คุณค่าของเวลา
(ม้วน 1/A)
พระวิชิต : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบนมัสการพระเถรานุเถระด้วยความเคารพยิ่ง สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ท่านสาธุชนผู้เป็นลูกหลานทุกท่าน (สาธุ)
คุณยายอาจารย์ท่านละสังขารจากพวกเราไปเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว แต่สิ่งที่คุณยายท่านได้ให้ไว้แทนตัวของท่านก็คือโอวาทและคำสอนของคุณยาย ซึ่งทุกท่านคงเคยได้ยินได้ฟัง เวลาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้เล่าถึงคุณยายให้พวกเราฟัง และบางท่านก็อาจจะเคยได้อ่านได้ศึกษาในหนังสือคำสอนของคุณยาย
เช่นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้เคยตรัสเอาไว้ว่าธรรมวินัยอันใด อันเราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย โดยการล่วงไปแห่งเรา โอวาทและคำสอนของคุณยายนั้นก็เช่นกัน เปรียบเสมือนตัวแทนของคุณยาย บุคคลใดได้ประพฤติปฏิบัติตาม ย่อมได้ชื่อว่าได้อยู่ใกล้คุณยาย เหมือนกับภาพท่านยังมีชีวิตอยู่กับพวกเรา สิ่งที่คุณยายสอนนั้นถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่สุด คุณยายท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่าสิ่งที่ยายสอนจะเป็นสมบัติติดตัวไป จำคำยายไว้ แล้วเก็บสมบัติที่ยายให้ไว้นี้ให้ดีที่สุด ต่อไปภายภาคหน้าจะได้เอาตัวรอด นี่คือสิ่งที่คุณยายได้เคยกล่าวเอาไว้ คำสอนของคุณยายนี่ถ้าเราได้ศึกษาจะเห็นว่าเป็นคำสอนที่คอยย้ำเตือนให้เรารักการปฏิบัติธรรม รักการสร้างบารมี รักบุญ รู้จักใช้เวลาและชีวิตในชาตินี้ให้เป็นประโยชน์ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์
โดยวันนี้จะกล่าวถึงเรื่องการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ซึ่งคุณยายท่านได้สอนเอาไว้ว่าชีวิตของคนเรามีแต่หร่อยหรอลงไปทุกวัน รีบทำความดีให้มากๆ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป เสียดายเวลาที่ผ่านไป เพราะว่ามันผลัดไป ทำให้ชีวิตของเราหร่อยหรอลงไปด้วย ที่คุณยายสอนว่าอย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์นั้น เพราะว่าคนเราพอเกิดมาปุ๊ป เราถูกจำกัดด้วยกรอบของเวลาว่าเราเกิดมาแล้วมีอายุไม่เกินเท่านี้ แล้วแต่ว่าเราจะเกิดในยุคที่อายุเฉลี่ยของมนุษย์เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรจึงจะใช้เวลาของชีวิตนี่ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด การจะใช้เวลาให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดได้นั้น บุคคลนั้นต้องรู้จักบริหารเป็น ถ้าเราบริหารเป็น เราจะสามารถบริหารสิ่งอื่นได้
เพราะว่าเวลาเป็นสิ่งที่เราต้องบริหารอยู่ทุกวัน การบริหารเวลาในที่นี้ก็คือการแบ่งเวลานั่นเอง แบ่งเวลาว่าเรา เวลาเราจะทำอะไรเวลาไหน แม้ชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน เราจะตื่นนอนกี่โมง ทานข้าวกี่โมง ไปทำงานกี่โมง ทำงานเราจะทำอะไรเวลาไหน เราต้องกำหนด ต้องแบ่งเวลาตลอด ยิ่งนักธุรกิจ เวลายิ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่านักธุรกิจถือว่าเวลาเป็นเงินเป็นทอง ถ้าพลาดเวลาเพียงนิดเดียวนี่ ธุรกิจอาจเสียหายได้เป็นหมื่น เป็นแสน
ดังนั้นถ้าเราบริหารเวลาไม่เป็น เราจะไปบริหารอะไรก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ เพราะสิ่งที่เราบริหารอยู่ทุกวันเรายังทำไม่ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองพระองค์ท่านก็บริหารเวลาเพื่อทำกิจในชีวิตประจำวันของพระองค์ท่านที่เราเรียกว่าพุทธกิจ ๕ ประการ คือ
ตอนเช้า พระองค์เสด็จออกบิณฑบาตเพื่อโปรดสัตว์
เวลาเย็น ก็ทรงแสดงธรรมให้กับชาวเมืองที่มาฟังธรรม
เวลาย่ำค่ำ พระองค์ก็ประทานโอวาทให้กับพระภิกษุสงฆ์
พอเวลาเที่ยงคืน พระองค์ก็พยากรณ์ปัญหา คือตอบคำถามของเทวดาที่มาเฝ้าทูลถามปัญหาธรรมะ
เวลาย่ำรุ่ง พระองค์ก็แผ่ข่ายพระญาณ ตรวจดูสัตว์โลกซึ่งจะเสด็จไปโปรดให้เขาบรรลุธรรม หรือให้เขามีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ท่านก็แบ่งเวลาเพื่อทำกิจในแต่ละวันของพระองค์ท่าน และไม่ว่าจะประทับอยู่ที่ไหนนี่ ย่อมไม่ทรงเว้นจากพุทธกิจ ๕ ประการนี้เลย
คุณยายท่านก็บริหารเวลาในชีวิตประจำวันของท่านเหมือนกัน โดยท่านแบ่งเวลาว่าเวลาไหนจะทำอะไร เช้ามืดท่านตื่นนอนมา ท่านก็นั่งธรรมะ พอสว่างก็เข้าครัว ช่วงสายท่านก็ไปนั่งธรรมะอีกจนถึงเพล เพลท่านก็ไปเข้าครัวอีกครั้งหนึ่ง ตอนบ่ายท่านก็ตรวจวัด ปลูกต้นไม้ พอตอนค่ำท่านก็นั่งธรรมะอีก นี่คือการแบ่งเวลาของคุณยาย ดังนั้นจึงทำให้คุณยายนี่สามารถทำงานได้หลายอย่างในแต่ละวัน และเป็นงานที่เป็นประโยชน์ เป็นบุญเป็นกุศลล้วนๆ และที่สำคัญคุณยายสามารถทำงานที่สำคัญที่สุดได้ทุกวันคือการนั่งธรรมะ เพราะว่าท่านแบ่งเวลาในชีวิตของท่านได้ลงตัว
พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านเคยเล่าไว้ว่าสมัยก่อนตอนเช้าๆ ก่อนจะไปฉัน ท่านจะแวะไปเยี่ยมคุณยาย คุยกับคุณยายครั้งละ ๑๐ นาที ๑๕ นาที วันหนึ่งท่านก็ปรารภกับคุณยายเรื่องการนั่งสมาธิว่า คุณยาย ทำไมพักนี้นั่งสมาธิไม่ค่อยดีเลย หาเหตุไม่เจอ คุณยายท่านก็ตอบว่าเออ ยายก็เป็นเหมือนกัน นั่งไม่ได้นานเหมือนก่อน เพราะว่าตอนนี้มันเป็นฤดูร้อน ถ้าอยากจะนั่งให้ได้ดี ต้องตื่นแต่เช้ามืด เวลานอนก็นอนแต่หัวค่ำ ตื่นแต่เช้ามืดอย่างนี้จะนั่งได้ดี ถ้ามานั่งกลางวัน มันหย่อนไปนะ
หลายวันต่อมา ท่านก็ไปเยี่ยมคุณยายอีก แล้วก็ปรารภกับคุณยายว่า คุณยาย ตอนนี้อากาศเย็นดีแล้ว แต่ก็ยังนั่งสมาธิไม่ค่อยดีอีก คุณยายท่านหัวเราะฮึๆ แล้วท่านก็ตอบว่าจะนั่งดีได้ยังไง ท่านวันหนึ่งรับแขกกี่ชุด รับแขกอย่างนี้ ธรรมะไม่ก้าวหน้าหรอก เพราะว่าแขกน่ะเขาทยอยมาทั้งวัน นอกจากจะมาเอาเวลาธรรมะของเราไปแล้วนี่ เรื่องที่เขาคุยแค่ ๑๐ นาที ๑๕ นาที แต่บางครั้งเรื่องนั้นอาจจะค้างอยู่ในใจเป็นเดือนเป็นปี ถ้ารับแขกอย่างนี้ ตายเปล่านะท่าน
หลวงพ่อท่านก็ถามคุณยายว่า แล้วจะปรับอย่างไรดีล่ะยาย คุณยายท่านก็ตอบว่าช่วงเช้าท่านก็นั่งสมาธิให้เต็มที่ อย่าเพิ่งออกรับแขก หรือว่าจะทำงานอะไรก็ทำไป ไม่อย่างนั้นจะไม่มีเวลาส่วนตัว เอาเวลาให้แขกเขาสักชั่วโมง ๒ ชั่วโมง เป็นการตั้งกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมา อย่างนี้จะมีเวลาเป็นของตัวเอง สำหรับทำงานแล้วก็สำหรับปฏิบัติธรรมในแต่ละวัน คุณยายท่านแนะนำนะการบริหารเวลา การแบ่งเวลาให้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อเพื่อให้ท่านได้มีเวลาที่จะปฏิบัติธรรม และทุกวันนี้หลงพ่อก็เห็นว่า ก็ยังเห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ปฏิบัติตามที่คุณยายได้เคยแนะนำเอาไว้ คือเวลาตอนเช้าๆ นี่ ท่านไม่ติดภารกิจหรือติดงานสำคัญจริงๆ ก็เห็นท่านนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมอยู่ในที่พักของท่านตลอดช่วงเช้าทุกๆ วัน
สำหรับตัวของคุณยายเองท่านให้ความสำคัญกับการแบ่งเวลานั่งธรรมะมาก ท่านกล่าวว่าเวลาเข้าที่แล้ว ยายทิ้งทุกอย่างหมด เอาแต่ธรรมะอย่างเดียว ลืมเรื่องข้างนอกทั้งหมด เรื่องทุกอย่างวางทิ้งหมด เอาใจหยุดที่ศูนย์กลางกายไปเรื่อย จนถึงกายธรรมอรหัตก็รู้เห็นหมด ถ้าไม่แบ่งเวลาอย่างที่ยายบอก นั่งธรรมะแล้วคิดถึงบ้าน คิดถึงที่ทำงาน คิดอย่างนั้น คิดอย่างนี้ ใจเลยไม่หยุด เพราะฉะนั้นต้องแบ่งเวลาให้เป็น ธรรมะจึงจะก้าวหน้า
คุณยายท่านเป็นนักบริหารเวลา ท่านบริหารเวลาของท่านเป็น ท่านจึงบริหารวัดและหมู่คณะของพวกเรา จนมีพวกเรานั่งอยู่ที่นี่ และวัดของเราก็เจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ จนเป็นที่รู้สึกของชาวต่างประเทศเป็นอย่างดี นี่เป็นผลมาจากการเป็นนักบริหารของคุณยาย ไม่ว่าท่านจะไม่เคยเรียนการบริหารมาเลยก็ตาม แต่ท่านก็ฝึกตัวของท่านด้วยการบริหารเวลาในชีวิตของท่านนั่นเอง
นอกจากนี้คุณยายก็ยังสอนอีกว่าเวลาผ่านไปไม่รอ อยากทำความดีอะไรให้รีบทำ คนเราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครเวลา ที่ท่านสอนอย่างนี้เพราะอะไร เพราะว่าเวลาที่ผ่านไป ไม่ได้ผ่านไปเปล่า นอกจากจะเอาความแข็งแรง เอาอายุ เอาความสดชื่นของเราไป เท่านั้นยังไม่พอ ยังเอาความเจ็บ ความแก่ และความตายมาให้เรา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์เคยตรัสถึงความเร็วของความสิ้นไปแห่งสังขารเอาไว้ว่า หากนำนายขมังธนู ๔ คน ให้มายืนหันหน้าออกไปในทิศทั้ง ๔ และมีบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงกลางระหว่างนายขมังธนูผู้นั้น จากนั้นให้นายขมังธนูทั้ง ๔ นั้นยิงธนูออกไปพร้อมกันในทิศทั้ง ๔ และให้ แล้วก็ให้บุรุษผู้นี้วิ่งออกไปเก็บลูกธนู โดยที่ไม่ให้ลูกธนูนั้นตกถึงพื้น ถามว่าบุรุษผู้นี้จะต้องมีความเร็วอย่างยอดเยี่ยมขนาดไหน จึงจะสามารถไปเก็บลูกธนูได้ทัน โดยที่ลูกธนูนั้นไม่ตกถึงพื้น
แต่ความเร็วของบุรุษผู้นี้ยังแพ้ความเร็วของพระอาทิตย์ที่โคจรไปในอากาศ ความเร็วของพระอาทิตย์ที่โคจรไปในอากาศ ก็ยังแพ้ความเร็วของเทวดาที่หายตัวจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แต่ทั้งหมดรวมกันแล้วนี่ แพ้ความเร็วของความสิ้นไปแห่งสังขาร ก็คือแพ้เวลาที่มากับความเจ็บ ความแก่ และความตาย เวลาที่มากับความเจ็บ ความแก่ และความตายนั้นเร็วกว่า ถามว่าเร็วกว่าอย่างไร เวลาที่มากับความเจ็บ ความแก่ และความตายนั้น เร็วตรงที่เวลาเดินไม่เคยหยุด
เครื่องบินที่บินเร็วกว่าเสียง แต่ยังแพ้เวลา เพราะว่าเครื่องบิน บินขึ้นยังต้องบินลง ต้องจอด ต้องเติมน้ำมัน ต้องแวะพัก แต่เวลาไม่เคยหยุดพัก ไม่เคยเดินถอยหลัง แม้นาฬิกาจะตาย แต่เวลาไม่เคยหยุด ก็ยังคงเดินไปเรื่อย เดินไม่เดินเปล่า เอาความเจ็บ ความแก่ ความตายมาให้เรา จึงมีคำกล่าวว่ากาลเวลากลืนกินสรรพสัตว์และสรรพสิ่ง
ดังนั้นนี่การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งของมนุษย์ก็คือการสูญเสียเวลานั่นเอง โดยเฉพาะเวลาในการสร้างบารมี ชาวโลกทั้งหลายมักจะเอาเวลาไปใช้กันในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นแก่นสาระ เพราะว่าไม่รู้จักคุณค่าของเวลา
ตัวอย่างในอดีตมีพระราชาผู้หนึ่ง ทรงพระนามว่าพระเจ้าสาตินะราช พระราชาพระองค์นี้นี่ปกครองแผ่นดินโดยธรรม คือตัวของพระองค์นี่รักษาศีล ๕ วันอุโบสถก็รักษาศีล ๘ บริจาคทรัพย์วันละ ๖ แสนกษาปณ์ ตั้งโรงทาน ๖ แห่ง คือที่ ๔ มุมเมือง ที่ละแห่ง ที่กลางพระนคร และที่ประตูราชนิเวศน์ บริจาครักษาศีลแล้วก็ทำทานอย่างนี้อยู่ตลอด ทำด้วยตัวเอง แล้วก็ชักชวนให้ชาวเมืองทั้งหลายนี่ได้ทำตาม บ้านเมืองก็อยู่ร่มเย็นเป็นสุข ชาวเมืองที่อายุมากเข้า มากเข้า พอหมดอายุก็ตายไป แล้วก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พอถึงคราวประชุมกันที่ธรรมสภา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บรรดาเทวดาที่เคยเป็นชาวเมืองมาก่อน ต่างก็ก้าวสรรเสริญยกย่องคุณของพระราชา พระเจ้าสาตินะราชพระองค์นี้ พระราชาที่ปกครองโดยธรรม ทั้งให้ทาน และทั้งรักษาศีล จนกระทั่งเทวดาที่อยู่มาก่อนนั้นอยากรู้จักตัว อยากพบอยากเห็นพระราชาพระองค์นี้
พอความทราบถึงพระอินทร์ พระอินทร์ก็เลยให้มาตาลีเทพบุตร ไปรับพระราชาองค์นี้มาจากโลกมนุษย์ พอมาถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระอินทร์ก็ต้อนรับเป็นอย่างดี และด้วยความเลื่อมใสก็แบ่งสมบัติให้ครึ่งหนึ่ง คือทรงแบ่งเทพนครมีประมาณหมื่นโยชน์ นางเทพ นางเทพอัปสร ๒ โกฏิครึ่ง แบ่งปราสาทเวชยันต์อีกครึ่งหนึ่งให้กับพระราชาพระองค์นี้
พระราชา พระเจ้าสาตินะราชนี่เสวยทิพยสมบัติอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ๗๐๐ ปีนับตามปีมนุษย์ พอครบ ๗๐๐ ปีนี่ ก็ถึงเวลาสิ้นบุญ ก็เลยเกิดเบื่อหน่ายทิพยสมบัติ จึงเล่าให้พระอินทร์ฟัง พระอินทร์เมื่อได้ฟังดังนั้นก็ปลอบใจแล้วก็ชวนให้อยู่เสวยสุขอันเป็นทิพย์บนสวรรค์ต่อ โดยพระอินทร์บอกว่าจะแบ่งบุญให้ แต่พระราชา พระเจ้าสาตินะราชท่านไม่รับ แล้วท่านก็ตอบว่ายานที่ยืมเขามาขับ ทรัพย์ที่ยืมเขามาใช้ เราไม่ปรารถนาหรอก การเสวยความสุขที่ผู้อื่นยื่นให้ก็เหมือนกัน เพราะของที่ให้ เพราะของที่ได้เพราะบุคคลอื่นก็เหมือนกับของที่ยืมกัน คนเรานี่ให้ยืมกันได้ก็ตอนที่ดีกันเท่านั้น พอโกรธกัน ก็มาเอาคืนไป เราไม่ปรารถนาอย่างนั้น เราจะทำบุญด้วยตัวของเราเอง
พระอินทร์เมื่อไม่สามารถที่จะรั้งพระราชาไว้ได้ จึงให้มาตาลีเทพบุตรพาพระราชามาส่งยังโลกมนุษย์ เมื่อมาถึงขณะนั้น พระราชาพระนามว่านาละถะ ซึ่งเป็นหลานลำดับที่ ๗ ของพระเจ้าสาตินะราชปกครองเมืองอยู่ พระราชานาละถะก็ยก จะยกพระราชสมบัติคืน ให้กับพระเจ้าสาตินะราชซึ่งเป็นบรรพบุรุษของตัวเอง แต่พระเจ้าสาตินะราชท่านไม่รับ แล้วก็บอกว่าที่มานี่ไม่ได้ต้องการราชสมบัติ แต่ต้องการมาทำบุญ จะขอให้ทานฉลอง ๗๐๐ ปี แต่ ๗ วันเท่านั้นแหละ จากนั้นท่านก็ พระเจ้าสาตินะราชท่านก็ให้มหาทานอยู่ ๗ วัน พอครบ ๗ วันในวันที่ ๗ ท่านก็สิ้นพระชนม์ กลับไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระเจ้าสาตินะราชเริ่มต้นท่านสั่งสมบุญมาดี คือรักษาศีลแล้วก็ให้ทาน แล้วก็ยังเป็น ทำหน้าที่ผู้นำบุญคือทำด้วยพระองค์เอง แล้วก็ชักชวนชาวเมืองทั้งหลายให้ประพฤติปฏิบัติตาม ให้ทำตาม แต่น่าเสียดายตรงที่ท่านไปเสียเวลาอยู่บนสวรรค์ ๗๐๐ ปี กว่าจะได้คิด ก็ถึงเวลาสิ้นบุญ กลับมาทำบุญในโลกมนุษย์ได้แค่ ๗ วันเท่านั้น ทั้งที่ความจริงท่านขึ้นไปเสวยทิพยสมบัติบนสวรรค์แค่ ๗ วันเท่านั้นเอง เพราะว่า ๑ วันบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เท่ากับเวลา ๑๐๐ปีบนโลกมนุษย์
เพราะฉะนั้นท่านขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ๗๐๐ ปี นับตามปีมนุษย์ ก็เท่ากับขึ้นไปเสวยความสุขได้แค่ ๗ วัน เสวยสุขได้แค่ ๗ วัน แต่เสียเวลา ๗๐๐ ปี ตรงนี้ที่ถือว่าไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป เพราะว่ายังไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของเวลาอย่างแท้จริง เวลาสำหรับการสร้างบารมี
เคยมีคำกล่าวเปรียบเทียบถึงบารมีที่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของเวลา เขากล่าวเปรียบเทียบเอาไว้อย่างนี้
จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเวลา ๑ ปี ให้ไปถามนักเรียนที่สอบตกต้องซ้ำชั้น
จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเวลา ๑ เดือน ให้ไปถามคุณแม่ที่คลอดลูกก่อนกำหนด
จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเวลา ๑ สัปดาห์ ให้ไปถามนักเขียนหนังสือรายสัปดาห์
จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเวลา ๑ ชั่วโมง ให้ไปถามคนรักที่กำลังรอคอยการนัดหมาย
จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเวลา ๑ นาที ให้ไปถามคนที่เพิ่งพลาดขบวนรถไฟ
จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเวลา ๑ วินาที ให้ไปถามคนที่เพิ่งรอดตายหวุดหวิดจากอุบัติเหตุ
จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเวลา ๑ เสี้ยววินาที ให้ไปถามคนที่เพิ่งชนะเลิศวิ่งร้อยเมตร กีฬาเหรียญทองโอลิมปิค คนที่ชนะเลิศกับรองชนะเลิศ เขาเฉือนกับแค่เสี้ยววินาที
แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกเอาไว้ว่านักสร้างบารมีจะต้องอยู่เหนือขอบเขตสมมติของกาลเวลา ด้วยการสร้างบารมีตลอดเวลา คือต้องใช้เวลาและร่างกายนี้ให้คุ้มค่าที่สุดสำหรับการสร้างบารมี เพื่อจะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม
บุคคลที่เกิดมาแล้ว ใช้เวลา สังขารร่างกายได้คุ้มค่าที่สุด ไม่มีใครเกินพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ เพราะท่านไม่เคยใช้เวลาไปในเรื่องที่เปล่าประโยชน์ เรื่องที่ไร้สาระเลย หลังจากที่ท่านเข้าถึงธรรมกายแล้ว ท่านก็ศึกษาค้นคว้าวิชชาธรรมกาย โดยรวมทีมชุดทำวิชชามาทำวิชชาอย่างตลอดต่อเนื่อง ๒๔ ชั่วโมง เพื่อค้นไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม
พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านเคยเล่าให้ฟังว่าแม้แต่ก่อนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำจะจำวัด ท่านก็ยังมา ยังมาสั่งวิชชา วันหนึ่งพอสั่งงานเสร็จ ท่านก็พูดว่าลูกๆ มีหลายคน หมายถึงลูกๆ ที่กำลังทำวิชชากันอยู่ ลูกๆ มีหลายคน แต่พ่อมีแค่คนเดียว ถึงเวลาพ่อต้องพักผ่อน ต้องนอน เดี๋ยวพวกเอ็งไปต่อวิชชากับพระนิพพานก็แล้วกัน พูดเสร็จท่านก็นอน พอตื่นขึ้นมานี่ หลวงพ่อท่านเล่าว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่มีตื่นขึ้นมาแล้ว บิดขี้เกียจ ทำสะลืมสะลือ พอตื่นขึ้นมาปุ๊ป ก็หันไปถามก่อนเลย ถามชุดที่ทำวิชชา ถามคุณยาย คุณยายท่านก็ตอบ พอตอบหลวงพ่อก็สั่งงานต่อ
ถ้าเป็นเรา ถ้าเป็นพวกเรานี่ไม่แน่ว่าตื่นขึ้นมาอาจจะบิดขี้เกียจ ง่วงเหงาหาวนอน แล้วอาจจะนอนต่อ แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ไม่มีอย่างนั้น เพราะใจท่านมุ่งมั่นจรดจ่ออยู่กับการจะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมอยู่ตลอดเวลา ท่านบอกว่าหากจะเอาชนะความแก่ ความตายไม่ได้ จะไม่ไปแรมราตรีที่ไหน จนกระทั่งท่านละสังขารไป คือเวลาเกือบ ๓๐ ปี ทำวิชชาไม่ได้หยุดเลยแม้แต่สักวันเดียว จนเรียกได้ว่าเวลาในชีวิตของท่าน ไม่พอให้ท่านปฏิบัติ คือปฏิบัติมาจนตลอดชีวิตแล้วก็ยังไม่พอ
คุณยายท่านก็เช่นกัน เวลาทุกอนุวินาทีที่ผ่านไปนั้น ท่านเปลี่ยนเป็นบุญ เป็นกุศล อย่างที่เราเคยได้ยินได้ฟังกัน ขนาดท่านเล่า ถอนหญ้า ยังระลึกชาติไปดูว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตท่านสร้างบารมีอย่างไร หากเป็นเราถ้านั่งถอนหญ้า เรายังไม่รู้เราจะนึกถึงอะไร แต่คุณยายท่านระลึกชาติไปดู แล้วก็เอาการสร้างบารมีของท่านไปเทียบเคียงกับการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูว่ายังมีอะไรที่ยังบกพร่องที่ยังห่างจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง จะได้ปรับปรุงตัวให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
ดังนั้นตลอดชีวิตของคุณยายนี่ เรียกว่าท่านไม่เคยว่างเว้นจากการสร้างบารมีเลยแม้แต่วินาทีเดียว ทั้งพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำและคุณยายอาจารย์ของเรานั้น ท่านเป็นผู้รู้ที่แท้จริง คือรู้ว่ารู้ความเป็นมาในชีวิตของตัวเองเป็นอย่างดี รู้ว่าเกิดมามีหน้าที่อะไร และรู้วัตถุประสงค์ของชีวิตว่าชีวิตเกิดมามีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม แล้วก็ได้ทำอย่างนั้นมาจนตลอดชีวิต ท่านจึงเป็นผู้รู้ที่เกิดมาแล้ว ใช้เวลาในชีวิตได้คุ้มค่าที่สุด
พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่าเวลาของผู้รู้เป็นเวลาที่มีค่ามาก เพราะผู้รู้ย่อมรู้ว่าจะเอาเวลาไปทำอะไร ส่วนผู้ไม่รู้ จะฆ่าเวลาด้วยการทำสิ่งไร้สาระ เหมือนเอาศาสตราอันคมมาประหารชีวิตที่ทรงคุณค่านี้เสีย จึงต้องมีชีวิตอยู่อย่างไร้ค่า เป็นโมฆะ เวลาของผู้รู้เป็นเวลาเพื่อเติมความบริสุทธิ์ให้แก่ใจ และมุ่งตรงไปสู่เป้าหมาย ตามความบริสุทธิ์ แล้วนำมาเติมไว้ในดวงใจ ทั้งตามติดและติดตามเพื่อขจัดสิ่งที่เป็นมลทิน อันเป็นศัตรูร้ายกาจที่สุดต่อมนุษยชาติและธาตุธรรม เพราะตราบใดที่ยังมีความไม่บริสุทธิ์หลงเหลืออยู่ จะเสวยสุขได้ไม่เต็มที่ และจะต้องมีชีวิตอยู่ในความลี้ลับ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่เป็นอิสระ ถูกบังคับบัญชาย่ำยีตลอดเวลา จึงต้องหมั่นเติมความบริสุทธิ์ให้มีอยู่ และคงอยู่อย่าให้สูญเสียไป การปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรมกาย เป็นการตามหาสิ่งที่มีอยู่ ซึ่งเป็นการใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ไม่เหมือนการเอายาไปยึดติดกับสิ่งที่ไร้สาระ ซึ่งเป็นการตามหาสิ่งที่ไม่มี เสียเวลา
หากเรามองย้อนไปในชีวิตของเราที่ผ่านมา แล้วก็มองไปข้างหน้าในชีวิตของเราที่เหลืออยู่ เราจะพบว่าชีวิตของพวกเราเดินกันมาแล้วคนละครึ่งทาง เกือบครึ่งทาง บางคนค่อนทาง บางคนก็ถึงปลายทางแล้ว ถ้าเปรียบตัวเราเหมือนกับเรือนที่กำลังถูกไฟไหม้ ตอนนี้ก็ไหม้กันไปแล้วคนละไม่น้อยกว่าครึ่งหลัง ถามว่าเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตข้างหน้านี่ เราควรจะทำอะไรมากที่สุด
ทั้งคุณยายอาจารย์ของพวกเรา ทั้งพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านรักการปฏิบัติธรรมมาก และใช้เวลาตลอดชีวิตของท่านสำหรับการปฏิบัติธรรม ดังนั้นพวกเราผู้เป็นลูกของหลวงพ่อ เป็นหลานของคุณยาย ควรจะใช้เวลาที่เหลืออยู่อันน้อยนิด เพื่อการปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรมกายกันทุกๆ คน
ต่อจากนี้ไป ขอเชิญพวกเราทุกคนนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมกันสักครู่หนึ่ง
สัพเพ…
PAGE
PAGE 9
หน้า
FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\พระทั่วไป\Edit\44-04-27 FW-AAT.doc