ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
(ม้วน 1/A)
พระฐาปกรณ์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งอันประเสริฐสุดของสัตว์โลกทั้งหลายด้วยเศียรเกล้า ขอกราบพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ท่านสาธุชนลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
นั่งตามสบายนะ ตอนนี้รู้สึกตื่นเต้น ก็เสียงสั่นหน่อยนะ ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามา ๑๑ เดือน ก่อนกลับก็ หลวงพี่ท่านก็บอกว่าฐาปกรณ์ กลับมาแล้วต้องมาเทศน์งานยายนะ ก็บอกท่านไปว่าครับ เออถ้าผมเทศน์แล้วเสียงมันจะสั่นนะ เพราะว่าตื่นเต้น ก็ฟังแบบสั่นๆ ไปแล้วกัน
ที่มาฟังธรรมทุกวันนี้นี่ ทราบไหมว่าได้อานิสงส์อะไรบ้าง อานิสงส์การฟังธรรมมี ๕ ข้อ ใครตอบได้มีรางวัล มีใครตอบได้ไหม ยกมือ อ๋อ ไม่มีนะ อานิสงส์ของการฟังธรรมมีอยู่ ๕ ข้อ
ข้อที่ ๑ ย่อมได้ยินได้ฟังในสิ่งที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็หมายถึงเป็นการเพิ่มพูนความรู้ใหม่
ส่วนข้อที่ ๒ ก็คือสิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังมาแล้วนี่ ย่อมชัดเจนยิ่งขึ้น
แล้วข้อที่ ๓ บรรเทาความสงสัยออกเสียได้ ก็หายสงสัย
ข้อที่ ๔ ทำความเห็นให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง
แล้วข้อที่ ๕ จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส เมื่อจิตผ่องใสละโลกไปแล้วนี่ มีสุคติหรือทุคติเป็นที่ไป มีสุคติเป็นที่ไปนะ นี่คืออานิสงส์ของการฟังธรรม
พวกเราได้มาฟังธรรมทุกวันทุกวันนี่ ก็เป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น สูงขึ้นทุกวัน แต่วันนี้หลวงพี่จะเล่าความประทับใจที่ไปทำหน้าที่ประเทศสหรัฐอเมริกามานะ ที่ไปอยู่ก็มีอยู่ ๒ ศูนย์ ก็คือศูนย์ปฏิบัติธรรมชิคาโก แล้วก็ศูนย์ปฏิบัติธรรมนิวเจอซี่ ไปอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมชิคาโกเป็นระยะเวลา ๔ เดือน ไปเข้าพรรษาที่นั่น แล้วต่อจากนั้นเมื่อรับกฐินเสร็จแล้วก็เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมนิวเจอซี่
ความประทับใจที่อยู่ต่างประเทศก็คือไม่ว่าญาติโยมที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ เป็นหลานของคุณยาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ล้วนมีความรักความศรัทธาในหลวงพ่อและคุณยาย และต่อพระรัตนตรัยทุกคน ถึงแม้ว่าเวลาในการปฏิบัติธรรมนี่จะไม่ตรงกัน คือเวลาของเรานี่เป็นกลางวัน แต่ของเขาเป็นกลางคืนนี่ เขาก็ยังอุตส่าห์มา เดินทางมานี่ มาปฏิบัติธรรม ถ้าที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมนิวเจอซี่นี่นะ กว่าจะเริ่มปฏิบัติธรรมนี่ก็เป็นระยะ เป็นเวลาประมาณ ๔ ทุ่มครึ่ง กว่าจะเลิกก็เที่ยงคืน หลวงพี่เห็นแล้วรู้สึกประทับใจ บางทีนะในช่วงหิมะตก เขาก็ขับรถฝ่าความอันตรายนะ ฝ่าอันตรายมา ฝ่าหิมะมา มาปฏิบัติธรรมกะเรา เมื่อเสร็จแล้วก็เดินทางกลับบ้าน ก็เป็นภาพที่ประทับใจ
ส่วนอยู่ที่ต่างประเทศนั้น เมื่อก่อนที่จะเดินทาง พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวนี่ท่านให้โอวาทไว้ ท่านบอกว่าให้เออ เราไปนี่นะ เราไม่ได้ไปตัวคนเดียว เราเอาชื่อเสียงของหลวงพ่อ ของหมู่คณะ ของวัดพระธรรมกายไปด้วย ดังนั้นเราต้องประพฤติตัวให้ดี เมื่อเราไปทานข้าวของประเทศ ของญาติโยมเขาแล้วนี่ เราจะเอาอะไรตอบแทนเขา เป็นสิ่งที่หลวงพี่ได้คิดแล้วก็รู้ว่าตัวเองนี่เทศน์ไม่ค่อยเก่ง แต่ว่าเราจะเอาอะไรไปให้เขา ก็คิดตรงนี้ เมื่อคิดแล้วก็ทำ อย่างน้อยนี่เมื่อเขาเห็นเรา แล้วเขาได้ความสบายใจกลับไป ได้ความสบายใจกลับไป อยู่ใกล้เราแล้วรู้สึกว่าเย็น ถึงแม้ว่าจะเทศน์ไม่เก่ง ก็เลยอัดเทปธรรมะแจกให้นะ
กิจวัตรกิจกรรมที่ได้ทำเป็นประจำก็คือการทำวัตร สวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น และที่ขาดไม่ได้ก็คือการฉัน ฉันเช้า ฉันเพล ที่อเมริกานี่สบาย สะดวก แต่ไม่สนุกนะ เพราะว่าต้องไปทำหน้าที่ ทำหน้าที่ของพระ ก็จะอยู่ในสายตาของญาติโยมตลอด แล้วก็หน้าที่ที่ทำเป็นประจำก็คือนำปฏิบัติธรรม นำปฏิบัติธรรม ก็ไปเริ่มที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมชิคาโกก่อนนะ ศูนย์ปฏิบัติธรรมชิคาโกนี่ เออ เราซื้อโบสถ์ เป็นโบสถ์ของศาสนาอื่น เราซื้อมาเป็นของศาสนาพุทธ แล้วก็ใช้ประกอบกิจกรรม พิธีกรรมทางศาสนา
ก็ในช่วงที่อยู่เข้าพรรษานี่อยู่กัน ๖ รูป มีหลวงพี่ผจญ เถรธัมโมนี่เป็นรักษาการเจ้าอาวาส ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมชิคาโก ในช่วงนั้น เออ ประมาณเดือน ตอนที่คุณยายท่านกลับดุสิตบุรีนี่ หลวงพี่ก็ยังอยู่ที่ชิคาโก ก็ทราบข่าวที่นั่น ความรู้สึกก็ใจนี่มัน มีความรู้สึกใจมันนิ่ง ความรู้สึกอย่างนี้นะ ใจมันนิ่ง แล้วก็มีเหมือนกับว่ามีภาพในวันที่คุณยายท่านให้พรหลวงพี่น่ะ ครั้งแรกแล้วก็ครั้งเดียว ก็คือคำว่าให้ท่านได้บุญเยอะๆ ชาติหน้าไปเจอกับยายอีก ท่านอย่าสึกนะ อยู่กับยายไปนานๆ คำพูดนี่ก็เกิดขึ้นมาในใจของหลวงพี่นะ
ก็นึกว่าเราจะตอบแทนคุณของคุณยายอย่างไร ก็นึกถึงอย่างนี้ ก็เลยคิดว่าเราจะต้องปฏิบัติบูชา ปฏิบัติบูชาคือปฏิบัติธรรมทุกวันให้ได้ทุกวัน แล้วก็เมื่อกลับมาแล้วนี่ก็คิดว่าจะขึ้นเทศน์สักครั้งหนึ่ง และวันนี้ก็ได้ขึ้นเทศน์สมใจนะ
ส่วนอยู่ที่ชิคาโกทำหน้าที่ไปเล่าให้โยมเขาฟัง ส่วนใหญ่เป็นโยมป้าๆ ลุงๆ นะ ก็มีประมาณ ๑๕ ถึง ๓๐ คน มีธรรมะอยู่เรื่องหนึ่งไปเล่าให้โยมเขาฟัง เรื่องหญ้าปากคอก ซึ่งเป็นธรรมะที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเล่าให้ฟัง แล้วก็หลวงพี่ก็เอาไว้ใช้สอนตัวเองมาตลอด เรื่องหญ้าปากคอกนี่ก็หมายถึงวัวที่อยู่ด้วยกันเป็นฝูง วัวเวลาตอนเย็นเขาก็ต้อนกลับเข้าคอก แต่หญ้าที่เกิดขึ้นที่ปากคอกนี่ วัวกลับไม่ได้กิน เพราะว่าเมื่อตอนเช้าเขาเปิดคอกขึ้นมาตัวแรก ตัวแรกจะออกมากินก็กินไม่ได้ เพราะว่าตัวที่ ๒ ตัวที่ ๓ ตัวสุดท้ายมันดันออกมา ก็ต้องออกไป แม้กระทั่งตัวสุดท้ายก็ไม่ได้กินหญ้า พอจะกินหญ้า ฝูงเขานำไปแล้ว ไปไกลแล้ว ก็ไม่ได้กิน กลับมาก็เหมือนกัน พอตอนเย็นต้อนกลับมา ก็ไม่ได้กิน เป็นอย่างนี้จนกระทั่งหญ้าปากคอกมันแก่ แก่จนกินไม่ได้
จากนิทานเรื่องหญ้าปากคอกนี้ ก็หมายถึงสอนให้รู้ว่าสิ่งที่เราเห็นนี่ เห็นว่าเห็นข้อบกพร่อง เห็นรู้ด้วย เห็นด้วย แต่ไม่ยอมแก้ไข จนกระทั่งสายเกินไป ภาษาอังกฤษเรียกว่า too late too late สายเกินไป ก็อุปมาเหมือนกับเมื่อเรารู้ว่าเราจะต้องแก่ จะต้องเจ็บ แล้วก็จะต้องตาย สิ่งที่เราเอาไปได้ ที่เราเอาไปได้ก็คือบุญ และบุญนี่เกิดขึ้น ๓ อย่างก็คือจากการทำทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา
ถ้าในชีวิตของเรา เราไม่ขวนขวายในการสร้างบุญสร้างบารมี เมื่อก่อนที่เราจะลาจากโลกนี่ เราก็จะ เราก็จะพูดแต่คำว่าเสียดาย ถ้าเรามีชีวิตอยู่ เราคงจะสร้างบุญสร้างบารมีได้มากกว่านี้ แต่เวลาผ่านไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้ เพราะงั้นหลวงพี่ถึงได้สอนญาติโยมที่นั่นว่าเราไม่ควรประมาทในชีวิต ชีวิตในปัจจุบันนี่เป็นของเรา แต่ว่าในวันพรุ่งนี้มันไม่ใช่ เพราะงั้นทำวันนี้ให้ดีที่สุดนะ สร้างบุญสร้างบารมีในวันนี้ ในปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุด ในแต่ละวันนี่ขอให้บุญบารมีเราเพิ่มขึ้นทุกวันทุกวัน นี่คือสิ่งที่หลวงพี่ได้นำไปสอนญาติโยมที่ชิคาโกนะ ก็นี่ ชิคาโกจบไป
คราวนี้พอมาถึงที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมนิวเจอซี่ อยู่นานหน่อย ๗ เดือน ครั้งแรกว่าจะไปเที่ยว เพราะว่าโครงการที่หลวงพี่สมัครไว้นี่ โครงการแค่ ๖ เดือน คือไปเดือนกรกฎาคม แล้วก็กลับเดือน ประมาณเดือน สิ้นเดือนธันวาคม สิ้นปี แต่พอไปอยู่แล้วเห็นความจำเป็น ความจำเป็นที่จะต้องมีพระอย่างน้อย ๒ รูป จึงได้บอกหลวงพี่ที่เป็นรักษาการเจ้าอาวาสที่นั่น บอกว่าเอ้า งั้นผมอยู่ต่ออีก ๖ เดือนแล้วกัน อยู่ต่ออีก ๖ เดือน ตอนนี้ก็ครบ แล้วก็เดินทางกลับมา
ที่ว่าจำเป็นจะต้องมีพระอย่างน้อย ๒ รูปเพราะว่ามีที่ปฏิบัติธรรมอีกที่หนึ่ง อยู่ที่รัฐ อยู่อีกรัฐหนึ่งชื่อว่ารัฐเวอร์จีเนีย รัฐเวอร์จีเนียนี่ห่างจากรัฐนิวเจอซี่นี่ ใช้เวลาเดินทาง ๕ ชั่วโมง ๕ ชั่วโมงนี่ขับรถด้วยความเร็วประมาณ ๑๑๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็เดินทางไปที่นั่น ไปนำปฏิบัติธรรมญาติโยมที่นั่น ก็ตอนนี้ยังไม่เป็นศูนย์ ก็ให้เป็นชมรมบ้านกัลยาณมิตรเวอร์จีเนียอยู่ ก็มีญาติโยมประมาณ ๑๕ ถึง ๓๐ คนเหมือนกัน
ไปนำปฏิบัติธรรมเดือน เดือนละ ๒ ครั้ง คืออาทิตย์ต้นเดือน แล้วก็อาทิตย์กลางเดือนนะ ส่วนที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมนิวเจอซี่ก็สลับกัน ก็หลวงพี่ก็อยู่สลับกันอาทิตย์ต่ออาทิตย์ เดือนหนึ่งก็มี ๔ อาทิตย์นะ ญาติโยมที่นั่นก็เหมือนพวกเรานี่แหละนะ มีความศรัทธา มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย มีความเคารพต่อครูบาอาจารย์ ต่อหลวงพ่อ ต่อคุณยาย สิ่งใดที่เป็นบุญนะ แจ้งข่าวบุญไปนี่ ทำหมดเลย ทำทุกอย่างนะ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวย แต่ก็ทำ ทุ่มเททำ ทำกันทุ่มสุดตัวนะ เห็นแล้วก็ประทับใจตรงนี้
แล้วก็เมื่อครั้งที่ก่อนจะกลับมา หลวงพี่ก็ได้จัดงานวิสาขบูชาที่รัฐเวอร์จีเนีย โดยมีวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์จริงๆ ก็คืออยากจะรู้ว่าสิ่งที่เราได้อบรมญาติโยมไว้นี่ได้ผลแค่ไหน ก็เลยบอกว่าเราจัดงานรวมใจปฏิบัติธรรมกันสักครั้งหนึ่ง จากญาติโยมที่มีประมาณ ๑๕ ถึง ๓๐ คนนี่ ก็ประชุมกันว่าเขาจะทำไหม เขาก็ตกลงว่าทำ ก็บอกวัตถุประสงค์เขาว่างานนี้วัดกันที่ใจนะ คือ
๑. ก็คือเราต้องการฝึกความสามัคคี การทำงานเป็นทีมของพวกเรา
และเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
วัดผลกันที่ใจ คือเมื่อหลังงานแล้วนี่ ถ้าเราประทับใจ มีความประทับใจ ใจเราปีติ อย่างนี้สอบผ่านนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าจัดงานเสร็จแล้ว ใจตก ได้ศัตรูเพิ่มขึ้นนี่ อย่างนี้สอบไม่ผ่าน ปรากฏว่าก็ทำกัน แล้วก็ตั้งเป้าว่าจะเชิญสาธุชนนี่มาร่วมงานสักกี่คน ก็สรุปว่า ๑๐๐ คน แต่ปรากฏว่าวันงานมากี่คนรู้ไหม มาตั้ง ๑๒๓ คน ก็ทะลุเป้า
โดยพิธีกรรมก็ ให้ concept เขาไปว่าพิธีกรรมกระชับ ประทับใจ เรียบง่ายและศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรมก็จะเริ่มตั้งแต่ ๑๑ โมง ก็เลิกตอนบ่าย ๓ คือว่าเริ่มตอน ๑๑ โมงเพราะว่าสถานที่ที่ใช้เช่านี่เขาเปิดตอน ๑๐ โมง เปิดตอน ๑๐ โมง ลองคิดดูภายใน ๑ ชั่วโมง เตรียมสถานที่ให้เสร็จภายใน ๑ ชั่วโมง แล้วก็เริ่มงาน
หลวงพี่ประทับใจตรงที่พอประตูเปิดปุ๊ปนี่ ทุกคนที่เตรียมพร้อมแล้วนี่ ยกข้าวยกของเราไปแล้วนี่ จัดโต๊ะ จัดเก้าอี้ จัดเวทีนี่ จัดไมค์จัดเครื่องเสียง เห็นแล้วประทับใจ แล้วก็เสร็จภายใน ๑ ชั่วโมง ไม่รู้เขาทำกันได้ยังไงนี่ หลวงพี่ก็ยังงงอยู่เหมือนกัน เขาทำกันได้นะ เห็นแล้วประทับใจตรงนี้ แล้วก็พิธีกรรมก็เป็นไปตาม concept ก็คือเรียบง่าย ศักดิ์สิทธิ์ ประทับใจ
แล้วก็เริ่มต้นด้วยพิธีถวายสังฆทาน ประธานสงฆ์ก็นิมนต์หลวงพี่พยุงศักดิ์ ซึ่งเป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย แคลิฟลอเนีย มานำปฏิบัติธรรมเป็นภาษาอังกฤษ เพราะว่าสาธุชนที่มานี่มีชาวต่างประเทศมาประมาณ ๑๕ คน หลวงพี่ท่านก็เอ่ยนำเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เพราะว่านำเป็นภาษาอังกฤษ เพราะว่าญาติโยมที่นั่นฟังภาษาอังกฤษออกอยู่แล้ว ก็นำปฏิบัติธรรมเป็นภาษาอังกฤษเลย พอเสร็จพิธีถวายสังฆทาน ก็ในช่วงบ่ายก็เป็นพิธีทอดผ้าป่า แล้วก็พิธีอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล แล้วก็เป็นพิธีปฏิบัติธรรมรวมใจวิสาขบูชา เสร็จพิธีก็เป็นการมอบของที่ระลึกนะ แล้วก็กลับบ้าน
สิ่งที่ได้รับจากสาธุชนที่เขามานี่ จากที่ให้ไปสอบถามดู ทุกคนประทับใจนะ แล้วที่คำที่เขาประทับใจมากที่สุดก็คือเขาบอกว่าถ้าจัดงานอีกเมื่อไหร่นี่ ช่วยมาบอกเขาด้วย เขาอยากมา เขาอยากมาอีก เขาไม่เคยภาพแบบนี้มาก่อน เพราะญาติโยมที่มาใหม่นั้นประมาณ ๑๐๐ คนนี่เขาไม่เคยมาวัด เขาไม่เคยมาวัดเรา เขาไม่เคยเห็นพิธี พิธีกรรมที่พวกเราได้ทำกันเป็นประจำ นี่ก็คือสิ่งที่หลวงพี่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ต่างประเทศนะ
แล้วก็ก่อนกลับก็เดินทางกลับมาขึ้นเครื่องบินที่เออ ที่วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย ต้องเดินทางจากนิวเจอซี่นี่มาขึ้นที่แคลิฟอร์เนียในช่วงที่อยู่ที่แคลิฟลอเนียก็ให้ธรรมะแก่ญาติโยม ให้ธรรมะไป ตอนที่ให้นี่นะก็ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็ฟังธรรมกันมาเยอะแล้ว ฟังธรรมกันมาเยอะ ก็เลยให้ฟังนิทานไปอีกเรื่องหนึ่งนะ ฟังนิทานไปอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องต้นไม้ใจดีนะ เรื่องต้นไม้ใจดีนี่
เรื่องก็มีอยู่ว่าต้นไม้ใจดี พูดได้ แล้วก็มีเด็ก แม่เอาไปทิ้งไว้ ทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ เด็กร้องไห้ ต้นไม้ใจดีก็ช่วย นี่นิทานนะ ไม่ใช่เรื่องจริง ก็ต้องทำใจแบบเด็กหน่อยนะ ก็ช่วย ช่วยให้เด็กหายร้องไห้นะ จนกระทั่งมีคนเอาเด็กไปเลี้ยง แล้วก็เด็กเริ่มโตขึ้น โตขึ้นเด็กก็มาวิ่งเล่นที่ใต้ต้นไม้ แล้วก็พูดกับต้นไม้ใจดี ต้นไม้ใจดี เธอมีอะไรให้ฉันบ้าง ต้นไม้ใจดีก็บอกว่าแล้วเธออยากได้อะไรล่ะจ๊ะ เด็กก็บอกว่าฉันอยากได้ของเล่น ต้นไม้ใจดีก็บอกว่าเธอก็มาเล่นบนต้นฉันซิ ปีนขึ้นมาเล่นบนต้นฉัน ความคิดของเด็กในวัยนั้นก็คืออยากได้ของเล่นนะ
เมื่อวันเวลาผ่านไป เด็กโตขึ้นเป็นวัยรุ่น ก็มาขอต้นไม้ดีใจเหมือนกันว่า ต้นไม้ใจดีนี่ เธอมีอะไรให้ฉันบ้าง ต้นไม้ใจดีก็บอกว่าเธออยากได้อะไรล่ะ จากเด็กเป็นวัยรุ่น ความคิดก็เปลี่ยนไปอีก จากที่ได้ของเล่นก็ไม่คิดที่อยากจะได้ของเล่นแล้ว อยากได้อย่างอื่นแทน ก็บอกว่าฉันอยากได้บ้านสักหลังหนึ่ง ต้นไม้ใจดีก็บอกว่าเธอก็ตัดเอากิ่งฉันไปซิจ๊ะ แล้วก็ตัดเอากิ่งไปทำเป็นบ้าน ก็ได้บ้านมาหลังหนึ่ง
จากนั้นเวลาก็เปลี่ยนไป ใจคนก็เปลี่ยนแปลงไป โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็มาขอต้นไม้อีก ขอว่าเธอมีอะไรให้ฉันบ้างไหมต้นไม้ใจดี ต้นไม้ใจดีก็บอกว่าเธออยากได้อะไรล่ะจ๊ะ ฉันอยากไปเที่ยวรอบโลก ฉันอยากได้เรือสักลำหนึ่ง เธอให้ฉันได้หรือเปล่า ต้นไม้ใจดีก็บอกว่าเธอก็ตัดเอาลำต้นของฉันไปทำเป็นบ้านซิจ๊ะ โดนลำต้นแล้วเหลืออะไรหา เหลืออะไร เหลือตอ ก็เหลือแต่ตอนะ กลายเป็นตอไม้ใจดีไป ก็ไปเที่ยวรอบโลก กลับมาอีกทีก็เป็นคนแก่
เป็นคนแก่ก็มาที่ตอไม้ใจดี ก็ถามว่าเธอมีอะไรให้ฉันบ้าง คราวนี้ต้นไม้ใจดีตอบว่าไงล่ะ ตอนนี้ฉันไม่เหลืออะไรให้เธออีกแล้ว ก็เหลือแต่ตอไม้เอาไว้ให้เธอนั่งพักผ่อน เธอลองเล่าให้ฉันฟังซิจ๊ะว่าในชีวิตของเธอน่ะ เธอได้พบอะไรมาบ้าง แล้วก็จากชายชรา จากคนแก่ ก็เล่าให้ฟังว่าตั้งแต่เกิดมา จนความได้จนกระทั่งชรานี่ ได้ประสบอะไรมาบ้าง เล่าให้ตอไม้ใจดีนั่นฟัง เล่าจนเหนื่อยแล้วก็หมดลมหายใจ แล้วก็ตาย ที่ตอไม้ใจดีนั้น
เทวดาที่ได้เห็น เห็นคุณธรรมของต้นไม้ใจดี ก็เลยอธิษฐานให้ตอไม้นั้นมีลำต้นขึ้นมา เป็นต้นไม้ในป่าใหญ่เหมือนเดิม จากนิทานเรื่องนี้ก็สอนให้รู้ว่าผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เพราะงั้นการให้มีกี่อย่าง มีกี่อย่าง มี ๓ อย่าง ทานที่ว่าการให้นี่มี ๓ อย่าง
อย่างที่ ๑ ก็คือให้วัตถุสิ่งของเป็นทาน
อย่างที่ ๒ ก็คือให้ธรรมะเป็นทาน
และอย่างที่ ๓ ก็คือให้อภัยทาน
นี่ก็คือสิ่งที่หลวงพี่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็เป็นธรรมะ ได้เล่าธรรมะให้ฟัง ให้ญาติโยมที่นั่นฟัง ก็แค่เป็นส่วนหนึ่งนะ สำหรับวันนี้ก็ขอยุติแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะ เดี๋ยวเรานั่งหลับตา แผ่เมตตากันสักครู่หนึ่ง
สัพเพ…..
PAGE
PAGE 8
หน้า
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\มิถุนายน\44-06-07 FW-AAT.doc