ป้าฉลวย สมบัติสุข
หลวงปู่วัดปากน้ำ · 451205-บุคคลยุคต้นวิชชา1
ป้ามาเจอหลวงพ่อวัดปากน้ำตอนอายุ ๑๗ ปี เหตุที่มาเจอหลวงพ่อก็เพราะว่าหลวงพ่อท่านส่งพระให้มาสอนสมาธิที่ จ.เชียงใหม่ ป้าเป็นคนเชียงใหม่ ตอนนั้นมีพระมาสอนสมาธิที่วัดอุปคุต ชื่อว่าพระอาจารย์สมจิต คนแถวตลาดไปกันเยอะไปเรียนสมาธิ มีคนมาชวนถึงบ้านก็ไปกันหลายคน พอตกเย็นก็ไปวัดนั่งสมาธิกัน ในวิหารของวัดอุปคุตคนเต็มไปหมด
เวลาเย็นราวๆ ๖ โมงหรือหนึ่งทุ่มคนก็เต็มล้นไปหลังวิหาร ทีหลังก็ขยายไปตามกุฏิพระ ป้าก็ไปเรียนด้วย พวกที่เป็นโรคเขาไปนั่งสมาธิเพื่อที่จะรักษาโรค เวลาที่ไปนั่งก็มีคนทำเป็นรู้เห็นก็มีบ้าง ไปเรียนกันอยู่หลายเดือน คนแถวตลาดไปกันเยอะแยะเลย ทีนี้หลายๆ คนก็บอกอยากไปกราบพระอาจารย์ใหญ่ คือหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตอนที่นั่งสมาธิก็เริ่มมาเห็นดวง ที่ทำธรรมะเป็นก็มีหลายคน พอไปพบหลวงพ่อครั้งแรก ก็ไปเรียนทำสมาธิแล้วก็กลับขึ้นมาเชียงใหม่
ต่อมาแม่ชีทองสุข สำแดงปั้น ขึ้นมาสอนที่เชียงใหม่ ต่อจากพระอาจารย์สมจิต ป้าก็ได้ต่อธรรมะแล้วก็ย้อนกลับมาหาหลวงพ่อวัดปากน้ำอีกเมื่อปีพ.ศ.๒๔๘๔ พอเดือนธันวาคมก็เกิดสงครามโลก หลวงพ่อท่านก็สั่งให้ใช้วิชชาธรรมกายแก้ไขสงครามตอนนั้นก็นั่งทำวิชชากันในโรงงานทำวิชชา เปลี่ยนเวรกันเป็นผลัด ผลัดละ ๖ ชั่วโมง ต้องทำสมาธิอยู่ตลอดเวลาข้างนอกประตูก็มีคนคอยล็อคกุญแจไม่ให้คนออก พี่ญาณีเป็นผู้ดูแลกลางคืนต้องดับไฟหมด เวลาเขาทิ้งระเบิดก็สะเทือนมาถึงวัดปากน้ำบ้างครั้งสองครั้ง หลวงพ่อท่านก็สั่งให้ทำสมาธิคุ้มครองป้องกันบ้านเมืองอาศัยพระคุ้มครอง
พอต่อมาสงครามก็เลิก ตอนนั้นถือว่าไม่แพ้ไม่ชนะ ถ้าแพ้ก็เป็นเมืองขึ้นเขา ตอนสงครามนั้นข้าวยากหมากแพง แม่ชีท้วมซึ่งทำครัวก็เข้าไปกราบเรียนหลวงพ่อว่า หลวงพ่อข้าวจะหมดแล้ว พอท่านรับรู้ก็ไม่ว่าอะไร แต่อีกวันสองวันต่อมาก็มีคนเอาข้าวบรรทุกเรือมาให้ ถึงเวลาก็จะมีคนเอามาให้ตลอด
บรรยากาศในโรงงานก็เป็นเรือนไม้ล้อมรั้วด้วยสังกะสี พระกับแม่ชีนั่งอยู่กันคนละฝั่ง พระท่านก็ขึ้นมาทางฝั่งหอไตร พวกแม่ชีก็ขึ้นทางหน้าวิหารขึ้นมาคนละทาง หลวงพ่อท่านก็ขึ้นมาทางพระ แล้วข้างบนจะมีช่องเล็กๆ อยู่สูง เวลาหลวงพ่อท่านพูด เสียงจะผ่านออกมาทางนั้น ข้างในห้องทำวิชชาสมัยแรกๆ ทั้งที่นั่งที่นอนก็อยู่ตรงนั้นที่เดียวกันตอนหลังจึงแยกออกมาจากที่ทำภาวนาเฉพาะ ใครหมดหน้าที่แล้วก็ขึ้นไปพักผ่อน ครั้งแรกการทำวิชชาจะมี ๔ ชุด ในช่วงสงครามนั้นต้องทำตลอด ทั้งรอบเช้า รอบกลางวัน รอบเย็น รอบกลางคืน มีหัวหน้าเวรชุดละ ๑-๒ คน และในห้องทำวิชชานั้นก็จะมีเตียงขาดรู้เป็นเตียงสี่เหลี่ยม นั่งได้อย่างเดียวและไม่ปะปนกับคนอื่น ขาดรู้คือตัดขาดจากความรู้สึกข้างนอกใจดิ่งเข้าไปในธรรมะข้างในอย่างเดียว จะทำสมาธิได้หลายๆ ชั่วโมง แล้วก็จะมีมุ้งเล็กๆ กันยุง สำหรับที่นั่งรวมกันอยู่ก็จะมีมุ้งหลังใหญ่ แต่คนที่นั่งเตียงขาดรู้จะแยกไปส่วนหนึ่งเลย
หลวงพ่อท่านก็จะคอยถามว่าทำสมาธิไปถึงไหนแล้ว ท่านก็จะสั่งมาว่าให้ทำอย่างนั้นๆ ถึงเวลา ๔ โมงเย็นหลวงพ่อจะสั่งงานวิชชาเป็นอย่างนั้นๆ แล้วทุกคนก็ต้องทำให้ได้อย่างนั้น พอหมดเวลาแต่ละคนเห็นอะไรบ้างก็มาเล่าให้ฟัง สิ่งที่เห็นในสมาธิตรงกันหรือไม่ แล้วก็มาพูดกันเวลาที่ทำวิชชาเก่งก็สามารถกำหนดรู้ได้ว่าใครคิดอะไร หยุดแค่นี้ไม่พอศูนย์ที่หยุดตรงหรือไม่ตรง แต่ละคนทำวิชชาจนกระทั่งเชี่ยว หลวงพ่อสามารถบอกได้ ท่านพูดออกมาแม้ในสมัยพุทธกาล คนนี้มีปัญญา คนนี้มีฤทธิ์ คนนี้สามารถทายใจคนอื่นได้ก็เก่งไปคนละอย่าง สอนแล้วเป็นได้เลย
ธรรมกายรักษาโรคก็ได้ ใช้สมาธิ เขามีวิธี ต้องไปเรียนไปรู้ สมัยก่อนคนที่เป็นโรคอะไรต่ออะไรเขาก็จะเชียนใบบอกอาการโรคไว้ แล้วก็ให้หลวงพ่อ ตอนที่ท่านรับแขก แล้วแม่ชีก็จะมารับใบสั่งไปแก้ไขโรคให้ แต่ถ้าใครมีกรรมหนักมากๆ ก็ไม่หาย บางคนที่กรรมน้อยหน่อยแก้ไขอะไรไปเจ้าของสนใจทำสมาธิก็ได้ผล มีแขกอินเดียมาหาหลวงพ่อตอนที่ท่านลงรับแขก แกเป็นอัมพาตแล้วมานั่ง ก็ทำให้ดีขึ้น
ชุดที่นั่งสมาธิกับหลวงพ่อมีราวๆ ๓๐-๔๐ คน ช่วงสงครามโลก หลวงพ่อท่านไม่ให้ออกไปไหน ให้รวมๆ กันไว้ เวลาทำวิชชาคนยิ่งมากยิ่งดีแล้วการทำวิชชาดับดาวก็มีจริง หลวงพ่อเป็นคนสอน สามารถทำได้ ดับได้จริง แล้วมีคนเห็นพระพุทธเจ้าบนท้องฟ้า ในวันวิสาขบูชาเห็นด้วยตาเนื้อ หลวงพ่อท่านอาราธนามา การทำวิชชาถ้าสามารถไปถึงที่สุดได้ ก็ไม่เกิดไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย หมายความว่าหลุดออกไปจากกิเลสพวกนี้ หลวงพ่อท่านยังทำหยุดแต่ก็ยังไปไม่ถึงที่สุด ก็เลยยังแพ้มัจจุราชอยู่ หลวงพ่อท่านเคยเอาร่างของโยมแม่ไว้เพื่อจะทำให้ฟื้นขึ้นมา เอาไว้ตั้ง ๑๔ ปี แต่สุดท้ายก็ต้องเผา เพราะว่าหลวงพ่อท่านป่วย ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ หลวงพ่อท่านก็เคยสั่งเสียคณะทำวิชชาว่าให้ทำกันต่อไป คือตอนทำวิชชาจะเปลี่ยนเป็นชุดๆ ชุดนั้นออก ชุดนี้เข้า ก็ได้ยินท่านสั่งอย่างนี้
หลวงพ่อท่านบอกว่าต้องการช่วยคนให้พ้นทุกข์ทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำจะว่าใจดีก็ใจดี จะว่าดุก็ดุและท่านเป็นคนตรง ถ้าเห็นว่าเป็นอย่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้ ขนาดสมเด็จวัดโพธิ์เป็นหลานของท่าน ท่านบอก "เฮ้ยของเรามันถูกอยู่แล้วแน่นอนอยู่แล้วจะไปกลัวอะไร" เคยมีสมัยก่อนคณะเนกข้มม์ปลูกกุฏิเป็นหลังๆ ให้พระที่ทำกรรมฐาน ตอนนั้นกำลังสร้างได้ไม่กี่หลัง วันนั้นสมเด็จวัดโพธิ์สมัยท่านยังไม่ได้เป็นสมเด็จ ท่านมาที่ศาลาฉันข้าว มีใครก็ไม่รู้มาถามหลวงพ่อ "วันนี้มีใครรับสร้างกุฏิหรือเปล่า" หลวงพ่อท่านบอก "มีซิ" สมเด็จท่านรอตั้งนานว่าจะมีคนมาสร้างใหม่ จนกระทั่งฉันเสร็จคนก็เดินกันมาหลายคน มากราบหลวงพ่อ เขาเดินผ่านมาเห็นว่ากำลังสร้างกุฏิหลังเล็กๆ เขาก็ศรัทธาอยากจะสร้าง หลังละเท่าไหร่แล้วเขาก็รับไป เท่าไหร่ไม่ทราบ ทีหลังสมเด็จบอกว่าหลวงพ่อท่านพูดตรงเกินไป "อ้าวเป็นของจริงกลัวอะไร" ท่านพูดออกไป แล้วก็เป็นไปตามนั้น
อย่างท่านบอกว่าสมเด็จวัดโพธิ์จะได้เป็นสังฆราช ไม่น่าเชื่อไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นจริง เพราะว่าคนที่รอจะขึ้นเป็นสังฆราชมีอยู่อีกองค์คือพระพิมลธรรม วัดมหาธาตุ ถ้าสังฆราชองค์เก่าสิ้น พระวัดมหาธาตุต้องได้ขึ้นแน่นอนแต่พอดีมีเรื่องเกิดขึ้น ก็มาเป็นวัดโพธิ์ ท่านจะพูดเฉพาะเรื่องที่จำเป็น คิดไม่ถึง ถึงเวลาจริงๆ คาดไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้
สมัยตอนหลวงพ่อมาอยู่วัดปากน้ำแรกๆ หลวงพ่อมาอยู่ท่านก็ทำตามความถูกต้อง ไม่มีอะไรกับใคร แต่คนที่มาอยู่รุ่นเก่า ที่เขาอยู่แถวนั้นก็มีบารมีเป็นที่นับถือ อาจจะไม่ชอบใจ เวลาหลวงพ่อท่านทำอะไรลงไปก็จะเป็นข่าวโจมตี แต่ยิ่งว่าไม่ดียิ่งดัง ของเรามันดีอยู่แล้วไม่ได้ไปทำความเสียหายอะไร คล้ายๆ กลองยิ่งตีมันยิ่งดัง แทนที่คนเขาว่าจะทำให้เสื่อมเสียหาย แต่กลับเป็นตรงกันข้าม
หลวงพ่อวัดปากน้ำจะไม่หวงวิชชา ท่านจะถ่ายทอดให้หมดเลย บางคนหลวงพ่อก็สั่งออกไปเป็นครูสอนธรรมะ อย่างแม่ชีทองสุข สำแดงปั้น หลวงพ่อท่านส่งไปสอนที่เชียงใหม่แล้วก็ไปหลายที่ อย่างแม่ชีเธียรก็ไปสายเดียวกับแม่ชีทองสุข แล้วต่อมา มาประจำฝั่งพระนคร แม่ชีญาณี เมื่อก่อนก็สอนธรรมะ พอตอนเย็นก็ไปสอนธรรมะกับคนที่บ้านอยู่ใกล้ที่ทำวิชชา แม่ชีจันทร์เขาก็มาทางสายแม่ชีทองสุข แม่ชีทองสุขสิ้นไปหลังหลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว ๓-๔ ปีแล้ว แม่ชีจันทร์ก็สอนธรรมะต่อ เอาเทปคุณยายทองสุขมาเปิดสอนสมาธิ ปลูกบ้านอยู่ข้างศาลาเป็นบ้านหลังเล็กๆ ตอนนี้เป็นสวนสาธารณะแล้ว มีนิสิตเกษตรพอเลิกเรียนก็พากันมานั่งสมาธิ มีหนุ่มๆ สาวๆ ๕-๖ คน ต่อมาก็ชวนกันมาเพิ่มขึ้น แม่ชีจันทร์เป็นคนคอยดูแลพวกทำสมาธิ
เป็นเรื่องจริงที่ว่าแม่ชีจันทร์ไม่รู้หนังสืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แต่สามารถทำให้นิสิตนักศึกษาทั้งหลายศรัทธาในวิชชาธรรมกายได้ เขามานั่งกันที่บ้านธรรมประสิทธิ์ น่านับถือว่าเขียนหนังสือไม่ได้ อ่านไม่ออกแต่ทำให้เขาเชื่อถือได้ ถ้าเขาทำไม่ได้ไม่รู้ไม่เห็น เขาก็คงไม่เชื่อ
พวกนิสิต นักศึกษามาเรียนกันมาก เรียนเสร็จก็กลับบ้าน ต่อมาก็ย้ายไปตั้งวัดพระธรรมกาย ลองไปวัดพระธรรมกายดูซิ เขาทำได้ดีคนหนุ่มสาวคนมีความรู้ส่วนใหญ่จะสำเร็จปริญญาทั้งนั้นคนมาตั้งเป็นหมื่นเป็นแสน เงียบไม่มีเสียง ลองไปวัดอื่นๆ วัดธรรมดาแค่ ๕๐-๖๐ เสียงเจี้ยวจ้าว ในข่าวมีการโจมตีก็ไม่รู้ว่าจะมีใครหวังดีสักกี่คน เขาจะเอาเรื่องเรี่ยไรสร้างเจดีย์ แต่ลองคิดดูถ้าทำงานใหญ่ไม่มีเงินทำไม่ได้ นี้ตั้งใจจะเผยแผ่วิชชานี้ให้ไปทั่วโลก ถ้าหากมีสาขาวัดพระธรรมกายมากก็จะไปไวจะตั้งสำนักแต่ละแห่งต้องใช้เงินทำงานใหญ่ สร้างเจดีย์ตั้งหลายร้อยล้าน เรื่องนิพพานเป็นอัตตาที่เขาโจมตีนั้น อัตตาหรือไม่อัตตาไม่รู้ ใครนั่งใครก็เห็น ของมีจริงก็เห็นได้ เขาเอาเรื่องถวายข้าวพระในนิพพานมาอ้าง เขาว่าเป็นไปได้ยังไง เขาเรียนมากันตั้งเยอะแยะไม่เจอ แต่ละคนทำใจให้ว่างไม่มีกิเลสก็ไปนิพพานได้ บางคนเข้าใจว่าพอว่างแล้วไม่มีอะไรแล้วก็ไปนิพพาน มันก็ง่ายเกินไป ก็มีเทศน์บ่อยๆ หลวงตามหาบัวท่านบอกวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๓ ไม่ต้องไปถามใครอีกแล้ว ได้รู้ได้เห็นด้วยตัวของท่านเอง หนังสือพิมพ์ไม่เข้าใจก็เอามาตี ท่านยืนยันหลายครั้งแล้ว ท่านบอกนรกมีจริง สวรรค์มีจริง นิพพานมีจริง ใครจะพูดยังไงท่านไม่เชื่อเขา คนที่เรียนมาตำราบอกมาว่ายังไงก็เป็นไปอย่างนั้น ไม่นั่งสมาธิแต่จะมาเถียงคนที่เขารู้เขาเห็นต้องปฏิบัติยังไม่ได้ทำก็จะยังไม่รู้ ก็บอกของเขาไม่จริงอย่างนั้นอย่างนี้ คนที่จะว่าเขาได้ต้องนั่งไปดู แล้วเห็นว่าจริงหรือไม่จริงใครเห็นใครก็รู้ จะให้มายืนยันเป็นเรื่องที่พูดยาก
หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านรู้เห็นมาแล้วว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เห็นก็พูดออกไป แล้วหลวงพ่อนี้ใครจะมาดูถูกอะไรท่านไม่ได้ ใครที่ดูถูกท่านคนนั้นมักจะตกต่ำ ท่านไม่ได้ไปทำอะไรเขา แต่ว่าผลจากการกระทำจะทำเขาเอง คนที่มีบุญบารมีอย่าไปดูถูกเขา จะเป็นโทษ มาถึงตัวเองได้
สิ่งที่ทำให้ป้าคิดอยากจะศึกษาวิชชาธรรมกาย เพราะว่าเราปฏิบัติแล้วเห็น การทำสมาธิทำให้เกิดปัญญาประกอบกัน ถ้าพูดถึงการทำบุญอะไร บุญจะมากกว่ากัน คือการทำสมาธิแค่ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ได้บุญเป็นอสงไขย ทำภาวนาจะได้มากกว่าทุกอย่างเพราะทำให้ใจบริสุทธิ์ ทำให้ใจของเราสงบ การที่ใจบริสุทธิ์ใจสงบบุญมันมากกว่าอะไรทั้งหมด ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่มีอะไรมาจูงใจให้ขุ่น
การทำทานเป็นเรื่องประกอบ ถ้าเราไม่มีการให้ทาน คนอื่นจะอยู่ได้ยังไง ช่วยชีวิตปล่อยโคกระบือ ปล่อยปลา ก็ดีให้ชีวิตเขา ในสมัยพุทธกาลมีสามเณรองค์หนึ่งอยู่อีก ๗ วันจะหมดอายุขัย เลยขอลากลับบ้าน ระหว่างที่เดินทางไปมีปลาติดอยู่ในแอ่งน้ำ น้ำมันแห้งหมดแล้วเลยเอาปลาไปปล่อยลงน้ำไป พอถึงกำหนดสามเณรไม่ตายอยู่มาได้ก็ไปถามพระพุทธเจ้า ท่านก็บอกว่าระหว่างทางได้ไปช่วยชีวิตปลาไว้ หมายความว่าช่วยชีวิตเขามาช่วยชีวิตตัวเอง ทำให้ตัวเองอายุยืน ถ้าพูดถึงดีที่สุดคือการทำสมาธิ
องคุลีมาลที่เป็นพระอรหันต์ได้แม้ก่อนนั้นท่านเคยฆ่าคน เพราะว่าใจของท่านบริสุทธิ์ในระยะสุดท้าย บริสุทธิ์หมายความว่าเปลื้องกรรมอันนั้นออกไป แต่จะว่ากรรมจะไม่ถึงท่านก็ไม่ใช่ เวลาท่านออกไปบิณฑบาตชาวบ้านก็พากันขว้างปาก้อนหิน คนทำกรรมอะไรไว้ย่อมได้ผลของกรรมนั้น อย่าไปนึกว่าเขาทำมาเราทำไปไม่ได้นะ คือพยายามอย่าไปเบียดเบียนเขาพยายามทำให้กรรมชั่วนั้นหมดจากใจ ใจเราสะอาดบริสุทธิ์ก็เหลือแต่ความดี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ป้าได้มาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ
เรื่องสมาธินี้ถ้าปฏิบัติแล้วจะเห็นจริง ถ้าทำสมาธิแล้วจะเห็นไปตามขั้นตอนจะเห็นเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นฝรั่งหรือไทย สุดท้ายจะเห็นเหมือนกันหมด
เคยมีเด็กคนหนึ่งมานั่งสมาธิ ก็ให้เขานึกถึงพระประธานนี้ เขาเอามาเป็นนิมิตมาเป็นเครื่องหมาย เพื่อเป็นอุบายให้ใจหยุด แต่ว่าถ้าเห็นองค์พระแล้วใช้ได้เพื่อให้ใจหยุด หยุดแล้วก็ทำต่อไป มีดวงแก้วมีกาย คนที่เห็นแล้ว ไม่ต้องมีใครบอก ว่ากายที่เห็นออกมามีกายอะไรบ้าง เด็กคนนี้ไม่เคยนั่งมาก่อนไม่เคยรู้ เขานั่งตอนนั้นใครมาทำอะไรข้างๆ ไม่สนใจ เขาไม่รู้เรื่อง ถามอะไรเรื่องสมาธิเด็กตอบถูกหมดเลย เคยไปดอยสุเทพเขามีพระแก้วใสตั้งอยู่องค์หนึ่ง ถามเขาว่าพระที่เห็นใช่อย่างนี้หรือเปล่า เขาบอกว่าใช่เลย ทั้งที่เคยเห็นพระประธานมามากมายหลายแห่ง ก็ถามเขาว่าใช่ไหมเขาบอกว่าไม่ใช่แต่พอเห็นองค์นี้บอกว่าใช่เลย
พอขั้นสุดท้ายทุกคนจะเห็นเหมือนกัน พระองค์เดียวกัน ผลสุดท้ายต้องเป็นอย่างนี้เป็นกายอย่างนี้ คนนับถือศาสนาอื่นนั่งเห็นเป็นดวงดาว เป็นดวงอาทิตย์ ก็ใช้ได้ เพ่งหนักๆ เข้าก็เป็นดวงแก้วเหมือนกัน ถ้าไปนรกสวรค์ก็ต้องทำให้เห็นกาย ถ้าทำกายให้เห็นองค์พระจึงจะรู้จะเห็นได้
ปัจจุบันคุณป้าฉลวย สมบัติสุข มีอายุ ๗๘ ปีแล้ว ยังคงปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกายอยู่ตลอด และได้เมตตาแนะนำผู้ที่สนใจในการฝึกสมาธิอยู่ที่ วัดชัยศรีภูมิ จ.เชียงใหม่ ในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ในช่วงเวลาบ่ายโมงถึงบ่าย ๔ โมง สำหรับผู้สนใจสามารถไปปฏิบัติได้ในวันและเวลาดังกล่าว