คุณยายตามใจพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
(ม้วน 1/A)
พระวิทยา : สร้างคนขึ้น ๑ คนนี่ กว่าจะได้คนดีให้กับสังคม กว่าจะได้คนดีให้กับพระพุทธศาสนามาแต่ละคนแต่ละคนนี่ ใช้เวลามากทีเดียว สมัยก่อนตอนที่บวชใหม่ๆ ได้มีการ ได้มีโอกาสเป็นพระพี่เลี้ยง พระอาจารย์ในการอบรมนักศึกษา การเข้าอบรมของนักศึกษาในแต่ละครั้งนี่ มาครั้งละเป็นพันๆ คน
แต่พออบรมจบโครงการหนึ่งนี่ จะมีนักศึกษามาสมัครเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครนี่ประมาณสักร้อยหนึ่ง จากเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ๑๐๐ นี่ที่เขาสมัครมานี่ เวลามาจริงๆ ก็จะเหลือสัก ๔๐ ถึง ๕๐ คน แล้วใน ๔๐ ๕๐ คนนี่ที่จะเป็นหลักในการที่จะเอามา ที่เขาจะมาวัดประจำ มาเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร หรือว่ามาเป็นนักสร้างบารมีที่มีเป้าหมายชัดเจน ก็จะมีประมาณไม่ถึง ๑๐ คน ดังนั้นนี่ การสร้างคนเป็นการสร้างที่ยากที่สุด ใช้เวลานานที่สุด แล้วก็ต้องใช้กุศโลบาย ต้องใช้ธรรมะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงประคับประคองอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้นนี่ คุณยายกว่าท่านจะสร้างวัดมา กว่าท่านจะตั้งกฎระเบียบแบบแผนให้เราได้ประพฤติปฏิบัติกันให้เป็นรูปแบบที่เราเห็นในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะว่าสัดส่วน อาตมามาเป็นพระอาจารย์ดูแลอาสาสมัคร ก็มีความรู้สึกว่ากว่าเราจะได้อาสาสมัครมาช่วยงานพระพุทธศาสนาแต่ละคน แต่ละคนนี่ ต้องทุ่มเท ต้องเสียสละเวลาแรงกาย แรงใจมิใช่น้อยเลย
ดังนั้นพอมองย้อนกลับไปถึงคุณยายนี่ จะมีความรู้สึกว่าคุณยายนี่เป็นผู้ที่มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นผู้ที่เราเอาท่านมาตั้งไว้ในใจ แล้วก็มาท่านเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติ คุณยายสร้างวัดมาให้เราได้สร้างบารมี แต่ว่าคุณยายนี่ไม่เคยเอาใจใคร ไปเปิดในหนังสือเล่าเรื่องยาย มีบท มีบทความอยู่ตอนหนึ่งที่เขียนไว้ว่าคุณยายไม่เคยเอาใจใคร คุณยายไม่เคยตามใจใคร คุณยายตามใจพระพุทธเจ้า เพราะว่าคุณยายนี่เอาธรรมะเป็นเกณฑ์ เอาธรรมะเป็นหลัก เอากฎระเบียบที่หมู่คณะตั้งขึ้นมานี่ปฏิบัติ ดังนั้นทุกคนเมื่อเข้ามาสู่วัดพระธรรมกาย เข้ามายังบุญสถานแห่งนี้นี่ ก็จะได้ประพฤติปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน
ถ้าหากว่าพวกเราทุกคนที่อยู่ในที่นี้ ใครที่เป็นครูบาอาจารย์ เป็นพ่อเป็นแม่ ก็อยากจะให้เอาหลักของคุณยายนี้แหละเป็นเกณฑ์ เพราะว่าถ้าหากว่าเราเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นครูอาจารย์ แล้วเราตามใจ ตามใจลูก ตามใจศิษย์ ความรักและความปรารถนาดีของเรานี่ ก็อาจจะกลับกลายเป็นอาวุธที่ทำร้ายคนที่เรารักก็ได้
อาตมาจะขอยกเรื่อง เรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องที่สมัยก่อนมีนักปราชญ์สมัยรัชกาล ปลายรัชกาลที่ ๗ ต้นรัชกาลที่ ๗ นะเขียนเอาไว้ เรื่องมีอยู่ว่ามีซินแสอยู่ท่านหนึ่งเป็นคนดูลักษณะ เป็นหมอดูลักษณะก็คือดูโหงวเฮ้ง วันหนึ่งนี่มีขอทานมาร้อง ขอทานอยู่หน้าบ้าน ซินแสก็เดินออกไปดู พอออกไปดูปุ๊ป ก็เห็นลักษณะของขอทานนี่ ไม่ใช่ขอทาน ก็เลยไล่ตะเพิดออกไป บอกว่าเจ้านี่ ลักษณะของเจ้าไม่ใช่ขอทาน เจ้าอย่ามาหลอกเราเลย ขอทานคนนี้นี่ พอได้ยินฟังเช่นนั้นนี่ก็รู้สึกเสียใจ และซินแสก็บอกว่าเรานี่เป็นหมอดู ดูลักษณะของเจ้า ลักษณะของเจ้าเป็นลูกเศรษฐี ลักษณะของเจ้าไม่ใช่ขอทาน
ดังนั้นพอยิ่งขอทานได้ฟังอย่างนี้ ก็ยิ่งน้อยใจช้ำใจ ก็ร้องตะโกนออกมาว่าพ่อแม่รังแกฉัน พ่อแม่รังแกฉัน ซินแสก็แปลกใจ เอ๊ะทำไมถึงร้องอย่างนี้ ก็เลยเดินเข้าไปถาม ไปถามขอทาน ขอทานก็เล่าให้ฟัง บอกว่าจริงๆ แล้วตัวเองเป็นลูกของเศรษฐี พ่อแม่มีทรัพย์มาก เป็นลูกคนเดียวนะ เป็นลูกชายคนเดียว แล้วก็อยากจะได้อะไร ได้หมดเลย พ่อแม่หาให้หมดเลย อยากจะทำอะไรนี่ มีคนคอยทำให้หมดเลย เพราะว่ามีคนใช้อยู่เต็มบ้าน
เสร็จแล้วนี่ พอโตขึ้นมาพ่อแม่ก็หวังว่าลูกจะได้เป็นผู้ที่รับมรดก สืบทอดมรดก ถึงวัยเรียน โรงเรียนอยู่ไกลบ้าน แทนที่พ่อแม่จะส่งไปเรียน ก็เปลี่ยนเป็นให้ครูมาสอนที่บ้าน ก็กลัวว่าลูกนี่จะลำบาก เดินทางลำบาก ให้ครูมาสอนที่บ้าน ไปจ้างครูมาสอนที่บ้าน มาสอน แรกๆ เรียนคนเดียวรู้สึกว่าเหงา ไม่มีเพื่อน อยากจะมีเพื่อนคอยปรึกษา ก็บอกพ่อแม่ว่าอยากจะได้เพื่อนมาเป็นเพื่อนเรียน เป็นเพื่อนเรียน พ่อแม่ก็เกณฑ์เอาเด็กในบ้านที่เป็นลูกคนใช้มาเรียนด้วยกันให้เป็นเพื่อนของลูก
แต่พอเพื่อนมาเรียนด้วย แทนที่จะตั้งใจเรียนกลับเล่น นั่งเล่นกับเพื่อน ไม่ยอมตั้งใจเรียน ด้วยคุณธรรมของครู ครูก็จ้ำจี้จ้ำไชอบรมสั่งสอน ดื้อนะ ลูกศิษย์ก็ดื้อ พอดื้อมากๆ ครูก็เลยเฆี่ยนตีบ้าง พอครูเฆี่ยนตีบ้างก็ไม่เรียน โกรธครูนะว่าครูใจร้าย ไปบอกพ่อบอกแม่ บอกว่าครูน่ะใจร้าย ดุ ไม่เรียน ถ้าหากครูมาสอนก็ไม่เรียน พ่อแม่ก็ตามใจ ไปหาครูคนใหม่มา ไปหาครูคนใหม่มาสอน ได้ครูมา ครูก็ตั้งใจสอน หวังว่าลูกศิษย์จะได้ดีในอนาคต พอสอนไปสอนไป ลูกศิษย์ก็ไม่ตั้งใจเรียน ครูก็ดุก็ด่าอีก ก็ตี พอตีก็เป็นอันว่าต้องเลิกเรียน ไม่ยอมเรียน พ่อแม่ก็ตามใจ ไปครู ครูในหมู่บ้านของตัวเองนี่ไม่มีใครเขารับจะมาสอน ก็เปลี่ยนไปหานอกหมู่บ้าน ที่หมู่บ้านอยู่ไกลๆ
ก็ได้ครูอยู่คนหนึ่ง ครูคนนี้นี่เห็นเพียงแค่ค่าจ้างสอน เห็นเพียงแค่ค่าจ้างสอนของพ่อแม่ ก็สอนแบบตามใจลูกศิษย์ ตามใจลูกศิษย์ อยากจะเรียนก็เรียน ไม่อยากเรียนก็ตามสบาย เป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกศิษย์ เป็นอยู่อย่างนี้ ความรู้ที่ควรจะได้ ความรู้ที่ครูจะได้ถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์ ลูกศิษย์ก็กลับไม่ได้เพราะว่าไม่ตั้งใจรับ ครูก็ตามใจลูกศิษย์
จนเติบใหญ่ขึ้นมา พอเติบใหญ่ขึ้นมาความรู้ก็ไม่มี หนังสือหนังหาก็อ่านไม่ออก ชีวิตมนุษย์ทั้งหลายนี่ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า พ่อแม่ก็แก่เฒ่า แล้วก็จากลูกๆ ไป ดังนั้นสมบัติที่มีอยู่นี่ก็ตกมาถึงมือลูก แต่ว่าตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยรู้จักการหาทรัพย์ ไม่รู้จักการใช้ทรัพย์ที่ถูกต้อง อยากจะได้อะไร อยากจะทำอะไร ก็ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ไม่นานนักทรัพย์ที่มีอยู่นี่ก็ค่อยๆ หมดไปหมดไป พอทรัพย์หมด ซึ่งตัวเองไม่เคยรู้เรื่องการหาทรัพย์ ไม่รู้จักการทำมาหากิน พอทรัพย์หมด สมบัติที่มีอยู่ก็ขาย แม้สุดท้ายบ้านที่ตัวเองอยู่นี่ก็ต้องขาย พอขายบ้านที่อยู่ก็ไม่มี พอที่อยู่ไม่มี ทรัพย์ที่มีอยู่ก็หมดไปหมดไป จนสุดท้ายก็ต้องกลายมาเป็นขอทาน แล้วก็อาศัยโรงเจ โรงทานนี่เป็นที่อาศัยพักพิง ต้องขอทานเขากิน จนมาถึงบ้านซินแสนี่แหละ
พอซินแสได้ฟังเรื่องอย่างนี้แล้วนี่ ก็คิดว่าน่าสงสารจังเลย เพราะว่าพ่อแม่นี่รักลูกไม่ถูก รักลูกไม่ถูกทาง ซินแสเกิดความสงสารก็เลยรับปากที่จะเป็นพ่อแม่ที่จะแก้ไขนิสัยให้ ขอทานคนนี้รู้สึกดีใจนะฮะ แต่ว่าซินแสก็บอกว่าเรานี่จะเป็นพ่อแม่ที่จะแก้นิสัยให้เจ้า แต่ว่าเจ้าต้องตามใจเรา เจ้าต้องตามใจเรา ขอทานนี้สำนึกได้ว่าตลอดชีวิตของตัวเองที่ผ่านมานี่ เราตามใจตัวเอง เราถูกพ่อแม่ตามใจ เราจึงต้องมาลำบากอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นก็เลยตามใจเศรษฐี เศรษฐีนั้นก็ค่อยๆ อบรม ค่อยๆ สั่งสอน ค่อยๆ ที่จะให้เรียนรู้การทำมาหากิน ใช้ทุกอย่าง ใช้ให้ทำทุกอย่าง จนในที่สุดนี่ขอทานคนนี้ก็สามารถที่จะสร้างฐานะให้กับตนเองได้
นี้เราจะเห็นว่าพ่อแม่ที่รักลูกแล้วรักแบบไม่ดูว่าความรักของเรานี่ จะเป็นคุณหรือเป็นโทษให้กับลูก จึงทำให้ลูกนี่ต้องกลับมาทนทุกข์ทรมาน แล้วสุดท้าย ลูกนี่ก็กลับมาตำหนิพ่อแม่ได้ พวกเราทุกคนในที่นี้ถ้าหากว่าพวกเราเป็นพ่อเป็นแม่หรือเป็นครูอาจารย์ ความรักของเรานี่ต้องให้ถูกให้ควร ให้เหมาะสม เพราะว่าคุณธรรมของพ่อแม่ที่มีต่อลูกก็คือพ่อแม่จะต้องป้องกันให้ลูกนี่ไม่ตกไปในที่ชั่ว ไปตกไปยังอบายมุขต่างๆ พ่อแม่ต้องทำหน้าที่ทุกอย่างเพื่อปกป้องและป้องกันลูก
พวกเราหลายๆ คนที่อยู่ในที่นี้ ที่มีโอกาสได้มาวัด ได้มาปฏิบัติธรรม ก็ยังมีโอกาสได้พาลูก พาลูกศิษย์มาวัด มาฝึกฝนคุณธรรมมาฟังธรรม คุณธรรมตรงนี้ก็จะเพิ่มให้กับลูกหลานของเรา แต่ส่วนอีกหลายๆ คนที่เขาอยู่ใช้ชีวิตสังคมข้างนอก เขาไม่มีโอกาส ดังนั้นความรักและความปรารถนาของพ่อแม่อีกหลายๆ คนนี่จะเป็นการทำร้ายให้กับลูกๆ จึงสังเกตได้ว่าสังคมปัจจุบันจะมีปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพย์ติดหรือปัญหาอบายมุขต่างๆ ก็ด้วยเหตุว่าพ่อแม่ไม่ได้ป้องกันลูกให้ลูกพ้นจากความชั่ว ไม่ได้ป้องกันลูกให้พ้นจากอบายมุข
และอีกประการหนึ่งก็คือพ่อแม่จะต้องเป็นผู้ที่ให้ความรักกับลูก ถ้าหากว่าลูกของเรานี่เป็นผู้ที่ไม่มีความรู้ความสามารถ ในอนาคตลูกของเรา ลูกหลานของเราก็จะไม่มีที่พึ่ง เพราะเราไม่สามารถที่จะเป็นที่พึ่งให้ลูกไปได้ตลอดชีวิต ดังนั้นการศึกษาจึงมีความสำคัญของลูกหลานของเรา การให้การศึกษากับลูก การหาสถานศึกษาที่ดีให้กับลูกก็มีส่วนสำคัญที่จะรักษาแล้วก็ปกป้องให้กับบุคคลที่เรารัก
ในปัจจุบันสถานศึกษามีมากมาย แต่ว่าบางสถานศึกษามีอบายมุขอยู่ภายใน มีสังคมที่ไม่เรียบร้อยอยู่ภายใน ดังนั้นเราก็ต้องปกป้องและรักษา หาสถานที่ หาโรงเรียนที่ดีให้ และที่สำคัญโรงเรียนที่สำคัญที่สุดก็คือวัด วัดจะเป็นโรงเรียนสอนศีลธรรมให้กับลูกหลานของเรา ดังนั้นการที่เราพาลูกหลานของเรามาวัด จะทำให้ลูกหลานของเรานี่อยู่ในสังคมที่ปลอดภัย อยู่ในหมู่คณะเพื่อนฝูงที่เป็นกัลยาณมิตร นี้เป็นส่วนสำคัญ
ก็ฝากพวกเราว่าบุคคลใดที่รักษาปกป้องลูกเอาไว้ได้ เลี้ยงดูลูกให้อยู่ในระเบียบ อยู่ในวินัย อยู่ในศีลในธรรม ลูก อานิสงส์ของลูกที่ดีนี่ ก็จะกลับตอบแทนให้กับเรา ก็คือเมื่อการงาน หน้าที่การงานของเรานี่ที่เราจะต้องถ่ายทอดหรือสืบทอดมรดกให้กับลูกหลานของเรา ลูกหลานของเราก็สามารถที่จะรักษาทรัพย์สิน รักษาสมบัติเอาไว้ให้ได้ แต่ถ้าเกิดว่าเราละโลกนี้ไปแล้ว ลูกหลานของเราก็จะประกาศเกียรติคุณแล้วก็อุทิศแผ่ส่วนกุศลไปให้ อันนี้เป็นคุณธรรมพื้นฐานคร่าวๆ ง่ายๆ ที่บุตรหลานที่มีคุณธรรมพึงมี พึงปฏิบัติ
ดังนั้นพวกเราทุกคนได้มีโอกาสดีอย่างนี้แล้ว ให้รักษาโอกาสของเรา รักษาลูกหลานของเราให้อยู่ในแวดวงของนักสร้างบารมีต่อไป
สุดท้ายนี้ก็ขอเชิญชวนพวกเราให้ตั้งใจนั่งสมาธิเพื่อเป็นการกลั่นกาย วาจา ใจ ให้ใส ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ เพื่อเป็นการบูชาธรรมคุณยายของพวกเราทุกคนนะ ให้เราสำรวมกาย วาจา ใจของเรา ให้สงบนิ่ง ไปที่ศูนย์กลางกาย
สัพเพ…
PAGE
PAGE 4
หน้า
FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\พระทั่วไป\Edit\44-04-28 FW-AAT.doc