ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

วัตรปฏิบัติแห่งฆราวาสธรรมที่ส่องฉายจากคุณยายอาจารย์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระสมชาย : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อ และพระเถระผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกาทุกท่าน หลวงพี่ได้มีโอกาสพบกับคุณยายอาจารย์ครั้งแรกเมื่อเข้ารับการอบรมธรรมทายาท ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๑ ซึ่งในสมัยนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ท่านได้ลงให้การอบรมด้วยตัวเองตลอด ธรรมทายาทจะปักกลดกันรอบคันคูท้ายวัด ตั้งแต่ประมาณอาคาร ๒ ชั้น อาคารปุโรหิตาเป็นต้นไป แล้วเรียงรายรอบวัดไป ส่วนอาคารที่ใช้ในการปฏิบัติธรรมในการอบรมก็คือศาลาจาตุมหาราชิกา ธรรมทายาทเวลาเดินจากที่พักมาที่ศาลาอบรม ก็ต้องผ่านอาคารปรนินมิตสวัสตี ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับอาคารนิมมานรดี หรือว่าเยื้องๆ กับอาคารดุสิตในปัจจุบันนั่นเอง อาคารปรนินมิตสวัสตีนี้เป็นที่พักของคุณยายอาจารย์ในครั้งนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะสั่งธรรมทายาทเอาไว้ว่าเวลาเดินผ่านกุฏิคุณยายให้ถอดรองเท้า ถือไว้ในมือ แล้วให้เดินเท้าเปล่าผ่านไป โดยให้เหตุผลว่าคุณยายท่านอายุ ๗๐ แล้ว ถ้าธรรมทายาทใส่รองเท้าเดินผ่านไป เสียงรองเท้าจะดังรบกวนคุณยาย เราเดินแต่ละคนไม่เท่าไหร่ แต่หลายๆ คนเข้า ก็มีผลไม่น้อยเหมือนกัน งั้นให้ถอดรองเท้าเดินกันเถอะ หลวงพ่อท่านเองท่านก็ทำให้ดูเป็นแบบอย่างด้วย เห็นแล้วรู้สึกอัศจรรย์ใจว่าโอ้โฮ คุณยายท่านเป็นใครกันนะ ทำไมพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านให้ความเคารพคุณยายอาจารย์ขนาดนี้ แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็เป็นคนเสียงดัง ฟังชัด แล้วเป็นคนเอาจริง จนบางครั้งดูเหมือนดุ ธรรมทายาททุกคนทั้งเคารพรักหลวงพ่อ แล้วก็ทั้งเกรงหลวงพ่อด้วย แต่พวกเราคนไหนถ้าเคยเห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อตอนอยู่หน้าคุณยายนี่ หลวงพ่อจะกลายเป็นคนนุ่มนวล แล้วก็อ่อนโยนที่สุดเลย คุณยายพูดอะไร สั่งอะไร บอกอะไร หลวงพ่อไม่เคยขัด ทุกคำคุณยายเป็นเหมือนวาจาสิทธิ์ ที่ท่านพร้อมจะปฏิบัติตาม ทำให้ยิ่งรู้สึกอัศจรรย์ในคุณธรรมคุณยายยิ่งขึ้นไปว่าหลวงพ่อที่เราเคารพรัก ท่านมีคุณธรรมมาก อย่างที่เราเห็นในขณะนี้แล้ว แต่ทุกท่านยังให้ความเคารพคุณยายอาจารย์ขนาดนี้นี่ คุณยายอาจารย์ของเราเองจะสักขนาดไหนหนอ พอสิ้นสุดการอบรมธรรมทายาท มาวัด ก็ได้มีโอกาสได้รับฟังคำสอนคุณยายด้วยตัวเอง แล้วต่อมามาบวช ก็ได้มีโอกาสใกล้ชิดคุณยายท่านมากยิ่งขึ้น คุณยายอาจารย์ท่านมีคุณธรรมมาก จึงยากจะพรรณนาได้หมด อย่างที่พระอาจารย์ซึ่งได้ขึ้นมาแสดงธรรม บรรยายถึงคุณธรรมคุณยายอาจารย์ของเราเองทุกวันทุกวันผ่านมาเป็นเดือน ก็ยังไม่หมดเลย พวกเราเองก็ได้ฟังด้วยตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นในวันนี้หลวงพี่จะบูชาคุณคุณยาย โดยการแสดงธรรมเรื่องฆราวาสธรรม โดยมีคุณยายอาจารย์ของเราเองเป็นแบบอย่าง ฆราวาสธรรมคือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์แสดงให้กับอาฬวกยักษ์ อาฬวกยักษ์ได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า บุคคลละจากโลกนี้ไปแล้ว ไปสู่โลกหน้าทำอย่างไร จึงจะไม่เศร้าโศก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ตอบว่าบุคคลใดที่เป็นผู้ครองเรือน ประกอบด้วยศรัทธา มีธรรมะ ๔ ข้อนี้คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ บุคคลนั้นแล เมื่อละโลกไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก หลักฆราวาสธรรมนี้ปฏิบัติได้ไม่เฉพาะฆราวาสเท่านั้น แต่ความจริงแล้วเป็นหลักปฏิบัติที่คนทุกคน ผู้รักและมุ่งหวังความก้าวหน้าพึงปฏิบัติ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านได้เคยแสดงธรรมไว้ว่าใคร คนๆ ไหนที่ปฏิบัติตามหลักฆราวาสธรรมได้ จะเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษา ก็เป็นนักเรียนนักศึกษาที่ศักดิ์สิทธิ์ เรียนอะไรสำเร็จหมด เป็นนักธุรกิจ ก็จะเป็นนักธุรกิจศักดิ์สิทธิ์ ทำอะไรสำเร็จหมดเหมือนกัน เป็นอุบาสก อุบาสิกา ก็เป็นอุบาสก อุบาสิกาศักสิทธิ์ แม้เป็นพระภิกษุสามเณร ก็เป็นพระเณรศักดิ์สิทธิ์ สามารถบำเพ็ญสมณะธรรมได้อย่างเต็มที่ แล้วในการบูชาทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ตรัสอยู่แล้วว่าการปฏิบัติบูชานี้สูงสุด ดังนั้นหากพวกเราลูกหลานยายทุกคนสามารถปฏิบัติ ตั้งใจฝึกคุณธรรมตัวเอง ให้พร้อมด้วย สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ตามอย่างคุณยายอาจารย์ของเราได้แล้วล่ะก็ ก็ได้ชื่อว่าเป็นการบูชาคุณคุณยายอย่างสูงสุดเหมือนกัน ฆราวาสธรรมทั้ง ๔ ข้อ คือสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ นี้ ข้อที่ ๑. สัจจะ ความหมายคือเป็นความจริง ถ้าพูดในเชิงปฏิบัติ คนที่มีสัจจะ มีคุณธรรมข้อนี้ จะเป็นคนที่มีความจริงใจ ทำอะไรแล้วก็ทุ่มไปจริงๆ ชนิดที่ว่าครึ่งๆ กลางๆ ทำเหยาะๆ แหยะๆ เป็นคนโลละโลเล ไม่มีล่ะ พอใคร่ครวญดีแล้วว่าอะไรควรทำ พอปักใจมั่นลงไปแล้ว ทำเต็มที่ ทุ่มสุดตัว ไม่มีโลเล ทำฉาบฉวยไม่มี ต้องทุ่มสุดตัวอย่างนั้น เราดูตัวอย่างคุณยายอาจารย์ของเราเอง ท่านตั้งแต่อายุ ๑๒ คุณพ่อเสีย ไม่ทันได้ขอขมากับคุณพ่อ มีความรู้สึกที่ค้างในใจ ก็เลยตั้งใจว่าอยากจะไปตามหาพ่อ จะได้ขอขมาพ่อ ถามว่าเป้าหมายนี่ยิ่งใหญ่ไหม ยากไหมนี่ คนส่วนใหญ่ในโลกตั้งเป้าหมายจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ก็เป็นเป้าหมายแค่ในโลกนี้ สัมผัสได้ มองเห็นได้ จับต้องได้ แต่เป้าหมายคุณยายอาจารย์ของเราเอง ในขณะเป็นเด็กหญิงชนบทอายุ ๑๒ ปีนี่ ไม่ได้เรียนหนังสือเลย มีเป้าหมายจะไปตามหาพ่อ ท่านอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ ละจากโลกไปแล้ว ถ้าตามหาต้องไปตามหาที่โลกอื่น จะไปหาได้ยังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็ตั้งอยู่ในใจว่าจะต้องไปตามหาคุณพ่อนี่ให้ได้ แล้วท่านก็แสวงหาหนทางเรื่อยมา กว่าจะพบหนทาง กว่าจะปฏิบัติธรรมจนไปพบคุณพ่อ แล้วช่วยพ่อได้สิบกว่าปี กว่าจะมาพบกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ กว่าจะได้ทำวิชชา ยากลำบากทีเดียว แต่เป้าหมายท่านไม่เคยคลอนแคลนเลย เมื่อปักมั่นในใจแล้วก็พุ่งตรงต่อเป้าหมายตลอด ได้ทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว พอพบหลวงพ่อท่านให้เข้าโรงงานทำวิชชาเลย ก็ปฏิบัติธรรมมา มีพื้นฐาน ได้ผลดีอยู่แล้ว ความที่ท่านตรากตรำมามาก ๗ วันแรกนี่ป่วยหนัก จนธรรมะที่เคยได้มานี่ เลือนหายไป แต่คุณยายท่านเฉยๆ นะ ไม่วิตก ไม่หวั่นไหวอะไรเลย ท่านทำใจนิ่ง ทำละเอียดเรื่อยไป พอผ่านไปสัปดาห์เท่านั้นเอง ธรรมะก็กลับมาทั้งหมด แล้วก็แตกฉานเชี่ยวชาญมากขึ้นมากขึ้น จนหลวงพ่อวัดปากน้ำให้เป็นหัวหน้าเวร ตรงนี้เป็นข้อคิดว่าคนที่ทำอะไรทำจริง ทุ่มจริงๆ ถึงคราวจะมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นจะไม่หวั่นไหว จะไม่กลัว มั่นใจในความจริงของตัวเอง แต่คนทำอะไรโลเล เหยาะๆ แหยะๆ ถ้าเกิดไปฟรุ๊คได้อะไรขึ้นมา ถึงคราวสิ่งนั้นเสียไป จะเสียอกเสียใจมาก ตีโพยตีพายมากเลย เพราะว่ารู้ว่าโอกาสจะกลับมาอีก ยากเหลือเกิน เพราะที่ได้มา มันฟรุ๊ค แต่คนไหนจริงล่ะก็ ไม่กลัวเลย มั่นใจในความจริง ทุ่มลงไปจริงๆ เดี๋ยวก็ต้องได้ แล้วคนที่จริงนี่ยังมีอานิสงส์ต่อตามมาอีกคือทำให้เป็นคนที่รู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร จะเป็นคนกล้าตัดสิน คนเราตัดสินใจ ถามว่ามีโอกาสผิดไหม มี แต่คนที่ทำอะไรทำจริง ตัดสินใจพื้นฐานว่าใจจรดมาแล้วอย่างจริงจัง ใจนิ่งนี่ โอกาสผิดมันน้อย แล้วถึงแม้จะผิด ผิดนั้นก็จะเป็นครู เพราะได้ไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว ก่อนจะตัดสินใจ รู้เงื่อนไขข้อมูลอย่างดี พอตัดสินใจเปรี้ยงลงไป ถึงแม้ผิด คราวหน้าเจอเรื่องคล้ายๆ กันก็จะไม่ผิดซ้ำอีก มันจะชัดเจนขึ้นมาในใจเลย แต่คนไหนทำอะไรโลเลๆ นี่ เจอเรื่องแบบเดิม ๑๐ ครั้ง ก็ยังไม่รู้ว่าจะตัดสินใจยังไงอยู่ดี เพราะไม่กล้า กลัวไปหมด เพราะงั้นพวกเราลูกหลานยายทุกคนขอให้เป็นคนจริง ทุ่มจริงๆ ทำจริงๆ ถ้าจะดูตัวอย่างคุณยายในช่วงที่ใกล้ขึ้นมา ที่พวกเราเองจำนวนไม่น้อยยังพอทัน คือเมื่อปี ๒๕๓๑ ที่คุณยายท่านเป็นประธานทอดผ้าป่า ทอดกฐินสามัคคี อายุ ฉลองอายุ ๘๐ ปีคุณยายนี่ ท่านเป็นประธานกฐินครั้งแรก เมื่อเป็นประธานกฐิน ใจท่านจรดทีเดียวนะ พบใครท่านชวนมาร่วมบุญกฐินกับท่านหมดเลย แล้วท่านไม่ได้นั่งรอให้เขามาหาท่านอย่างเดียว คุณยายไปเยี่ยมบุกทุกกุฏิในวัด ไปเยี่ยมพระธรรมทายาทที่ธุดงค์พระ ไปเยี่ยมอุบาสก อุบาสิกา บอกว่าทุกคนต้องช่วยยายนะ มาร่วมบุญกฐินกับยายนะ เท่านั้นไม่พอ ท่านนั่งรถออกไปนะ ท่านบอกบุกถึงบ้านหมดเลย คนเก่าคนแก่ ลูกหลานยาย ใครเคยมาวัด แม้จะห่างไป คุณยายตามไปเยี่ยมหมด พอจะรู้ใครอยู่ที่ไหนตามไปเยี่ยม ไปชวนมาร่วมบุญกับยาย เท่านั้นไม่พอ ท่านนั่งเครื่องบินบ้าง ท่านนั่งรถบ้าง แล้วแต่ว่าที่ใกล้ไกลไปถึงศูนย์กัลยาณมิตรต่างจังหวัดแน่ พิษณุโลก เชียงใหม่ สงขลา ท่านไปมาหมดแล้ว ไปชวนทุกคนว่าต้องมาร่วมบุญกฐินกับยายนะ ใจท่านจรดจริงๆ นี่ขนาดท่านอายุ ๘๐ แล้วนะ ขึ้นเหนือล่องใต้ ลุยตลอดหมดเลย ท่านบอกว่าต้องชวนเขามาร่วมบุญกับยาย ยายจะได้รักษาสมบัติให้เขา เขาจะได้ร่วมบุญกับยาย ยายจะได้ขนไปให้หมดเลยนี่ เกิดภพหน้าชาติหน้าต่อไปจะได้มาสร้างบุญกับยายอีก ผลจากการที่คุณยายใจจรดทุ่มไปขนาดนี้ กฐินปีนั้นถือว่าเป็นกฐินประวัติศาสตร์ของวัดพระธรรมกาย สาธุชนมาจากทั่วทุกสารทิศล้นหลามมาหมดเลย มากที่สุดตั้งแต่สร้างวัดมา ไม่เคยมีมากขนาดนั้นมาก่อน ทั้งที่ความจริงเราอยู่ในท่ามกลางกระแสข่าวในยุคนั้น ข่าวเรื่องชาวนาต่างๆ ขึ้นหน้า ๑ พาดหัวหนังสือพิมพ์ คล้ายๆ สมัยนี้ แต่ความที่คุณยายท่านใจจรดเอาจริง เริ่มจากคนเดียวนี่ ขยายไปถึงลูกศิษย์ลูกหาหมดทุกคน ทุกอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือหมดเลย หนี้ในการซื้อที่สร้างวัด ๒ พันไร่หมดเลยนี่ กฐินยายครั้งเดียว พลิกสถานการณ์ทุกอย่างหมด จากความจริงของท่าน นี้เป็นความจริงในวัย ๘๐ เพราะงั้นลูกหลานยายทุกคนทำอะไร ขอให้ทำแล้วจริงๆๆ อย่างคุณยายอาจารย์ของเราเถอะ ฆราวาสธรรมข้อที่ ๒. ทมะ ความหมายคือการฝึกตัวเอง ข้อนี้มีความหมายนัยกว้างมาก จะขอยกคุณธรรมสัก ๒ ข้อที่นักฝึกตัวเองจะต้องมี คือ ข้อ ๑. ความเคารพครูบาอาจารย์ และ ข้อ ๒. ไม่เป็นโรคน้อยใจ ข้อแรก ความเคารพครูบาอาจารย์นี้ นักฝึกตัวเองทุกคนต้องมี คนไหนไม่เคารพครูบาอาจารย์ล่ะก็ คนนั้นเอาดีไม่ได้ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา พระองค์ตรัสรู้ธรรมใหม่ๆ พระองค์ยังพิจารณาเลยนะว่าเอ๊ะใครหนอในภพนี้ในโลกนี้ ที่มีคุณธรรมยิ่งกว่าพระองค์ ควรที่พระองค์จะได้ให้ความเคารพ ควรที่พระองค์จะได้ผูกใจเอาไว้ เพราะพระองค์ทราบดีว่าคนที่ขาดสิ่งซึ่งเป็นที่เคารพนั้น ไม่ดีเลย แต่เมื่อสำรวจตรวจดูทั้งหมดแล้ว หาบุคคลที่มีคุณธรรมยิ่งกว่าพระองค์หาไม่ได้ เพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีคุณธรรมสูงสุด พระองค์ก็ถือเอาพระธรรมนี่เป็นสิ่งที่พระองค์ให้ความเคารพ นี่ขนาดพระพุทธเจ้า ยังแสวงหาสิ่งอันควรแก่การเคารพ เพราะฉะนั้นเราทุกคน นักฝึกตัวเองทุกคน นักสร้างบารมีทุกคน ก็จำเป็นจะต้องมีความเคารพครูบาอาจารย์เหมือนกัน คนไหนผูกใจไว้กับครูบาอาจารย์ ให้ความเคารพครูบาอาจารย์อย่างเต็มที่ล่ะก็ คนนั้นก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองไม่ตกต่ำ โบราณท่านเรียกว่าเป็นศิษย์มีครู คุณยายอาจารย์ของเรา ท่านให้ความเคารพครูบาอาจารย์ คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อย่างยอดเยี่ยมเลย ความเคารพของท่านไม่ได้มีเฉพาะตอนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมีชีวิตอยู่เท่านั้นนะ แต่แม้ละโลกไปแล้วก็ตาม ดูตัวอย่างง่ายๆ ตอนหลวงพ่อวัดปากน้ำจะมรณภาพ ท่านสั่งคุณยายอาจารย์ไว้ว่าให้รออยู่ที่วัดปากน้ำ อย่าไปไหน จะมีผู้ที่มีบุญ มารับช่วงวิชชา ให้คุณยายสอนธรรมะ เดิมคุณยายอาจารย์ท่านก็คิดว่าสิ้นหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็คิดว่าคงจะไปปฏิบัติธรรมที่บ้านเกิด เพราะถือภารกิจท่านก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อมีคำสั่งของครูบาอาจารย์มาอย่างนี้ คุณยายท่านก็อยู่ แม้จะไม่ได้ฝึกมาในเรื่องของการเผยแผ่โดยตรง ทุ่มกับการทำวิชชามาตลอด แต่เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งให้สอนธรรมะ ท่านก็สอน จนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะได้มาเรียนธรรมะกับคุณยาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะและหมู่คณะทั้งหมดก็ตามเสริมขึ้นมา จนกระทั่งได้มาสร้างวัดพระธรรมกายอย่างปัจจุบัน คำสั่งของครูบาอาจารย์ แม้ละโลกไปแล้ว ท่านถือว่าเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องปฏิบัติตาม เทิดทูนไว้เหนือเกล้า แม้คุณยายอาจารย์ทองสุก คุณยายอาจารย์เองก็ถือว่าท่านเป็นครูสอนธรรมะคนแรกให้ ภายหลังออกบวชพร้อมกันนี่นะ แล้วก็อยู่กันมาคล้ายๆ เพื่อน แต่คุณยายก็นึกเสมอ ระลึกถึงคุณของคุณยายทองสุกเสมอ ว่าเป็นผู้สอนธรรมะคนแรกให้ อะไรที่จะทำเพื่อทดแทนคุณคุณยายทองสุกได้ คุณยายท่านทำเต็มที่ตลอด รู้ว่าคุณยายทองสุกท่านได้อยากได้ธรรมะ อยากได้วิชชา แต่ว่าต้องออกไปทำหน้าที่เผยแผ่ตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่ง เพราะฉะนั้นในช่วงที่คุณยายทองสุกท่านไม่อยู่ วิชชาอะไรที่ค้นได้ในช่วงนั้น พอคุณยายทองสุกกลับ คุณยายอาจารย์จะถ่ายทอดให้หมดเลย ถือเป็นการแทนคุณคุณยายทองสุกส่วนหนึ่งด้วย แม้ช่วงที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านละโลกไปแล้ว คุณยายทองสุกท่านป่วย คุณยายอาจารย์ของเราเองก็ตามดูแลอย่างดีตลอด ไม่มีความรังเกียจเลย คุณยายทองสุกท่านเป็นมะเร็ง แผลเน่าเปื่อยมีกลิ่นเหม็นมาก คุณยายก็ไม่รังเกียจ ดูแลปรนนิบัติ อุปัฏฐากอย่างดี คุณยายทองสุกท่านมีทุกขเวทนาจากแผล บางครั้งอารมณ์เสีย เอายาไปให้ ก็ไม่ทาน ไม่ยอมทานไม่ยอมกิน คุณยายท่านก็ไม่ได้ถือสา ยังไม่ทาน ท่านก็เอาออกมา คอยสังเกตอารมณ์ ดูตอนไหนคุณยายทองสุกอารมณ์ดี ท่านก็เอายากลับไปให้ใหม่ ดูแลอย่างดี จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต คุณยายทองสุกก็สิ้นลมในอ้อมแขนคุณยายของเรานี่ เมื่อเสียแล้วคุณยายก็ยังจัดพิธีศพให้อย่างสมเกียรติยิ่งใหญ่ในยุคนั้นทีเดียว นี่คือคุณยายอาจารย์ของเรา ความเคารพครูบาอาจารย์เต็มที่เลย ความเคารพนี้เด็กๆ ทั่วไป ส่วนใหญ่ก็มักจะมีกัน แต่เราจะดูว่าคนไหนเป็นคนมีความเคารพครูบาอาจารย์จริงหรือเปล่า ให้สังเกตดู ๒ ตอน ตอนที่ ๑. คือตอนที่เริ่มโตขึ้น ตอนเด็กๆ น่ะเคารพเชื่อฟังอยู่แล้ว เชื่อฟังพ่อแม่ เชื่อฟังครูอาจารย์ แต่จะดูว่าจริงไม่จริง ต้องดูตอนโต พอเริ่มโต มีความรู้มากขึ้น ไปเห็นสิ่งต่างๆ มากขึ้น ดูซิว่ามีทิฏฐิมานะ คิดว่าตัวเก่งแล้ว ไม่อยากจะฟังครูแล้วหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ แสดงว่าคนนั้นยังเคารพไม่จริง คุณธรรมยังมีไม่จริง มีแค่แบบตื้นๆ พื้นๆ เหมือนเด็ก แต่คนมีความเคารพจริงๆ จะไม่ยกตัวขึ้นเหนือครูเลย คนไหนเป็นครู ก็คือครูตลอดชีวิต ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานมากน้อยเพียงใดก็ตาม อีกตอนที่ต้องดู คือตอนที่เจอครูอาจารย์สอนหนักๆ เข้า ดูว่าจะรับได้ไหม เพราะการสอนไม่จำเป็นต้องมานั่งสอนอย่างไพเราะอย่างเอาอกเอาใจอย่างเดียว การสอนมีหลายวิธี ซึ่งครูอาจารย์ท่านก็จะเลือกสอนด้วยวิธีการต่างๆ ที่เห็นเหมาะสมเหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ตรัสกับพระอานนท์บอกว่าดูก่อน อานนท์ เราจะไม่ทำกับเธอ พวกเธอทั้งหลายนี่อย่างทะนุถนอม เหมือนช่างปั้นหม้อที่ทำกับหม้อดินที่ยังดิบอยู่ เราจะขนาบแล้วขนาบอีก ไม่มีหยุด เราจะชี้โทษแล้วชี้โทษอีก ไม่มีหยุด ผู้ใดมีมรรคผลนิพพานเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจึงจะทนเราได้ ช่างปั้นหม้อที่ยังดิบๆ เราคงเคยเห็นใช่ไหม เขาเอาดินมาแปะไว้บนแท่นที่หมุนคล้ายๆ ล้อรถยนต์นี่ ต้องคอยแต่งคอยระวัง ถ้าทำอะไรแรงไป เดี๋ยวมันจะเสียรูป ต้องคอยแต่งให้รูปทรงให้สวยงาม ทำอย่างเอาใจ แต่พระพุทธเจ้าพระองค์บอกจะไม่ทำอย่างนั้น จะขนาบแล้วขนาบอีกไม่มีหยุด จะชี้โทษแล้วชี้โทษอีก ไม่มีหยุด ผู้ใดมีมรรคผลนิพพานเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจึงจะทนเราได้ เพราะฉะนั้นจะดูว่าคนไหนมีความเคารพจริงหรือไม่ ก็ดูตอนนี้ ตอนเจอกันสอนแบบหนักๆ ดูซิว่าทนได้หรือเปล่า ถ้าคนไหนมีมรรคผลเป็นแก่นสาร คนนั้นก็ทนได้ ตอนช่วงนี้เป็นหินรองทองเลย จะดูคนไหนทองแท้หรือทองเก๊ ก็ดูกันตอนนี้ เพราะงั้นนักฝึกตัวเองจะต้องฝึกตัวให้มีความเคารพแล้วก็รับได้ต่อคำสอนทุกรูปแบบ วิธีการสอนทุกรูปแบบ โดยถือเอาคุณธรรม เอาความดี เอามรรคผลนิพพานเป็นแก่นสาร เป็นที่ตั้ง คุณธรรมประการที่ ๒. ที่นักฝึกตัวเองต้องมีก็คือจะต้องไปเป็นโรคน้อยใจ คนเราอยู่ด้วยกันนี่ จะให้ทุกอย่างนี่ถูกใจนี่ เป็นไปไม่ได้ ก็ต้องมีทั้งถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง แล้วคนเราก็มักชอบเทียบคนอื่น วันนั้นตัวเองได้เปรียบก็ดีใจประเดี๋ยวประด๋าว เดี๋ยวก็ลืม แต่ถึงตอนตัวเองเสียเปรียบ เอาล่ะซิ นึกเทียบคนอื่นเขา เอ๊ะทำไมคนนั้นเขาได้อย่างนั้น ทำไมเราไม่ได้ ถ้าคนไหนขาดคุณธรรมข้อนี้ อาการที่เกิดขึ้นจะเกิดโรคน้อยใจ และก็เกิดความน้อยใจ คนไหนน้อยใจครูบาอาจารย์เข้า ท่านดุท่านสอน แล้วน้อยใจท่าน ความน้อยใจจะบดบังปัญญาทั้งหมด จะนึกไม่ออกเลยว่าเอ๊ะ เราบกพร่องตรงไหน ควรจะปรับปรุงยังไง นึกไม่ออกเลย จะเพ่งมองไปข้างนอกอย่างเดียวว่าเป็นเพราะคนนั้นไม่ดี เป็นเพราะคนนี้ไม่ดี เป็นเพราะครูอาจารย์ไม่ยุติธรรม ลืมมองตัวเองว่าตัวเองบกพร่องตรงไหน ยังหย่อนคุณธรรมในด้านใด ต้องปรับปรุงแก้ไขยังไง จะมองข้ามตรงนี้ไปเลย ความน้อยใจทำให้มองออกไปข้างนอกทั้งหมดแล้วจะพลาด โรคน้อยใจนี่ทำให้คนหลายๆ คนที่เริ่มต้นตั้งใจดี ต้องเหินห่างจากการสร้างบารมีไปนักต่อนักแล้ว เพราะงั้นพวกเราลูกหลานยายทุกคน อย่าเป็นโรคน้อยใจ คุณยายอาจารย์ท่านน้อยใจไม่เป็นนะ ท่านไม่เคยน้อยใจเลย หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมีลูกศิษย์ที่ใช้คล่องๆอยู่ ๔-๕ คน จะสั่งงานสั่งวิชชา ท่านก็จะสั่ง ๔-๕ ท่านนี่ เพราะใช้คล่องที่สุด วิชชาเชี่ยวชาญที่สุด แต่บางทีพอใช้คนหนึ่ง อีกคนก็น้อยใจ ทำไมหลวงพ่อไม่ใช้เรา พอใช้คนที่ ๒ อีกคนก็น้อยใจ แต่คุณยายอาจารย์ท่านไม่เคยน้อยใจเลย หลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งวิชชาท่าน ใช้งานท่าน ท่านก็ทุ่มทำเต็มที่เลย แต่ถึงคราวหลวงพ่อไม่ใช้ ท่านใช้คนอื่น คุณยายท่านไม่น้อยใจ ท่านเฉยๆ ท่านก็เอาใจเข้ากลาง ทำวิชชาไป เอาใจเข้ากลางไป เพราะนั่นคือหน้าที่อยู่แล้ว วิชชาท่านก็เชี่ยวชาญขึ้นเรื่อยๆ เชี่ยวชาญขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายท่านก็คล่องที่สุด หลวงพ่อวัดปากน้ำก็เลยเรียกใช้มากที่สุด เพราะความไม่มีโรคน้อยใจนี่เอง ไม่มีเครื่องบั่นทอนใจ มีแต่รุดหน้าไปอย่างเดียว เพราะเหตุนี้กระมัง หลวงพ่อวัดปากน้ำถึงขนาดยกย่องคุณยายว่าเออ ลูกจันทร์นี้เป็นหนึ่งไม่มีสอง เพราะท่านมีคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่อย่างนี้นี่เอง ดูเผินๆ ความน้อยใจเหมือนกับว่าเอ๊ะ ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร แต่ความจริงสำหรับนักสร้างบารมีแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ โดยเฉพาะการสร้างบารมีแบบเป็นทีม แม้วัตถุสิ่งของท่านก็ไม่ติด ไม่น้อยใจ เขาเอาน้อยหน่ามาถวายผู้ทำวิชชาในโรงงานทำวิชชา มาถวายแล้ว คนอื่นเขาเลือกลูกโตๆ ลูกใหญ่ๆ ไป เหลือแต่คุณยายคนสุดท้าย เป็นลูกเล็กที่สุด ท่านก็รับมา แล้วท่านก็ทาน ก็อร่อยดี ไม่เห็นเป็นอะไร ไม่น้อยอกน้อยใจอะไร เพราะงั้นพวกเรา อย่านึกว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แค่น้อยหน่าลูกเดียวๆ ไม่เห็นมีสาระสำคัญ ทำไมต้องยกเอามาขึ้นมาพูดด้วย ลองสังเกตตัวเราเองเถอะ ถ้ารับของอะไรมาหลายๆ ชิ้นนะ พอรับปั๊ปนี่ พอหยิบดูของในมือตัวเองปั๊ปนี่ สักพักต้องเหลียวดูข้างๆ ว่าเขาได้ยังไง สวยกว่าเราหรือเปล่า ดีกว่าเราหรือเปล่า ถ้าอย่างนี้แสดงว่าเออ เชื้อน้อยใจเราเองยังพอมีอยู่เหมือนกันนะ ถ้าเผลอๆ เราก็จะฟูขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ไม่ทราบ เพราะฉะนั้นต้องเร่งขวนขวายฝึกตัวเองต่อไปแบบคุณยายอาจารย์ของเรา ไม่ให้มีเลย ได้อะไรมาก็พอใจอย่างนั้น อย่าไปเทียบเปรียบคนอื่นเขาไม่ต้อง เราดูตัวเอง สังเกตตังเอง ดูข้อบกพร่องตัวเองเยอะๆ แล้วตั้งใจฝึกให้มีคุณธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป พอคุณธรรมมีแล้ว อย่างอื่นตามมาเอง จะมีของตามมา โดยที่ไม่ต้องไขว่คว้าหามาเลย จะมาแบบเย็นๆ ง่ายๆ ด้วยคุณธรรมที่ฝึกไว้ดีแล้ว เพราะงั้นประการที่ ๒. ข้อสรุปก็คือว่า นักฝึกตัวเอง ทมะนี่ จะต้องมีความเคารพครูบาอาจารย์ แล้วก็ไม่เป็นโรคน้อยใจ ฆราวาสธรรมข้อที่ ๓. ขันติ คือความอดทน อันนี้พวกเราเองส่วนใหญ่ได้ฟังก็จะคุ้น อ๋อ ขันติก็อดทนนั่นเอง เราคุ้นเราทราบกัน ท่านแบ่งเป็นความอดทนต่อ ๔ ประการคือ อดทนต่อความลำบากตรากตรำ อดทนต่อทุกขเวทนา ความไม่สบายกายไม่สบายใจต่างๆ อดทนต่อการกระทบกระทั่งกัน ความเจ็บใจ แล้วประการที่ ๔. คืออดทนต่อสิ่งที่ยั่วยวนใจ อำนาจกิเลสต่างๆ ทั้ง ๓ ประการต้นนี่ คือความลำบากตรากตรำทุกขเวทนา แล้วการกระทบกระทั่งกัน คุณยายท่านผ่านมาหมดแล้ว แม้ข้อที่ยากที่สุด อดทนได้ยากที่สุดเลย คืออดทนต่อความเย้ายวนใจนี่ คุณยายอาจารย์ของเราเองก็เป็นแบบอย่างได้อย่างดีเยี่ยม ท่านไม่ติดอะไรเลย บางคนปฏิบัติธรรมได้ดี ทำวิชชาได้ รู้เห็นด้วยตัวเองแล้วว่าทำวิชชาดี แม้กระนั้นจะให้ทำวิชชานี่ ยังกลัวนะ ยังกลัวว่าเดี๋ยวจะไม่ได้ไปเที่ยว เดี๋ยวจะไม่ได้ไปสนุก ไม่ได้ไปหาประสบการณ์ชีวิต ขอไปเที่ยวก่อน ไปสนุกก่อน สักพักหนึ่ง แล้วค่อยมาทำวิชชากับหลวงพ่อ ยังติดในสิ่งเย้ายวนอย่างนี้ ยังมีอยู่ เลยบั่นทอนไปอย่างน่าเสียดาย แต่คุณยายอาจารย์ของเราเอง ท่านไม่ติดเลย ทำวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำตั้งแต่พบหลวงพ่อวันแรกเรื่อยมา จนถึงวันสุดท้าย ทำวิชชามาเรื่อย ไม่หยุดเลย ไม่เคยไปเที่ยวที่ไหน ไปสนุกที่ไหนไม่มีเลย ใจท่านมีแต่วิชชาอย่างเดียว แล้วทำวิชชากลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมงนี่ ไม่ใช่แค่นั้นนะ ท่านเองจะจัดการภารกิจส่วนตัวทุกอย่างให้เรียบร้อยหมด ถึงคราวนั่งธรรมะคราวละ ๖ ชั่วโมง คุณยายท่านนั่งแล้วนี่จะลุกเลย ลุกไปเข้าห้องน้ำต่างๆ ไม่มี ท่านจะดื่มน้ำ เตรียมทำภารกิจทุกอย่าง โดยกะเวลาให้พอดี เข้าห้องน้ำห้องท่าทุกอย่างให้เสร็จหมด พอลงมือนั่ง ๖ ชั่วโมงนี่ ท่านไม่ลุกเลย ปักใจมั่นดิ่งเข้ากลาง ไม่ถอนถอย นี่คือความจริงของท่าน นี่คือความที่ท่านไม่ติดอะไรข้างนอกทั้งหมด ใจมุ่งธรรมะอย่างเดียว อดทนได้ ทุกขเวทนาทางกายทุกอย่าง มีการเตรียมการที่ดี ใจดิ่งเอาธรรมะอย่างเดียว สิ่งเย้ายวนใจอะไร ไม่สนใจทั้งนั้นเลย เพราะงั้นเราเองลูกหลานยายทุกคน ขอให้ฝึก ให้มีความอดทนอย่างคุณยาย สร้างบารมีแล้ว ไม่มีอุปสรรคไม่มีหรอก ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกคนไปนิพพานหมดแล้ว บอกอุปสรรคไม่มี บารมีไม่เกิด ดังนั้นเจออุปสรรคอย่าท้อถอย จะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เราเดินหน้าเรื่อยไป ซึ่งจริงๆ ที่ผ่านมาถือว่ากัลยาณมิตรทุกคน ลูกหลานยายทุกคนทำได้ค่อนข้างดีทีเดียว ใครมาเห็นก็ทึ่ง กลางวันแดดจะเปรี้ยง เราไปประกอบพิธีกรรมกลางแจ้ง เราก็สู้ ยืนกันนิ่งเฉย ไม่สะทกสะท้าน อยู่ในระเบียบวินัยตลอด ไม่เฉพาะคนไทย แขกบ้านแขกเมืองมาเห็นเข้า ก็ทึ่ง ฝนจะตก เราก็เฉย ฝนตกแดดออก สู้ตลอด หนทางจะเฉอะแฉะ มีโคลน เราเฉย ในแง่ความอดทนต่อการกระทบกระทั่งกันหรือ ๒ ปีมานี้นี่ โอ้โฮ เรียกว่าสถานการณ์ได้ช่วยฝึกให้เราอย่างดีเยี่ยมเลย เรียกว่าสอบผ่านกันทุกคน สื่อจะโหมกระหน่ำมาอย่างไร เราเฉย ไม่ไปตอบโต้กับใคร ไปสู้รบตบมือกับใครก็ไม่เอา ใช้ความรุนแรงตอบ เราก็ไม่เอา ยึดหลักไม่สู้ แต่ก็ไม่หนีไปไหน จะทำความดีเรื่อยไป ซึ่งยากที่สุด คนมาล่วงเกินก็แล้ว ๑ มา ๒ ไป ซ้ายมา ขวาไป ไม่ยากเท่าไหร่นะ แต่ล่วงเกินมาแล้วนี่ เฉยๆ นิ่งๆ แต่ไม่หยุดยั้งในการทำความดี ไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอยในการทำความดีเลย ทำไปอย่างเต็มที่ อันนี้คือสิ่งที่ยากที่สุด แต่พวกเรากัลยาณมิตร วัดพระธรรมกาย ลูกหลานยายทุกคนได้พิสูจน์ว่าเราทำได้ อันนี้หลวงพี่ขออนุโมทนากับพวกเราทุกคนด้วย ฆราวาสธรรมข้อที่ ๔. คือจาคะ แปลว่าความเสียสละ ความสละนี่ มีความหมาย ๒ นัยยะคือ สละวัตถุสิ่งของ แล้วก็สละอารมณ์ วัตถุสิ่งของ เออ ไม่ติดในวัตถุนั่นเอง อารมณ์ต่างๆ ก็ไม่ติด คุณยายอาจารย์ของเราเอง วัตถุอะไรต่างๆ ท่านไม่ติดเลย อยู่อย่างเรียบง่าย ให้อะไรมา พอใจอย่างนั้น ช่วงแรกก็อยู่ ให้เตียงขาหัก ท่านก็พอใจ ดูแลทุกอย่างซ่อมแซมให้ดี ให้มุ้งเก่าๆ ขาดๆ จนหาผ้ามุ้งเดิมแทบไม่เจอ ท่านก็พอใจ ซักให้สะอาด ดูให้ดีก็แล้วกัน ถึงคราวมีอยู่คราวหนึ่ง มีคนเอาพัดขนนกยูงมาถวายหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็เอามาแจกให้กับผู้ทำวิชชา แต่เนื่องจากพัดมีอยู่แค่อันเดียว ท่านก็เลยให้ทำฉลากจับกัน แล้วหลวงพ่อท่านก็อธิษฐานว่าใครที่มีธรรมะดีเด่นขอให้ได้ คนอื่นเขาสนุกสนานจับกัน คุณยายท่านก็นิ่งๆ พอใจนิ่งๆ เข้ากลาง อธิษฐานขอให้ได้ แล้วท่านก็จับสลากเป็นคนสุดท้ายเลย ออกมาแล้วคุณยายท่านก็ได้จริงๆ พอได้ปั๊ป คนอื่นเขาก็มาแสดงความยินดีกันใหญ่ คุณยายท่านเฉยๆ พอกลับมาที่พัก รุ่งขึ้นคุณยายทองสุกท่านขอ จะเอาไปถวายพระ คุณยายท่านก็ถวายเลย ไม่ได้ติดอะไร ที่อธิษฐานให้ได้ เพียงเพื่อเป็นการพิสูจน์ถึงวิชชาเท่านั้นเอง ไม่ได้ติดวัตถุอะไร เฉยๆ อยู่ง่ายๆ อยู่ง่าย กินง่ายทุกอย่าง ใจมุ่งเอาวิชชาอย่างเดียว เรื่องความผิดในอารมณ์หรือ ใครจะมาล่วงเกินอย่างไร ท่านก็ไม่ถือสา ไปอยู่วัดปากน้ำใหม่ๆ ตอนทานข้าว แม่ครัวตักข้าวให้แล้ว กระแทกปั้ง เสือกไปให้ตรงหน้า ท่านก็รับมา นึกในใจ แม่ครัวเขาคงจะเหนื่อยนะ เออ นี่มันข้าวหลวงพ่อ เราก็ทาน ให้มีกำลัง จะได้ไปทำวิชชาต่อ ไม่ได้ถือสาเลย เราลองนึกดู เป็นเราเป็นไง ไปถึงที่แจกอาหาร มีคนกระแทกปั้งให้นี่ เป็นไง สงสัยนึกในใจ มื้อนี้อดสักมื้อ ไม่ทานก็ได้ คุณยายท่านไม่ ไม่ติดอารมณ์เหล่านี้เลย ตอนฟังตอนนึกนี่เหมือนง่ายนะ เจอเข้าจริงๆ บางทีไม่ง่ายเหมือนนึกหรอก แต่ถ้าเกิดใครตั้งใจฝึกตัวเองอย่างสม่ำเสมอดีแล้วละก็ เราก็จะสามารถทำได้ตามแบบอย่างคุณยายของเราเองเหมือนกัน ถึงคราวนั่งธรรมะ บางทีข้างๆ เขาเปิดสเตอริโอ เปิดวิทยุเสียงดัง คนนั่งด้วยกัน บางทีคนก็หงุดหงิด จะไปห้ามเขา จะไปห้ามเขาให้เขาปิดเสียหน่อย คุณยายบอกเลย ปล่อยเขาเถอะ เดี๋ยวเขาไม่พอใจ จะเป็นปากเป็นเสียงเปล่าๆ มีกรรมผูกพันอะไรมา ให้มันจบเสียตรงนี้ อย่าสร้างกรรมผูกพันกันไปอีก ให้มันจบอยู่แค่นี้เลย เฉยๆ พอเราไม่ใส่ใจ ก็ไม่เกิดเป็นเรื่องเป็นราวอะไร เสียงดังก็ไม่ได้รบกวนอะไร ถ้าเราไม่ได้ใส่ใจอะไร ไม่ติดในอารมณ์อะไร อารมณ์โกรธ อารมณ์โลภ อารมณ์หลง ไม่เอาเลย ท่านมีพระนิพพานอารมณ์อย่างเดียว คนเรามีอะไรเป็นอารมณ์ก็จะมีโอกาสกระทบกับสิ่งนั้น เช่นคนบางคนมีทรัพย์เป็นอารมณ์ อยากได้ทรัพย์มาก มีทรัพย์เป็นอารมณ์ บางคนถือเกียรติยศศักดิ์ศรีเป็นอารมณ์ คนไหนมาทำอะไรกระทบกับทรัพย์ของเขา กระทบต่อเกียรติยศศักดิ์ศรีเขาแล้วล่ะก็ เขาก็จะฮึดฮัดเป็นฟืนไฟขึ้นมาเลยนี่ แต่คุณยายของเราเองท่านยกใจท่านสูงพ้นจากเรื่องเหล่านี้ไปเสียแล้ว มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เพราะเหตุนี้ทำให้ท่านฝึกตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม ธรรมะเชี่ยวชาญตลอด เพราะว่าสิ่งที่จะเป็นตะกอนของใจ คอยเหนี่ยวรั้งใจไว้ ไม่มี ใจก็บริสุทธิ์สะอาด แล้วก็พุ่งตรงต่อหนทางนิพพานอย่างเดียว เพราะงั้นพวกเราเองกัลยาณมิตรลูกหลานยายทุกคน เราดูคุณยายอาจารย์เราเองเป็นแบบอย่างแล้ว ขอให้ตั้งใจฝึกตัวเองไป ให้มีคุณธรรม ไม่ติดในอารมณ์ต่างๆ เหมือนคุณยายอาจารย์ของเราเถอะ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ๔ ประการนี้ ถ้าเราฝึกได้แล้ว ประการแรกแน่ๆ เลย คือว่าเราจะเป็นผู้ที่เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว ไปสู่โลกหน้า จะเป็นผู้ที่ไม่เศร้าโศก อย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ตรัสไว้ ตัวเราเองจะเจริญด้วยคุณธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป มีความแตกฉานเชี่ยวชาญในวิชชาธรรมกายเหมือนคุณยายของเรา ธรรมะจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทีเดียว และเมื่อทุกคนเป็นอย่างนี้ หมู่คณะของเราเองก็จะงดงาม อีกหน่อยจะมีคนมาวัดเป็นแสนเป็นล้าน ถึง ๑๐ ล้าน ร้อยล้าน พันล้านก็แล้วแต่ ทั้งหมดก็จะอยู่กันอย่างสามัคคีกลมเกลียว เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นหมู่คณะที่เป็นแบบอย่างให้กับชาวโลกได้ การเผยแผ่ธรรมะ เผยแผ่พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกายก็จะเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็มีประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งนี้คงจะเป็นการบูชาคุณยายที่สูงสุด เป็นสิ่งที่ทำให้คุณยายอาจารย์ของเราเองท่านมีความปีติยินดีมากที่สุด เราดูคุณยายอาจารย์ของเรา นึกถึงท่านครั้งใด ให้นึกถึงคุณธรรมของท่าน แล้วก็ตั้งใจปฏิบัติ โดยยึดเอาท่านเป็นแบบอย่างเถอะ สิ่งนี้เป็นการบูชาที่สูงสุด ในช่วงท้ายนี้ก็ขอให้พวกเราลูกหลานยายทุกคนได้ตั้งใจปฏิบัติธรรม เป็นการปฏิบัติบูชา ให้กับคุณยายอาจารย์ของเราเองอีกส่วนหนึ่ง เราหลับตารวมใจของเรานิ่งๆ วางใจของเราเข้ากลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง นิ่งลงไป ในการปฏิบัติธรรมทุกครั้งขอให้ทำด้วยความตั้งใจจริง ไม่ได้เพียงแต่นั่งนะ ให้มีสัจจะ ทำครั้งใดเอาจริงครั้งนั้น ให้นึกเสมือนหนึ่งว่านั่งธรรมะครั้งนี้ เราจะเอาให้เข้าถึงธรรมให้ได้ ต้องเข้าถึงธรรมกายได้ในการปฏิบัติครั้งนี้แหละ จะนั่ง ๕ นาที ๑๐ นาที ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ตอนไหน เช้า สาย บ่าย กลางคืน ให้ตั้งใจอย่างนั้นตลอด จะไม่มีการนั่ง สักแต่เพียงว่านั่งเลย ต้องจริงอย่างนี้ นั่งครั้งใดก็เอาจริงครั้งนั้นเรื่อยไป แล้วให้นั่งปฏิบัติด้วยใจที่ผ่องแผ่ว ตะกอนของใจ จะเป็นความรู้สึกน้อยอกน้อยใจอะไรก็ตาม ความรู้สึกยังผูกพันกับวัตถุ สิ่งของ บุคคลใดก็ตาม ให้เราคลายใจเราจากสิ่งนั้น ให้ใจของเราโปร่ง โล่ง เบา สบาย ให้มีใจฝึกตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดๆ ทั้งปวง จะเป็นดินฟ้าอากาศก็ตาม จะเป็นทุกขเวทนา ความปวดความเมื่อยอะไรก็ตาม แม้การกระทบกระทั่งจากใคร หากมีมาก็ตาม อะไรที่เย้ายวนใจ ผูกพันใจอยู่ก็ตาม ให้เราคลายสิ่งเหล่านั้น สลัดสิ่งเหล่านั้นให้หลุดไปจากใจของเราให้หมดเลย มีใจที่โปร่ง โล่ง เบา สบาย ให้ผูกใจของเราเองไว้กับพระนิพพาน มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ยกใจเราเองให้สูงขึ้นกว่าอารมณ์อื่นๆ ทั้งหลาย แล้วเมื่อมีใจที่ผ่องแผ่วดีแล้ว เราก็รวมใจของเราหยุดนิ่งเข้ากลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง นิ่งลงไป ให้ใจเราดิ่งเข้าไปภายใน เข้าไปกลางดวงแก้ว กลางองค์พระใสที่ศูนย์กลางกายของเราทุกคนเลยนะ สัพเพ…….จบ PAGE PAGE 14 หน้า 431015EW-TNT