ศิษย์มีครู
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง นมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และลูกหลานคุณยายทุกคน (สาธุ)
ความดีต่างๆ ในโลกนี้มีเยอะ ความชั่วก็เช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับการมองของคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าความดี คนดีทำง่าย ความดี คนชั่วทำยาก ความชั่ว คนชั่วทำง่าย แต่อารยชน ทำความชั่วได้ยาก เป็นเช่นนี้ทุกยุคทุกสมัย
การเข้ามารับใช้ครูบาอาจารย์ต้องเข้ามาแบบเสริมกัน ไม่ใช่ถ่วงกัน ต้องเป็นประเภทรู้จักและรู้ใจด้วย ลูกศิษย์เช่นนี้ครูบาอาจารย์ต้องการ อย่างคุณยายทองสุข ท่านก็มีวิธีการฝึกลูกศิษย์ก่อนที่จะมาพบพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ เช่นแนะนำให้เขาสวดมนต์ก่อน สอนวิธีการปฏิบัติธรรมเบื้องต้น จนกระทั่งมีประสบการณ์ภายใน แนะนำให้เขารู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เมื่อส่งมาถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำฝึกอีกนิดหน่อยก็ฉิวเลย หรืออย่างพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านก็ฝึก ท่านก็ปรับพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวก่อน ๓ เดือน ก่อนที่จะพามาพบคุณยายอาจารย์ของเรา
ความดีที่คุณยายทำ เป็นความดีที่เป็นมาตรฐาน ก่อนมาอยู่วัดปากน้ำคุณยายเป็นลูกจ้างประเภทที่ตื่นก่อน นอนทีหลัง ทำงานอยู่ที่บ้านของคุณนายเลี๊ยบ ได้ถือกุญแจตู้เซฟ ซึ่งตู้เซฟในสมัยก่อนเรียกว่ากำปั่น ทั้งๆ ที่ลูกๆ ของคุณนายเลี๊ยบก็มี แต่คุณนายเลี๊ยบไม่ให้ถือกุญแจ เพราะกลัวว่าลูกๆ จะขโมย แต่ไว้ใจคุณยาย นี้คือความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบของคุณยายอาจารย์ของเรา
คุณยายทองสุขมาสอนสมาธิที่บ้าน ลูกๆ ของคุณนายเลี๊ยบก็นั่งบ้างไม่นั่งบ้าง พ่อบ้านก็นั่งบ้างไม่นั่งบ้าง แต่คุณยายของเรานั่ง จนกระทั่งมีประสบการณ์ภายในเข้าถึงพระธรรมกาย คุณยายทองสุขก็พามากราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ส่วนตัวของคุณยายทองสุขเองมีอาชีพขายข้าวเหนียวมะม่วงอยู่ที่หัวลำโพง ตอนเช้าก็ขาย ๑๐ โมงเช้าก็เลิก ไปเลี้ยงพระที่วัดปากน้ำ ก็รับบุญขัดกระโถน ขัดอยู่เป็นปีๆ โดยคุณยายทองสุขบอกกับตัวเองว่าเรามันกิเลสหนานัก นั่งธรรมะ อย่าว่าแต่เห็นดวงแก้ว เห็นองค์พระเลย นึกยังนึกไม่ออกเลย อย่ากระนั้นเลยเราขัดกระโถนดีกว่า ก็ขัดอยู่เป็นปีๆ
จนกระทั่งวันหนึ่งเดินออกจากวัดปากน้ำไปหาอาหารกลางวันรับประทาน ขณะเดินไปก็ สัมมาอะระหัง ไป ใจก็ตกศูนย์ เห็นองค์พระปรากฏขึ้นมา ก็ดีใจ ก็เดินกระย่องๆ กลัวองค์พระจะหาย คนอื่นเห็นก็นึกว่าเพี้ยน เวลารับประทานก็กลัวข้าวจะตกไปโดนองค์พระ แต่หิว ไม่ค่อยกล้ากลืนแต่หิว ก็เลยต้องกลืน แต่แปลกนะข้าวไม่ยักโดนองค์พระ
คุณยายทองสุขก็พาคุณยายของเราไปกราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำเห็นหน้าคุณยายของเรา ท่านก็มองหน้านิ่งๆ แล้วท่านก็พูดว่า ”มึงมาช้าไป” แล้วท่านก็ให้คุณยายของเราเข้าโรงงานทำวิชชาในวันนั้นเลย เวลาบวชคุณยาย ต้องไปเช่าชุดแม่ชีมา เพราะว่าช่วงนั้นเป็นช่วงใกล้สงครามโลกครั้งที่ ๒ ผ้าหายากมาก
ข้อคิดที่ดีมากๆ เลยในช่วงนี้ก็คือเมื่อคุณยายของเราไปอยู่ที่วัดปากน้ำใหม่ๆ คุณยายป่วย องค์พระที่เคยเห็นกลับไม่เห็น รู้แต่ว่าลมละเอียดขึ้น หลับตาลืมตาสว่าง สว่างกว่าก่อนเจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ แต่องค์พระ ดวงธรรม กายในกายไม่เห็น ต้องฝึกให้ละเอียดมากขึ้น มากขึ้น คราวนี้เห็น พอกลับมาเห็นอีก คุณยายบอกว่าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาองค์พระอยู่กับยายตลอดเลย
พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวได้เรียนถามคุณยายอาจารย์ว่าช่วงที่องค์พระหาย คุณยายขวัญไม่เสียหรือ คุณยายบอกว่าไม่เสีย เพราะยายรู้ว่าองค์พระอยู่ข้างใน เพียงแต่ไม่เห็นเท่านั้นเอง และยายมีความมั่นใจ ยายไม่ลังเล ยายไม่ได้ทำความชั่ว ที่ไม่เห็นเพราะยังปรับไม่ถูกส่วน นี่ถ้าคุณยายเคยทำความชั่วไว้ ก็ต้องวิตกกังวลว่าเพราะเรื่องนั้น เพราะเรื่องนี้ เพราะสิ่งนั้น เพราะสิ่งนี้ ทำให้องค์พระหายไป แต่นี่คุณยายไม่เคยทำ จึงไม่วิตกกังวลว่าองค์พระจะไม่อยู่กับคุณยาย นี้คืออานิสงส์ของการทำความดีมาตลอดชีวิต คนที่มีความดีอยู่ในตัว ไม่มีความชั่ว เมื่อถึงเวลาแล้ว กำลังใจ กำลังขวัญจะไม่เสีย ไม่ว่าจะประสบเหตุอะไรก็ตาม
สำหรับการตั้งครูสอนภาวนา พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็ให้ผู้ที่ทำวิชชาระลึกชาติไปดูว่าภพในอดีตนั้นคุณยายทองสุขเคยเข้าถึงพระธรรมกายมาก่อนไหม คุณยายทองสุขเคยเป็นครูบาอาจารย์มาก่อนไหม ดูเป็นขั้นเป็นตอนไป และดูว่าภพในอดีตมีความเชี่ยวชาญในระดับครูไหม ซึ่งตรงนี้ต่างกัน ความเชี่ยวชาญในระดับนักเรียน กับความเชี่ยวชาญในระดับครู
และมีความเลอะเทอะไหม ซื่อตรงต่อธรรมะไหม ซึ่งความเลอะเทอะนี้มีหลายประเภท เช่นบางพวกสอนเพื่อเห็นแก่ลาภสักการะ สอนแต่คนรวย คนจนไม่สอน บางคนสอนแต่ผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์ นี่ก็จัดเป็นความเลอะเทอะประเภทหนึ่ง บางคนเลือกที่รัก มักที่ชัง บางคนชอบอวดเก่งว่าตนมีความสามารถ เรียกฟ้าเรียกฝนได้ รู้วาระจิต ระลึกชาติได้ บางครั้งก็ทำได้ ทำได้เป็นบางครั้งบางคราว หรือชอบไปตรวจคนนั้นคนนี้ คนนั้นได้ธรรมกาย มีฤทธิ์อย่างนี้ คนนี้ชาติที่แล้วแฟนเก่าฉันเอง บางคนเห็นพระธรรมกายชัดบ้างไม่ชัดบ้าง แต่เที่ยวไปสอนคนอื่น ก็ทำให้ลูกศิษย์ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง สุดท้ายก็หลงทางกันไป นี้ก็จัดเป็นความเลอะเทอะอีกประเภทหนึ่ง หรือบางคนมีเชื้อทรงเจ้าหมอดูเก่า เมื่อนำมาสอนธรรมะ ก็นำมาผสมๆ กันไป บางคนเอาไสยศาสตร์เข้ามาปน นี้ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน
หรือบางคนไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ดีพร้อมทุกอย่าง แต่เมื่อสอน กลับสอนแข่งกัน ฉันต้องเก่งที่สุดในบรรดาอาจารย์ทั้งหลาย ศิษย์ฉันต้องเก่งที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลาย นี้ก็จัดเป็นความเลอะเทอะอีกประเภทหนึ่ง บางคนไม่สอนตามขั้นตอน ธรรมะของศิษย์ยังไม่มั่นคงพอ ปฐมมรรคยังสว่างไม่พอ ก็ตะบันไปให้ถึงกายภายใน บางคนกายภายในยังสว่างไม่พอ ยังละเอียดไม่พอ ก็ตะแบงไปให้ถึงองค์พระ ทำให้ศิษย์ลังเลไม่แน่ใจ
ถ้ามีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่แต่งตั้งให้เป็นครู เพราะว่าถ้าแต่งตั้งแล้ว เดี๋ยวไปทำธรรมะเลอะเทอะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนั่งเป็นประธานระลึกชาติดู พวกเราลองทายซิว่าระลึกชาติดูสักกี่ชาติ ร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ ระลึกชาติไปดูเป็นอสงไขยๆ ชาติ เมื่อไม่มีธาตุเลอะเทอะเหล่านี้แล้วจึงตั้ง
สำหรับคุณยายทองสุขเองก็ไม่มีธาตุเลอะเทอะ ไม่มีความเลอะเทอะเหล่านี้ เราว่าคุณยายทองสุขภูมิใจไหม ภูมิใจนะ แล้ววันที่ตั้ง แต่งตั้งให้เป็นครู ก็อาราธนาพระธรรมกายในอายตนนิพพานลงมารับรู้รับทราบให้พร แล้วก็สอนวิชชาครูให้เป็นพิเศษ ว่าวิธีนั่งคุมศิษย์ทำยังไง ถ้าศิษย์ประพฤติตัวเสียหาย จะแก้ไขยังไง ถ้าศิษย์คนไหนมีแววดี จะฝึกยังไง จะปั้นยังไงให้เป็นเพชรน้ำเอก
เรื่องเหล่านี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านได้ยินมาจากปากของคุณยาย ซึ่งเมื่อพระเดชพระคุณท่านว่าง แล้วคุณยายอารมณ์ดี ท่านก็จะคว้าสมุดเข้าไปถามเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่ปล่อยผ่าน จึงได้สิ่งต่างๆ เหล่านี้มาฝากพวกเรา
และเมื่อตั้งให้เป็นครูแล้วยังไม่ส่งไป พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำยังเคี่ยวต่อในโรงงานทำวิชชา โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำถามคุณยายทองสุขทุกวัน หลังเลิกนั่งธรรมะแล้วว่า “สุขเอ้ย ถ้าเอ็งเจอคนรวยๆ มันรวยมากๆ เอ็งจะทำยังไง” คุณยายทองสุขท่านก็เฉยๆ พอถึงอีกวันหนึ่ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ถามว่า “สุขเอ้ย ถ้าเอ็งเจอคนหล่อๆ เอ็งจะทำยังไง” ทั้งๆ ที่คุณยายทองสุขเคยแต่งงาน แล้วก็มีลูกมาแล้ว ๒-๓ คน สามีเป็นนายแพทย์อยู่ศิริราชแล้วก็เสียชีวิตไป แล้วตอนนั้นคุณยายทองสุขก็อายุประมาณ ๔๐ แล้ว ถามอย่างนี้ทุกวัน ทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งคุณยายทองสุขตอบโพล่งมาเลยว่า “ถ้าลูกสู้ไม่ได้ ลูกยอมตาย” พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำบอก “เออ พรุ่งนี้ออกเดินทาง”
แล้วท่านก็นำกระเป๋าที่ทำจากเสื่อเรียกว่ากระเป๋าจันทบูรหรือกระเป๋าจันทบุรี ซึ่งท่านใช้ใส่หนังสือสมัยเรียนภาษาบาลี และบอกว่า “สุข พ่อแตกฉานพระไตรปิฎกมาด้วยกระเป๋าใบนี้ เอ็งเอาไป ชี้ธรรมะให้ใคร ให้เห็นทะลุโพลงไปตั้งแต่พื้นมนุษย์จรดพระนิพพาน ทะลุลงไปข้างล่างตั้งแต่พื้นมนุษย์จรดโลกันต์ ทั้งมนุษย์ ทั้งสวรรค์ ทั้งนิพพาน ทั้งโลกันต์ ทะลุหมดเลย ชี้นิ้วไปตรงไหนให้ทะลุไปตรงนั้น” นี้คือพรสั้นๆ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำให้กับคุณยายทองสุข
และก่อนออกเดินทางไปเผยแผ่ธรรมะ จะเอาใครไปเป็นเพื่อน ก็ให้เลือกเอาไป ให้เลือกเอาพวกที่ทำวิชชาเชี่ยวๆ ไป แต่คุณยายทองสุขไม่เลือก กลับไปเลือกเอาชีบวชใหม่ ยังไม่ได้ธรรมะอะไร ชื่อแม่ชีเทียน ไปเป็นเพื่อน พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมองหน้า ท่านก็นั่งเข้าที่ แล้วท่านก็หัวเราะ บอกว่าเออก็ได้ ทำไมพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำถึงต้องถามคุณยายทองสุขว่า “เจอคนรวย คนหล่อทำอย่างไร” คุณยายทองสุขตอบว่า “ถ้าสู้ไม่ได้ ลูกยอมตาย” ทำไมพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำให้เรียกผู้ทำวิชชาไปเป็นเพื่อน ผู้ที่เข้าถึงธรรมกายแล้ว ฝึกไว้ดีแล้วให้เอาคนเก่งไป ทำไมคุณยายทองสุขไม่เลือก กลับไปเลือกชีบวชใหม่ แล้วทำไมพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่ห้าม ทั้งๆ ที่อันตรายทั้งนั้น
อย่างว่า ปราชญ์ต่อปราชญ์ บัณฑิตต่อบัณฑิต ผู้มีวิชชากับผู้มีวิชชาเขาทันกัน ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำต้องย้ำถามว่าเจอคนรวยทำอย่างไร เจอคนหล่อทำอย่างไร เพราะว่าก่อนหน้านี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่เคยฝึก ไม่เคยส่งอุบาสิกาออกไปทำหน้าที่เผยแผ่ธรรมะเลย ฝึกแต่พระภิกษุให้ออกไปทำหน้าที่ และพระภิกษุที่จะส่งไปแต่ละรูปนั้น ต้องสมบูรณ์พร้อมทั้งปริยัติและปฏิบัติ ปริยัติอย่างน้อยต้องได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค เปรียญธรรม ๕ ประโยค ปฏิบัติต้องฝึกสมาธิจนกระทั่งมีประสบการณ์ภายใน ต้องเลือกผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง มีบุคลิกลักษณะดี ถึงส่งออกไปเผยแผ่ แต่ปรากฏว่าส่งออกไปเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่นี่ จะลาสิกขาไปมีครอบครัวกัน
พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำถึงกับพูดว่า “ส่งไก่ไปขัน ไก่หมดเล้า คราวนี้ต้องหันมาส่งเป็ดไปขันแทน” อยู่ใกล้วัด ใกล้ครูบาอาจารย์ ใจที่กำลังฟุ้ง เมื่อเห็นหน้าครูบาอาจารย์ก็จะคลายไปเยอะ แต่เมื่อออกไปข้างนอก ก็จะห่างครูบาอาจารย์ และโดยเฉพาะสมัยก่อนการคมนาคม ยังไม่สะดวก อย่างเช่นจากนครสวรรค์มาวัดปากน้ำใช้เวลา ๑ วัน ในขณะที่ปัจจุบันใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง หรือสมัยก่อนการสื่อสารก็ไม่ทันสมัย โทรศัพท์มือถือต่างๆ ก็ต่างไม่มี เพราะฉะนั้นใครว่าใครเก่ง คุณยายทองสุขท่านทำจันทรุปราคาได้ ทำสุริยุปราคาได้ ตอนกลางวันแดดเที่ยงๆ ตอนเที่ยงๆ อย่างนี้นะ คุณยายทองสุขท่านสามารถทำให้ฝนตกได้ ทำได้ถึงขนาดนี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำยังต้องย้ำขนาดนี้
และที่คุณยายทองสุขไม่เอาคนทำวิชชาเชี่ยวๆ ไป เป็นการอวดเก่งหรือ คำตอบคือไม่ใช่ เพราะคุณยายทองสุขรู้ว่าผู้ที่ทำวิชชาเชี่ยวๆ อยู่ในโรงงานทำวิชชา ศึกษาวิชชาธรรมกายกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้นมีน้อยคนอยู่แล้ว กำลังทหารของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมีน้อยอยู่แล้ว ถ้าคุณยายทองสุขนำออกไปอีกคนหนึ่ง กำลังของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็จะเหลือน้อยลง
และคุณยายทองสุขเห็นในที่ว่าแม่ชีเทียน ถ้าอยู่วัดปากน้ำจะสบาย แล้วก็จะเข้าถึงธรรมยาก แต่ถ้าออกไปเผยแผ่ธรรมะด้วย ให้ไปลุยด้วยกัน ลำบากต่างๆ ด้วยกันนี่ แม่ชีเทียนจะได้คิด เมื่อได้คิดแล้วก็จะตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม สุดท้ายก็จะเข้าถึงธรรม และจริงๆ ก็เป็นเช่นนั้น เมื่อคุณยายทองสุขไปกับแม่ชีเทียน โรงแรมต่างๆ สมัยก่อนก็ไม่มีให้พัก ก็ต้องไปขอพักตามวัด แม่ชี ๒ ท่าน อายุ ๔๐ กว่าท่านหนึ่ง อายุ ๒๐ กว่าท่านหนึ่ง ไปขอพักตามวัดต่างๆ ไปขอ ๑๐วัด จะมีสัก ๑ วัดที่เขาให้พัก สุดท้ายไปได้พักที่ศาลาสวดศพ แม่ชีเทียนนั่นก็กลัวผี ก็เลยนั่งธรรมะตัวตรง สุดท้ายก็เข้าถึงธรรม ญาณทัสสนะของคุณยายทองสุขนี่แม่นจริงๆ ส่วนพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็เห็นตามนี้ ท่านก็เลยหัวเราะ แล้วก็อนุญาตให้ไปได้
สิ่งที่น่าบันทึกไว้ตรงนี้ก็คือใจจริงคุณยายทองสุขนี่ไม่อยากไป เพราะถ้าออกไปเผยแผ่ธรรมะแล้ว วิชชาละเอียดจะหย่อน แต่จะได้บุญอีกก้อนคือบุญที่ชี้ธรรมะให้เขา จะได้บริวาร ได้กองเสบียง ได้ธรรมกายเพิ่ม เพราะฉะนั้นคุณยายทองสุขไปอย่างเสียดาย ตรงนี้เองที่คุณค่าของคุณยายของเราปรากฏ คุณยายเราบอกว่าพี่สุขไปเถอะ ธรรมะอะไรที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านต่อให้ใหม่ ฉันจะฝึกตัวให้ดี เมื่อพี่กลับมา ฉันจะถ่ายทอดต่อ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ทันคนอื่น
ครั้งหนึ่งเมื่อคุณยายเรายังไม่รู้ธรรมะ คุณยายทองสุขท่านก็สอนให้ ครั้งนี้คุณยายทองสุขต้องเดินทางไกลไปเผยแผ่วิชชาธรรมกาย กลับมาวิชชาไม่ทัน ก็ได้คุณยายเราเป็นติวเตอร์ให้ เป็นการตอบแทนพระคุณ เป็นกัลยาณมิตรให้กันและกัน นี้เป็นตัวอย่างของการทำงานเป็นทีม ไม่เกินอาทิตย์ธรรมะของคุณยายทองสุขตีตื้นขึ้นมาแทนแล้ว ถ้าเราให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมาแนะนำให้ พระเดชพระคุณท่านก็ไม่มีเวลา และพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำก็จะต้องรุดหน้าเรื่อยไป เพราะฉะนั้นในบรรดาผู้ที่ถูกส่งไปทำหน้าที่มีหลายคน แต่ผู้ที่ผลการปฏิบัติธรรมและผลการเผยแผ่ ไม่มีใครสู้คุณยายทองสุขได้ ทิ้งห่างกันชนิดไม่เห็นฝุ่น เพราะคุณยาย ๒ ท่านนี้บำเพ็ญตนเป็นกัลยาณมิตรให้กันและกันอย่างนี้
และลูกศิษย์ของคุณยายทองสุข เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมรณภาพ และคุณยายทองสุขละสังขาร ลูกศิษย์ของคุณยายทองสุขทั้งหมดก็มาเป็นลูกศิษย์ของคุณยายของเรา และเป็นกำลังบุกเบิกสร้างวัดพระธรรมกาย ส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ อย่างนี้ เป็นบุญต่อบุญ คุณยายทองสุขเองสอนธรรมะคุณยายเราก็หวังได้บุญ เมื่อคุณยายรู้ธรรมะ คุณยายทองสุขท่านก็พอใจแล้ว ได้บุญแล้วก็จบ
แต่อานิสงส์ผลบุญต่อเนื่อง คุณยายของเราเป็นพี่เลี้ยง เป็นติวเตอร์ให้ คุณยายเราก็ไม่คิดว่าเมื่อเป็นติวเตอร์ เป็นพี่เลี้ยงให้คุณยายทองสุขแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป คิดแต่จะตอบแทนพระคุณของคุณยายทองสุข แต่เมื่อถึงเวลา ลูกศิษย์ของคุณยายทองสุขกลายมาเป็นกองเสบียงใหญ่ให้กับคุณยายของเรา บุญต่อบุญเป็นอย่างนี้ ความกตัญญูกตเวทีมีผลอย่างนี้ ความมีน้ำใจ มีเมตตากรุณาของคุณยาย มีผลดีต่อตัวของท่านเองอย่างนี้
และที่คุณยายทองสุขไปตะเวนสอนตามที่ต่างๆ นั้นมีลูกศิษย์เนรคุณไหม มี หลายคนด้วย ที่ทำให้ท่านช้ำใจ ทำให้ท่านป่วย อย่างเช่นมีลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งเป็น มีทั้งผู้ชายผู้หญิง เป็นนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ๒-๓ สถาบัน ไปก่อเรื่องชู้สาวกันขึ้น นี้เป็นการเนรคุณทางอ้อม เพราะทำให้เสียชื่อเสียงครูบาอาจารย์ กลายเป็นว่าเออ คุณยายทองสุขท่านกวดขันไม่ดี หรือบางพวกเห็นแก่ลาภสักการะ เห็นองค์พระชัดบ้างไม่ชัดบ้าง เห็นดวงธรรมชัดบ้างไม่ชัดบ้าง แต่ได้ติดตามคุณยายทองสุขเป็นประจำ ต่อมาจึงตั้งตัวเป็นอาจารย์เอง พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่ได้ตั้ง คุณยายทองสุขไม่ได้ตั้ง เมื่อคุณยายทองสุขไปสอนที่มีคนดังๆ ผู้มีฐานะดี ก็ตามไปรับใช้ เมื่อคุณยายทองสุขไปที่อื่น ก็ย้อนรอยกลับมา บอกว่าคุณยายทองสุขให้มาสอน แล้วก็หลอกเอาเงินเอาทองเขาไป ทำให้คุณยายทองสุขเสียชื่อเสียง
ในการทำงานคนโบราณจึงสรุปว่า “ถ้ารู้เท่าก็เสียครึ่ง ถ้ารู้ไม่ถึงจะเสียหมด” สรุปก็คือผู้ที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ต้องประกอบไปด้วยวุฒิธรรม ธรรมที่ทำให้เจริญ ๔ ประการคือ
๑. สัปปุริสสังเสวะ แปลว่า คบสัตบุรุษ หมายถึงหาครูดีให้เจอ
๒. สัทธัมมัสสวนะ แปลว่า ฟังธรรม หมายถึงฟังคำครู
๓. โยนิโสมนสิการะ แปลว่า ตริตรองธรรม หมายถึง ตรองตามคำครู
๔. ธัมมานุธัมปฏิปัตติ แปลว่า ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หมายถึง ทำตามครู ที่มา มก.ที.ปาฏิวรรค สังคีติสูตร เล่ม ๑๖ หน้า ๑๘๗
ท่านใดที่ประพฤติปฏิบัติได้ ๔ ประการนี้ก็จะเป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต สำหรับตัวอาตมาเข้าวัดพระธรรมกายครั้งแรกเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ มีโอกาสมากราบขอพรคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง หลายครั้ง จะขอนำมาเล่าสัก ๒ เรื่อง
วันอาทิตย์วันหนึ่งในปี พุทธศักราช ๒๕๓๕ ได้พบคุณยายอาจารย์ท่านที่ศาลาดุสิต ซึ่งคุณยายท่านกำลังเดินกลับกุฏิ มีคุณยายอายุมากแล้วท่านหนึ่งได้เข้ามาปรึกษาขอบารมีคุณยายของเราให้ช่วย คุณยายท่านก็เลยแวะเข้าไปที่ศาลาดุสิต อาตมาก็ได้ตามเข้าไปด้วย ซึ่งตอนนั้นอาตมาเอง เพิ่งสำเร็จการศึกษาใหม่ๆ มีความปรารถนามากเลยที่จะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ขณะที่คุณยายของเรากำลังสนทนากับคุณยายท่านนั้นอยู่ จู่ๆ คุณยายก็หันมาทางอาตมาแล้วก็พูดว่า “คุณ คุณหรือที่จะไปเรียนเมืองนอก” อาตมาในขณะนั้นก็กราบเรียนคุณยายไปว่า “ครับ” อาตมาทึ่งมาก เพราะไม่เคยกราบเรียนเรื่องนี้ให้คุณยายฟังเลย ท่านทราบได้อย่างไร ญาณทัสสนะคุณยายแม่นยำจริงๆ คุณยายกล่าวต่อไปว่า “เมืองไทยนี่มันเล็กนิดเดียว แล้วท่านก็ทำนิ้วอย่างนี้ เมืองไทยเล็กนิดเดียว แต่มีพระพุทธศาสนา เมืองนอกน่ะ ใหญ่โตมโหฬาร แต่ว่าไม่มีพุทธศาสนา” อาตมาก็เลยเรียนท่านไปว่า “ผมไม่ไปแล้วครับ” แล้วท่านก็หันกลับไปคุยกับคุณยายท่านนั้นต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจากการแนะนำของคุณยาย เลยทำให้ประคับประคองตนเองจนกระทั่งได้มาบวช
อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อทราบข่าวมีการอบรมธรรมทายาทรุ่น ๕๐ ปีพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ ก็ตัดสินใจว่าจะมาบวชเป็นครั้งที่ ๓ ครั้งแรกบวชเป็นสามเณรในการอบรมธรรมทายาทและอุปสมบทหมู่ภาคฤดูร้อน รุ่นที่ ๑๗ ครั้งที่ ๒ เมื่ออายุครบบวชพระ ก็มาเข้ารับการอบรมและอุปสมบทเป็นพระภิกษุในรุ่นที่ ๑๙ สำเร็จการศึกษา ก็ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ปีกว่า เมื่อทราบข่าวว่ามีการบวชธรรมทายาทรุ่น ๕๐ ปี ก็เลยตัดสินใจว่าจะมาบวชอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เมื่อมีโอกาสมากราบคุณยายที่ครัวยามาในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ คุณยายท่านก็มองหน้าแล้วท่านก็บอกว่า “คุณ คุณ บวชให้ยายพรรษาหนึ่งนะ” ก็กราบเรียนท่านไปว่า “ครับ” เป็นบุญที่เมื่อได้เข้ารับการอบรมธรรมทายาทในรุ่นนั้นแล้ว พระเดชพระคุณหลวงพ่อเปิดโอกาสให้อยู่ต่อได้ และได้บวชเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น จนสมมุติว่าอวสานนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงคุณธรรมและคุณวิเศษของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้เป็นต้นบุญ เป็นต้นแบบให้กับพระภิกษุ สามเณร และลูกหลานยายทุกคน สมดังโคลงโลกนิติที่ว่า
ใจบุญบุญนักรู้ เร็วทำ
ใจบาปทำบาปกรรม ง่ายแท้
ใจบุญก่อบาปลำ บากยาก จิตนา
ใจบาปทำบุญแท้ ยิ่งนั้นแสนทวี
ท้ายที่สุดนี้ก็ขอเรียนเชิญลูกหลานคุณยายทุกท่านได้ทำสมาธิเจริญภาวนากันสักครู่หนึ่ง ผ่อนคลายอวัยวะ กล้ามเนื้อทุกส่วน หลับตาของเราลงเบาๆ ปล่อยวางภารกิจเครื่องกังวลทุกสิ่งทุกอย่างให้หมดสิ้นไปจากใจ น้อมนำใจของเราให้กลับมาหยุดมานิ่งอย่างเบาสบายที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ที่กลางกายเราเรื่อยไป หยุดนิ่งเบาๆ แตะใจแผ่วๆ ปล่อยใจสบายๆ
*********************************** จบ ***********************************