ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ลักษณะของคนประมาท

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระวิทยา : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และลูกหลานคุณยายผู้มีจิตเลื่อมใสพระรัตนตรัยทุกท่าน (สาธุ) พระธรรมนั้น คือคำสอน ในศาสนา พระศาสดา ตรัสไว้ ให้วินิจฉัย เปรียบประดุจ แผ่นที่ ชี้ส่องใจ เพื่อนำให้ สู่มรรคผล จนนิพพาน ทุกชีวิต ที่นับถือ พุทธศาสนา ต้องเข้ามา ฟังธรรม นำสุขสานต์ เกิดประโยชน์ มากมาย หลายประการ สุดประมาร ไว้สะกิด เตือนจิตเอย ในสมัยก่อนเมื่อถึงวันโกนวันพระ ญาติโยมต่างก็จะชักชวนกันมานำภัตตาหารหวานคาวต่างๆ ไปถวายพระ แล้วก็โอกาสฟังเทศน์ฟังธรรม เพื่อที่จะได้นำหลักธรรมที่ได้สดับตลับฟังมานั้น ไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อจะได้ดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนและครอบครัวสืบต่อไป วันนี้ก็ตรงกับวันพุธที่ ๖ เดือนมิถุนายน เป็นวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๗ นับเป็นโอกาสดีที่ลูกหลานคุณยายทุกท่านได้มาระลึกนึกถึงคุณของคุณยายของเรา จึงได้พร้อมใจกันมาสั่งสมบุญบารมีด้วยการฟังสวดพระอภิธรรม ถวายเครื่องไทยธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์ และยังได้มีโอกาสฟังพระธรรมเทศนา นับว่าเป็นการดำเนินชีวิตที่ไม่ประมาท หลวงพี่ก็ขออนุโมทนา และขอชื่นชมในความเป็นยอดนักสร้างบารมีของทุกท่านด้วยนะ (สาธุ) พวกเราทุกคนในที่นี้นับว่าเป็นผู้ที่โชคดี ที่ได้รู้จักเป้าหมายของชีวิต และได้ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า ในการสร้างคุณงามความดี ในจำนวนคน ๖ พันกว่าล้านคนในโลก จะมีสักกี่คนที่จะได้รู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมา และได้ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท วันนี้อยากจะให้ทุกท่านไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ไม่ประมาทในชีวิต มนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดมาแล้ว ล้วนเดินทางบ่ายหน้าไปสู่ความตายทั้งสิ้น ไม่มีใครเลยที่จะผลัดเพี้ยนต่อพญามัจจุราชได้ ขณะที่เราเริ่มเกิดมา ความแก่ก็เริ่มเกิดขึ้นแก่เรา เซลล์หรือส่วนต่างๆ ที่เจริญเติบโตขึ้นจากตัวเรา จากเด็กทารกตัวน้อยๆ จนถึงวัย ๑ ขวบ ๒ ขวบ โตเป็นวัยรุ่น วัยเรียน วัยทำงาน วัยชรา นั่นคือสิ่งที่บอกให้เรารู้ว่าเรายิ่งออกห่างจากความเป็นเด็กเข้าไปทุกที ทุกที และในขณะเดียวกันเราก็ได้เข้าใกล้ความตายเข้าไปทุกที โดยที่เราไม่รู้ตัว แต่มีสิ่งหนึ่งอยากจะให้พวกเราระลึกอยู่เสมอว่าอายุที่เราได้มา ก็คือเวลาชีวิตที่เราสูญเสียไป เราต้องสังเกต เรามองย้อนถามตัวเราเองว่าเราเสียเวลาไปมากมาย เราได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่มีคุณค่าให้กับตัวเราเองหรือยัง ทำที่พึ่งให้เกิดขึ้นแก่ตัวเอง หรือทำความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นมากน้อยสักเพียงใด เมื่อสมัยตอนที่หลวงพี่ยังเด็กๆ เมื่อได้มีโอกาสไปตามวัดต่างๆ ที่ ที่หลวงพี่มักจะชอบไปเป็นอันดับแรก ก็คือที่ป่าช้าหรือสุสาน บรรยากาศในที่นั้นจะเงียบสงัด วังเวง เรียงรายไปด้วยผู้ที่จากไป หลวงพี่ได้เข้าไปยืนดูรูปภาพของคนเหล่านั้น แล้วความคิดก็เกิดขึ้นมาในใจว่าสักวันหนึ่งเราคงจะต้องเป็นอย่างนั้น พอโตขึ้นมาอีกหน่อยในขณะที่เรียนมัธยม ก็มีอาจารย์อยู่ท่านหนึ่ง ท่านสอนวิชาพระพุทธศาสนา อาจารย์ท่านนี้ท่านจึงมีลักษณะที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ บุคลิกท่าทางเป็นคนมีเมตตา อาจารย์มีลักษณะที่เด่นเป็นพิเศษก็คือท่านจะเตือนตัวเองอยู่เสมอๆ ว่าอีกหน่อยฉันก็จะตายแล้วนะ ภายใน ๗ วันนี้แหละ ด้วยคำพูดเช่นนี้ของท่าน ทำให้หลวงพี่ได้คิดว่าคนเราเวลาตายไปแล้วก็จะเอาอะไรไปไม่ได้เลย จะเหลือไว้ก็เพียงแต่คุณความดีเท่านั้น ครั้นต่อมาก็ได้มีโอกาสมาศึกษาที่มหาวิทยาลัย ในช่วงระหว่างนั้นในใจก็ยังมีความรู้สึกฉุกคิด นึกถึงมรณานุสสตินี้อยู่เป็นประจำ และในใจก็เรียกร้องและเตือนอยู่เสมอว่าควรจะบวชได้แล้ว ลักษณะทำนองแบบนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนเท่านั้น ในที่สุดหลวงพี่ก็ได้มีโอกาสมาบวชที่วัดพระธรรมกาย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นหลวงพี่ก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่มีกัลยาณมิตรอยู่ท่านหนึ่งคือโยมพี่อาคม ได้เป็นกัลยาณมิตร ชักชวนมาบวชที่วัดพระธรรมกาย นำแสงสว่างมาสู่ใจของหลวงพี่ ครั้นเมื่อพอมาบวชแล้ว ที่วัดก็สอนเกี่ยวกับเรื่องของการตรึกระลึกนึกถึงมรณานุสสติด้วยเช่นกัน ซึ่งก็เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้หลวงพี่ได้เจริญมรณานุสสติมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ คำสอนของพระพุทธศาสนาทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น ไม่ว่าจะเป็นพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก หรือแม้แต่พระอภิธรรมปิฎกก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นหลักธรรมที่มีคุณค่า สอนให้ผู้ที่ได้ศึกษา ผู้ที่ได้ปฏิบัติตาม สามารถขจัดขัดเกลากิเลสความไม่ดีงาม อกุศลทั้งปวงให้ออกจากใจไปได้ และยังสามารถนำพาตนไปสู่ความบริสุทธิ์ ทั้งกาย วาจา ใจ จนกระทั่งบุคคลนั้นเข้าสู่พระนิพพานอันเป็นบรมสุขได้ แม้กระนั้นก็ตาม ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่สูงสุดและทรงคุณค่า แต่หากว่าถ้าเราไม่ศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็เท่ากับเราได้สร้างความประมาทให้แก่ตัวเราเองอย่างมาก อาจจะกล่าวได้ว่าคำสอนในพระพุทธศาสนาทั้งหมดเมื่อสรุปแล้วก็คือสอนให้เราไม่ประมาทนั่นเอง ดังที่ได้ทราบมาจากปัจฉิมโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ พระแท่นบรรทมในที่ปรินิพพานว่า หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ ซึ่งแปลความว่าดูก่อน ภิกษุทั้งหลายบัดนี้เราตถาคต จะขอเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเสี่ยงไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถอะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสเตือนเพื่อเป็นการให้สติว่าจงอย่าได้ตั้งอยู่ในความประมาทอีกเลย คำว่าประมาทหรือปมาทะ คือความที่จิตไม่มีสติ ความเผลอเรอ ความหลงลืม ความปล่อยปละละเลย หรือความปล่อยใจไปในกามคุณทั้ง ๕ จะตรงกันข้ามกับความไม่ประมาท ความไม่ประมาทคือการมีสติกำกับอยู่กับตัวเสมอ ไม่ว่าจะคิด จะพูด หรือจะทำสิ่งใดๆ จะไม่ยอมให้ถลำตกลงไปในทางเสื่อม ไม่ปล่อยปละละเลย กระทำอย่างจริงจัง และพัฒนาไปข้างหน้าตลอดเวลา ลักษณะของคนประมาท ซึ่งเราอาจจะเอาไว้เป็นหลักเกณฑ์สังเกตและพิจารณาจากกลุ่มว่าตัวเราอยู่ในกลุ่มของบุคคลเหล่านี้หรือไม่ บุคคลจำพวกแรก คือพวกที่เกียจคร้าน ไม่ได้ประกอบเหตุดีเอาไว้ แต่จะเอาผลดี เวลาเรียนก็ไม่ได้สนใจเรียน แต่อยากจะสอบได้ ไม่สวดมนต์ ไม่เจริญภาวนา แต่อยากจะเข้าถึงธรรม อยากไปสวรรค์ อยากไปนิพพาน การงานไม่ทำแต่อยากจะร่ำรวย ส่วนจำพวกที่ ๒ คือพวกที่ทำแต่เหตุเสียๆ แต่อยากได้ผลดี ให้ไปเรียน ก็ไปเที่ยว ไปเล่น หรือไปทำงานไม่ตรงเวลา ทำงานล่าช้า ทำข้าวของในบริษัทเสียหาย แต่อยากได้เป็นผู้จัดการ หรืออยากจะทำให้ตนเป็นที่รักเคารพของคนอื่น แต่ก็ชอบเหยียดหยามดูถูกคนอื่นเสมอๆ แล้วอย่างนี้ใครเขาจะเคารพนับถือ จำพวกสุดท้ายคือพวกที่ทำเหตุดีเล็กๆ น้อยๆ แต่อยากจะเอาผลดีมากๆ เรียกว่าพวกค้ากำไรเกินควร อ่านหนังสือแค่นิดๆ หน่อยๆ แต่อยากได้เกียรตินิยม หรือศีลไม่รักษา ไม่ตั้งใจทำทาน สมาธิก็ไม่นั่ง แต่จุดธูปแค่ ๓ ดอก อธิษฐานอยากสวย อยากหล่อ อยากรวย อยากได้สวรรค์วิมาน มีเทวดา มีนางฟ้าเยอะๆ ไว้คอยรับใช้ ลักษณะดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่ยังมีความประมาทอยู่ทั้งสิ้น ลักษณะของคนที่ไม่ประมาทก็คือจะต้องมีสติอยู่เสมอ ไม่เผลอเรอ ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจไปสู่ที่ต่ำ หรืออบายมุขทั้งหลายทั้งปวง ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศลในปฐมอัปปมาทสูตรว่าธรรมอย่างหนึ่งที่ยึดไว้ได้ ซึ่งประโยชน์ในปัจจุบันนี้ และประโยชน์ในภายภาคหน้าคือความไม่ประมาท ดูก่อนมหาบพิธ รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายที่สัญจรไปบนแผ่นดินชนิดใดชนิดหนึ่ง รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมดย่อมรวมลงในรอยเท้าฉันใด ธรรมอย่างหนึ่งที่ยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้งสอง คือประโยชน์ปัจจุบันและประโยชน์ในภายภาคหน้าก็คือความไม่ประมาทฉันนั้น ถ้าเราเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว เราก็จะได้รับประโยชน์ตั้งแต่ในภพชาตินี้เลยทีเดียว และเมื่อละโลกไปแล้ว ย่อมได้ประโยชน์ในภพหน้า คือมีสุคติเป็นที่ไปด้วย จากนั้นพระพุทธองค์จึงได้ตรัสต่อไปอีกว่าบุคคลปรารถนาอยู่ซึ่งความไม่มีโรค อายุ วรรณะ สวรรค์ ความเกิดในตระกูลสูง และความยินดีอันโอฬารต่อๆ ไป พึงบำเพ็ญความไม่ประมาท อนึ่ง ถ้าตัวเราเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทแล้ว จะมีผลทำให้บุคคลรอบข้างเป็นผู้ที่ไม่ประมาทตามเราไปด้วย เราก็จะมีแต่หมู่บัณฑิตอยู่รอบตัวเราเต็มไปหมดเลย ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศลอีกว่า ดูก่อนมหาบพิธ เมื่อพระองค์ไม่ประมาท แม้พระองค์เองและหมู่นางสนม กษัตริย์ทั้งหลาย กองทัพ พสกนิกร ก็จะเป็นผู้ที่ได้รับการคุ้มครองแล้ว ได้รับการรักษาแล้ว เช่นเดียวกับคุณยายของเรา เมื่อท่านได้เป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิตแล้ว ท่านก็ได้มีเมตตาสั่งสอนลูกหลานให้เป็นผู้ที่ไม่ประมาทในชีวิตตามอย่างท่านไปด้วย โดยคุณยายสอนผ่านมาทางพระเดชพระคุณหลวงพ่อ แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็เมตตาสั่งสอนพวกเรามาอีกต่อหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อครั้งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านเพิ่งบวชได้ไม่นาน ท่านก็พักอยู่ที่กุฏิทรงเรือนไทย ซึ่งอยู่ติดกับกุฏิคุณยาย พอรุ่งเช้าคุณยายท่านก็มาที่ขอบรั้ว แล้วยายก็ส่งเสียงถามหลวงพ่อออกไปว่า ท่าน วันนี้นึกถึงความตายหรือยัง พอวันที่ ๒ คุณยายก็มาอีก แล้วก็ถามอีก ประโยคเดิม ท่าน วันนี้นึกถึงความตายหรือยัง นั่นเองเป็นสิ่งที่คอยเตือนให้หลวงพ่อต้องเร่งทำความดีให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป เมื่อท่านปฏิบัติตามคำที่คุณยายบอกได้แล้ว ท่านจึงได้เมตตานำมาถ่ายทอดให้พวกเราได้ยึดถือนำไปปฏิบัติตามได้ด้วย คุณยายยังกล่าวอีกว่าคนเราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครรู้เวลา เพราะฉะนั้นต้องรีบเข้าวัดก่อนที่เขาจะหามเข้า เดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็คืน ชีวิตก็หมดไป วันๆ ต้องตักตวงเอาบุญติดตัวไปให้เยอะๆ บุญไม่มีกิเลส คนมีกิเลส เวลาเดือดร้อนต้องนึกถึงบุญ หาบุญได้ ใช้บุญให้เป็น ชีวิตของเรานั้นอยู่ใกล้ความตายทุกขณะจิต จะตายเมื่อไหร่ ที่ไหน เรากำหนดวัน เวลา สถานที่ไม่ได้ หากจะเปรียบไปแล้ว ชีวิตของเราก็เหมือนกับต้นไม้ที่ใกล้ฝั่ง ซึ่งรอวันที่กระแสน้ำจะเซาะพังทลายลงไปทุกที ชีวิตเราก็เหมือนกัน ย่อมจะถูกกระแสแห่งความชรา ความเจ็บ ความตาย ซัดสาดให้แตกดับไป หากใครไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต หมั่นตักเตือนตัวเองให้รีบเร่งทำความเพียร ประกอบบุญกุศลอยู่เสมอ ชีวิตของบุคคลคนนั้นจึงจะประสบกับความสุขอย่างแน่นอน คุณยายยังได้กล่าวเอาไว้อีกว่าชาตินี้ยายกลัวอยู่อย่างเดียว กลัวว่าจะได้บุญน้อย บุญแพ้คนอื่นเขา เพราะว่าถ้าเรามีบุญมากแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรารถนาก็จะสำเร็จ ที่จะทำก็สำเร็จทุกๆ อย่าง ใครมาขวางไม่ได้ด้วยอำนาจบุญ เพราะฉะนั้นการมีบุญมากเป็นสิ่งที่ดีที่สุด จะทำให้สิ่งใดก็ทำได้ทุกๆ อย่าง แล้วก็ทำสำเร็จทุกอย่างด้วย จากคำสอนของท่านจะสังเกตได้ว่าคุณยายต้องการที่จะเอาบุญให้มากๆ ก็เท่ากับว่าคุณยายดำรงอยู่ในความไม่ประมาท คือท่านมีสติในการประพฤติสุจริต สิ่งใดที่เป็นบุญเป็นกุศล ก็ต้องเร่งขวนขวายทำให้ได้มากที่สุด ให้ติดตัวเราไปได้มากที่สุดเพื่อให้บุญบารมีของเราเต็มเปี่ยม จะได้หาทางพ้นทุกข์ได้ สุดท้ายก็ขอฝากบทประพันธ์ไว้ให้เป็นข้อคิดเตือนใจในการเจริญมรณานุสสติไว้ว่า เมื่อนึกความตายสบายนัก มันหัดรัก หัดหลง ในสงสาร บรรเทามืด โมหันต์ อันธการ ทำให้หาญ หายสะดุ้ง ไม่ยุ่งใจ รู้ความจริง ควรทำ นำชีวิต รักษาจิต ภายใน ให้ผ่องใส เพราะร่างกาย ยามจาก ต้องพร้อมพรากไป แต่จิตใจ ไม่เป็น เช่นร่างกาย ใจสะอาด ใจสว่าง ใจสงบ ทำให้ครบ พบความสุข ทุกข์สลาย เกิดประโยชน์ โทษไม่มี สุขมากมาย ใจสบาย คลายทุกข์ พบสุขเอย ต่อจากนี้ไปขอเรียนเชิญลูกหลานคุณยายทุกท่านได้น้อมนำจิตของเราให้หยุด ให้นิ่ง ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ทุกๆ คนเลยนะ ให้ทำสมาธิตามอย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยได้เคยสั่งสอนพวกเราเอาไว้ ให้ใจของเราให้หยุด ให้นิ่ง อย่างสบายๆ ไปตลอดอย่างต่อเนื่องเลยนะ สัพเพ … หน้า PAGE 7 FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับถอดเทปเทศน์งานคุณยาย\2544\มิถุนายน\44-06-06 FW-AAT.doc