อานิสงส์ของการปฏิสันถาร
(ม้วน 1/A)
พระทานกะ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ขอกราบแทบเท้าพระเถรานุเถระทุกๆ รูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ รูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรลูกหลานของคุณยายทุกๆ ท่าน (สาธุ)
วันนี้ก็เป็นวันดีอีกวันหนึ่งที่หลวงพี่จะได้มาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคุณธรรมของคุณยาย สำหรับในวันนี้ก็จะเล่าคุณธรรมในด้านหนึ่ง ซึ่งถ้าบอกว่าคุณยายของเรานี้ท่านเป็นต้นบุญต้นแบบให้กับพวกเรา ก็คงจะบอกได้ว่าท่านสามารถเป็นต้นบุญต้นแบบได้ทุกๆ ด้านด้วยกัน
แต่มีอีกด้านหนึ่งที่มีความประทับใจในตัวของหลวงพี่เอง ตั้งแต่ได้เจอคุณยายเป็นครั้งแรก ได้เข้าไปกราบคุณยายเป็นครั้งแรก คุณธรรมในข้อนั้นก็คือความเคารพในการปฏิสันถารของคุณยาย ซึ่งตรงนี้ทุกๆ คน ณ ที่นี้ก็คงจะเคยได้เข้าไปกราบคุณยาย แล้วก็คงจะเห็นในคุณธรรมข้อนี้ได้เด่นชัดมากๆ เลยของคุณยาย
สำหรับวันนี้ก็จะนำคุณธรรมในเรื่องของความเคารพในการปฏิสันถารมาขยายความให้พวกเราได้ทราบกันบ้าง โดยที่อาจจะหยิบยก โดยที่หลวงพี่ก็จะนำเรื่องราวต่างๆ ในพระไตรปิฎกมาเอ่ยอ้าง แล้วก็เรื่องราวที่คุณยายได้ปฏิบัติในการรับแขกที่ผ่านมา
ในสมัยพุทธกาลมีพระราชาพระองค์หนึ่ง พระองค์พระนามว่าพระเจ้ามหากัปปินะเถระ ขออภัย พระเจ้ามหากัปปินะ ซึ่งพระองค์เป็นบุคคลที่มีความศรัทธาตั้งมั่นในพระรัตนตรัยเป็นอย่างยิ่ง พวกเราหลายๆ คนในที่นี้ก็คงจะได้ทราบเรื่องราว แล้วก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของพระเจ้ามหากัปปินะมาบ้าง
พระเจ้ามหากัปปินะท่านมีความมั่นคงศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างไร เมื่อท่านได้ทราบแห่งการบังเกิดขึ้นของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ รู้หรือเปล่าว่าท่านมีความรู้สึกอย่างไร พระองค์มีความรู้สึกปีติซาบซ่านไปทั่วพระวรกาย ถึงขนาดว่าสลบไปถึงตั้ง ๙ ครั้งด้วยกัน พวกเราในที่นี้ ไม่ทราบว่ามีใครปีติในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วถึงกับสลบหรือเปล่า คิดว่าคงจะมีน้อยหรือแทบจะไม่มีเลย
แต่เนื่องจากความศรัทธาตั้งมั่นของพระเจ้ามหากัปปินะ สลบไปเลย ๙ ครั้งด้วยกัน นี่คือความศรัทธาของท่าน เมื่อท่านได้ทราบข่าวอย่างนี้แล้ว ก็มีความรู้สึกว่าเราจะรอช้าไม่ได้แล้ว ก็เลยตัดสินใจสละราชสมบัติทั้งปวงที่มีอยู่ออกบวช พร้อมเหล่ามหาอำมาตย์ ข้าราชบริพารอีก ๑ พันคน ทั้งหมดก็ได้เดินทางเพื่อที่จะไปอุทิศต่อพระศาสดาในทันทีตอนนั้นเอง
แต่ว่าอุปสรรคก็ยังมี ระหว่างทางพระเจ้ามหากัปปินะและบริวารก็ไปเจอแม่น้ำขวางทางอยู่ถึง ๓ สาย เป็นแม่น้ำที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งไม่มีเรือที่จะข้ามได้ ตอนนั้นก็ขึ้นม้าควบกันไป เมื่อไปถึงพระราชาท่านก็ไม่ทรงท้อพระทัย แต่ในใจมีความคิดว่าเราจะต้องข้ามได้ เมื่อถึงเวลานั้นท่านก็ทำยังไง ก็อธิษฐานเลย โดยการเปล่งวาจาว่าเรานี่ ไม่มีความสงสัยในพระรัตนตรัยแม้แต่น้อย ตั้งใจบวชอุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อพระรัตนตรัย ขออานุภาพแห่งพระรัตนตรัยนี้ จงบันดาลให้น้ำนี้จงอย่าได้เป็นเหมือนน้ำเลย เมื่อท่านกล่าวเสร็จก็เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น ก็ควบม้าไปเลย ผ่านพ้นแม่น้ำได้ทั้ง ๓ สาย เหมือนกับวิ่งไปอยู่บนแผ่นหินขนาดใหญ่ได้อย่างอัศจรรย์ นี่คืออานุภาพแห่งพระรัตนตรัยที่พระเจ้ามหากัปปินะท่านได้ทรงพบได้เจอด้วยพระองค์เอง
ในช่วงเวลาเดียวกันนะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็นั่งสมาธิ แล้วก็ตรวจดูสัตว์โลกในช่วงเช้าตรู่ พระองค์เองก็ได้เห็นพระเจ้ามหากัปปินะในข่ายพระญาณ และได้ทรงเห็นว่าพระเจ้ามหากัปปินะนี่เดี๋ยวจะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ พระองค์ก็ทรงดำริว่า เราจะไปทำการต้อนรับพระเจ้ามหากัปปินะด้วยพระองค์เอง เมื่อพระองค์ได้ทรงดำริอย่างนี้ก็รีบทรงบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง เดินทางไกลไปถึง ๑๒๐ โยชน์ด้วยกัน เพื่อที่จะไปทำการต้อนรับพระเจ้ามหากัปปินะ เมื่อไปถึง พระองค์ก็ทรงประทับนั่งที่ใต้โคนต้นนิโครธ และเปล่งรังสีฉัพพรรณรังสี สว่างไสวไปทั่ว เพื่อรอพระเจ้ามหากัปปินะ
นี่หลวงพี่จะชี้ให้พวกเราเห็นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสด็จไปต้อนรับพระเจ้ามหากัปปินะด้วยพระองค์เอง พระเจ้ามหากัปปินะนี้ ท่านเปรียบเหมือนก็เป็นพระราชาผู้ครอบครองบ้านเมืองเล็ก แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไปทำการต้อนรับ เปรียบเหมือนพระเจ้ามหากัปปินะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิเลยทีเดียว เราจะเห็นได้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราท่านทรงให้ความสำคัญกับการต้อนรับปฏิสันถารเป็นอย่างมาก แม้ระยะจะไกลถึง ๑๒๐ โยชน์ก็ตามที ๑๒๐ โยชน์นี้เอา ๑๖ คูณเข้าไป ก็เป็น ๑,๙๒๐ กิโลเมตร ถ้าจะให้เห็นภาพชัดเจนก็จากเหนือสุดไปใต้สุดของประเทศไทยนั่นเอง พระองค์ก็ยังเดินทางด้วยพระองค์เอง
พระองค์ทรงดั้นด้นเพื่อไปทำการต้อนรับพระเจ้ามหากัปปินะถึงที่ ถ้าจะเปรียบแล้ว จริงๆ แล้วพระองค์น่าจะเปรียบเหมือนพระเจ้ามหาจักรพรรดิมากกว่า ส่วนพระเจ้ามหากัปปินะน่าจะเปรียบเหมือนผู้ปกครองบ้านเมืองเล็กมากกว่า แต่เนื่องจากพระองค์ให้ความสำคัญ พระองค์จึงเสด็จด้วยพระองค์เอง
มีอีกตอนหนึ่งเกี่ยวกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านแสดงให้เห็นว่าการต้อนรับปฏิสันถารนี้ดียังไง ตอนนั้นเป็นครั้งที่พระกิมิละ ท่านได้เข้าไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วพระกิมิละนี่ก็ทูลถามพระองค์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว อะไรจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะทำให้พระสัทธรรมไม่ตั้งอยู่นาน และอะไรจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่นาน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทรงตรัสตอบพระกิมิละว่า ดูก่อนกิมิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้ว ภิกษุณี ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ไม่เคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษา ในการทำสมาธิ ในความไม่ประมาท และในปฏิสันถาร นี่เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะทำให้พระสัทธรรมไม่ตั้งอยู่นาน แต่ถ้าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้มีความเคารพยำเกรงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในการศึกษา ในการทำสมาธิ ในความไม่ประมาท และในปฏิสันถาร นี่แหละจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นาน
เห็นไหมว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ท่านยังทรงสรรเสริญการต้อนรับให้อยู่ในระดับเดียวกับความเคารพ คือเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เคารพในการศึกษา ในความไม่ประมาท และในการทำสมาธิเลย
มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านได้กล่าวกับพระสารีบุตร และสรุปไว้ว่าถ้าใครนี่ ไม่มีความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในการศึกษา ในการทำสมาธิ และในความไม่ประมาทแล้ว คนๆ นั้นก็จะได้ชื่อว่าไม่มีความเคารพในการปฏิสันถารเช่นเดียวกัน และถ้าใครไม่เคารพในการปฏิสันถาร แสดงว่าคนๆ นั้นไม่เคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในการศึกษา ในการทำสมาธิ และในความไม่ประมาทด้วย
เพราะฉะนั้นการปฏิสันถารนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงจัดให้อยู่ในลำดับที่ ๗ ของความเคารพทั้ง ๗ ประการ จึงกล่าวได้ว่าถ้าคนใดมีความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในการศึกษา ในการทำสมาธิ และในความไม่ประมาทแล้ว คนๆ นั้นย่อมได้ชื่อว่ามีความเคารพในการปฏิสันถารด้วย
ถ้าเราจะพิจารณาดูให้ดี ความเคารพทั้ง ๗ ประการนี้ แยกกันไม่ออกเลย มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนกับอะไร เหมือนกับดวงแก้วมณีโชติรสที่มีทั้งความใส มีทั้งความกลม มีทั้งแวว มีทั้งความแกร่งอยู่ในตัวแยกกันไม่ออกอย่างนั้น ฉะนั้นผู้ที่มีธรรมะดี เข้าถึงพระธรรมกายในตัวแล้ว บุคคลนั้นย่อมมีหัวใจของการต้อนรับปฏิสันถารได้อย่างเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ อย่างเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา ถึงแม้หนทางจะไกลแค่ไหน พระองค์ก็ยังเสด็จไปต้อนรับพระกิมิละถึงที่นั่นเอง
หากเราจะมองย้อนมาถึงคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของพวกเรา พวกเราทุกคนก็คงจะเห็นภาพได้ชัดเจน ถึงความเป็นผู้ที่มีความเคารพในการปฏิสันถารของคุณยาย เพราะคุณยายนั้นท่านมีความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในการศึกษา ในการทำสมาธิ และในความไม่ประมาทเป็นที่สุด
แม้ระยะทางจะไกลแสนไกลเท่าไหร่ คุณยายท่านก็ยังดั้นด้นไปพบไปเจอ ไปให้กำลังใจ อย่างเช่นในช่วงกฐินยายครั้งแรก ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ นั้น คุณยายท่านเดินทางไปทุกที่ ทุกภาค ตั้งแต่ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก ไปทุกหนทุกแห่งที่มีลูกหลานยายรออยู่ คุณยายยังอุตส่าห์เดินทางไปไกลขนาดนั้น เพื่อไปพบเจอลูกหลาน ไปให้กำลังใจ เอาบุญไปฝากลูกหลาน ซึ่งขณะนั้นคุณยายท่านมีอายุถึง ๘๔ ปีแล้ว แต่สิ่งที่ทุกคนได้สัมผัสในตอนนั้น ทุกคนก็จะเห็นเหมือนกันว่าคุณยายท่านสามารถปฏิสันถารทุกคนด้วยความเบิกบานสดชื่นเป็นที่สุด ดูแล้วก็ดูไม่ออกเลยว่ายายนี่อายุตั้ง ๘๔ ดูแข็งแรง สดชื่นจริงๆ ตอนนั้นหลวงพี่ก็อยู่ด้วย ก็ได้ไปกราบคุณยายเหมือนกัน ช่วงนั้นจะอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น คุณยายก็ไปเยี่ยมลูกๆ หลานๆ ที่จังหวัดขอนแก่นเช่นเดียวกัน
ถ้าเราได้มีโอกาสไปกราบขอพร ขอบุญ ขอบารมีคุณยายครั้งแรกเลย สิ่งหนึ่งที่เราไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ สิ่งหนึ่งที่เราไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ สิ่งนั้นก็คือเรายังไม่ได้ทันก้มลงไปกราบคุณยายเลย คุณยายท่านยกมือประนมรอเราอยู่ แล้วก็เป็นอย่างนี้ทุกๆ คนเลย พวกเราหลายๆ ท่านก็คงจะนึกออก คือใครไปถึง ยังไม่ได้ตั้งท่าอะไรเลย ยังบางทีก็ยังไม่ได้วางของ คุณยายก็จะรีบกล่าวทักทายว่า สวัสดีคุณ พร้อมกับอาการของมือประนมแล้วก็รอยยิ้มของคุณยาย ทำให้เรานี่ต้องรีบกราบคุณยายทันทีทันใด ไม่มีความลังเลสงสัยเคลือบแคลงใจ ทิฐิมานะต่างๆ ที่พกพามา ก็หมดมลายหายสูญไปตอนนั้นเอง
ความเคารพในการปฏิสันถารของคุณยายนั้น ยังสื่อออกมาในหลักของปฏิรูปเทส ๔ คือ อาวาสเป็นที่สบาย คุณยายเป็นผู้ที่รักความสะอาดมาก รักความเป็นระเบียบเป็นชีวิตจิตใจ ส่วนหนึ่งก็เพื่อตระเตรียมเอาไว้คอยต้อนรับสาธุชนที่จะมาวัดในวันอาทิตย์ หรือที่จะมากราบมาทำบุญในทุกๆ วัน ตั้งแต่ที่คุณยายอยู่บ้านธรรมประสิทธิ์แล้ว คุณยายท่านขัดห้องน้ำเอง ขัดไม่ขัดเปล่า เช็ดให้แห้งอีกต่างหาก ขัดพื้นบ้านเอง ถูจนวาววับ ขัดผนังบ้านเอง ขัดแม้แต่ใต้บันไดใต้บ้าน คุณยายก็ลงมือทำเองหมดทุกอย่าง ท่านทำด้วยตัวของท่านเอง
แม้แต่สมัยแรกๆ นั้น คุณยายมีเตียงเก่าๆ หรือว่ามีเก้าอี้ติดแอร์ ที่เป็นเก้าอี้ก้นรั่ว ที่ไปบังสกุลมาจากผู้ที่เขาทิ้งเอาไว้ คุณยายก็ยังอุตส่าห์นำมาขัด นำมาถูจนสะอาดวับไปเลย สะอาดแล้วก็เงามากเลย ทำให้ใครๆ ก็อยากจะไปนั่ง เห็นแล้วก็ดึงดูดให้คนอยากเข้าไปนั่ง คุณยายได้เคยกล่าวไว้ว่ายายนี่ เริ่มต้นก็ไม่มีอะไร แต่ยายรักความสะอาดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ยายรบจนกระทั่งที่นี่สะอาด ทำให้คนศรัทธาเลื่อมใส ทำให้ที่นี่เป็นหลักชัย เป็นที่ประพฤติปฏิบัติธรรมของสาธุชน จนมาเป็นวัดพระธรรมกายในปัจจุบัน
คุณยายก็ยังเป็นต้นบุญต้นแบบให้กับลูกศิษย์มาโดยตลอด จนเราจะได้ยินคำคุ้นหูอยู่ว่าวัดพระธรรมกายนี่เด่นในเรื่องของความสะอาด แม้แต่ในห้องน้ำบางท่านก็บอกว่าโอ้ น่านอนจริงๆ เลย ใครมาถึงวัดก็จะมีความรู้สึกสบายอกสบายใจ ความสับสนวุ่นวายที่ติดมาจากทางโลกก็คลายมลายหายสูญไป ก็เพราะความสะอาดที่คุณยายได้สั่งสอนลูกศิษย์ลูกหามาถึงปัจจุบัน นี่คือความเคารพในการปฏิสันถารของคุณยาย
อาหารเป็นที่สบาย คุณยายท่านมีความตั้งใจที่จะให้ผู้ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมที่วัดของเราไม่ต้องไปกังวลในเรื่องของอาหารการกิน ท่านจึงปรารภอยู่เสมอว่ายายนี่จะเลี้ยงคนให้หมดเลย มาร้อยก็เลี้ยงให้ได้ทั้งร้อย มาล้านก็เลี้ยงให้ได้ทั้งล้าน คุณยายจึงมีความปรารถนาที่จะสร้างโรงทานขึ้นมา และความปรารถนานี้ของท่านก็บรรลุวัตถุประสงค์ ปัจจุบันวัดของเรานี้จะเชิญชวนสาธุชนมาเท่าไหร่ๆ ก็ไม่เคยมีใครที่จะอดกลับบ้านเลย ทุกคนมาแล้วก็จะอิ่มท้อง เมื่ออิ่มท้องแล้วก็จะเกิดกำลังกาย กำลังใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป นี่คือความเคารพในการปฏิสันถารของคุณยายในเรื่องของอาหารเป็นที่สบาย
บุคคลเป็นที่สบาย การฝึกคนของคุณยายนี่ในเรื่องเกี่ยวกับการรับแขก คุณยายจะเข้มงวดมาก อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านได้เคยเล่าให้ฟังว่าคุณยายต้องฝึกปฏิภาณในการรับแขกให้หลวงพ่อทัตตะอยู่ถึง ๒ ปีด้วยกัน หลวงพ่อจึงจะสามารถตอบปัญหาให้กับญาติโยมได้อย่างถูกต้องและถูกใจ และเรื่องของการฝึกมารยาท ฝึกเรื่องของการพูด เรื่องของการเข้ากับคน คุณยายของเรา ท่านก็เป็นต้นบุญต้นแบบในเรื่องนี้ได้มาโดยตลอดอย่างงดงาม จนทำให้พระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา หรือญาติโยมของวัดพระธรรมกายทุกๆ คน ก็ได้รับการกล่าวขานมาว่ามีสัมมาคารวะ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความรัก มีความผ่องใส และเป็นคนที่มีการปฏิสันถารที่ดี นี่คือความเคารพในการปฏิสันถารของคุณยาย
ธรรมะเป็นที่สบาย ในบรรดาปฏิสันถาร ๒ อย่างคืออามิสปฏิสันถาร และธรรมปฏิสันถาร ธรรมปฏิสันถารนี้ถือว่าเป็นเลิศที่สุด คุณยายของเราท่านก็เป็นต้นบุญต้นแบบในด้านธรรมปฏิสันถารได้ดีที่สุด ถ้ามีแขกใครไปมา ไม่ว่าจะมาด้วยเรื่องอะไรก็ตาม คุณยายท่านจะพูดอยู่คำหนึ่งว่าเดี๋ยวๆ ถ้าไม่รีบนัก เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน ให้มานั่งทำใจให้ใสๆ แล้วค่อยมาคุยกัน คุณยายก็จะนั่งคุมบุญให้เขาไปด้วย บางคนที่พื้นฐานใจที่ดี นั่งธรรมะกับคุณยายในครั้งนั้น ก็จะสว่างขึ้นมาในวันนั้นเอง ก็จะได้รับความชื่นอกชื่นใจ กลับบ้านกันไป พอกลับบ้านไปแล้ว วันหลังก็มากันบ่อยๆ มาก็ไม่ได้มาเปล่า มาแล้วยังชักชวนเพื่อนฝูงมากันอีกเยอะแยะมากมาย
และก่อนที่จะเลิกนั่งแต่ละครั้ง คุณยายท่านก็จะอบรมไปด้วย เตือนสติไปด้วย ท่านเห็นอะไรก็จะหยิบเรื่องนั้นขึ้นมาพูดในตอนนั้น การเตือนสติใน หลังจากที่นั่งธรรมะได้เต็มที่แล้วนี่ เป็นการเตือนที่ได้ผล และเป็นการระดมคน เป็นการฝึกคนของคุณยายไปในตัว นี่คือการต้อนรับความเคารพในการปฏิสันถารของคุณยาย
คุณยายของเรา ท่านมีปกติที่จะปฏิสันถารสาธุชนก่อน ทุกท่านในที่นี้ก็คงจะได้ประสบด้วยตัวของท่านเอง เวลาที่คุณยายท่านทักทายสาธุชน เราจะสังเกตเห็นถึงอาการของผู้ที่มีธรรมะ คือท่านจะต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ด้วยสีหน้าแววตาที่สดชื่น ดูแล้วเป็นธรรมชาติ ดูสดใส แม้ท่านเองจะอยู่ในวัยชรา แต่คุณยายนั้นดูงดงาม และร่าเริงอยู่ตลอด เห็นแล้วพวกเราก็อยากจะเข้าไปใกล้ อยากจะเข้าไปกราบใกล้ๆ คุณยาย เป็นอย่างนั้นจริงๆ หลวงพี่ก็มีความรู้สึกอย่างนั้น
ดังเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์จะรับแขกหรือรับบริษัททั้ง ๔ พระองค์จะกล่าวสัมโมทนียคาถาก่อน เพื่อที่จะระงับความทุกข์ที่เกิดจากการเดินทางของเหล่าบริษัท ๔ คือพระองค์จะกราบพระทัยก่อน มีพระดำรัสประกอบด้วยการพอเหมาะพอสม พอประมาณ และเป็นประโยชน์โดยแท้จริง มีพระดำรัสที่ผูกไมตรี คือเป็นคำพูดที่ไม่มีโทษ ฟังแล้วไพเราะเสนาะหู อ่อนหวาน เช่น ภิกษุ เธอสบายดีอยู่หรือ หรือบางคนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็จะกล่าวว่า อาหารการฉันยังพอเป็นไปได้อยู่หรือ และพระองค์ก็จะไม่เคยสยิ้วพระพักตร์เลย ไม่เคยทำหน้าเคร่งขรึมเลย แต่พระองค์จะมีใบหน้าเหมือนดอกบัวที่ต้องแสงแดดอ่อนที่บานแล้ว เป็นเหมือนรัศมีแห่งพระจันทร์เต็มดวงในคืนวันเพ็ญ
คุณยายของเรา ท่านก็มีอาการที่ถอดแบบออกมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมครูของพวกเรานี่เอง คุณยายท่านเคยพูดถึงเรื่องของการรับแขกไว้ว่า เรื่องการรับแขกนี้เป็นของยาก จะต้องทำตัวของเราให้ดี ถึงแม้ว่าเราจะทำตัวของเราให้ดีแล้วนี่ ก็ต้องระวังรักษาความดีเอาไว้อีก โดยเฉพาะเรื่องของธรรมะ แขกที่มาหายาย บางคนก็เอาเรื่องมาให้แก้ไข บางคนก็เอาเรื่องมาปรับทุกข์ นำเรื่องครอบครัวมาเล่าให้ฟัง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่จะดึงใจออกจากธรรมะ ออกจากศูนย์กลางกาย เราอยู่ในทางธรรม ก็ต้องพูดเรื่องจะดึงใจเขาเข้ามาหาธรรมะ ถ้าเราคุยไม่ดี ไม่มีสติ จะถูกเขาดึงใจเราออกไป แต่ถ้าเราคุยดี มีสติ เราก็จะค่อยๆ ตะล่อมใจเขาเข้ามา พูดง่ายๆ ก็เหมือนการเล่นชักกะเย่อ ใครมีกำลังมากก็ชนะ
การรับแขกของคุณยาย ท่านบอกว่าต้องระวังตัวไว้ให้ดี เพราะการรับแขก แขกนั้นมีหลายประเภท ที่สำคัญจะต้องทำตัวเราให้ดีก่อน ถ้าเราเข้าใจตัวเองดีแล้ว เราก็จะเข้าใจคนอื่นได้ เรียกว่ารู้เขารู้เรา รู้ทั้งหมดได้ พอรู้อย่างนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจปัญหาที่เขาเอามาพูด เอามาคุยด้วยได้ ต้องทำใจของเราให้อยู่ในบุญมากๆ ให้อยู่ในความเมตตา แล้วมองดูตัวเราเอง ระลึกชาติของตัวเราเองในอดีต ดูในธรรมะ ระลึกไปเรื่อยๆ ว่าเราสร้างบารมีมามากเท่าไหร่ พอรู้อย่างนี้แล้ว เราก็จะดูในปัจจุบันว่าเรามีความพยายามจะทำตัวเองให้บริสุทธิ์มากแค่ไหน ดูด้วยว่าเราอยู่ในฐานะอย่างไร อยู่ในฐานะที่จะฉุดเขาขึ้นมาหรือเปล่า คนนี้ฉุดได้ก็ฉุดขึ้นมา คนไหนยังฉุดไม่ได้ก็ปล่อยไปก่อน เพราะว่าถ้าเราเอาตัวเราไปฉุดแล้ว ก็จะเอาตัวเราไม่รอดเหมือนกัน มันก็จะลงไปด้วยกันทั้งคู่
แล้วมองดูในอนาคตไปอีกว่าเราต้องการจะเป็นอะไร จะไปถึงไหน มองดูทั้งอดีต ทั้งปัจจุบัน และในอนาคต ในเวลารับแขกจะได้ไม่เผลอตัว จะได้ไม่เสียเวลาเปล่าๆ ถ้าเราทำอย่างนี้แล้ว เราจะทำหน้าที่ได้ดี และจะไม่ตกด้วย ในที่สุดก็ต้องนั่งธรรมะมากๆ จึงจะทำให้ใจของเราเป็นไปได้อย่างนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะยาก
นี่คือวิธีการอันชาญฉลาด และมีความลึกซึ้งในการต้อนรับแขกของคุณยาย ถ้าหากเราได้พิจารณาให้ลึกซึ้งอีกว่าการปฏิสันถารนี่ไม่ใช่เรื่องที่เล็กๆ น้อยๆ เลย ไม่ใช่เรื่องที่ว่าเราจะทำก็ได้ ไม่ทำก็ไม่เป็นไร แต่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องฝึกฝนให้ได้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เผยแผ่วิชชาธรรมกายเลยทีเดียว เพราะการปฏิสันถารนี้จะเกี่ยวเนื่องโยงใยไปถึงความเคารพอีกทั้ง ๖ ประการที่หลวงพี่ได้กล่าวมาแล้ว
นั่นก็คือจะทำการต้อนรับได้สมบูรณ์ ได้บริบูรณ์นี้ เราจะต้องต้อนรับโดยไม่ให้เสียซึ่งความเคารพของพระพุทธ ไม่ให้เสียความเคารพในพระธรรม ไม่ให้เสียความเคารพในพระสงฆ์ ความเคารพในการทำสมาธิ ไม่ให้เสียความเคารพในการศึกษา และไม่ให้เสียความเคารพในความไม่ประมาท แต่เราต้อนรับจะต้องส่งเสริมความเคารพทั้งหมดให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ฉะนั้นถ้าที่ใดก็ตาม ขาดการต้อนรับปฏิสันถารที่ดีแล้วล่ะก็ หลวงพี่ว่าเชื่อแน่ว่าที่นั้นๆ ก็จะเจริญก้าวหน้าได้ยาก หรือจะประกอบธุรกิจการงานใดๆ ถ้าไม่มีการต้อนรับปฏิสันถารยิ้มแย้มแจ่มใสที่ดี กล่าวทักทายเชื้อเชิญที่ดี ที่นั่นก็จะเอาดีได้ยาก
มีตัวอย่างหนึ่ง อยู่ในญี่ปุ่น เป็นบริษัทของญี่ปุ่น เจ้าของเขาก็ดูมาตลอดว่าเอ๊ะ ทำไมทำกิจการนี่ขาดทุนมาโดยตลอดเลย ทำยังไงก็ไม่ขึ้น ไม่รุ่งเลย ก็ไม่รู้ว่าสาเหตุเพราะอะไร ก็เลยไปจ้างบริษัทมาทำวิจัย บริษัทที่มาทำวิจัย พอทำเสร็จแล้ว ผลปรากฏว่ามาว่าตั้งแต่ผู้จัดการไปจนถึงพนักงานทุกๆ คน ทั้งพนักงานออฟฟิศ ตลอดไปจนถึงพนักงานทำความสะอาดนั้น ยิ้มกันไม่เป็น กล่าวทักทายกันไม่เป็น ต้อนรับปฏิสันถารกันเองไม่เป็น ทำให้บรรยากาศในออฟฟิศในสำนักงานนั้นตึงเครียดตลอด
พวกเราลองคิดว่าถ้าบรรยากาศอย่างนี้ จะมีลูกค้าที่ไหนเข้าไป มันก็เป็นอย่างนั้น ลูกค้าก็ไม่เข้า เขาก็ขาดทุนมาโดยตลอด แล้วจะทำยังไง เขาก็เลยนำตั้งแต่พนักงานทุกคนตลอดไปจนถึงผู้จัดการมาเข้าคอร์สฝึกอบรมการยิ้ม ให้มาฝึกยิ้มกัน ต่อแถวยิ้มนี่ ใครฝึกได้ดี คนนั้นก็ผ่าน ฝึกเรื่องของการต้อนรับปฏิสันถารทักทายกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลกแต่จริง แล้วก็เป็นไปแล้วด้วย
พอหลังจากเข้าคอร์สฝึกอบรมกันเรียบร้อยแล้ว เชื่อหรือเปล่าว่าหลังจากนั้น ๑ เดือน บริษัทก็พ้นจากสภาพการขาดทุน ทุกๆ คนก็มีความปีติเบิกบาน นี่คือผลของรอยยิ้ม ผลที่เกิดจากการทักทาย ผลที่เกิดจากการต้อนรับปฏิสันถารกันเองภายในบริษัท ก็จะส่งผลไปถึงลูกค้าด้วย เมื่อพูดถึงการต้อนรับปฏิสันถารนี้ พวกเราก็คงจะได้เห็นความสำคัญ เห็นความยิ่งใหญ่ของการปฏิสันถารว่าสำคัญอย่างไร พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านก็เคยกล่าวถึงอานิสงส์ของการต้อนรับปฏิสันถาร เมื่อหลวงพี่ได้ฟังอานิสงส์ที่ท่านได้พูดถึงเรื่องการต้อนรับนี่ โอ้โฮ ใจมันฟูจริงๆ มีความรู้สึกว่าเรานี่จะต้องทำการต้อนรับให้ดีที่สุด พวกเราลองมาฟังกันดูว่าท่านกล่าวว่าอย่างไร
ท่านบอกว่าเราทำแค่ชาตินี้ เราก็จะยิ้มไปตลอด ใบหน้าของเราจะดูเบิกบานและแย้มอยู่เสมอ ใครเห็นก็อยากเข้าใกล้ เห็นแล้วใจละเอียด ดูแล้วเขาอยากหยุด อยากนิ่ง ถ้อยคำก็มีคนอยากจะนิ่ง นิ่งเพื่อฟังเราพูด บุคคลใดพูดแล้ว คนอยากจะฟัง บุคคลนั้นประสบความสำเร็จแล้ว เมื่อเราเดินทางไปในสถานที่ใดก็ตาม เราจะได้รับการต้อนรับในทุกที่ทุกสถาน จะทำให้เรามีความปีติเบิกบานอยู่ตลอด ใจของเราจะสบาย ไม่เก้อเขิน เป็นการบูชาบุคคลที่ควรบูชา เราจะอยู่ในกระแสธารแห่งบัณฑิต เราจะมีกำลังพวกพ้องมาก จะได้รับการยกย่องให้อยู่ข้างหน้าตลอด จะอยู่แนวหน้าตลอด เราจะเกิดในตระกูลสูง เราจะมีถ้อยคำที่ไพเราะ พูดเพราะอยู่ตลอดเวลา คำด่าว่าติฉินนินทาจะไม่เคยได้ยิน สิ่งแวดล้อมจะดี เครื่องฟังเสียงจะงาม หูจะงาม อุปกรณ์เกี่ยวกับเรื่องเสียงจะงาม ปากจะงาม มีรัศมี จะสดชื่นตามวัย ดูงามและร่าเริงตลอด แข็งแรง สูงใหญ่ กิริยาอาการใบหน้าจะเบิกบาน แม้ไม่ยิ้มก็ดูสดใสตลอดตามวัย
เมื่อยามละโลกก็จะงดงามประหนึ่งใบไม้ที่ร่วงหล่นมาจากต้นไม้ที่สูงใหญ่ จากนั้นจะมีเทวดามาคอยต้อนรับ และอธิบายถึงสวรรค์ชั้นต่างๆ ว่ามีลักษณะอย่างไร ดวงปัญญาของเราก็จะสว่างไสว เราจะเข้าใจในสรรพสิ่ง สรรพสัตว์ทั้งปวง คำว่าไม่รู้จะไม่เกิดขึ้นแก่เรา และจะได้เข้าถึงพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โดยง่ายตลอดไปจนถึงที่สุดแห่งธรรม
เราจะเห็นว่าการต้อนรับ อานิสงส์มีมากมายถึงปานนี้ เป็นที่น่าอัศจรรย์จริงๆ ดังนั้นเพียงแค่พวกเราลูกหลานยายทุกๆ คน มีรอยยิ้มบนใบหน้า ช่วยกันสร้างบรรยากาศที่สดชื่น สดใส และอบอุ่นเหมือนเป็นพี่ๆ น้องๆ ซึ่งกันและกัน กล่าวทักทายกัน คอยดูแลกันและกัน ช่วยกันแนะนำพี่น้องที่มาใหม่ เท่านี้หลวงพี่ว่าความคิดที่ว่าจะให้วัดของเรานี้อยู่เป็นพันๆ ปี ก็คงไม่ยาก ความคิดที่จะขยายวิชชาธรรมกายนี่ไปทั่วโลกก็จะคงไม่ยาก ความคิดที่อยากจะให้วัดของเราให้มีคนมาปฏิบัติธรรมเป็นเรือนหมื่น เรือนแสน เรือนล้าน ก็คงจะไม่ยากเช่นเดียวกัน เพราะที่ที่มีบรรยากาศที่สดชื่น ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสนี่ ผู้คนมีอัธยาศัยไมตรีที่ดี ย่อมจะดึงดูดผู้คนมาที่นี่ ทำให้คนมั่นใจว่าการนั่งธรรมะที่พวกเราได้ฝึกๆ กันนี่ ทำให้ใจใส มีความสุขจริงๆ ผู้คนที่นี่จึงมีความน่ารัก น่าเข้าใกล้
เราสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ วินาทีนี้ มองทุกคนว่าเป็นพี่น้องพร้อมที่จะมอบความรัก ความปรารถนาให้แก่ทุกๆ คน โดยผ่านทางรอยยิ้มที่สดใสของพวกเราทุกคน ผ่านทางแววตาที่จริงใจ ผ่านทางน้ำเสียงที่มีจิตไมตรีที่ดีต่อกัน เท่านี้วัดพระธรรมกายของเรา แม้จะมีพื้นที่ที่กว้างใหญ่ แต่ก็จะอบอุ่นเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ที่มีแต่ความอบอุ่นและจริงใจ และเป็นที่ที่เราทุกๆ คนจะได้สร้างบารมีอย่างมีความสุขตลอดไป
เราจะมีความเคารพในการปฏิสันถารอย่างแท้จริงนั้น ใจของพวกเรานี้จะต้องหยุด จะต้องนิ่ง นิ่งเข้าไปในกลางความใส ความสว่าง ทำใจของเราให้พร้อมที่จะต้อนรับพระธรรมกาย นี่เป็นการต้อนรับที่สูงสุดที่คุณยายปรารถนา และเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดที่เราจะบูชาคุณของคุณยาย
เดี๋ยวเรามานั่งธรรมะกันสักครู่หนึ่งนะ ให้พวกเราเอาใจไว้ที่กลาง ให้นึกน้อมนำคุณยายมาไว้ที่กลางกายของเรา ให้ท่านยิ้ม ให้ท่านใส ให้ท่านสว่างในกลางกายของเรา ใจของเราก็หยุดนิ่งไปในกลางของคุณยาย ใจของเราจะบริสุทธิ์ปราศจากอุปกิเลสทั้งปวง ใจของเราจะใส ใจของเราจะเบา สบาย คุณยายจะอยู่ในกลางกายของเราตลอดไป ขอให้เรามีจิตที่จะต้อนรับท่านอยู่ตลอดเวลา ให้ทำใจกันนิ่งๆ กันสักครู่หนึ่งนะ
สัพเพ…
หน้า PAGE 12
440213FW-AAT