ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ป้าจินตนา โอสถ

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 451205-บุคคลยุคต้นวิชชา1

PDF
หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เปรียบประดุจร่มโพธิ์แก้วที่ให้ความร่มเย็น แก่ทุกชีวิตที่ได้เข้ามาอาศัยใต้บารมีท่าน เปลี่ยนชีวิต จากผู้ทุกข์ยากให้มีความสุขในเส้นทางอันดีงาม ความเมตตาของท่าน ไม่มีประมาณ ทุกคนที่มาเจอท่าน ต่างก็รู้สึกว่า เหมือนได้พบบิดาบังเกิดเกล้า ที่เคยพลัดพรากจากกันมานานแสนนาน ดังชีวิตของคุณหมอจินตนา โอสถ แพทย์แผนโบราณ วัย ๗o ปี ที่ยึดมั่นในความดีงาม และธรรมะที่หลวงพ่อได้พร่ำสอน กล่าวได้ว่าการได้ชีวิตที่เปี่ยมสุขเพราะหลวงพ่อวัดปากน้ำ เป็นผู้ให้ชีวิตอย่างแท้จริง ก่อนที่จะมาพบหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ตอนเป็นเด็กลำบากมาก กำพร้าแม่ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ตอนนั้นลำบากมาก ตอนนั้นรู้สึกว่าแม่อายุ ๔o กว่า ก็มาเสียชีวิต แม่มีลูกทั้งหมด ๑๑ คน แม่ป่วย เป็นโรคหัวลูกบิด พยายามรักษา ค่าเข็มฉีดยาเข็มละ ๑๕๐ บาท สมัยนั้นแพงมากนะ ๑๕๐ บาท พอครบกำหนดที่แม่คลอด แม่กับน้องที่อยู่ในท้องก็เสีย ตอนแม่เสียลำบากมาก แม้แต่โลงศพก็เอาเตียงนอนมาทำโลง ลูกร้องไห้ระงม แม่เสียก็เหมือนแพแตก ชีวิตก็ระหกระเหิน น้องที่เหลือก็ยังเล็กๆ กำลังเรียนอยู่ ป.๔ การเรียนก็จำเป็นต้องหยุดชะงัก แต่เป็นคนชอบทำบุญ หลังจากแม่เสียก็ทำบุญมาก ทำบุญใสบาตร สมัยก่อนต่างจังหวัดเขามีการเกี่ยวพันกับเรื่องข้าว ทีนี้เราก็ลองไปทำการค้าขายข้าวรับสีข้าว ข้าวเปลือก ๑๐ ถัง จะได้ข้าวสาร ๔ ถัง ครึ่งถังนั้นเราก็ได้มาทำจนโอ้โห แจวเรือคนเดียวนะ จ้างเด็กมาคนหนึ่งอายุ ๑๒ ขวบ ส่วนดิฉันอายุย่างเข้า ๑๔ ลำบากมาก ทีนี้เรือล่มเพราะคลื่นเรือใหญ่ ข้าวหายหมดทั้ง ๒ ครั้ง แล้วต้องใช้หนี้เขาอีก เราก็สู้ต่อไปไม่ท้อแท้ทำจนใช้หนี้เขาหมดก็แทบแย่ บางครั้งเรือไปติดผักตบกว่าจะถึงบ้านก็เที่ยงคืนก็มี อาหารการกินไม่ต้องพูดถึง ข้าวเปล่ากับน้ำปลาก็นับว่าดีที่สุดแล้ว จิตใจครุ่นคิดอยู่แต่ว่าอยากจะบวชชีดีกว่า สมัยเด็กนั้นนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาก อยู่มาวันหนึ่งเรือมาติดอยู่หน้าวัดป่าพฤกษ์ อ.บางปลาม้า ก็มาเจอแม่ชีคนหนึ่ง แม่ชีกล่าวถึงธรรมะ กล่าวถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า วัดปากน้ำนะมีแม่ชีมากมายจึงอยากจะบวช มากับเพื่อน ๒ คน เพื่อนจะพาสามีมาเข้าเป็นทหารที่กรุงเทพฯ นั่งเรือมากับเขา มีกำนันมาด้วย กำนันนี่จะเอาหมอมาขายไม่จริงใจที่จะให้เราบวช เราก็ขอบารมีของพระพุทธเจ้า ตอนเด็กๆ นึกถึงพระพุทธเจ้า ทั้งที่ไม่รู้จักว่าพระพุทธเจ้าท่านคือใคร แล้วขอให้มาถึงวัดปากน้ำ ภรรยาของกำนันก็มองหมอ แล้วก็ว่าหน้าตาอย่างหมอนี้ยังเด็กไม่น่าจะบวชชี น่าจะอยู่ทางโลก ไปพักบ้านคุณนายที่เทเวศน์ ลูกชายของคุณนายเป็นกัปตันเดินเรือ เขาอยากให้หมอแต่งงานกับลูกชายเขา หมอก็บอกว่า ถ้าจะแต่งขอให้บวชสัก ๑๕ วัน แต่ในใจคิดว่า บวชแล้วจะไม่สึกแน่นอนจะเกาะผ้าขาว จะอยู่กับหลวงพ่อพูดอ้อนวอนจนเขาใจอ่อน เสร็จแล้วก็บอกให้กำนันพาไปส่งที่วัดปากน้ำ แต่กำนันหลอกพาเลี้ยวลดคดเคี้ยวในใจตอนนั้นคิดถึงแต่หลวงพ่อ ทั้งที่ไม่รู้จัก "หลวงพ่อช่วยลูกด้วย" ลูกนี่แย่แล้ว เพราะกำนันบอกให้เป็นเมียน้อยเขาดีกว่า จะได้อยู่อย่างสบาย (สมัยนั้นกำนันเป็นคนมีอิทธิพลมาก) ก็นึกให้หลวงพ่อช่วยลูกด้วย ให้ดลใจให้เขาไปส่งให้ถึงด้วย ดิฉันยกมือไหว้อ้อนวอนแล้วอ้อนวอนอีกจนกำนันแกใจอ่อน ผลที่สุดก็พามาส่งถึงวัดปากน้ำ สมัยก่อนหลวงพ่อลำบากนะ มีศาลาก็เก่ามาก มีโรงครัวเล็กๆ กุฏิก็ไม่มี หาพระองค์ไหนที่จะเหมือนหลวงพ่อไม่มีเลย ท่านเป็นพ่อในสายธรรมจริงๆ ท่านเมตตาคนยากคนจน ท่านต้อนรับ พอไปถึงท่านแล้วท่านก็ถาม "ลูกมาจากไหน" ก็บอกว่ามาจากสุพรรณ กำนันเขามาส่ง เมียกำนันเขาก็นัดให้ไปเจอที่บ้านคุณนาย ให้มาบวชแค่ ๑๕ วันเท่านั้นแล้วให้สึก พอมาถึงหลวงพ่อ ก็นั่งสมาธิ จิตใจก็บริสุทธิ์ เหมือนกับขึ้นสวรรค์ นั่งสมาธิไป ๗ วันก็เห็นแสงสว่าง แล้วฉันเห็นแม่ที่ตายไปเหมือนกับเรานั่งสมาธิ แล้วจิตล่องลอยไปเห็น แม่นุ่งเสื้อผ้าสีขาว ตอนแม่เสียนั้น หมออายุประมาณ ๑๓ ปี มาบวชก็เห็นหน้าแม่ เห็นว่าแม่คลอดลูกตายและไปอยู่กับน้องที่ตายด้วย พอไปเล่าให้พ่อฟังพ่อก็บอกว่า เหมือนกับที่พ่อฝัน อยู่ในสภาพเดียวกันเลย ตอนที่ไปเห็นแม่นั้นแม่ชีคุมไป แม่ชีจะสอนธรรมะ หลวงพ่อให้ไปนั่งกับแม่ชีรู้สึกจะเป็นแม่ชีล้อม พอได้ธรรมะแล้วหลวงพ่อก็บอกว่า "เอ็งได้ธรรมะ เอ็งพยายามนะ" โดยมากหลวงพ่อจะพูด เอ็งมึงกูนะ เป็นภาษาโบราณ หมอเป็นคนแจวเรือเก่ง แม่ชีเลยให้หมอเป็นคนแจวเรือขยันไปแจวเรือแต่เช้าไปกับคุณแม่ท้วม แจวเรือไปซื้อกับข้าวมาถวายพระแล้วสายๆหน่อย ก๋วยเตี๋ยวเรือก็มา ก็ไปซื้อมาถวายหลวงพ่อ หลวงพ่อจะถามเรื่อยว่า"ปฏิบัตินะลูกนะพยายามนะ นั่งถึงไหน ให้ดิ่งจิตให้แน่วแน่" สมัยก่อนจะมีสอนธรรมะบนศาลา ศาลาเก่ามาก จุคนได้เป็น ร้อยๆ คน เยอะมากเลย มาจากทุกหนทุกแห่ง แล้วก็มีโรงครัวเก่า ถึงอย่างนั้นหลวงพ่อยังเลี้ยงพระได้เยอะ ปัจจุบันศาลาที่ฉันภัตตาหารสมัยก่อนเป็นโรงครัวเก่า แต่ทีนี้โรงครัวเก่าก็ไปติดริมแม่น้ำ ตรงศาลามีศาลาเล็กๆ มีเรือจอด แล้วศาลาอีกหลังก็ถัดไป เก่ามากเลย ตรงที่หลวงพ่อรับแขก ตอนนี้เป็นประชาสัมพันธ์ของวัดปากน้ำ พอหมออยู่ครบ ๑๕ วัน เขาก็มาตามให้สึก ทั้งกำนัน เมียกำนันกับลูกคุณนาย เขาชี้หน้าด่าว่า ไหนจะบวชแค่ ๑๕ วัน เราก็ปล่อยให้เขาด่า แล้วก็ภาวนาให้หลวงพ่อช่วย ขณะนั้นแม่ชีท้วมมองเห็นพอดี แม่ชีท้วมรู้นิสัยหมอว่าไม่อยากสึก ท่านก็เรียกหมอเข้าไปหา แล้วให้รีบไปประเคนอาหารพระทำให้เราได้โอกาสขอตัวออกมา หลวงพ่อตั้งชื่อให้ใหม่ ตั้งแต่มาถึงชื่อว่าจินตนา ชื่อเล่นแต่ก่อนชื่อว่า ทุกข์ แม่เป็นคนจีนพูดไทยไม่ได้ พ่อเป็นคนไทยไปแต่งงานกับแม่ที่ซัวเถา หลวงพ่อพอเห็นว่าเราจะไม่สึก แล้วสติปัญญาก็ดี หลังจากช่วยแม่ชีท้วมอยู่ที่โรงครัวได้ ๑ พรรษา ท่านก็ให้ไปเข้าทำวิชชา หมออยู่กับคณะทำวิชชาสมัยก่อนจะได้ยินแต่เสียงท่าน เป็นช่องเล็กๆ หลวงพ่อสั่งอะไรก็ทางช่องเล็กๆ ช่องขนาดจานลอดได้ แยกกันระหว่างพระกับชี แล้วนั่งสมาธิ จะมีเป็นเวร เวร ๑ เวร ๒ เวร ๓ หมออยู่เวรที่ ๒ ตั้งแต่ ๒ ทุ่มถึง ๒ ยาม สมัยนั้นรู้สึกจะ พ.ศ.๒๔๙๓ หลังสงครามโลกแล้วคณะทำวิชชาชุด ๑ ก็มีแม่ชีถนอม แม่ชีถนอมนะท่านเก่งมาก ตอนนี้เสียแล้ว แม่ชีได้ย้ายไปอยู่อ่างทองตั้งสำนัก ตอนนี้ยังมีสำนักอยู่ ตรงข้ามกับวัดท้องคุ้งชุดหนึ่งจะมีหัวหน้าคนเดียว แม่ชีจันทร์อยู่รุ่นแรก มีแม่ชีจันทร์ แม่ชีรัมภา แม่ชีทวีพร อยู่เวร ๑ แม่ชีรัมภาเป็นคนดีมาก แม่ชีชั้นก็ดีมาก แม่ชีชั้นรักดิฉันมากคือคนแก่นะมีอะไรก็ให้ท่านหน่อย เดี๋ยวท่านก็เมตตา สมัยก่อนเวรฉันมีแม่ชีถนอม เวรฉันมีมากสุด แต่ไม่ค่อยมีใครกลับมาวัดกันคือออกไปแล้วก็ไปเลย ไม่กลับมาทำบุญที่วัดอีก แล้วชีวิตก็ลำบาก หลวงพ่อท่านเห็นว่า "เออ...สมาธิ ใช้ได้ ก็ตั้งเป็นอาจารย์สอนธรรมะ ไปสอนที่สุพรรณ มาวัดก็เอาข้าวสารมาให้ มีชื่อเสียงเรียงนามขึ้นมาก็เพราะเขานับถือหลวงพ่อวัดปากน้ำ บอกเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ ใครๆ ก็เลื่อมใส เราก็ไปนั่งสอนธรรมะ คนเฒ่าคนแก่เขาก็มา สมัยก่อนเสือใต้ปล้นจี้กัน หมอกำลังนั่งสมาธิอยู่ มาล่ะถามว่า "คนที่ถูกจับไปจะตายหรือเป็นเราดู เราก็บอก... คนที่ถูกจับไปนี้ตาบอดนี่ ไม่ตายหรอก..." อีกทีหนึ่งวัวควายหาย กำลังสอนๆ อยู่นะ "แม่ชีวัวหายตั้งแต่หัวค่ำ ยังไม่เจอนะ" เราก็ดิ่งเข้าไปในสมาธิ กายซ้อนกายเข้าไปในกายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม กายธรรมไปจนถึงกายอรหันต์ ขยายออกไปตอนนั้นเชี่ยวชาญมาก มองไป "วัวตัวนี้มอๆ ใช่ไหม" สีมันไม่ดำนะ ขาวๆ นะ มันติดอยู่ในป่าช้า อยู่ตรงนั้นนะไปหาเถอะ ส่วนมากเขาเชื่อนะ คนแก่คนเฒ่ามานั่ง คราวนี้แหวนหาย เราก็นั่งๆ เอ๊ะ...รู้สึกว่าเห็นอยู่ในกอหญ้านะ สีแดงเหรอ ไปหาตรงนั้นก็เจอ วิชชาของหลวงพ่อนี่ขลังมาก สมาธิตอนเด็กๆ พูดแล้วก็อัศจรรย์ พอทำอยู่กับหลวงพ่อตรึกอะไรก็ไปได้เลย ตอนนี้สู้ตอนนั้นไม่ได้ พอตอนเช้าๆ ออกมาทานข้าว คนในโรงครัวกับคนทำวิชชาเขาจะแยกกัน ..ขณะที่เราเดิน จิตจะสว่างหมดจะเห็นดวงใสอยู่ในกาย จะมองเห็นหน้าคนไม่ชัด ใจจะติดอยู่แต่ข้างใน หลวงพ่อท่านเห็นว่า หมอเป็นเด็กฉลาดและคล่องแคล่วในตอนแรกเลยนั้น ท่านให้ไปฝึกแก้โรคที่ตรงประชาสัมพันธ์ ฝึกแก้โรคก็ไม่ยากหรอก ท่านบอกว่าพวกนี้มันมีเหตุมาหลายอย่าง มนุษย์เรามี ๒ สาย คือสายดำกับสายขาว สายขาวคือสายธรรมะของเรา ก็พยายามให้แสงสว่างให้มีความสว่างไสวอยู่ตลอดเวลา สายดำของเขา เขาก็สั่ง ให้ทำบาปยิ่งทำเลวร้ายสกปรกโสมม ไปผิดศีล ผิดธรรม เขายิ่งชอบมากเลย สายดำเขาให้กำลังความชั่วอย่างนี้ แต่สายเราสายขาวก็ให้กำลังแต่ธาตุธรรมฝ่ายดี หลวงพ่อจะแยกธาตุ ท่านจะบอกว่าสายดำมันมาแยกอย่างนี้นะ จะเกิดอะไรขึ้นมาท่านก็ให้ช่วยทำให้สว่างไสว ให้แม่ชีช่วยทำด้วย แต่ที่นี้แม่ชีน้อยเหลือเกิน มีแค่ ๓๐-๔๐ คน ไม่พอ เพราะการทำวิชชาต้องใช้คนเยอะ เวลาทำวิชชาใช่ว่าใจทุกคนจะนิ่งแน่นตลอดหมดทุกคน สามารถดิ่งไปได้เรื่อยๆ มีที่หลับที่ตื่นก็มี หลวงพ่อท่านก็จะคอยปลุก คือท่านจะเรียก เรียกที่ไรตื่นทุกที ได้ยินทุกที หลวงพ่อเหมือนท่านจะไม่ได้หลับเลย อยู่ทุกกะ และได้ยินเสียงท่านตลอด คนที่จะมาแก้โรคในสมัยนั้น จะมาส่งกระดาษให้หลวงพ่อ หลวงพ่อก็สั่งว่าดูแลให้ด้วยนะ แก้ให้ด้วย ต่ออายุให้ด้วย ก็ทำกันเลย ทุกคนช่วยกันทำ ทำกันหลายๆ คนมีพลัง ตอนเย็นที่ข้างนอกห้องทำวิชชา ถ้าไม่เจอหลวงพ่อก็จะมีแม่ชีนั่งแก้ โดยขอบารมีหลวงพ่อ อย่างบางคนปวดหัวเราก็นั่งเอากายในกายซ้อนที่เขา แล้วก็แก้ ไปแก้ในเหตุ วิชชาธรรมกายเป็นวิชชาที่สูง เป็นศาสตร์อันหนึ่ง เป็นศาสตร์ของธรรมะ ไม่ใช่ศาสตร์สายดำ ถ้าเป็นศาสตร์สายดำ ต้องเป็นเรื่องเสน่ห์ เล่ห์กล แต่นี่ไม่ใช่ เป็นธรรมะ ใช้ธรมะล้วนๆ คนที่นั่งสมาธินั้นไม่ต้องทำอะไร หลวงพ่อไม่ชอบให้ทำะไร ท่านบอกว่าทำแล้วหยาบสมาธิไม่นิ่งแน่น นั่งไปก็ได้ยินแต่เสียงหลวงพ่อสั่งวิชชา หลวงพ่อท่านจำชื่อแม่นทุกคน เวร ๑ เวร ๒ เวร ๓ แม่ชีรุ่น ๑ เยอะมาก รุ่น ๑ คือรุ่น ตอนสงครามโลก หลวงพ่อท่านจะจัดเวรดีมาก คือรุ่นเก่าผู้ใหญ่หน่อย ท่านก็ให้อยู่เวรดึกเพราะว่าเด็กๆ ต้องเรียนหนังสือ เรียนหนังสือกันเยอะเพราะเขาเอามาทิ้งเป็นลูกกำพร้า หลวงพ่อท่านจึงเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ รุ่น ๑ ก็มี แม่ชีจันทร์ แม่ชีปุก แม่ชีรัมภา แม่ชีทวีพร แม่ชีสมจิต แม่ชีทองสุข แม่ชีญาณี แม่ชีละมัย แม่ชีชั้น แม่ชีญาณีก็เป็นคนดีมาก แม่ชีจันทร์ตอนนี้ได้ข่าวว่าเสียแล้ว จะเผาวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ แม่ชีจันทร์นี้ท่านใจดี ตอนนั้นหมออายุ ๒๐ กว่า แม่ชีจันทร์อายุ ๓๗ แม่ชีจันทร์เป็นคนดีมาก ซื่อมาก เป็นคนตรงรูปร่างผอม ไม่เคยอ้วน ใจดีมาก ตอนนั้นจะเรียกท่านว่า คุณแม่พี่จันทร์ หลวงพ่อจะชื่นชมทุกคนรักลูกทุกคน ท่านเมตตามาก สมัยก่อนที่คณะทำวิชชาจะมีต้นมะม่วงอยู่ ๒ ต้น แล้วหลวงพ่อท่านก็จะเด็ดใส่กระจาด แล้วให้แม่ชีจับฉลาก หมอก็มักอธิษฐานนะว่าถ้าลูกมีบุญมีวาสนาก็ให้จับได้แล้วก็จับได้เป็นอัศจรรย์ หลวงพ่อท่านมีอะไร ท่านก็จะเอามาแบ่งปันให้ลูกๆ ทุกคน ตอนที่ทำวิชชา จะไม่เห็นกันนะพระอยู่ฝั่ง ชีอยู่อีกฝั่ง หลวงพ่ออยู่ตรงกลางมีฝากั้น แม้หลวงพ่อท่านจะไม่เห็นลูกๆ แต่ท่านรู้เรื่องของลูกๆ หมดเลย ...โอ้โห...พอออกไปข้างนอกพอกลับมาท่านก็จะถามไปไหนมา ท่านทักทีขยาดก็แล้วกัน ท่านรู้หมด หาอย่างหลวงพ่อนี่ไม่มีอีกแล้ว ท่านบริสุทธิ์ผุดผ่องจริงๆ ท่านด่าก็ด่าเจ็บ ว่าก็ว่าเจ็บ เป็นยิ่งกว่าพ่อแม่เสียอีก มีเรื่องอัศจรรย์เรื่องหนึ่ง คราวนั้นเป็นฤดูหนาว หนาวมากเลย มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ออกมาอยู่แถวๆ หน้ากุฏิทำวิชชา ดูท่าทางเขาหนาวมาก พอเห็นแล้วก็สงสาร จึงเอาผ้าห่มที่มีอยู่แค่ผืนเดียวของตัวเองให้เขาไป พอบ่ายๆ เย็นๆ หลวงพ่อก็ถามว่า "ใครไม่มีผ้าห่มบ้างวะ" เหมือนกับท่านรู้ แล้วท่านก็ส่งผ้าห่มมาให้ ๑ ผืน ส่งผ่านมาทางช่องเล็กๆ อย่างที่เล่าให้ฟังว่าห้องทำวิชชาจะมีช่องเล็กๆ ไว้ยื่นส่งของ วิชชาดับดาวนั้นมีจริงๆ หลวงพ่อท่านไม่อยากให้มีดวงดาว ดวงอาทิตย์ เมื่อมีดวงจันทร์ ดวงดาว ดวงอาทิตย์ ต้องมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ท่านทำในเหตุ ดับในเหตุ ทำต่อเนื่องกันมา แม้จะมีอีกกี่หมื่นกี่แสนชาติท่านก็จะทำ ถ้าเราพูดถึงหลักธรรมะ คือดับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ให้มีเกิดแก่เจ็บตาย นี่ก็ทำ ตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ท่านต้องการไม่ให้มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ท่านจึงให้ดับความกำหนัด เมื่อเกิดความกำหนัดยินดี ก็เกิดราคะ เมื่อเกิดราคะ ก็เกิดอวิชชา สร้างบาปสร้างกรรมก็เกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามหลักการแพทย์แผนโบราณที่เรียนมา เขาบอกว่า พระพรหมนี่สร้างคนมา ๒ คน ต่อมากินง้วนดิน กินเสร็จก็ลูบท้อง แล้วเกิดลูกมา ๑๒ คน พระอาทิตย์กี่ดวงกี่ดวงก็เกิดตามมา เป็น ๑๒ ราศี ส่งไปอยู่ ๑๒ ประเทศ พอเกิดมากิเลสก็มาแทรก สายดำก็มาแทรก กิเลสของคนมาจากสายดำ ถ้าดับก็คือดับกิเลส คำว่าโลกนี่ก็มีมนุษย์โลก สัตว์โลก เทวโลก หลักธรรมะก็กล่าวไว้อยู่แล้ว ตามหลักธรรมะก็กล่าวเรื่องการเกิดไว้อีกอย่าง ธรรมะไม่ให้มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้วเมื่อไหร่จึงจะไม่เกิด ก็ต้องไปนิพพาน หลวงพ่อท่านทักอะไรใคร ก็จะเป็นอย่างนั้น เคยสัมผัสมาหลายครั้ง ทั้งเรื่องเจ็บป่วย และเรื่องตาย หมอเคยอยู่ในเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง คือเด็กสมัยก่อนก็บ้าๆ บอๆ เสียสติ เวลาเรือแล่น สมัยก่อนเรือนั้นจะแล่นเร็วมาก แล้วเด็กจะเกาะเรือตามสายน้ำมาเรื่อย สติไม่ดี ท่านบอกว่ามันไม่หาย มันไม่บ้าแต่มันบอ ไม่หาย แล้วหลวงพ่อท่านจะบอกเอง จะเป็นจะตาย ดีไม่ดีท่านบอกเอง ไม่ต้องไปจุกจิกกับท่าน ท่านรู้ดี ท่านจะไม่ทายส่งเดช และไม่อวดรู้ หลวงพ่อเป็นองค์พระที่ปฏิบัติตนดีมาก พระของขวัญของหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ทุกองค์ ถ้าใครเอาไปใช้ ในทางที่ถูกต้องสมัยนั้นมีบางคนเอาไปทิ้งทะเล ทิ้งแม่น้ำ หาว่าพระของหลวงพ่อมีกระดูกมีอะไรต่ออะไรผสมอยู่ จริงๆ แล้ว ก็จะมีเกศาของหลวงพ่อผสมอยู่ทุกองค์ และดอกมะลิ ดอกมะลินี้ก็มีกายสิทธิ์ กายสิทธิ์นี้ก็มีจริงๆ นะ ในลูกหินมีกายสิทธิ์ มนุษย์เรา ถ้ามีจักรพรรดิ มหาจักรพรรดิยิ่งรวย กายสิทธิ์ก็ยิ่งลูกใหญ่ คนมีบุญถึงจะมีกายสิทธิ์ อย่างพวกแก้วแหวนเงินทอง ก็มีกายสิทธิ์อยู่ทั้งนั้น เรามองไม่เห็น ต่อเมื่อนั่งธรรมะ จึงจะรู้จะสัมผัสได้ ตอนท่านทำพระของขวัญ ก็ได้ช่วยหลวงพ่อ ท่านยังบอกเลยว่า "เอ็งไม่เอาเหรอ ๒๕ บาท" ใครมีพระหลวงพ่อจะได้สมบัติพันล้าน ความนัยของหลวงพ่อที่พูดก็คือ ที่เราสร้าง ๒๕ บาท เงินอันนี้ไปสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม หลังแรกของวัดปากน้ำ ศาลาหลังนี้นะ พระไปเรียนไปศึกษาพระปริยัติธรรม ก็จะได้บุญตลอด แล้วทำไมจะไม่มีพันล้าน จะมีมากกว่าพันล้านอีกจะติดตัวไปเป็นร้อยๆ ชาติ พระของหลวงพ่อ ถ้าเอาไปใช้ในทางไม่ดี ไปจี้ปล้นหลอกลวง ก็ไม่ได้ผล ต้องใช้ในทางกุศลเท่านั้น ตอนที่ทำพระรุ่น ๔ นั้น หลวงพ่อท่านมรณภาพไปแล้ว ตอนที่หมอมีพระของขวัญของท่านก็ไม่ได้รักษา ท่านเคยเตือนว่า "ระวังพระจะหายนะ" ต่อมาพระก็หายจริงๆ ตอนนี้มีล็อกเก็ตของหลวงพ่อองค์เดียว ก็พอใจแล้วที่มีล็อกเก็ตนี้ เพราะเคยฝันว่ามีคนมาทำร้าย ดุร้ายมากใช้ล็อกเก็ตนี้ช่วย พวกมารก็หนีหมดจึงออกไปเช่าล็อกเก็ตมา ล็อกเก็ตนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก ตอนเช้ามืดวันหนึ่งไปใส่บาตรแล้วสุนัขตัวใหญ่มากเลย มันกระโดดกัดที่ศรีษะและก้านคอแต่กัดไม่เข้า ๒ ครั้งนะ หมาตัวเดียวกัน เราก็ตกใจ ตอนหลังจึงไปต่อว่าเจ้าของว่า ทำไมทำอย่างนี้ไม่ดูแลให้ดี เขาก็เลยเอาตะกร้อครอบปากมันไว้ หลวงพ่อท่านจะเตือนอยู่ตลอดเวลาว่า อย่าประมาท เราจะคว้าขอนไม้หรือจะคว้าดวงแก้ว คนที่ไม่มีธรรมะเหมือนกับขอนไม้ ถ้าเรามีธรรมะเหมือนกับมีดวงแก้วเกาะ เราไม่ไปนรกแน่นอน เพราะถ้าเรามีดวงแก้ว มีดวงธรรม เราก็ไม่กล้าทำบาป เราเห็นแล้วว่าแม้แต่การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ฆ่ามดฆ่าปลวก ข้างในเขาก็คือคนเหมือนเราทั้งนั้น ลักทรัพย์แม้แต่บาทหนึ่ง เฟืองหนึ่งเราก็ไม่เอาของเขา แล้วโรคเอดส์บางคนไปคิดค้นหายารักษา อดหลับอดนอน ยาแก้โรคเอดส์ฉมังที่สุดคือ ศีลข้อ ๓ เราละเว้นไม่ให้ไปสำส่อนทางเพศ ซื่อสัตย์ต่อภรรยาก็ไม่เป็นเอดส์ แล้วมุสาก็พูดส่อเสียดพูดโกหก พูดเพ้อเจ้อ สุรานะกิ๊บหนึ่งก็ขาดแล้ว เดี๋ยวนี้เขาบอกว่า สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานาเวระมะณี สุรากินเป็นระยะๆ แปลความหมายกันเป็นอย่างนี้ แล้วปาณาติปาตา เวระมะณี ปาณาฆ่ากินแล้วไม่บาป ผิดศีลข้อ ๓ นะตกนรกก็บอกเอาขวานไปเล่มหนึ่ง ไปถากต้นงิ้ว เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้กันแล้ว เวลาทำบุญนะ อย่าไปผลัดก่อน ให้รวยก่อนแล้วมาทำ รอให้รวยก็ตายก่อน มารมาตัดรอนได้ เราต้องให้คู่กันระหว่างโลกกับวัด มีวิชาชีพเราก็ต้องทำ แต่บุญเราก็ต้องทำคู่กันไป จะคอยให้รวยก่อนแล้วค่อยทำ มันไม่ทันแล้วต้องทำคู่กันไป สมัยที่ทำวิชชาหลวงพ่อไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ให้อยู่ในวิชชาอย่างเดียว ให้แก้ในเหตุ นิ่งแน่นๆ ละเอียดลงไปๆ แล้วนั่งสมาธิทุกวัน ไม่เบื่อและไม่ต้องเคร่งครัดทำสบายๆ และท่านจะเตือนอยู่เรื่อย ไปถึงไหนแล้วท่านจะรู้ ตอนเย็นตอน ๕ โมงเย็น ต้องเข้ามานั่งฟังวิชชา เข้าหมดรวมหมดทุกคน หลวงพ่อจะอบรมสั่งสอน มีระเบียบมาก ออกมาข้างนอก ให้รีบๆ ไม่ให้คุย ออกมานานไม่ได้ต้องดิ่งในธรรมะ ภารกิจหลวงพ่อจะเยอะมาก แทบไม่ได้พักผ่อน และท่านมีบุญมากท่านเป็นต้นธาตุต้นธรรมในกลุ่มพระ ท่านเดินนำพระเป็นร้อยๆ องค์ ท่านเป็นเหมือนพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ลักษณะของท่านนะผิวท่านจะขาวเกลี้ยงเกลา ผิวท่านผ่องใส พูดท่านก็ไม่ติดขัดเลย หาต้นธาตุต้นแบบอย่างหลวงพ่อไม่มีอีกแล้ว แต่ก่อนก็มีคนมาโจมตีหลวงพ่อ แต่สิ่งที่โจมตีนั้นไม่จริงนะ มีเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ข้างเคียง หลวงพ่อท่านก็ให้แก้ในเหตุแก้ให้เป็นดี จะนึกให้หลวงพ่อไปทำร้ายใครนะไม่มีหรอก หลวงพ่อไม่เคยทำร้ายใคร ที่จะบอกให้ทำร้ายมัน ให้เซฟมันไป ไม่มีหรอก มีแต่ให้มันดีขึ้น ถ้ามีเรื่องกับผู้ชายก็ให้ผู้หญิงไปเจรจา ถ้ามีเรื่องกับผู้หญิงให้ผู้ชายไปเจรจา อย่างเซฟนี้คือเวลาเขาสายดำ ท่านก็จะให้เซฟคืออย่าให้เกิดขึ้นอีก อย่างบางคนที่อยู่คณะทำวิชชาแล้วออกไปจะกลัวมาก หลวงพ่อเซฟหมดเลยคือหลวงพ่อเก็บไม่ให้มันเกิดเลย แต่จริงๆ แล้วหลวงพ่อท่านไม่เก็บหรอก หลวงพ่อไม่เคยทำร้ายใครแต่ที่เขาตกต่ำ เพราะไม่รักษาธรรมะ ตอนที่เป็นชีนั้น หลวงพ่อตั้งให้เป็นอาจารย์สอนธรรมะ ไปสอนที่สุพรรณ ก็มีลูกศิษย์มาก ต่อมาป่วยและจะสึก หลวงพ่อท่านไม่ให้สึก ท่านบอกว่า "เอ็งจะสึกไปแทะกระดูกหรือ ทางโลกไม่มีอะไรดี" ท่านห้ามนะ แต่สุดท้ายหมอก็สึก สึกแล้วก็ยังอยู่ที่วัดตอนนั้นป่วยไม่สบาย ป่วยมากเลย หลวงพ่อก็เลยให้แม่ชีชั้นไปช่วยแก้ สึกแล้วจะลงไปหาญาติ ท่านถามว่าจะไปทำไม ก็บอกว่าจะไปขอเงิน ท่านก็บอกให้เอาไป ๓๐ บาทไปเบิกกับคุณประยูร ไม่ต้องไป ให้นั่งทำวิชซา แล้วจะลาท่านไปไหนนะ ท่านให้นั่งสมาธิไป พวกรุ่นหมอตอนนั้นก็ประมาณ ๑๐ ขวบกว่านั้นนะก็วัยรุ่นทั้งนั้น ท่านบอกเรานั่งธรรมะแล้ว จะต้องไปหาเขาทำไม ท่านสอนให้อ่อนน้อมถ่อมตน ให้รักสายธรรมะ พอสึกได้สักพัก เรียนหนังสือเพิ่ม แล้วก็มาแต่งงานมาเจอคุณจุตติตอนกลับบ้าน ตอนบวชเราก็เคยอธิษฐานจิต ขอให้เจอคนดีที่มีศีลธรรม พอเจอแฟนคนนี้ก็บอกว่า ถ้าหลวงพ่ออนุญาตให้แต่งก็แต่งนะ คุณจุตติก็ไปขอหลวงพ่อ ครั้งแรกหลวงพ่อไม่ให้ ครั้งที่ ๒ ถึงให้ท่านบอกว่า ออกไปข้างนอกไม่ใช่สบายนะ ต้องไปแทะกระดูก ตอนแต่งงาน หลวงพ่อก็ไปฉันที่บ้านด้วย มีพระมา ๙ องค์ พระที่มากับหลวงพ่อรู้สึกว่าตอนนี้จะไม่เหลือแล้ว มีพระมหาวิชัย อาจารย์เฉลียว ท่านชวลิต ฯลฯ แล้วหลวงพ่อท่านก็สอนธรรมะ "เอ็งนะ ไฟในอย่าเอาออก ไฟนอกอย่าเอาเข้า สมณะชีพราหมณ์นะลูกนะ ใครไม่ให้ช่างเขา เราต้องให้ แล้วให้สร้างสาธารณกุศลต้องตื่นก่อนนอนทีหลัง แล้วก็สอนสามีว่า ถ้าทำบุญ ไม่ให้ห้าม เขาจะสร้างบุญสร้างกุศลไม่ให้ห้าม แล้วก็สงเคราะห์ญาติฝ่ายภรรยาฝ่ายสามี" วันแต่งงานนั้นท่านฉันเสร็จแล้ว ท่านก็กลับวัด ท่านไปถามครูญาณีว่า มันจะมีลูกกี่คน ก็บอกว่าจะมี ๗ คน แล้วก็มี ๗ คนจริงๆ ตรงตามที่แม่ชีพูด พอแต่งงานชีวิตก็ยิ่งกว่าทะเลอีก ลำบากมากๆ ตอนนั้น ชีวิตตกต่ำที่สุด เมื่อลำบากหนักเข้าก็นั่งสมาธิ หลวงพ่อท่านก็มาหา มาเข้าฝัน ท่านบอกว่า "เอ็งนะ ถ้ามีวิชชาเอ็งจะไม่ลำบากหรอก" เราก็บอกหลวงพ่อว่า วิชชาของลูกเนี่ย ทำสมาธิอยู่ทางโลกลูกไม่เก่ง พอออกมาแล้วเย็บปักถักร้อยได้ แต่ไม่เก่งเลย ลูกจะเอาวิชาความรู้ที่ไหนมาประกอบอาชีพ ท่านก็บอกว่า "เอ็งมีวิชชาความรู้จะไม่ลำบาก" ชีวิตลำบากมากเลย สามีตกงานลูกก็เยอะ แล้วสามีก็ป่วยอีก หลวงพ่อก็มาเข้าฝันอีกตอนครึ่งหลับครึ่งตื่น ท่านบอกเอ็งตั้งใจให้ดีนะลูกนะ ท่องคาถานี้นะจดจำไว้นะ ต่อไปเอ็งจะได้ไม่จน "สิริวิยะ มหาวิชะ มหาลาภะ" พอตื่นขึ้นมาก็เล่าให้สามีฟัง สามีก็รีบจดแล้วใช้ท่อง สามีป่วยเป็นโรคมาลาเรีย สมัยนั้นไวรัสลงตับ ตายลูกเดียว ตาเหลือง รักษาลำบาก พอหลวงพ่อบอกเท่านั้น ก็มีคนรู้จักมาแนะนำว่าให้ไปถอนหญ้าคา ก่อนถอนก็บอกว่า "พ่อหญ้าคา แม่หญ้าคา ขอให้กินยาแล้วหายขาด" หลังได้คาถา พอมากินยาหม้อนั้นก็หายเลย เพราะหลวงพ่อช่วยไว้ สามีจึงรอดชีวิต หลังจากนั้นก็สมัครงาน ปรากฏว่ามาได้งานที่การไฟฟ้า แผนกการเงินสอบผ่าน สมัยก่อนต้องผ่านทางด้านกฎหมายดูว่าเคยทำอะไรผิดพลาดบ้างไหม ปรากฏว่าผ่าน แล้วชีวิตก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เราก็เลยเอาพ่อแม่สามีมาอยู่ด้วย พอมาอยู่ จากที่พ่อของสามีชอบไปจับปลา และทานเหล้า เราก็ห้ามแล้วให้ใส่บาตร วันหนึ่งงูเข้ามาในบ้าน งูนั้นร้ายมากเลย พ่อไปตีจนมันเจ็บ ตอนเย็นไปช่วยพ่อทำกับข้าว งูก็มากัดหมอเลยนะ กัดนิ้วโป้ง กัดไม่ปล่อยเลยนะ คิดว่าตัวเองคงต้องตายแน่ๆ พอกัดได้สักพัก ก็รู้สึกจุ๊บเข้าไปในหัวใจพิษแล่นขึ้นมา เลยนึกถึงหลวงพ่อ "หลวงพ่อช่วยลูกด้วยๆ" ลูกก็สร้างแต่บุญ ถ้ามาตายด้วยอสรพิษ ลูกก็ไม่เสียดายชีวิตหรอก พอพ่อได้ยินดิฉันร้อง ทั้งพ่อทั้งสามีและคนใช้ ก็เอาไม้มาไล่ตีงู จะฆ่าให้ตายให้ได้ งูนั้นตัวใหญ่มาก แต่ดิฉันไม่ให้ฆ่า ไม่ให้ทำนึกว่าจะตายก็ตาย จิตก็สัมผัสถึงหลวงพ่อมาตลอด คือพอเรานึกถึงอะไรสิ่งนั้นก็จะมาสัมผัส นึกถึงหลวงพ่อตลอดทางมาถึงโรงพยาบาลจุฬา พอ ๔ ทุ่มคุณหมอบอกว่า ต้อง ๒ ยามจึงจะพ้นขีดอันตราย พอ ๒ ยามก็พัน กลับบ้านได้ อีก ๗ วัน งูตัวนั้นก็มาอีก พ่อก็เอาไม้ตีมันจนตาย หมอกลับไปถึงบ้านรู้สึกเสียวไส้เลย จึงให้พ่อบวช ตั้งแต่นั้นมาก็สัมผัสกับหลวงพ่อวัดปากน้ำเรื่อยมา ออกจากวัดแล้วต้องมีศีลประจำ หลวงพ่อบอกว่า "ออกจากวัดแล้ว ถ้าทิ้งธรรมะจะลำบาก" จึงเตือนตัวเองว่า จะลำบากยากเข็ญใจยังไงก็จะไม่ลืมคำเตือนของหลวงพ่อ หลวงพ่อสอนอย่างไร ก็ยึดมั่นถือมั่นในศีล สมาธิ ปัญญา ถึงจะลำบากมาก ไปอาศัยญาติอยู่ เขามีเงินทองเป็นตะกร้าแม้บาทหนึ่งเราก็ไม่ได้ไปล้วงไปหยิบ แต่พอของเขาหายเขาก็โทษเรา เพราะเราจน อาศัยเขาอยู่ เพื่อนของหมอบางคนออกไป ลำบากมากจะไม่ให้ลำบากได้อย่างไร เหล้าก็กิน ขนาดเป็นผู้หญิงนะ ทั้งปลา ทั้งกบก็ฆ่าหมด แล้วจะไปได้ดีได้อย่างไร ถ้าออกไปแล้ว แต่ปฏิบัติธรรมะของหลวงพ่อ มีศีลด้วย ก็ไม่ลำบาก จะทำอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง เงินทองเดี๋ยวก็มา แต่ต้องให้ถูกส่วน ไม่ใช่ว่าเราไปทำในสิ่งไม่ดี จิตเรานั้น ถ้านึกถึงหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านก็จะมาอยู่กับเรา ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใดแล้ว ท่านก็จะแยกภาคมาอยู่กับเรา วิชชาธรรมกายของหลวงพ่อท่านลึกซึ้ง เมื่อต้นปีที่ผ่านมา หมอไปเลี้ยงพระแถววัดปากน้ำ ฝันว่าหลวงพ่อท่านมากับเด็กคนหนึ่ง หมอได้ถวายสังฆทานกับหลวงพ่อ หมอกำลังถวายสังฆทานท่านก็เรียกชื่อ "จินตนา คำว่า สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ แปลว่าอะไรว๊ะ" ย้ำด้วยนะ หมอก็ตีลึกๆ ว่าหลวงพ่อท่านคงย้ำให้รักษาศีลให้มั่นคง เพราะศีลทุกข้อจะลงท้ายด้วย สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ หมดอย่าทอดทิ้ง หมอจะไปเลี้ยงพระประจำทุกปี เลี้ยงหมดทั้งวัดเลย ทั้งแม่ชีเหลือก็ไปแจกทานต่อไป เรื่องบุญเรื่องธรรมะ ถ้าเราไม่เคยสัมผัสมันก็กลายเป็นลังเล ไม่เชื่อมั่น ถ้าเราเคยนั่ง เคยสัมผัสแล้ว เราจะเชื่อมั่นเมื่อเราเชื่อก็เกิดผลอัศจรรย์ ทำให้เราไม่อยากทำบาป รู้สึกว่าอะไรๆ บนโลกรกไปทุกส่วน อยากจะสร้างแต่บุญ ไม่อยากทำบาป วิชชาของหลวงพ่อวัดปากน้ำดีอย่างหนึ่งคือ มีแต่ให้ การให้นี้ ยิ่งให้ยิ่งรวย อย่างพระเวสสันดรยิ่งให้ยิ่งรวย ชูชกยิ่งขอยิ่งแย่ ตอนนี้หมอก็ตั้งกองทุนให้หลวงพ่อ ตอนที่หลวงพ่อท่านมรณภาพไปนั้น เคยไปถวายปัจจัยหลวงพ่อเล็ก ท่านให้เอาใส่ตู้บริจาค พอต่อมาปรากฏว่าเงินไปเข้ากองทุนหลวงพ่อเป็นกองทุนที่ ๑ และเป็นประธานกฐินตลอดชีพ กองทุนที่ตั้งไว้ ก็ทำสิบกว่าปีแล้ว ทำมาเรื่อยๆ จากกรรมการต่อมาก็เป็นประธาน ฐานะเรายิ่งทำยิ่งรวยเราไม่ทิ้ง ตอนนี้รู้สึกว่าฐานะเราดีขึ้น เพราะทำบุญมาตลอด เราปฏิบัติตามคำสั่งสอนของหลวงพ่อไม่เคยผิดพลาด อะไรดีๆ จะปรากฎ ที่จะเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นเดี๋ยวก็คลี่คลาย อัศจรรย์มาก หลวงพ่อท่านมรณภาพตอนปี ๒๕๐๒ ตอนนั้นก็กระวนกระวายมาก นอนไม่หลับ พอรู้ข่าวว่าหลวงพ่อสิ้นก็ไปสรงน้ำท่าน ตอนนั้นทั้งวัดร้องไห้กันระงมเลย เศร้ามาก มันซึมไปหมด บอกไม่ถูก รู้สึกเย็นมาก ท่านมรณภาพในกุฏิ ท่านไปอย่างสงบ หลวงพ่อเป็นอริยสงฆ์ที่มีเมตตาสูง มีบารมีสูง ท่านอยากให้ทุกคนเป็นธรรมะ หลวงพ่อรักธรรมะมาก สอนให้หลุดพ้น ถ้าเรายึดมั่นในคำสอนของหลวงพ่อจะไม่ผิดหวังเลย ไม่มีอะไรจะมาเปรียบเทียบหลวงพ่อได้ ท่านเป็นพ่อในสายธรรมที่แท้จริง