ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

พระแท้ในใจพระ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระสุพสิษฐ์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระเถระ พระมหาเถระ พระเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ รูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ) ก็ในวันพรุ่งนี้ตรงกับวันที่ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๔ ซึ่งนับว่าเป็นวัน ตรงกับวันคุ้มครองโลก แล้วก็เป็นวันสำคัญที่พระภิกษุสามเณรจะมาตอบปัญหาธรรมะ พระแท้กัน มีจำนวนถึง ๑ แสนรูป พวกเราก็จะได้ตั้งใจเก็บเกี่ยวตักตวงเอาบุญใหญ่กัน ซึ่งนอกจากนี้แล้วนี่นะ พวกเราทุกคนที่ได้มาวัดกัน ปฏิบัติธรรมนี่ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็แล้วแต่ เหมือนหลวงพี่เองนี่ ก่อนจะมาที่วัดพระธรรมกายก็ได้แสวงหานี่ ติดตามเออ โยมแม่ไปปฏิบัติธรรมตามวัดต่างๆ นะ ก็แสวงหามาตลอด สุดท้ายก็มาศึกษารูปธรรมอยู่ที่วัดพระธรรมกายแห่งนี้ ซึ่งแต่ละคนถามว่าศึกษาแสวงหาไปทำไมนี่ ก็ได้คำตอบว่าแต่ละคนก็ต้องการที่จะอยากจะรู้สึกหลวงพ่อที่ศักดิ์สิทธิ์นะ ที่เป็นพระแท้ มีศีลาจารวัตรที่งดงาม หลวงพี่เชื่อเช่นนั้นว่าทุกคนต่างแสวงหา ซึ่งหลวงพี่ก็มีเออ พระแท้อยู่ในใจของหลวงพี่เหมือนกัน จะได้เข้ากับบรรยากาศพระแท้ในวันพรุ่งนี้นี่ ซึ่งพระแท้ในใจของหลวงพี่นี่ก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย พระราชภาวนาวิสุทธิ์ นะพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ผู้เป็นต้นแบบแห่งพระแท้ในใจของหลวงพี่ที่ได้สังเกตและติดตามดูศีลาจารวัตร และการประพฤติปฏิบัติของท่านนี่ คำสั่งสอนมาตลอดระยะเวลาเป็นเวลาสิบกว่าปี จึงมั่นใจ แล้วก็กล้าที่จะอุทิศชีวิต ยอมพลีกายถวายชีวิตให้กับพระพุทธศาสนา มาบวชในครั้งนี้นี่ ซึ่งวันนี้ก็จะขอกล่าวถึงคุณธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย เนื่องจากว่าในวันพรุ่งนี้นี่ก็จะเป็นวันคุ้มครองโลก วันที่มีการสอบ ตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้าพระแท้แล้ว ก็จะเป็นวันคล้ายวันเกิดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หลวงพ่อธัมมชโยนี่ของพวกเรานี่ แต่เนื่องจากวันนี้ให้จำกัดถึง ๒ ทุ่มนะ หลวงพี่ก็จะพยายามเออ กลั่นกรองให้ได้กระชับที่สุดนะ ก็จะพูดถึงสาเหตุที่ทำให้เออ ของตัวหลวงพี่เองแล้วก็พระภิกษุสามเณรในวัดนี่ อุบาสก อุบาสิกาทุ่มเทชีวิตนับเป็นพันๆ ชีวิตนี่มาบวชแล้วก็มาอยู่ในวัดนี่ เพื่ออุทิศชีวิตให้กับพุทธศาสนานี่ เนื่องจากว่ามีต้นแบบที่ดีนะ ก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นผู้นำที่ดี ในการสร้างบารมีที่คอยถ่ายทอดสิ่งที่ดี ถ่ายทอดคุณธรรมมาสู่พวกเรา แล้วก็ได้ถ่ายทอดมโนปณิธานในการสร้างบารมี ท่านเป็นทั้งผู้แนะ ผู้นำ แล้วก็ทำให้ดู ทำให้ดูแล้วก็สามารถพิสูจน์หลายๆ อย่างได้นะ คือเป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ได้ทรงสอนเอาไว้ จึงทำให้มีพวกเรามาอุทิศชีวิตนี่ พลีกายถวายชีวิตมาอยู่ในร่มเงาบวรพุทธศาสนา มาช่วยงานพุทธศาสนานี่ในวัดพระธรรมกาย ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อนี่ท่านก็ได้มีต้นแบบอย่างสูงสุดเลย นั่นก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นผู้นำ เป็นต้นแบบที่ดีในการสร้างบารมี นั่นก็เป็นหลักที่สูงสุดอยู่แล้ว เป็นหลัก เป็นพื้นฐานที่พระภิกษุสงฆ์สาวกทั้งหลายก็ได้ดำเนินรอยตามปฏิปทาแบบอย่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ได้ดำเนินรอยตามแบบอย่างคุณธรรม ตามอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนกัน นอกจากนี้นี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านในชีวิตประจำวันแต่ละวัน ท่านก็จะคุยแต่เรื่องธรรมะ เรื่องการสร้างบารมีแล้วก็ชี้หนทางสว่างไสวให้กับลูกๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราได้รับกันอย่างสม่ำเสมอ และทุกครั้งที่เราได้ระลึกนึกถึงคุณธรรมของท่าน จะทำให้จิตใจของเรานี่เบิกบานอาจหาญร่าเริง แล้วก็รู้สึกว่าอยากจะสร้างบารมีตามท่านไปนะ ทำให้พวกเรามีกำลังใจในการสร้างบารมีไม่มีที่สุด ซึ่งสิ่งที่ท่านได้ถ่ายทอดนอกจากท่านได้จากต้นแบบจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วนี่ ท่านก็ยังได้ต้นแบบมาจากคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้เป็นครูบาอาจารย์ของท่านอีกชั้นหนึ่ง ก็จะขอพูดในเรื่องของคุณธรรมหลักๆ พื้นฐานแล้วนี่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของท่านมีอะไรบ้าง พระองค์ก็มีคุณธรรมพื้นฐานหลักๆ ก็คือเรื่องของ ๑. ความบริสุทธิ์ ๒. เรื่องของมหาปัญญา ๓. เรื่องของมหากรุณานี่ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่พระบรมศาสดาของเรานี่มีอย่างเปี่ยมล้น ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราก็มีเช่นนั้นเหมือนกัน ก็จะขอพูดถึงเรื่องความบริสุทธิ์นี่เป็นประการแรก ความบริสุทธิ์นี้ก็มีตั้งแต่ศีล ศีลก็มีทั้งมารยาท อาจาระ โคจร อะไรต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นพระธรรมวินัย ๒๒๗ ข้อที่พระภิกษุสงฆ์สาวกได้ยึดถือประพฤติปฏิบัติกันมา ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ได้ตั้งใจปฏิบัติอย่างดีเยี่ยมเลยนะ ก็จะพูดถึงเรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ของท่านนี่ที่เรียบง่ายนี่ คือเรื่องศีลจะมีหลายอย่างนะ การอยู่ เออ ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ความสมถะอะไรของท่านต่างๆ เหล่านี้นี่ ก็รวมอยู่ในมารยาท อาจาระนี่ ความประพฤติของท่าน ยกตัวอย่างเรื่องความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ก็ยกตัวอย่างห้องพักนี่ ห้องพักของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่อาคารภาวนานี่ ถ้าใครได้มีโอกาสได้เข้าไป จะเห็นว่าเป็นห้องโล่งๆ สะอาด แล้วก็ไม่มีอะไร มีอยู่เตียงตั่งสำหรับเป็นที่นั่ง แล้วก็ที่จำวัดนี่ แล้วก็มีโต๊ะสำหรับไว้เขียนหนังสือ นอกนั้นก็มีตู้ ๒ ใบ สำหรับเก็บอรรถบริขาร ที่อุปัฏฐากเขามาเก็บไว้นะ นอกนั้นก็เป็นห้องโล่งๆ ไม่มีอะไร สะอาด แล้วก็เป็นระเบียบเรียบร้อย ชีวิตความเป็นอยู่ของท่านนี่เรียบง่ายนะ เรียบง่ายมากเลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้นี่ตรงกับสิ่งที่เป็นคุณธรรมของคุณยายเหมือนกัน สิ่งใดที่หลวงพ่อกล่าวในวันนี้นี่นะ สิ่งนั้นแหละ สิ่งนั้นคือสิ่งที่คุณยายท่านได้สั่งสอนอบรมหลวงพ่อมาตั้งแต่ยังไม่บวช แล้วก็เป็นสิ่งที่คุณยายมี เป็นคุณธรรมที่เหมือนกัน นอกจากเรื่องห้องท่านที่เป็นระเบียยเรียบร้อยแล้ว แล้วก็เรียบง่ายแล้วนี่ เออความจริงเคยมี เออ มีตำรวจชั้นผู้ใหญ่อยู่ท่านหนึ่งเป็นระดับพลตำรวจเอกอยู่ท่านหนึ่ง ในสมัยปี ๒๕๔๒ ที่มีข่าวโจมตีวัดพระธรรมกายต่างๆ นานานี่ นายตำรวจท่านนี้ก็ได้มีโอกาสนะ มาเยี่ยมชม มาขอเยี่ยมชมดูที่อาคารภาวนา รู้จักกับกัลยาณมิตรของเราท่านหนึ่ง แล้วขอเข้าไป ปรากฏว่าพอออกมาบอกนี่ หลวงพี่ของเธอนี่ ไม่มีอะไรเก็บสะสมเลย มีกุฏิห้องพักก็เรียบง่าย ไม่มีทีวี ไม่มีโทรทัศน์อะไรนะ ไม่มีเทคโนโลยี มีแต่ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย แล้วก็เปิดเผยด้วย เปิดเผย มีอยู่ช่วงหนึ่งนี่ ช่วงที่ท่านยังไม่ป่วย ช่วงก่อนหน้านั้น ก็จะมีพระภิกษุสามเณรไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่นตลอดทั้งวันเลย ตั้งแต่เช้า ๘ โมงครึ่งจนถึง ๓ ทุ่ม แสดงว่าสิ่งที่ท่านอยู่นี่ ท่านสามารถโชว์ได้ เปิดเผยได้ ความประพฤติของท่านนี่สามารถที่จะหงายได้ เพราะงั้นนอกจากในเรื่องห้องพักที่เป็นระเบียบแล้วนี่ ท่านก็ยังมีความ เออ มีคุณธรรมในเรื่องของการประหยัด ปัจจัยนิตยศีลต่างๆ เหล่านี้ เรื่องการใช้สอยปัจจัย ๔ ท่านก็ใช้ได้อย่างคุ้มค่าทีเดียว อย่างเวลาท่านสรงน้ำนี่ ท่านจะใช้น้ำที่สรงนี่ เพียงแค่ถังเดียว คือคล้ายๆ ถังสังฆภัณฑ์อย่างนี้ จะเติมน้ำประมาณเกินค่อนถังขึ้น เกินค่อนน้ำมาหน่อย ห่างจากปากถังมาประมาณ ๑ คืบ เป็นน้ำเย็นแล้วก็จะมีกระติกน้ำร้อน คือท่านไม่ใช้เครื่องทำความร้อน ไปถามอุปฐากกี่คนต่อกี่คนนี่นะ ก็ปรากฏว่าอุปฐากเหล่านี้ก็จะบอกว่านี่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านประพฤติปฏิบัติอย่างนี้มาเป็นเวลานาน เป็นสิบๆ ปีแล้วนี่ กี่คนต่อกี่คนมาก็บอกหลวงพ่อทำอย่างนี้มานานแล้ว หมายถึงว่าท่านนี่ใช้สอยปัจจัย ๔ ใช้น้ำอย่างประหยัดนะ เหมือนอย่างที่คุณยายท่านเคยสอนพวกเราให้ใช้น้ำอย่างประหยัด อย่าให้เป็นทาสของน้ำ ให้เป็นนายของน้ำ หลวงพ่อท่านก็สอนอย่างนี้เหมือนกัน เหมือนกับคุณยายเปี๊ยบเลย คำสอนจะคล้ายๆ กัน หลวงพ่อท่านบอกเวลาใช้สิ่งของก็ให้นี่เป็นนายของของ อย่าเป็นทาสของของ ให้เราใช้ของ อย่าให้ของมาใช้เรา ใช้เรา อันนี้คือคุณธรรมของท่านในเรื่องความประหยัดในการใช้สอยปัจจัย ๔ แต่สิ่งที่พวกเราเห็นกันนี่ สภาธรรมกายสากลที่กว้างใหญ่ ธรรมกาย มหาธรรมกายเจดีย์นี่ที่ใหญ่โตนี่ ถามว่าสิ่งเหล่านี้สร้างไปนี่ ท่านไปจำวัดหรือเปล่า หรือไปอยู่หรือเปล่า ก็ตอบว่าไม่นะ สิ่งเหล่านี้สร้างๆ ไปก็เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับญาติโยมสาธุชนทั้งหลายที่ได้ จะได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมกัน เป็นประโยชน์กับมวลมนุษยชาติและจักรวาลนี่ เป็นสิ่งที่ท่านไม่ได้ใช้เลย แต่ว่าสิ่งที่เป็นส่วนตัวของท่านแล้วนี่ ท่านจะประหยัด ใช้สอยอย่างประหยัดมาก มีตัวอย่างอยู่เรื่องหนึ่งคือในสมัยปี ๒๕๓๙ นี่ บนดอยสุเทพ มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ให้อุปัฏฐากมา ไปหารัดประคดนี่ รัดประคดคือคล้ายๆ กับเข็มขัดนะ มาให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเส้นหนึ่ง เนื่องจากว่าท่านบอกว่านี่ เสียดายจังเลยเส้นเก่านี่ ใส่มาใช้มาตั้งนานแล้วนี่ ท่านบอกว่าใช้มานี่เป็นเวลา ๒๐ กว่าปี ถ้าท่านบอก ๒๐ กว่าปี หมายถึงอะไรฮะ หมายถึงว่าเริ่มใช้มาตั้งแต่บวช นั่นน่ะก็คือท่านก็บอกว่าจะซ่อมใหม่ก็ใช้ได้ไม่ดี ใช้การได้ไม่ดี ท่านก็เลยต้องใช้เออ ให้อุปฐากไปเปลี่ยนใหม่ นั่นคือสิ่งที่ ความประหยัดของท่านในการใช้สอยปัจจัย ๔ ต่างๆ เหล่านี้ นี่ถือว่าเป็นคุณธรรมของท่านในเรื่องความบริสุทธิ์ แล้วจากนั้นในเรื่องความประพฤติของท่านนี่ก็เป็นต้นแบบที่ดี ความประพฤติทางกายนี่ ความบริสุทธิ์กาย ความบริสุทธิ์ใจ ก็คือปกติแล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อจะรับปัจจัยซึ่งพวกเราก็เห็นอยู่ทุกวันอาทิตย์ที่สภาธรรมกายสากลนี่ แต่สมัยก่อนจะรับปัจจัยที่ศาลาดุสิต แต่ปัจจุบันนี้ก็รับปัจจัยที่สภาธรรมกายสากลบ้าง บ้านคุณยายบ้าง สำนักงานกัลยาณมิตรสากลบ้าง ซึ่งเวลาพระเดชพระคุณหลวงพ่อรับปัจจัยเหล่านี้แล้วนี่ ท่านจะไม่เคยที่จะเปิดดูซองปัจจัย ไม่เคยเปิดดูซองปัจจัย จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอุปฐาก แล้วก็ผู้ที่ควบคุมดูแลทางด้านการเงิน ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน และนี่ถึง แสดงให้ถึงความบริสุทธิ์ใจของท่านนี่ ว่าท่านไม่ได้ไปสนใจว่าซองนั้นจะมีปัจจัยเท่าไหร่ มากหรือน้อยนี่ ท่านก็เปรียบเสมือนกับตัวแทน คือท่านมองว่าท่านนี่เป็นตัวแทนของพระพุทธศาสนานั่นเอง เป็นทางผ่านของปัจจัยที่จะไปสู่งานส่วนรวมของพุทธศาสนา นอกจากนี้ท่านยังสั่งสอนให้พระภิกษุสามเณรนี่ ให้รักษาศีลที่ศูนย์กลางกายนี่ เป็นดวงศีลของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสว่างออกมาที่ผิวกายเลย เปล่งเป็นรัศมี แล้วท่านก็แนะนำสั่งสอนนี่ ลูกๆ ทุกคนให้รักษาศีลที่ศูนย์กลางกายอย่างนั้นด้วย พูดถึงเรื่องความผ่องใสของท่านแล้วนี่ จากดวงศีลที่ผุดออกมา ที่ผิวกายของท่านเป็นรัศมีสว่าง ก็มีหลายๆ ท่านก็เคยได้เห็นความสว่างไสว รัศมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อหลายๆ ครั้ง ไม่ว่าจะที่ไหนก็แล้วแต่ บางคนบอกเห็นมา ๑ คืบเลย มีโยมอยู่คนหนึ่งสมัยก่อนบวช สมัยตอนก่อนบวชก็เป็น มีอายุมากกว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อนี่ พอท่านบวชได้พรรษาแรกๆ นี่ก็จะคุ้นเคย พูดคุยสนุกสนานเฮฮา แต่พอหลังจากเออ ก็จะไม่ค่อยให้ความเคารพพระเดชพระคุณหลวงพ่อเท่าที่ควร มีอยู่ครั้งหนึ่งสมัยนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็นั่งสมาธินี่ ปฏิบัติธรรมอยู่ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ วันนั้นเองไม่มีใครมา ไม่มีญาติโยม ไม่มีแขก ท่านก็จะปิดประตูด้านหน้า โยมท่านนี้อาศัยความคุ้นเคยก็เข้ามาทางประตูด้านหลัง เข้ามาถึงนี่ ก็จ้องไปที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ แล้วก็ตาค้างเลย ตาค้าง พอหลวงพ่อท่านลืมตามานี่ โยมท่านนี้ก็ คือเห็นว่ารัศมีของท่านนี่มีความสว่างออกมานี่ ๑ คืบเลย ก็เลยแบบ กราบใหญ่เลยนะ กราบ ๓ ครั้ง แล้วก็ไปเล่าให้คนโน้นคนนี้ฟังใหญ่ หลังจากนั้นก็ไม่เคยกล้าที่จะพูดเล่นสนุกสนานเฮฮากับพระเดชพระคุณหลวงพ่ออีกเลยนะ ก็คือให้ความเคารพตามปกตินะ นี่ก็คือเรื่องของความบริสุทธิ์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านที่ผุดออกมาเป็นผิวหนัง เออ ออกมาทางผิวพรรณของท่านนี่ ทำให้เชื่อว่าฉัพพรรณรังสีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่มีจริง เป็นไปได้นะ ที่ในพระไตรปิฎกบอกว่าฉัพพรรณรังสีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ ๑ วา ๑ วา เป็นไปได้จริงๆ ทีนี้คุณธรรมประการที่ ๒ เรื่องของปัญญา ปัญญาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมีมากทีเดียว ในสมัยที่ท่านบวชใหม่ๆ นี่วัดปากน้ำก็จะมีการสอบนวกะภูมิ พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็สามารถสอบเออ จะมีอยู่ ๒ อย่างก็คือเรื่องบาลีไวยกรณ์ แล้วก็นักธรรม ปรากฏว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านนี่สามารถสอบได้อันดับ ๑ คือได้คะแนนเต็มนั่นเอง ได้คะแนนเต็มนี่ แล้วก็ออกมารับคะแนนจาก สมัยนั้นพระเทพวรเวที ปัจจุบันก็คือพระเดชพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำปัจจุบัน ท่านก็มอบรางวัล ท่านบอกว่าออกมาอีกแล้วหรือ ก็คือออกมา ๒ ครั้งนั่นเอง นั่นคือเป็นปัญญาของท่าน ความฉลาด ถ้าท่านไม่ติดภารกิจในเรื่องการสร้างวัดปัจจุบันท่านก็คงจะได้ปธ. ๙ แล้วโดยไม่ยาก นอกจากนั้นนี่ ปัญญาของท่านก็จะมีในเรื่องของศิลปะต่างๆ ซึ่งท่านไม่เคยได้เรียนมาเลยแต่ละอย่าง ในเรื่องศิลปะ เพราะว่าจบคณะเศรษฐศาสตร์ เกษตร ศาสตร์ทุกศาสตร์นี่ถือว่าเกิดได้มาจากศูนย์กลางกาย เกิดขึ้นจากศูนย์กลางกาย เกิดจากการหยุดนิ่ง จึงทำให้สรรพสิ่ง สรรพศาสตร์ทั้งหลายเกิดขึ้นได้ เช่นการปั้นรูปดินน้ำมัน อย่างหลวงพี่เคย เออ ตอนนั้นก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยปี ๒๕๔๒ ช่วงนั้นเอง เป็นช่วงที่กระแสข่าวนี่โจมตีอย่างหนักหน่วง ถ้าเป็นคนอื่นนี่มีเรื่องหรือเกิดความโกรธแค้นซึ่งกันและกันได้ แต่สำหรับพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านไม่ ท่านเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้เป็นพลังแห่งความดี พลังแห่งความสร้างสรรค์ พลังแห่งความบริสุทธิ์ คือท่านไป หันไปปั้นรูปหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่นะ ปรากฏว่าท่านได้มาวันละองค์เลยคือ นะ องค์แรกปั้นรูปหลวงพ่อวัดปากน้ำมารสยบ แล้วก็องค์ที่ ๒ พบสมบัติ อัดบารมี ชี้นิพพาน ปั้นได้วันละองค์ แล้วก็ลักษณะที่ปั้นออกมานี่เหมือนมาก ซึ่งพวกเราก็ได้เห็นกันส่วนใหญ่แล้ว ปั้นได้เหมือนมาก ออกมาทางสีหน้า แววตาและท่าทาง เหมือนกับจะมีชีวิตจิตใจจริงๆ นี่คืออัจฉริยภาพของท่าน ซึ่งท่านก็ไม่ได้เรียนจากไหนเลย มาหัดปั้นของท่านเอง พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่าวิธีที่จะปั้นรูปหลวงพ่อวัดปากน้ำจริงแล้วไม่ยาก ท่านบอกว่าท่านก็นึกอาราธนาหลวงพ่อวัดปากน้ำมาไว้ในใจ เพราะในใจท่านมีหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ในใจตลอดเวลาอยู่แล้ว แล้วก็นึกมาซ้อนกับดินน้ำมัน อันไหนเกิน ก็หยิบออก อันไหนขาดก็เติมเข้าไป ท่านบอกแค่นี้เดี๋ยวก็เหมือน แล้วหลวงพ่อท่านบอกว่าเวลาปั้นนี่ถ้าจะให้เหมือนต้องปิดไฟปั้นด้วยนะ ท่านบอก ปิดไฟปั้นแล้วนี่เหมือนทีเดียว ท่านว่าอย่างนั้น อุปกรณ์ที่ท่านใช้ปั้นนี่ก็มี ท่านบอก ที่ใช้เยอะก็มีไม้จิ้มฟัน ท่านบอกไม้จิ้มฟันจะใช้เยอะ เก็บรายละเอียดได้ดีทีเดียว ว่าอย่างนั้น แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งนี่ท่านก็เดินมาที่สำนักงานกัลยาณมิตรสากลพร้อมกับอุปฐากถือรูปปั้นขนาดเท่านี้ฮะ แล้วมีผ้าคลุม ผ้าสีขาวคลุมปิดเอาไว้ ปรากฏว่าพอเดินมาถึง ท่านก็นั่งที่โต๊ะ โต๊ะหลวงพี่อารักษ์ แล้วก็วางรูปปั้นไว้บนโต๊ะ หลวงพี่ก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย พวกเรา พระภิกษุสามเณรเออ พระภิกษุแล้วก็เจ้าหน้าที่นี่ก็อยู่หน้าโต๊ะของท่าน ก็ดูว่าหลวงพ่อท่านจะเอาอะไรมาให้ดู ปรากฏว่าหลวงพ่อท่านเปิดผ้าขาวออกมานี่ ทุกคนก็ร้องโอ้โฮ ว่าเหมือนมากทีเดียว เหมือนอะไรรู้ไหมฮะ เหมือนรูปของหลวงพ่อท่านเองฮะ คือปั้น ท่านปั้นรูปของท่านเองเป็นรูปเออครึ่งตัวท่อนบนนะ รูปศีรษะของท่านนี่ ขนาดเท่าของจริงเลย เสร็จแล้วท่านก็นึก มีอารมณ์ขันนะ ท่านก็หยิบแว่นของท่านนี่มาสวมกับรูปปั้น ปรากฏว่าสวมได้พอดีเปะเลย ทุกคนก็ฮือฮากันใหญ่ ชอบมากเลย บอกขอหลวงพ่อ จะขอประมูล (หัวเราะ) บอกหลวงพ่อจะไปเป็นที่ระลึกหน่อยสำหรับเจ้าภาพทำบุญอะไรอย่างนี้นะ แล้วท่านก็ยิ้มๆ นะ นี่คืออัจฉริยภาพของท่านในเรื่องศิลปะ หมายถึงว่าศาสตร์ทุกศาสตร์นี่เกิดขึ้นจากศูนย์กลางกายนี่ นอกจากเรื่องการปั้นแล้วนี่ ท่านยังสามารถวาดรูปได้ ได้เหมือนทีเดียว มีอยู่ครั้งหนึ่งในสมัยที่ท่านปฏิบัติธรรมอยู่บนดอยสุเทพ มีข้าราชการเออ มีโยมท่านหนึ่งเป็นโยมผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง มีอำนาจในบ้านเมืองคนหนึ่ง ซึ่งก็เข้าไปที่ห้องพักหลวงพ่อปฏิบัติธรรม แล้วก็ไปเห็นรูปวาดรูปหนึ่ง ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านวาดไว้นี่ เป็นรูปพระธรรมกาย เพื่อเอาไว้เป็นแบบ ต้นแบบในการปั้นพระ ปรากฏว่าโยมท่านนี้เข้าไปถึง ก็บอกว่าหลวงพ่อ นี่โอ้โฮ นี่ใครวาด นี่เหมือนจังเลย หลวงพ่อวาดใช่ไหมครับนี่ ท่านก็ยิ้มๆ นะ บอกว่าให้หลวงพ่อช่วยสอนหน่อยอะไรอย่างนี้นะ บอกเหมือนมากทีเดียว นั่นก็คือความสามารถของท่าน นอกจากปั้นรูปแล้วนี่ ปั้นรูปหล่อแล้ว ก็ยังวาดรูปได้ ก็มีเรื่องการประพันธ์ บทประพันธ์ต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งพวกเราก็ได้เห็นในเทปตะวันธรรม ๑ ๒ ๓ ๔ อะไรต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งท่านได้ประพันธ์เอาไว้ แต่ว่าพวกเราญาติโยม เออ ก็คือไปขออนุญาตท่านมาแต่งเป็นทำนอง เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างบารมีของพวกลูกๆ ของเรานี่ เป็นกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม ก็มีให้เห็นอยู่ อย่างล่าสุดนี่ที่เราได้เห็นบทประพันธ์เรื่องแม่แก้วใช่ไหม ที่ได้ไปออก มีเด็กคนหนึ่งอยู่โรงเรียนลาซาล แล้วก็เอาบทนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามาจากไหนเหมือนกัน เอามาร้องเป็นเพลง มาร้องเป็นเพลง ประกวดจนได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ได้รับรางวัล นี่ก็คืออัจฉริยภาพของท่านในเรื่องทุกๆ อย่าง ศิลปะ ซึ่งศาสตร์เหล่านี้มันเกิดขึ้นมาจากศูนย์กลางกายทีเดียว ก็เรื่องที่ ๓ ก็จะพูดถึงเรื่องอภิปัญญา อภิปัญญาคือปัญญาอันยิ่งของท่านนี่ อภิญญา อภิญญา ๖ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านบอกว่ามีอะไรบ้าง ตาทิพย์ หูทิพย์ ระลึกชาติได้ มโนมยิธิ อิทธิวิธี อะไรอย่างนี้ ขจัดกิเลสอาสวะต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็สามารถที่จะทั้งแนะทั้งนำ แล้วก็ทำให้ดู แต่ในเรื่องของทำให้ดูนี่ ก็คงจะไม่พูดในที่นี้ คงจะเล่าไว้นะ เพราะเวลามีจำกัด ส่วนในเรื่องของการแนะนำนี่ สามารถพูดได้ ในเรื่องการแนะนำสั่งสอนให้คนโน้นคนนี้ทำได้นี่ สามารถพิสูจน์ได้ในสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนนี่มีอยู่ อย่าง ยกตัวอย่างมีอยู่ครั้งหนึ่งในปีพุทธศักราช ๒๕๒๗ ปีนั้นคุณอาผ่อง เล่งอี้ ท่านสว.ก็ได้ขึ้นไปประพฤติปฏิบัติธรรมที่ดอยสุเทพ สมัยนั้นก็มีหลวงพี่ฉัตรชัย ฉัตตัณชโย สมัยยังไม่บวช ขึ้นไปด้วย สมัยนั้นก็ยังใหม่ๆ ยังไม่ได้ใกล้ชิดท่านเท่าที่ควร ปรากฏว่าหลวงพ่อท่านก็เมตตา ท่านก็ถามว่าทราบว่าคุณพ่อคุณโยมนี่ละโลกไปแล้วใช่ไหม คุณอาผ่องก็ตอบว่าใช่ ท่านก็เลยเมตตา ตอนนี้ก็มีเด็กคนหนึ่งอายุประมาณ ๑๐ ๑๑ ขวบ แล้วก็คุณน้าคนหนึ่ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็บอกว่าให้เด็กนี่ ๑๐ ขวบนี่นะ ไปดูซิว่าคุณพ่อของคุณอาผ่องตายแล้วนี่ไปไหน ก็ให้เด็กนี่ทำหยุดทำนิ่งนี่แหละ สอนให้เด็กทำหยุดทำนิ่ง เด็กก็หยุดนิ่งไป แล้วท่านก็บอกว่าทำให้ละเอียด ละเอียดก็คือทำให้ชัด ใส สว่างนั่นเอง แล้วก็เด็กก็บอกว่านี่ เด็กก็ขยายพระธรรมกายไปนี่ จนใหญ่เลย ใหญ่โตเป็นชั้นๆ เลย ใหญ่มากทีเดียว ใหญ่ขนาดที่เรียกว่าเห็นภพ ๓ หรือจักรวาลอยู่ในกลางของพระธรรมกาย หลังจากนั้นนี่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็บอกให้เด็กนี่ดูไปในกลาง เด็กคนนั้นก็ดูไปในกลาง แล้วก็เห็นเลยว่าคุณพ่อของคุณอาผ่องอยู่ที่ที่หนึ่ง ที่เขาเรียกว่านรกนี่ คือมีไฟลุกท่วมเลย แต่ไฟนี้เป็นทะเลเพลิงที่สีดำ สีดำเลย คุณอาผ่องก็ตกใจเอ๊ะ ทำไมไปอยู่ในนรกได้ ทีนี้นี่ท่านบอกว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ก็เห็นนรกขุมหนึ่งเป็นนรก สัตว์นรกครึ่งคนครึ่งไก่ เต็มไปหมดเลย ร้องเย้วๆๆๆ แล้วก็มีล้อมวงกัน มีสัตว์นรก ๒ ตัวอยู่ตรงกลาง ปากเหล็ก จิกตีกันจนเลือดสาดเลย แล้วก็ตายไปด้วยความทุกข์ทรมาน เสร็จแล้วนี่ ๒ ตัวที่เป็นสัตว์นรกนี่ก็ไปเป็นตัวที่ล้อมวง แล้วไอ้ตัวที่ล้อมวงก็มา เข้ามาตีกันใหม่ ตีกันอย่างนี้ ตีกันจนตาย แล้วทุกข์ทรมานมากนะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ให้เด็กไปดูบุพกรรมอีกว่าสมัยเป็นมนุษย์ทำอะไร เด็กก็ไปดู แล้วก็ตอบขึ้นมาได้ บอกว่าสมัยเป็นมนุษย์นี่ คุณพ่อของคุณอาผ่องนี่ เคยเป็นนักเลงตีไก่ เป็นนักเลงตีไก่ ชอบมากเลย ไก่นี่เลี้ยงไก่แล้วก็ตีไก่ด้วยนะ ปรากฏว่าก็ดูบุพกรรมมาได้ คุณอาผ่องก็ยิ่งตกใจ เนื่องจากว่าเด็กคนนี้ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย หลวงพี่ฉัตรชัยก็ทึ่งว่าเอ๊ะ เราไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยนะ เด็กคนนี้ ๑๐ ขวบ กับน้าคนนี้ ไม่เคยรู้จักกัน ทำไมสามารถตอบได้ แล้วก็คุณอาผ่องก็ไม่เคยไปเล่าให้ใครฟังนะ พอนึกย้อนหลังไป ก็ปรากฏว่าจริงๆ ด้วยในสมัยตอนเป็นมนุษย์ คือชอบเป็นนักเลงตีไก่ แล้วก็ก่อนตายนี่ เอามือกุม แล้วก็ร้องครางเสียงเหมือนไก่เลย ร้องคราง แล้วก็ตายไป ละโลกไป หลวงพ่อท่านก็เอาบุญให้ เมตตาให้เด็กนี่เอาบุญ เอาบุญของคุณอาผ่องที่ได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมนี่ เอาบุญให้คุณพ่อ แล้วก็นำไปสู่สวรรค์ชั้นจาตุมได้นะ ซึ่งท่านก็บอกว่าให้เด็กไปดูว่าก่อนที่จะละโลกนี่เป็นยังไง เด็กก็สามารถตอบได้ว่าก่อนจะละโลกนี่ ก็คือเห็นเป็นภาพเลย วีดีโอย้อนกลับ ใครทำบาปอกุศลมานี่ ภาพนี่จะย้อนกลับมาในใจของเรา เหมือนวีดีโอที่ย้อนกลับนี่ เป็นกรรมนิมิต เป็นชนกกรรมนี่ คือเป็นบิดานี่นำไปเกิดเลย มีภพภูมิที่เหมาะสมกับกรรมนี่มารองรับ กับบาปอกุศลนั้นๆ ภพนั้นก็จะเกิดขึ้นตามแรงกรรมนะ ซึ่งนี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็แนะนำสั่งสอนนี่ให้คนนี่สามารถทำตามได้ ก็คือเด็กคนนี้ แล้วก็การสอนของหลวงพ่อนี่นะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านนี่ไม่ต้องมานั่งอธิบายชี้ให้เห็นถึงนรกสวรรค์เลย ไม่ต้องมานั่งสั่งสอนมากมายจนถึงเห็น ถึงวิธีหลักการ แต่ว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้ในใจโดยอัตโนมัตทีเดียว นี่แหละ ซึ่งนี้ก็ถือว่าเป็นปัญญาในเรื่องของวิชชาธรรมกาย ปัญญาในทางพระพุทธศาสนาของท่าน มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่ท่านได้สั่งสอนแนะนำนี่ แล้วก็เออ นักปฏิบัติธรรมก็สามารถปฏิบัติตามได้ที่ท่านสอนแนะนำ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่บนดอยอินทนนท์ ปี ๒ พุทธศักราช ๒๕๒๘ สมัยนั้นก็มีพวกที่ไปปฏิบัติธรรมกันประมาณ ๕๐ ๖๐ คนได้ที่ดอยอินทนนท์นั้นเอง ก็มีโยมท่านหนึ่งชื่อคุณแป้น ก็ได้ทำหน้าที่ในการทำอาหารนี่เลี้ยงผู้ที่ปฏิบัติธรรม ก็จะขับรถขึ้นลงระหว่างบนดอยอินทนนท์ ข้างล่างเชียงใหม่ ปรากฏว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งเกิดอุบัติเหตุ รถยนต์นี่ หมอก็บอกว่าอาจจะเป็นอัมพาตได้ ก็มีคนไปรายงานหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านก็บอกว่าเป็นอัมพาตไม่ได้ ตายไม่ได้นีนี่ มีได้อย่างเดียวคือหายอย่างเดียว ก็ให้พวกที่ได้เข้าถึงธรรมกายแล้วนี่ ก็แนะนำให้แก้ไขนะ ผู้ที่ได้ปฏิบัติธรรมได้ดีนะ ก็แก้ไข คือเก็บเลือดที่เสีย ที่คั่งที่คอ แล้วก็กระดูกที่คอที่ร้าวนี่ในข้อที่ ๖ เก็บหมด เชื่อมกระดูก ปรากฏว่า แล้วก็พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ให้ไปดูว่าทำอะไร บุพกรรมนี่ ปรากฏว่าคนที่ปฏิบัติธรรมก็ตอบได้ว่าเคยทำบุพกรรมก็คือเอาไม้ไปทุบคอหมู จนเสียชีวิตจนตายนั่นเอง หลังจากนั้นนี่พวกเรานักปฏิบัติธรรมช่วงนั้นก็ไปเยี่ยมคุณแป้นที่โรงพยาบาล ก็บอกว่านี่หลวงพ่อท่านให้คนมาช่วย เออ ให้ช่วยแล้วนี่ เอาบุญมาช่วย แล้วก็ให้อยู่ในบุญนะ ให้อยู่ในบุญ แล้วก็หลวงพ่อให้ไปดูบุพกรรม ปรากฏว่าคุณแป้นรู้ไหมเคยนี่ เอาไม้ไปทุบคอหมูตายนี่ พอพูดแค่นั้นจบ คุณแป้นทำหน้าซีดแล้วก็ตกใจว่า เออจริงด้วยพี่นี่ รู้ได้ยังไงนี่ตอนเด็กๆ นี่ อยู่ที่บ้านภาคเหนือนี่นะ เลี้ยงหมูแล้วก็ช่วยกับพี่สาวนี่ เอาไม้ทุบคอหมูจนตายเลยนี่ แป้นจัดการเองกับมือ นี่ก็คือสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านแนะนำสั่งสอนเรื่องกฎแห่งกรรม โดยที่ไม่ต้องมาสั่งสอนอะไรมากเลย คือแนะนำให้พวกเราปฏิบัติ พิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้ก็คือพิสูจน์กฎแห่งกรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนนั่นเองน่ะแหละนะ ว่าเมื่อเราสามารถพิสูจน์ได้แล้ว ก็มีกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมนะ นอกจากนี้ เออ เรื่องต่อไป เรื่องต่อไปก็เรื่องของ เรื่องที่ ๓ เรื่องมหากรุณาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านนี่ ถ้าจะบอกว่าความกรุณาของท่านนี่ ความเมตตาของท่านนี่กว้างใหญ่ทีเดียว กว้างใหญ่ อนันตจักรวาลนี่ เรียกว่าใหญ่แล้ว ยังเล็กกว่าใจของท่านอีก เพราะว่า เพราะว่าอะไร เพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ต้องการที่จะโปรดสัตว์โลกใช่ไหม โปรดสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพาาน ท่านก็โปรดสัตว์ไปเยอะทีเดียว พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็มีความตั้งใจนี่ จะขนสรรพสัตว์ทั้งหลายได้เช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนกัน แต่ว่าเป้าหมายของท่านก็ยิ่งใหญ่เหมือนกันฮะ ยิ่งใหญ่ทีเดียวนะ คือท่านตั้งมโนปณิธานว่า ตั้งเป้าหมายว่าจะขนสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตลอดทั้งแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล หมดธาตุหมดธรรมไม่ให้เหลือแม้แต่ชีวิตเดียว ให้หมดทั้งสังสารวัฏเลย ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ไปสู่ฝั่งพระนิพพานนะ เช่นเดียวกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โปรดสัตว์ทั้งหลาย นี่คือความเมตตา มหากรุณาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีประมาณทีเดียวนะ เพราะว่าจุดนั้นนี่เมื่อไปถึงที่สุดแล้ว นั่นก็คือเรียกว่าที่สุดแห่งธรรมนั่นเอง คือหมดสังสารวัฏเลย เป็นความปรารถนาของท่าน แต่ว่าในช่วงนี้นี่เราก็ต้องสร้างบารมีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงจุดนั้น เพราะว่าทุกอย่างจะต้องทำควบคุมกันไปทั้งหยาบและละเอียดนะ หยาบก็คือสร้างบารมีอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ละเอียดก็ค้นคว้าไปให้ถึงที่สุดนะ ที่สุดเลยนะ ของโรงงานที่ผลิตอวิชชาต่างๆ ความเกิดแก่ตายเจ็บ ความทุกข์ทรมานทั้งหลายนี่ ก็ต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ จริงๆ แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกมีทางเป็นไปได้ คือเห็นแล้ว เราเห็นแล้วเหมือนดวงจันทร์ เราเห็น เพียงแต่ว่าเรายังไปไม่ได้เท่านั้นเอง เนื่องจากว่าไม่มียานอวกาศที่จะไปนะ แต่ถ้ามีทีมนี้พร้อมนี่ สามารถขยายวิชชาธรรมกาย ทุกคนสามารถปฏิบัติธรรมเข้าถึงพระธรรมกายกันได้หมด ท่านบอกว่าก็มีโอกาสที่จะ (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) ก็จะคล้ายๆ กัน มโนปณิธานก็จะเหมือนๆ กัน กับคุณยาย ที่หลวงพี่เอามาเล่าในวันนี้ เนื่องจากว่าเป็นวันคล้ายวันเกิดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ครบรอบ ๕๘ ปี และในวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันที่พวกเรานี่จะได้มาทำบุญกับพระภิกษุนับแสนรูป นับแสนรูปนี่ ซึ่งเราจะรู้หรือไม่ว่าในแสนรูปนี่จะมีพระแท้นี่จำนวนสักเท่าไหร่ ซึ่งพระแท้แม้เพียงรูปเดียว เราก็ได้บุญมากมายมหาศาลแล้ว ที่จะเป็นเนื้อนาบุญให้กับเรานี่ แต่นี่มาตั้งแสนรูปเลย ต่างตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมนี่ เราก็จะได้บุญกับท่านนี่อย่างมากมายทีเดียวนะ หลวงพี่ก็จะขอถือโอกาสกล่าวถึงเรื่องกลอนวันคุ้มครองโลกให้พวกเราได้ฟัง วันคุ้มครองโลกให้อำพล ๒๒ เมษายนเพริศแพร้ว วัดพระธรรมกายดลบุญใหญ่ เนืองแน่นภิกษุแก้วพรั่งพร้อมสามเณร สภาธรรมกายเจิดจ้าจีวรอร่ามตา จากทุกทิศนครทั่วแคว้น นิมนต์สู่นามขจรวัดพระธรรมกาย มาเพื่อศึกษาแม้นยากแท้ธรรมวินัย ท่านวัดงามมั่นด้วยปณิธาน หมายมุ่งธรรมแตกฉานถ่องแท้ แนวทางโลกธรรมผสานสองสิ่งควบนา ยังแต่ขัดสนและ ขัดไร้ทุนทรัพย์ นักรบรวยศีลอีกทั้งรวยธรรม มีอริยทรัพย์นำเท่านั้น จนเป็นเครื่องเตือนจำเตือนจิต บุญเปี่ยมบารมีปั้นท่านล้วนรวยพิสุทธิ์ ท่านดุจอายุเกื้อพุทธศาสตร์ สืบต่อมิสูญขาดเชื่อมไว้ เทจิตทุ่มชีวาตน์นับแต่เยาว์แล เพียรศึกษาจริงไซร้มุ่งค้นหลักธรรม โลกดำรงร่มหล้าเพราะมีศาสตร์เอย เป็นเครื่องพิทักษ์ชีจิตได้ พุทธศาสตร์พิราศศรีสยามมิ่ง สาธุชนหนุนไว้ย่อมแคล้วแววหมอง วันคุ้มครองโลกต้องครองธรรม ครองบาปใจหยาบดำบอดใบ้ ครองบุญช่วยหนุนนำชีพแจ่ม ครองจิตครองศีลไว้โลกนี้ภิรมย์ขวัญ เดี๋ยวพวกเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันสัก ๒-๓ นาที สัพเพ… PAGE PAGE 13 หน้า FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\พระทั่วไป\Edit\44-04-21 FW-AAT.doc