อนไปแล้ว เรายังทำไม่ดีที่สุด ยังทำไม่เต็มที่ เราจะเสียดายเวลาที่ผ่านไป เพราะฉะนั้นเราจึงต้องควรใช้เวลาให้คุ้มค่า ดั่งเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราท่านใช้เวลาอย่างคุ้มค่าตลอดเลยทีเดียว ตั้งแต่ท่านตรัสรู้มา ๔๕ พรรษาของท่านใช้เผยแผ่ความรู้ เผยแผ่ธรรมะของท่านให้สาธุชนและเวไนยสัตว์ได้เข้าถึงธรรมอย่างมากมาย โดยในแต่ละวันท่านก็มีกิจวัตรของท่าน ท่านทำอะไรเป็นกิจวัตรบ้าง แล้วใช้เวลาทุกอนุวินาทีอย่างคุ้มค่าเลยทีเดียว ในช่วงเช้าท่านก็นั่งเข้าที่ แผ่ข่ายพระญาณ ตรวจดูสรรพสัตว์ที่เคยสร้างบารมีร่วมกับท่านมา และมีโอกาสที่จะบรรลุธรรมได้ ท่านก็เดินทางไปโปรด โดยเดินบิณฑบาต ไม่ว่าจะไกลเพียงใด ท่านก็เดินทางไปเพื่อจะโปรดสรรพสัตว์หรือโปรดชาวบ้านคนนั้นให้เข้าถึงธรรมให้ได้ พอช่วงบ่าย หลังจากที่ท่านฉันภัตตาหารเรียบร้อยแล้ว ท่านก็แสดงธรรมกับมหาชน ที่มีความสนใจในธรรม มีข้อสงสัยในธรรมะก็เข้ามาถามท่านที่วัดที่ท่านพักอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวัดพระเชตวัน หรือบุปผารามก็ตาม หลังจากนั้นท่านก็สรงสนานร่างกาย หลังจากสรงสนานร่างกายเสร็จ ท่านก็แสดงธรรมกับพระภิกษุอีก เหล่าภิกษุสามเณรเข้ามาปรึกษาธรรมะ เข้ามาขอข้อวัตรปฏิบัติ เข้ามาขอกรรมฐานเพื่อจะไปปฏิบัติต่อ ท่านก็แสดงธรรมโปรดเหล่าภิกษุอีก หลังจากนั้นพอ ช่วงมัชฌิมยาม ขออภัย คือช่วงกลางดึก ท่านก็ยังไม่ได้พัก เพราะมีเหล่าเทวดาตลอดหมื่นโลกธาตุมารอเฝ้าพระองค์อยู่ ท่านก็ทรงไขข้อสงสัย ให้ธรรมะแก่เหล่าเทวดาเหล่านั้นเรื่อยไปเลย จนถึงช่วงปัจฉิมยาม ท่านก็ได้ทรงละ คือสละบริหารร่างกายที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันด้วยการเดินจงกรม หลังจากที่ท่านเดินจงกรมเสร็จเรียบร้อย ท่านก็สำเร็จสีหไสยาสน์คือพัก ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากนั้นท่านเองก็ลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์แผ่ข่ายพระญาณตรวจดูสัตว์โลกอีกแล้ว นี่คือพระบรมศาสดาของเรา เราจะเห็นได้ว่าในแต่ละวันของท่านใช้เวลาเพื่อสรรพสัตว์ เพื่อชาวโลกทั้งหลายให้เป็นประโยชน์สูงสุดเลยทีเดียว นี้เราเองเป็นพุทธบริษัท จึงควรนำพระพุทธองค์ท่านมาเป็นแบบอย่าง หรือเราเองเป็นลูกหลานคุณยาย มาดูคุณธรรมของคุณยายของเราบ้าง คุณยายของเรา ท่านก็เป็นบุคคลที่ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่ามากๆ ท่านหนึ่งเลยทีเดียว อย่างสมัยอยู่วัดปากน้ำ ไม่ต้องพูดถึงเลย พวกเราคงจะทราบกันดี คือท่านต้องนั่งธรรมะ ดิ่งธรรมะ กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง พอนั่ง ๖ ชั่วโมงแล้วเป็นไงเอ่ย ก็ซักผ้า บริหารขันธ์ พักผ่อน เสร็จแล้วก็ตื่นมาเข้านั่งธรรมะอีก ในช่วงวัดปากน้ำ จึงเป็นเวลาที่ท่านใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามากๆ เลยนะครับ พอหลังจากนั้น ได้มาสร้างวัดพระธรรมกายให้พวกเราได้อยู่ ท่านเองอายุ ๖๐ เพิ่งเริ่มสร้างวัด เป็นยังไงเอ่ย ถ้าเป็นทางราชการก็ต้องบอกว่าเกษียณอายุ คือต้องปลดระวางพักผ่อนแล้ว แต่คุณยายท่านไม่อย่างนั้น แม้ว่าท่านจะอยู่วัยใดก็ตาม แต่ท่านยังตรึกระลึกถึงบุญบารมีที่ท่านอยากได้อยู่ ท่านมาสร้างวัดเพื่อให้พวกเราได้ร่วมสร้างบุญสร้างบารมี เช่นเดียวกับท่าน ท่านก็ทำของท่านเรื่อยมาเลย มันมีบันทึกของหลวงพี่ พระอาจารย์ใหญ่ พระมหาสุวิทย์ วิชเชสโก ท่านเคยบันทึกไว้ในหนังสือคุณยายผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายเอาไว้ว่า ในช่วงที่คุณยายท่านยังแข็งแรง ท่านเองจะตื่นเช้ามากเลย คือเวลาตี ๓ มานั่งสมาธิ มานั่งธรรมะ เพราะท่านคุ้นกับการตื่นเช้าตั้งแต่สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็นั่งธรรมะของท่านไปเรื่อยๆ จนรุ่งสาง คือเริ่มมีความสว่างขึ้น คุณยายก็ออกจากธรรมะแล้วก็เข้าครัว ต้มน้ำ ดูการเตรียมภัตตาหารเพื่อถวายพระ ให้ท่านได้ฉัน หลังจากนั้นท่านทานข้าวเสร็จ ท่านก็กลับเข้าไปนั่งสมาธิต่อ นั่งเรื่อยไป พอนั่งไปถึง ๑๑ โมงปุ๊บ ก็เดินมาเข้าครัว ดูภัตตาหารพระอีก จัดแจงข้าวปลาอาหารถวายพระท่าน พอหลังจากถวายภัตตาหารเพลเสร็จ ท่านทานเรียบร้อยแล้ว ก็มีญาติโยมเข้ามาทัก เข้ามาหาท่าน แล้วท่านก็ปฏิสันถาร พูดคุยกับญาติโยม พอเหมาะสมพอสมควรแก่เวลา ซึ่งญาติโยมบางครั้งก็จะติดพันนะ คุยนาน ชวนท่านคุยนาน ท่านเองก็มีวิธีบริหารเวลาของท่าน คือท่านจะชวนโยมนั่งสมาธิ เป็นอันรู้เลยว่าคุณยายท่านจะใช้เวลาทำอย่างอื่นแล้ว และญาติโยมของเราก็ดี พอชวนนั่งธรรมะปุ๊บ ไม่อยู่นานเลย รีบเผ่น กลับบ้านเลย เหมือนกับรู้ว่าคุณยายท่านจะทำอย่างอื่น หลังจากที่ปฏิสันถารกับญาติโยมเรียบร้อยแล้ว คุณยายก็ออกตรวจวัดเลยนะ ถ้าในช่วงที่วัดสร้างใหม่ๆ ยังไม่มีต้นไม้ คุณยายก็นำลูกศิษย์วัด อุบาสก อุบาสิกา พระเณรปลูกต้นไม้ พอต้นไม้เริ่มโตคุณยายก็ดูแลต้นไม้อย่างดีทีเดียว ดูการจัดข้าวจัดของ หญ้าตรงไหนที่ว่ารก คุณยายปราบเรียบเตียนหมดเลย ท่านนำอย่างนี้ ทำอย่างนี้ของท่านไปเรื่อยๆ ดูแลวัดของท่านจนถึง ๔-๕ โมงเย็น คุณยายจึงได้สรงน้ำ อาบน้ำอาบท่าของท่าน แล้วหลังจากนั้นในช่วงค่ำท่านก็เข้านั่งธรรมะต่อ นั่งธรรมะจนถึงเวลา ๓ ทุ่ม แล้วท่านก็เข้านอนพัก แล้วท่านก็ตื่นอีกตี ๓ แล้วก็นั่งธรรมะในช่วงตี ๓ คุณยายเคยบอกไว้ว่าในช่วงกลางวันถ้ามีญาติโยมที่มาขอบุญคุณยายให้ช่วย ไม่ว่าจะช่วยเอาบุญไปให้ญาติโยมที่เสียชีวิตไปแล้ว หรือว่าให้ช่วยคนที่กำลังป่วยไข้ ถ้าเกิดกลางวันคุณยายไม่มีเวลา คุณยายก็จะมานั่งธรรมะในช่วงเช้า คือตอนตี ๓ นี้ก็เป็นกิจวัตรเป็นหน้าที่ เป็นเวลาที่คุณยายได้ใช้บริหารอย่างมีค่า ไม่รวมถึงแต่ละวันที่คุณยายทำกิจต่างๆ คุณยายท่านก็ทำธรรมะของท่านไปเรื่อยๆ อย่างตัวอย่างที่พวกเราได้ทราบกันดีอยู่แล้ว นั่นคือเวลาที่ยายปลูกต้นไม้ เวลายายปลูกต้นไม้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยถามว่ายายปลูกต้นไม้ไป คิดอะไรหรือ ยายก็บอกว่ายายปลูกต้นไม้ไป ยายก็ระลึกชาติไปดูว่าพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ท่านสร้างบารมีกันมายังไง ยายจะได้สร้างบารมีเหมือนกับท่านด้วย ยายจะเอาบุญอย่างกะท่าน นี่เห็นไหมขนาดเวลาที่ท่านกำลังทำงาน ทำภารกิจ เช่น ปลูกต้นไม้อยู่ ท่านยังเข้ากลาง เข้ากลางดิ่งธรรมะทำวิชชาของท่านเรื่อยไป ระลึกชาติได้เลย เราต้องทำให้ได้อย่างท่าน คือไม่ว่าเราจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม ใจต้องน้อมกลับมาอยู่ในกลาง กลับมาอยู่ในใจ กลับมาอยู่ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ได้อย่างคุณยายอย่างนี้ แล้วบุญกุศลเราจะได้มาก คุณยายท่านเคยให้คำสอน ให้โอวาทเกี่ยวกับเรื่องเวลาไว้ว่ายายคิดอยู่เฉพาะหน้า ว่าจะทำให้ดีที่สุด เรื่องอื่นๆ ไม่ได้คิด อดีตที่ผ่านมาแล้ว ไม่เคยเก็บมาคิดเลย คิดแต่ว่าปัจจุบันจะทำให้ดีที่สุด คิดแต่ว่าเกิดมาแล้วมีหน้าที่ต้องมาทำความดี ทำให้ให้ได้มากๆ วันหนึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว เดี๋ยววัน เดี๋ยวคืน เดี๋ยวอาทิตย์ เดี๋ยวเดือน เดี๋ยวปี ลองพิจารณาดูเถอะ ว่าเวลาล่วงไปล่วงไป เราทำอะไรบ้าง เวลาผ่านไปไม่เคยรอ อยากทำความดีอะไรก็ให้รีบทำ ให้ทำแต่ความดี เราต้องพิจารณาอยู่เสมอ ว่าเราดำเนินชีวิต ตามจุดมุ่งหมายของเราหรือเปล่า เราควรทำสิ่งใดบ้าง ควรเว้นสิ่งใดบ้าง การกระทำครั้งนี้เหมาะกับตัวของเราหรือยัง เหมาะกับฐานะของเราแล้วหรือยัง ชีวิตของเรามีแต่จะร่อยหรอลงไปทุกวันทุกวัน รีบทำความดีให้มาก อย่าปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ เสียดายเวลาที่ผ่านไป เพราะมันทำให้ชีวิตของเราพลอยร่อยหรอไปด้วย ดังนั้นทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด ทำตัวของเราให้ดีที่สุด พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ดีที่สุด ในอนาคตข้างหน้าเราจะได้แต่สิ่งแต่สิ่งดีๆ นี่ก็เป็นคำสอน เป็นโอวาทที่คุณยายท่านได้ให้เอาไว้เกี่ยวกับเวลา ว่าเราเองแต่ละวันแต่ละคืนเราต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในปัจจุบันนี้ โดยส่วนตัวของหลวงพี่ได้เข้าวัดมาตั้งแต่สมัยปี ๒๕๒๙ ก็ได้มีโอกาสเห็นคุณยายตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็ไม่ได้ใกล้ชิดเหมือนกับหลายๆ ท่าน ก็ได้แต่เห็นไกลๆ จะมีแต่ช่วงที่ใกล้ๆ มากๆ คือมีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพี่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ได้มาวัดกับเพื่อน ๒ คนก็เข้าไปกราบคุณยายที่โรงครัวอาคารยามา พอคุณยายเข้ามาถึงโรงครัว มีสาธุชนรอมากมาย ท่านก็แสดงความอ่อนน้อมเลย คือท่านก็ยกมือไหว้พวกเราทุกๆ คนเลย เสร็จแล้วท่านก็เข้ามานั่ง พอหลวงพี่เข้าไปกราบ ตอนนั้นยังไม่ได้บวช ก็บอกคุณยายว่า เดี๋ยวผมจะสอบเข้าเรียนต่อ ขอคุณยายช่วยให้ผมสอบได้ด้วยนะครับ หลังจากนั้นคุณยายก็ตอบว่า แล้วยายจะช่วย ยายก็ตอบอย่างนั้น หลวงพี่ก็ปีติ ยินดีดีใจ แล้วก็ทักเพื่อนอีกคนหนึ่งที่มากับหลวงพี่บอกว่า ทำไมไม่ขอพรจากคุณยายล่ะ เดี๋ยวก็สอบไม่ได้หรอก เพื่อนหลวงพี่ก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เรามาด้วยกัน ยังไงก็ได้เหมือนๆ กันนั่นแหละ ปรากฏว่าพอผลสอบออกมา ก็เป็นไปตามความคาดหมาย คือหลวงพี่ก็ได้อยู่คนเดียว เพื่อนหลวงพี่ก็แห้วไปตามระเบียบ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราไปกราบขอพรหลวงพ่อ อย่าให้เพื่อนหรือคนที่ไปด้วยกันพูดคนเดียว แล้วอยู่ข้างๆ คิดว่าจะได้เหมือนกัน อาจจะเป็นเหมือนเพื่อนหลวงพี่ก็ได้นะ คือ อดไปเลย เพราะว่าพรของคุณยายศักดิ์สิทธิ์มากๆ เลย หลังจากนั้นหลวงพี่ก็ศึกษาต่อจนจบปริญญาตรี แล้วก็ได้บวชในปี ๒๕๓๙ เข้าวัดปี ๒๙ บวชปี ๓๙ ๑๐ ปีพอดี ใช้เวลา ๑๐ ปี จึงได้บวช พอบวชมาในพรรษาแรก หลวงพี่ก็บิณฑบาตในช่วงเช้า ไม่น่าเชื่อเลยสิ่งที่ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น คือคุณยายท่านอายุตั้งเกือบจะ ๙๐ ปีแล้วในเวลานั้น แต่ท่านเองยังใช้เวลาอย่างคุ้มค่าจริงๆ คือท่านไม่เห็นแก่ความเหนื่อยล้า ไม่เห็นแก่สังขารที่ร่วงโรยของท่าน ท่านยังรักในบุญอยู่ คือท่านออกมาใส่บาตรที่หน้ากุฏิท่าน บรรดาพระภิกษุที่เดินแถวไป พอเห็นหน้ากุฏิ เห็นไกลๆ ว่าเป็นใคร พอรู้ว่าเป็นคุณยาย ขนลุกซู่ชูชันทีเดียว เกิดความปีติยินดี ตอนนั้นใจจะจรดนิ่งที่กลางเป็นพิเศษเลยทีเดียว แล้วก็ไปรับบาตรจากคุณยายอย่างปีติ เบิกบาน ท่านจะเป็นเนื้อนาบุญให้คุณยายได้อย่างเต็มที่ พอกลับไปถึงที่พัก ก็ได้เวลาฉันภัตตาหารกัน เราก็แจกจ่ายภัตตาหารที่รับจากคุณยายกันมาอย่างทั่วถึงเลยทีเดียว บอกของคุณยาย ช่วยกันฉันให้คุณยายได้บุญเยอะๆ นะ นี่ก็เป็นบรรยากาศในสมัยที่หลวงพี่อยู่พรรษาแรก หลังจากนั้นมา คุณยายท่านก็ไม่เคยย่อท้อในการสร้างคุณงามความดี ทุกๆ วันปีใหม่ ทุกๆ วันคล้ายวันเกิดของท่าน ท่านจะมีของขวัญมามอบให้กับพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาอยู่ตลอดเวลาทีเดียว อย่างหลวงพี่ก็ได้รับของขวัญจากท่านหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทำบุญ ไม่ว่าจะเป็นดวงแก้ว หรือไม่ว่าในช่วงที่กำลังจะสอบบาลี คุณยายท่านก็เมตตามาให้กำลังใจ โดยการมอบปากกาให้เป็นขวัญและกำลังใจที่เราจะใช้ในการสอบบาลี หรือในช่วงที่มีญาติโยมนำปานะ นำช็อคโกแลตมาถวายท่าน ท่านก็นึกอยากจะเอาบุญ คือท่านนึกถึงสามเณรตัวน้อยๆ ของวัดของเรา ท่านก็ฝากอุปัฏฐากของท่านไปถวายให้กับสามเณร หวังที่จะเอาบุญ นี้เราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าคุณยายของเราท่านจะผ่านวัยไปอายุเท่าไหร่ก็ตาม จะมีสังขารที่ร่วงโรย จะมีสุขภาพที่เจ็บปวดยังไงก็ตาม แต่ยายเองไม่เคยหวั่นต่อวันเวลาที่ผ่านไป วันเวลาของคุณยายนั้นเก็บเกี่ยวแต่บุญแต่บารมี เพราะยายแปรเปลี่ยนเวลาทุกอนุวินาทีเป็นบุญกุศลที่ติดตัวคุณยายไปข้ามภพข้ามชาติ เพราะฉะนั้นเราได้ชื่อว่าเป็นลูกหลานของคุณยายก็ดำเนินตามรอยท่าน คือ เห็นความสำคัญของเวลาว่าสำคัญมาก ผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเลย ไม่เคยย้อนกลับ และไม่ว่าเราจะทุ่มเงินซื้อเวลาขนาดไหน ก็ไม่สามารถจะซื้อได้ เวลายังนำความเสื่อมมาให้กับร่างกายของเราอีก เราจึงควรใช้เวลาทุกอนุวินาทีให้เปลี่ยนเป็นบุญ เปลี่ยนเป็นบารมีที่ติดตัวเราไปข้ามภพข้ามชาตินะ ในท้ายที่สุดนี้หลวงพี่ได้ฝากกลอนให้พวกเราได้เป็นข้อคิดไว้ในยามที่มีกำลังใจ จะได้มีกำลังใจในการสร้างบารมีต่อๆ ไปนะ กาลเวลา ทรงค่า คณานับ บรรดาทรัพย์ ใต้ฟ้า มหาศาล แต่สมบัติ ทั่วทั้ง จักรวาล ไม่อาจย้อน วันวาน ที่ผ่านไป วันเวลา แห่งชีวิต สั้นนิดเดียว ควรเก็บเกี่ยว บารมี ก่อนจะสาย หยุดในหยุด ให้สุดทาง ในกลางกาย ตราบสุดท้าย กาลลับ ดับชีวี คุณยายคือ ยอดแบบอย่าง ทางชีวิต ทุกขณะจิต ดิ่งย้ำ ธรรมวิถี เพราะยายซึ้ง ถึงเวลา ที่ยังมี ต้องเป็นไป เพื่อความดี ทุกวี่วัน เราคือลูก หลานยาย ยอดอัจฉริยะ ควรเลิกละ ความชั่ว ทุกสิ่งสรรค์ ในโอกาสนี้ หลวงพี่ก็ขอเชิญชวนพวกเราลูกหลานคุณยายทุกคน ได้หลับตา ทำความเพียรอย่างที่คุณยายท่านได้ปรารถนาไว้ และขอให้พวกเราทุกๆ คน หลับตาทำสมาธิภาวนากันทุกๆ คนนะ ให้เรานึกน้อมถึงคุณยาย ให้ท่านมาสิงสถิตอยู่ในกลางใจของเรา ให้ความบริสุทธิ์ของท่าน ซึมซาบถ่ายเทลงสู่ตัวของเรา กลั่นตัวของเราให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ เราก็เอาใจของเราหยุดนิ่งอยู่ภายใน ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ไปอย่างสบายๆ นะ ตรึกระลึกนึกถึงคุณยายของเรา ให้เรามีท่านอยู่ในใจตลอดเวลา ความบริสุทธิ์ของท่าน จะได้ถ่ายทอดส่งมาสู่ตัวของเรา เราจะได้พลอยได้บุญไปกับคุณยายด้วย (สัพเพฯ) ******************************** จบ ********************************