ยุคบุกเบิกสร้างวัดกับคุณยายอาจารย์
(ม้วน 1/A)
พระฐิตสุทโธ : ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ รูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และลูกหลานยายทุกๆ ท่าน (สาธุ)
วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ทุกๆ ท่านที่ได้มาร่วมงานบำเพ็ญกุศลยาย จะได้รับฟังเรื่องราวในอดีตที่ยายได้ทำกับตัวยาย หรือสั่งสอนพวกเราในการที่จะมาสร้างบารมีร่วมกัน สำหรับปฏิปทาของคุณยาย ทุกๆ ท่านคงได้ยินได้ฟังจากพระอาจารย์ที่มาบรรยายธรรมให้ท่านฟังทุกๆ วันแล้ว
เพราะฉะนั้นวันนี้อาตมานะ จะพูดถึงโอวาทที่ยายให้ไว้สมัยที่มาสร้างวัดด้วยกันใหม่ๆ ความจริงโอวาทของยาย ยายให้ไว้ เรื่องนี้อาตมาได้เคยบรรยายธรรมไว้ให้ญาติโยมได้ฟังมาแล้ว เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ ซึ่งเป็นการบรรยายธรรมครั้งแรกของอาตมา ซึ่งครั้งนั้นน่ะอาตมาบรรยายธรรมไปอย่างไรนี่ อาตมาก็ลืมไปแล้ว แต่สิ่งที่ไม่ลืมก็คือโอวาทที่ยายให้ไว้ โอวาทที่ยายให้ไว้นะสำหรับผู้ที่ทำงานร่วมกัน ยายสอนไว้ว่าเราทำงานด้วยกัน เราทะเลาะกันได้ แต่โกรธกันไม่ได้
ขอย้อนไปถึงสมัยที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ซึ่งตอนนั้นหลวงพ่อธัมมชโยได้อุปสมบทแล้ว แล้วก็คณะทำงานนี่ซึ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ ๕-๖ คนด้วยกัน ก็ได้หาที่ จะสร้างวัดได้แล้ว คณะทำงานชุดนั้นน่ะท่านเป็นรุ่นๆ พี่ๆ ของอาตมาทั้งหมด ตอนนั้นอาตมาเองนะ ไม่ได้เข้ามาเต็มตัว ทางวัดมีงานก็มาช่วย
เมื่อได้ที่มาแล้วนี่ หลวงพ่อธัมมชโยกับคุณยายก็ดำริว่าคนที่ยังไม่ติดภารกิจมาก แต่ว่ามีความตั้งใจจะมาช่วยงานวัดนี่ แต่ยังไม่ได้รับภาระมากนี่ อยากให้ทะยอยบวช เพื่อจะได้ศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ เมื่อเราพร้อม สร้างวัดขึ้นมานี่ บุคลากรของเราจะได้พร้อม ไม่ต้องมาฝึกกันใหม่ อาตมาเองก็เลยได้รับบุญอันนี้ คือหลวงพ่อกับคุณยายให้อาตมาบวชในปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ เอ่อ ปีพุทธศักราช ๒๕๑๓
สมัยที่บวชใหม่ๆ กิจกรรมต่างๆ ที่วัดปากน้ำนี่ตั้งแต่เริ่มเช้าขึ้นมา พอฉันเช้าเสร็จก็ทำวัตรสวดมนต์ ตอนสายๆ ก็เรียนหนังสือ ก็เรียนธรรมะ นักธรรมบาลีในช่วงบ่าย ตอนเย็นทำวัตรเย็นเสร็จ ก็จะไปรวมกันที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ซึ่งคุณยายจะได้เตรียมน้ำปานะต่างๆ ถวาย ตอนค่ำก็คือไปนั่งสมาธิถึงประมาณ ๒ ทุ่มก็แยกย้ายกันกลับ
ตอนนั้นชุดทำงานก็มีหลวงพ่อทัตตะซึ่งยังไม่ได้บวช ก็มาดูแลในพื้นที่ร้อยเก้าสิบหกไร่ที่ได้ งานชิ้นแรกที่ทำก็คืองานขุดคันคู ทำเขต เพราะว่าสมัยนั้นพื้นที่แถวนี้เป็นนาทั้งหมด ซึ่งค่อนข้างยังทำนาอยู่ อาจมีการล่วงล้ำเขตกันได้ ก็เลยขุดดินขึ้นมาทำคันให้ชัดเจน แล้วก็ปลูกต้นไม้ แต่พื้นที่ภายในทั้งหมดนี่ยังเป็นท้องนาอยู่ แล้วก็มีบ้านพักอยู่ใกล้ๆ ริมคลอง ๓ สมัยนั้นหลวงพ่อท่านก็มาอยู่ที่นี่ แล้วก็สอนชาวบ้านไปด้วย อบรมชาวบ้าน สอนรู้จักนั่งสมาธิ สวดมนต์
ส่วนมากอาตมาก็อยู่ที่วัดปากน้ำ ก็เรียนนักธรรมบาลีไป จนกระทั่งพุทธศักราช ๒๕๑๔ หลวงพ่อทัตตะก็ได้บวช สมัยที่ท่านยังไม่บวชนี่มีกิจกรรมคือวันวิสาขะก็ดี มาฆะก็ดี มีกิจกรรมที่ที่วัดนี้ ก็มีการทอดผ้าป่า หาทุน เพราะสมัยนั้นทุนในการทำงานนี่ เราเองก็ต้องช่วยกันหา คุณยายต้องช่วยบอกบุญ คณะเจ้าภาพคณะใหญ่ที่บริจาคที่นี่ มีความตั้งใจจะทำบุญที่เป็นบุญใหญ่ ตอนนั้นคุณยายชักชวนให้ทำบุญก็จะบอกว่าไว้ แกมีความตั้งใจจะสร้างโบสถ์นะ สร้างอุโบสถ เพราะงั้นงานต่างๆ ที่ค่าใช้จ่ายประจำนี่ ก็คุณยายเป็น เป็นผู้หาทุนช่วย
จากการขุดคันคูโดยรอบแล้วก็เริ่มสร้างเป็น office ซึ่งปัจจุบันนี้ตรงกับศาลาเออ ศาลาดาวดึงส์นะ ตรงข้ามกัน ตรงนั้นสร้างเป็น office ซึ่งเป็นที่มีห้องพักแล้วก็มีห้องน้ำ มีครัว มีที่รับแขก สร้างจุดนั้นเสร็จนะ พื้นที่ที่สร้างตรงนั้น ก็ถมเฉพาะที่จะสร้างแล้วก็ปลูกต้นไม้รอบๆ บริเวณนั้น
แต่เมื่อหลวงพ่อทัตตะได้บวชนี่ ก็มีชุดทำงานมาช่วยงาน คุมงานเป็นพวกรุ่นเพื่อนๆ ของหลวงพ่อกับรุ่นน้อง ซึ่งมาทำงานกัน กลางวันไปทำราชการ อาจจะมีคนที่ไม่ได้ทำงานนี่อยู่แค่ ๒-๓ คน เย็นก็มาปรึกษางาน ก็จ่ายงานกัน เมื่อหลวงพ่อทัตตะได้บวชนี่ ท่านบวชประมาณปลายปี ๒๕๑๔ พอขึ้นปี ๒๕๑๕ ก็เริ่มมีโครงการอบรมเยาวชนขึ้น คือมีการอบรมธรรมทายาท ซึ่งช่วงนั้นช่วงการอบรมนี่ ก็เป็นช่วงที่อาตมาหยุด คือสอบเสร็จแล้วก็หยุดช่วงนั้น ก็มาช่วยงานอบรมบ้าง อบรมธรรมทายาทเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ ๑๖ ๑๗ เริ่มงานอบรม
ในปี ๒๕๑๗ นี่ เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นที่วัด สมัยนั้นเราเรียกว่าศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นเหตุการณ์หนึ่ง พระอาจารย์สุธัมโมไปบอกไว้ว่ายายไม่ชอบอยู่ ๒-๓ เรื่องนะ คนที่มาปฏิบัติธรรมคือพวกเลอะๆ เทอะๆ พวกเลอะๆ เทอะๆ ที่นี้ก็คือพวกที่เรียนรู้อะไรฉาบฉวย มาปฏิบัติธรรมก็มา แต่ว่ายังกำหนดอะไรไม่ชัดเจน ไม่เข้ากลางไม่ได้อะไรอย่างนี้ ได้ข่าวว่าพระอาจารย์ดีที่ไหนก็ไป พวกนี้แม้แต่ แม้แต่พวกเข้าทรงต่างๆ นี่ พวกนี้บางทีก็ไป คือยังเลือกที่พึ่งไม่ได้ กลุ่มคนพวกนี้มีไปที่บ้านธรรมประสิทธิ์บ้าง ไปเรียนธรรมะ ก็นานๆ ไปที ห่างๆ
เผอิญกลุ่มคนกลุ่มนี้ก็สนิทกับคนที่เป็นอุปัฏฐากคุณยาย อุปัฏฐากคุณยาย อุปัฏฐากคุณยายคนหนึ่ง เป็นพยาบาล ก็เลยใกล้ชิดคุณยาย ใกล้ชิดชุดที่ทำงาน ใกล้ชิดชุดที่ทำงาน ชุดทำงานตอนทำงานนะ มีหลวงพ่อทัตตะก็ดี แล้วก็กลุ่มที่ทำงาน มีงานจะไปปรึกษาหลวงพ่อที่วัดปากน้ำ ปรึกษายายที่นั่น ซึ่งบางเรื่องเป็นเรื่องที่ยังไม่ตกลงกันนะ คือปรึกษางานกัน และเรื่องที่ปรึกษาที่ยัง ยังไม่พร้อมที่จะทำนี่ บางเรื่องเรายังไม่ต้องการให้เผยแพร่ออกไปให้เจ้าภาพรู้ แต่ว่าบางเรื่องที่เรายังไม่ได้ตกลง เจ้าภาพก็รู้ เพราะงั้นก็เลย เจ้าภาพก็เลยห่างไป เพราะว่าคล้ายๆ กับว่าไม่เห็นความสำคัญ
คนกลุ่มนั้นน่ะที่ว่าสนิทกับเจ้าภาพ ก็ชวนเจ้าภาพนี่ไปหาเกจิในที่ต่างๆ ไปหาเกจิ วันหนึ่งเจ้าภาพก็กราบเรียนหลวงพ่อว่าอยากจะสร้างโบสถ์ หลวงพ่อก็แปลกใจ เอ๊ะ เพราะว่าแกห่างไปก็นานพอสมควร แต่หลวงพ่อก็ไม่ได้ว่าอะไร สร้างก็สร้าง ช่วงนั้นเป็นการอบรมธรรมทายาทรุ่นที่ ๓ ประมาณปี ๒๕๑๗
เสร็จแล้วทางเจ้าภาพนี่ก็นิมนต์พระที่เป็นอาจารย์ที่เป็นเกจิมาวางศิลาฤกษ์ ก็นิมนต์พระอุปัชฌาย์ที่วัด มาทำพิธีสวด ทำพิธี บังเอิญนะในกลุ่มธรรมทายาท ในกลุ่มธรรมทายาทเขามี ธรรมทายาทบางคนที่เขาไป ไปฟังพระอาจาย์ที่เป็นเกจิบรรยายธรรมบ้าง ก็ไปทราบข่าวบางข่าวมา ไปทราบข่าวมาว่าที่เขาจะมาวางศิลาฤกษ์ที่วัดนี่ ไม่ใช่แค่วางศิลาฤกษ์นะ แต่ว่าทางกลุ่มคนที่ไปเชิญนิมนต์ ต้องการให้ท่านมาเป็นเจ้าอาวาสที่นี่ ต้องการให้เป็นเจ้าอาวาสที่นี่
เมื่อเราทราบข่าวก็ไปปรึกษากัน ไปเรียนพระผู้ใหญ่ที่เป็นอุปัชฌาย์เรา ให้ท่านทราบ เหตุการณ์ครั้งนั้นก็เลยคลี่คลายไปได้ ผู้ใหญ่เข้าใจเรา ก็ช่วย เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมา คุณยายกับหลวงพ่อก็เลยดำริว่าปกติแล้วนี่ในช่วงจำพรรษา พระของเรานี่อยู่ที่วัดปากน้ำหมด ที่นี่ไม่มีพระอยู่ ไม่มีพระอยู่ ช่วงออกพรรษาจะมีพระอยู่ คุณยายกับหลวงพ่อก็เลยบอกว่าในที่นี้จะต้องมีพระเฝ้าอยู่แม้ในช่วงเข้าพรรษา คือต้องมีพระอยู่ตลอด
ปีนั้นก็เลยเป็นปีพิเศษคือว่าคณะทำงานนี่ ด้วยกันนี่ คุณยายกับหลวงพ่อให้บวชอีก ๓ รูปพร้อมกันนะ แต่บวชพรรษาแรกนี่ให้จำพรรษาที่วัดปากน้ำเพื่อศึกษาก่อน ตอนนั้นคณะแรกที่มาอยู่ที่ศูนย์พุทธจักรตอนนั้น ก็มีหลวงพ่อทัตตะเป็นแนวหน้ามา ซึ่งตอนนั้นหลวงพ่อเองบวชได้ ๒ พรรษา มาจำพรรษาที่ ๓ อาตมาตอนนั้นได้ ๔ พรรษา แต่ความที่อาตมาเองพรรษามากก็จริง แต่ด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิน้อยที่สุด ถือเป็นน้องเล็กว่าได้นะ สมัยอยู่ที่นี่ งานต่างๆ นี่หลวงพ่อทัตตะก็ได้เป็น เป็นกำลังสำคัญ
เมื่อได้มาอยู่ที่นี่ ๒ รูป งานปกตินี่ก็ไม่มากเท่าไหร่นะ ก็ช่วยกันทำ งาน เรื่องานการดูแลการก่อสร้างก็ดี หรืองานสนาม อาตมารับผิดชอบ งานรับแขกหรืองานที่ งานที่สำคัญๆ หลวงพ่อก็ หลวงพ่อธัมมะก็จะมอบหมายให้หลวงพ่อทัตตะดูแล ตอนนั้นหลวงพ่อทัตตะก็มีหน้าที่ดูแลแขกที่มา เจ้าภาพที่มาเยี่ยมชมวัดต่างๆ
แต่ว่าเนื่องจากงานประจำวันแล้วยังมีงานสำคัญอยู่ งานบุญใหญ่ซึ่งเรามีอยู่ งานกฐินก็ดี ผ้าป่าก็ดี คนตอนนั้นมีอยู่ ๒ คน สมัยอยู่วัดปากน้ำนี่มีคุณยาย มีหลวงพ่อปรึกษาอะไรกันก็ตาม ท่านเป็นประธาน ก็การตกลงก็ง่าย แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ ห่างหลวงพ่อ ห่างยาย งานที่ปรึกษากันบางครั้งต้องตัดสินร่วมกัน เมื่อตัดสินใจร่วมกันนี่ เรื่องที่ความเห็นตรงกันไม่มีปัญหาอะไร หรือเรื่องที่ความเห็นไม่ตรงกันก็ฟังเหตุผล แต่เหตุผลที่ดี ใครที่มีเหตุผลดีก็ทำตามนั้น งานบางงานนี่มันถูกทั้ง ๒ ด้าน คือแต่ละคน แต่ละเหตุผลใช้ได้ เมื่อถูกทั้งถูกนี่ ก็ตกลงกันไม่ได้เพราะไม่มีคนกลางตัดสิน มีแค่ ๒ คน ๒ เสียง ไม่มีเสียงส่วนใหญ่ ก็มักจะปัญหาถกเถียงกัน
ตอนนี้แหละ โอวาทที่ยายให้ ว่าทำงานด้วยกันนี่ทะเลาะกันได้ แต่โกรธกันไม่ได้ ชัดเจนขึ้น เพราะว่างานบางเรื่องนี่ตกลงกันไม่ได้ ก็จะแบ่งกันนะ ใครรับผิดชอบ คนนั้นก็ทำไปตามที่ตัวเองเห็นชอบ เพราะงั้นการทำงานยุคนั้นคนแค่ ๒ คนที่รับผิดชอบงาน งานมากนะ งานในสถานที่ก็ดีต่างๆ ต้องพร้อมหมด สำหรับรองรับคนให้ได้พันคน ยุคนั้นคนมาทอดกฐิน ทอดผ้าป่าก็เกณฑ์ ๒ พันกว่าคน
ซึ่งพื้นที่ตอนนั้นไม่เหมือนปัจจุบัน มองไปรอบด้าน ร่มไม้ไม่มี อาคารไม่มี ต้องอาศัยเต๊นท์ ก็เช่าเต๊นท์ การกางเต๊นท์ยุคนั้นน่ะ งานส่วนมากเป็นงานในฤดูแล้ง ซึ่งลมจัดมาก บางครั้งนี่เต๊นท์ที่กางไว้เรียบร้อย จะถึงวันงานปรากฏว่าลมพายุฝนมานะ เคยมีงานลมนี่หอบเต๊นท์ลอยข้ามรถไปเลยนะ ลอยไปทั้งหลัง ซึ่งการเตรียมสถานที่ในยุคนั้นลำบากมากนะ อาศัยร่มเงาได้จากเต๊นท์ ถ้าการกางเต๊นท์ไม่พร้อม ญาติโยมก็ไม่มีที่ร่ม ที่มุงที่บัง ข้าวของต่างๆ นี่ เราเองยังไม่มี ต้องเช่าหรือยืม ต้องยืมเพื่อเตรียมรองรับคนจำนวนมาก
นอกจากพื้นที่แล้วนี่ อาหาร อันนี้สำคัญ อาหารต้องพอรองรับคนที่มาที่ร่วมงาน ตอนนั้นขณะที่เราไม่พร้อม พื้นที่ เราจะหุงข้างครั้งหนึ่งต้องอาศัยชาวบ้าน แรงงานชาวบ้านมาช่วยกันหุงข้าว กะทะใบบัว การหุงข้าวกะทะนี่ก็ต้องอาศัยชาวบ้านมาก่อน มาช่วยทำเตานะ
มีอยู่งานหนึ่ง อาตมาจำได้ว่าจะถึงวันบุญใหญ่ห่างอีก ๓ วัน ชาวบ้านที่เราขอแรงไว้นี่ก็ยังไม่มา ยังไม่มา หลวงพ่อทัตตะปรึกษาบอกนี่ไม่มีคนทำเตา คนที่มาทำเตาหุงข้าวยังไม่มี เพราะงั้นต้องทำเอง ปรึกษากันว่าต้องทำเอง เมื่อตกลงกันแล้วว่าทำเองนะ ต้องทำเองกันเอง ก็มาหากันต่อว่าในกลุ่มพวกเรามีใครบ้างที่ทำเป็น ทำเตาหุงข้าว ซึ่งแต่ละคนก็ไม่เคยทำทั้งนั้น แต่ว่างานต้องทำ อาตมาเองตอนนั้นก็เลยรับอาสา ที่รับอาสาไม่ใช่เพราะเคยทำ สมัยเมื่อครั้งเป็นฆราวาสยังไม่บวช เคยเห็นลุงทำ ช่วยส่งอิฐให้ งานที่ไม่เคยทำทั้งหมด มาทำที่นี่ งานนั้นก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย
เพราะฉะนั้นสถานที่นี้ เราเองนี่ในยุคนั้น มาเป็นงานที่นี่ ศึกษาแล้วก็ ศึกษาเสร็จทำเลยนะ แล้วยุคนั้นงานแต่ละงานที่ทำ ก็เหมือนปัจจุบันนี้งานเร่ง งานเร่งเหมือนกันยุคนั้น คนน้อยแต่งานต้องทำให้เสร็จ เพราะงั้นการทำงานบางครั้งนี่ขาดคน ขาดคน ต้องมีการดึงคนจากหน่วยงาน แบ่งคนกัน บางครั้งนี่แทบจะต้องแย่งคนกัน เพราะคนไม่พอกับงาน เราเองที่รับผิดชอบงานเราก็ต้องทำเอง
เพราะงั้นเมื่องานมากกว่าคนนี่ ความขัดแย้งมีตลอด ถ้าเราไม่ยึดมั่นในโอวาทของยายนี่นะ เราเองคงไม่ได้สร้างพื้นดินนี้มาถึงปัจจุบันนี้ คงต้องทะเลาะกัน แล้วก็โกรธ แล้วก็แยกย้ายกันไป ซึ่งครั้งนั้นนี่เราเองเคารพแล้วก็เชื่อฟังยาย ไม่ว่างานจะลำบากยังไงก็ตาม เราเองทำไม่เคยบ่น ไม่เคยท้อกัน
จนกระทั่งปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ หลวงพ่อกับคุณยาย กับคณะถึงมาอยู่ ถึงย้ายจากวัดปากน้ำทั้งหมดมาปักหลักที่นี่ ซึ่งตอนนั้นคนก็เมื่อมาพร้อมกัน คนก็มากขึ้น แต่งานก็มากขึ้นตามส่วน เพราะงานก่อสร้างต่างๆ นี่ ในยุคที่อาตมามาครั้งแรกนี่ กุฏิสร้างขึ้นมาแล้วนะ พื้นที่ถมแล้ว กุฏิสร้างขึ้นมาเรียบร้อย ๕ หลังด้วยกัน พื้นที่ถมแล้ว แต่งานปลูกต้นไม้นี่ก็ยังต้องทำ งานปลูกต้นไม้แล้วงานก่อสร้าง ซึ่งสถานที่ที่ประกอบพิธีนี่สมัยก่อนเราทำกันกลางแจ้ง สาธุชนมาก็อยู่ในเต๊นท์ ก็เลยมีการสร้างสถานที่ทำประกอบพิธีขึ้นคือศาลาจาตุมเป็นหลังแรก ยุคที่สร้างใหม่ๆ เราเรียกศาลานี้ว่าศาลาอเนกประสงค์ คือใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทั้งหมด ญาติโยมมานั่งสมาธิก็ใช้สถานที่นี้ ประกอบพิธีงานบุญใหญ่ก็ใช้สถานที่นี้
สถานที่พร้อมขึ้น จำนวนคนที่มาอยู่ที่วัดก็มากขึ้น ในยุคนั้นนี่มีพระบวชอยู่หลายองค์ ซึ่งเสนาอาสนะนี่ก็ยังไม่พร้อม มีอยู่ ๕ หลัง เพราะงั้นบางส่วนต้องอยู่รวมกัน อยู่รวมกันที่อาคารปัจจุบันนี้ที่เป็นอาคารดาวดึงส์ แต่ว่าคนละหลังกัน สถานที่เดียวกัน หรือกุฏิบางหลังก็อาจจะอยู่ร่วมกันเกินกว่า ๒ รูป เกินกว่า ๒ รูป ตอนนั้นศิษย์วัดนี่ที่มา รู้สึกบรรดาลูกศิษย์ที่มาอยู่ทำงานเต็มวัน เต็มตัวก่อน เป็นชุดท่านวิเชฯ ที่มาอยู่เป็นชุดแรก ชุดก่อนนั้นก็มี แต่ว่าเขาบวช
พอหลังจากที่อาตมา หลวงพ่อทัตตะแล้วก็ท่านฌานา ท่านสุวิชาโภนี่ แล้วก็จะเว้นไปช่วงหนึ่ง เว้นระยะไปตอนนั้น องค์สุดท้ายที่บวชคือท่านสีลวัณโณที่บวช ช่วงนั้นก็มีเว้นช่วงไป ยังไม่มีพระเพิ่มเติม ก็พระตอนนั้นก็หลายรูปแล้ว งานตอนนั้นก็มีการแบ่งงานกันชัดเจนขึ้น เพราะมีคนบวชเข้ามาช่วยงานหลายคนขึ้น แต่ทุกคนเองน่ะก็ปฏิบัติตามโอวาทที่ยายให้ไว้ทุกอย่าง คือทำงานด้วยกัน ทะเลาะกันได้ แต่โกรธกันไม่ได้
หลังจากนั้นงานก่อสร้างเพิ่มขึ้นนะ ก็มีงานสร้างโบสถ์ ตอนนี้มาวัดมาก ท่านมหา ท่านเองก็รวบรวมชาวบ้านมาช่วยงานเยอะ เริ่มมีอุบาสิกามาช่วยงานวัด แต่ตอนนั้นยังไม่มีที่พักภายใน ในพื้นที่ร้อยสามสิบไร่ ติดข้างวัดนี่ มีบ้านของเจ้าภาพที่ตามมาจากบ้านธรรมประสิทธิ์มาปลูกอาศัยอยู่ เพราะฉะนั้นอุบาสิกาที่มาช่วยงานวัดนี่ก็จะพักข้างนอกกัน คุณยายเองนี่มีหลานๆ เป็นผู้หญิงมาดูแล ก็พักที่เดียวกัน แต่ว่าอุบาสิกาในวัดตอนนี้ไม่มี ก็มีคุณยายอยู่
เมื่อศิษย์วัดมากขึ้น ลูกศิษย์วัดมากขึ้น งานก็ไม่ได้ลดลง ก็มีงานเพิ่มขึ้นคืองานออกหาเจ้าภาพ เป็นกัลยาณมิตรให้เจ้าภาพ หลวงพ่อท่านเองท่านเป็นประธาน คอยแนะนำ
(หมดหน้า 1/A)
(ม้วน 1/B)
แนะนำอบรม หลวงพ่อทัตตะเองก็ เวลาเจ้าภาพมาก็ช่วยรับเจ้าภาพ รับแขก แล้วก็อบรมไปด้วย แต่งานอบรมคนเริ่มมี แต่น้อย พอย้ายมานี่ พิธีกรรมต่างๆ เราก็ตามมาด้วย เช่นงานบุญอาทิตย์ต้นเดือนก็ดี งานกฐิน ผ้าป่า เพราะพระเรามีจำนวนมากขึ้น แต่ว่างานกฐินในยุคแรกๆ นี่ เราเองยังต้องอาศัยวัดข้างเคียงเป็นที่ประกอบสงฆ์ ก็เลยมีการสร้างโบสถ์ขึ้น ตอนที่สร้างโบสถ์คือโบสถ์หลังปัจจุบันนี้ ไม่ใช่จุดแรกที่เดิมตรงนี้ การสร้างขึ้น
คุณยายเองนอกจากว่าคอยดูแลเด็กวัด คอยดูแลเจ้าภาพแล้วน่ะ ท่านเองนี่ ท่านเป็นคนรักต้นไม้ ปลูกต้นไม้มาก ถ้ามีเวลาก็ปลูกต้นไม้ในช่วงบ่ายๆ ต้นไม้ที่ท่านปลูกในยุคนั้นส่วนมากจะเป็นกล้วยกับไม้ยืนต้นบ้าง คุณยายให้เหตุผลว่ากล้วยนี่มันให้ร่มเงาได้เร็ว ปลูกแล้วมีประโยชน์ ลูกก็ใช้กินได้นะ เหลือจากเลี้ยงพระก็เลี้ยงญาติโยม เลี้ยงเด็กวัดได้ เพราะงั้นยายจะปลูกกล้วยมาก ปลูกไว้ทั่ววัด ซึ่งกล้วยที่ยายปลูกมันก็งอกงามดี ยายบอกเราจะใช้สถานที่ เราก็ฟันมันทิ้ง ไม่ต้องเสียดายมัน นี่เป็นเหตุผลประการ ๑
เหตุผลอีกประการ ๑ ก็คือยุคนั้นเจ้าภาพมีไม่เยอะเหมือนปัจจุบันนี้ ของหวานผลไม้หลักก็คือกล้วย ซึ่งหลวงพ่อธัมมะท่านเองท่านก็ฉันได้แทบทุกมื้อ ท่านฉันได้แทบทุกมื้อ ยายก็ไปปลูกไว้เยอะ แต่ปัจจุบันนี้นะท่านเอง หมอควบคุมน้ำตาล หลวงพ่อธัมมะเอง เพราะงั้นก็ไม่ต้องเอากล้วยมาถวายท่านในตอนนี้ เพราะท่านเอง เอามาถวายท่านก็ฉันไม่ได้ ในยุคนั้นนี่ท่านเองนะ ท่านฉันแทบทุกมื้อ
สำหรับศิษย์ ลูกศิษย์ของยายที่ยายให้โอวาทไว้ในยุคนั้นว่าเออ เวลาทำงานนี่ ทะเลาะกันได้แต่โกรธกันไม่ได้ มีมากนะ แต่ว่าที่ไม่อยู่ในโอวาทก็มีบ้างเหมือนกัน มีอยู่บ้างเหมือนกัน เป็น ถ้าจะเล่าก็เป็นเรื่องที่ยาว เพราะงั้นวันนี้ก็จะขอเล่าเฉพาะในส่วนที่อยู่ในโอวาทของยาย ที่เชื่อฟังยาย คนที่ทำงาน ทำงานถึงแม้จะขัดแย้งกันอย่างไรก็ตาม แต่ว่าก็ไม่ถือ พอถึงเวลาเสร็จงานก็ไม่ขุ่นข้องหมองใจกัน เป็นปกติ เพราะงั้นก็ถือว่าเฉพาะตัวอย่างอันนี้
ถ้าจะพูดถึงพระที่อยู่ในปัจจุบันนี้ ที่อยู่มาถึงปัจจุบันนี้ ส่วนมากแล้วนี่คุณธรรมที่อยู่ได้ถึงปัจจุบันคือความเคารพเชื่อฟังโอวาทยาย เคารพยาย เชื่อฟังยาย ปฏิบัติตามโอวาทที่ยายสั่งสอนอบรม ไม่อยู่นอกโอวาท ต้องอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปึกแผ่น มีความสามัคคีกลมเกลียวกันได้ถึงปัจจุบันนี้ ตอนนี้ที่อาตมาได้เล่าให้โยมฟังก็สมควรแก่เวลา เพราะว่านี่ก็เลยมาพอสมควร เพราะ งั้นขอพักแค่นี้ ขอให้ทุกคนตั้งใจทำสมาธิเพื่อทำเป็นระลึกถึง เป็นการบูชาธรรมแด่คุณยาย พวกเรานั่งสมาธิ
ก็นึกตรึกตรงที่ศูนย์กลางขององค์พระหรือดวงแก้ว แล้วก็ทำสมาธิ นึกถึงบุญที่มาร่วมบำเพ็ญกุศลยาย อานิสงส์ของบุญที่มีความตั้งใจ เราได้ติดตามมาสร้างบารมีร่วมกับคุณยายมาทุกภพทุกชาตินี่ ทีนี้ต่างคนต่างทำ
สัพเพ……….
PAGE
PAGE 8
หน้า
431020FW-AAT