ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

“ธรรม”ใดถ้าไม่ทำก็ไร้ค่า

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระมหาคองเขน : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบขออนุญาตพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตรลูกหลานคุณยายทุกๆ ท่าน (สาธุ) ในวาระโอกาสวันนี้ถือว่าเป็นวันอันเป็นมงคลอีกวาระหนึ่ง ที่พวกเราทุกๆ ท่านได้มีโอกาสมาร่วมกันบำเพ็ญกุศลในงานสวดพระอภิธรรมคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พวกเราก็ให้ความสำคัญ แล้วก็ได้ร่วมกันบำเพ็ญกองการกุศลมาโดยตลอด ในระยะเวลานี้ก็เหลือเวลาอีกเพียง ๕ วันก็จะเป็นช่วงเวลาที่ออกพรรษาแล้ว ในพรรษานี้เป็นพรรษาพิเศษที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้กำหนดให้เป็นพรรษาแห่งการบูชา หรือเรียกกันว่าพรรษามหาบูชา การบูชาก็ได้แก่การบูชาคุณของพระรัตนตรัย และที่สำคัญคือเราได้บูชาคุณของครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย นั่นก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และได้บูชาคุณของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ถ้าพูดถึงการบูชาแล้วก็คงจำกันได้ถึงเรื่องของอามิสบูชา แล้วก็ปฏิบัติบูชา อามิสบูชาคือการบูชาด้วยสิ่งภายนอก ซึ่งลูกหลานคุณยายทุกๆ ท่าน จะเป็นพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา แล้วก็ยอดกัลยาณมิตรผู้นำบุญทุกๆ ท่านนั้นก็ได้ทุ่มเทกันทำมาอย่างต่อเนื่องทีเดียว เป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนาสาธุการ และเป็นสิ่งที่น่าปลื้มปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพรรษานี้นี่เราได้ตั้งการบูชาไว้ คือการสร้างมหาวิหารเพื่อบูชาแด่พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อได้ยินได้ฟังถึงเรื่องราวของการสร้างบารมีของพวกเรา ก็เลยทำให้ระลึกนึกถึงการสร้างบารมีของคนในอดีต ซึ่งมีปรากฏเอาไว้ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ในพระไตรปิฎก การที่พวกเราได้สละทรัพย์ แล้วก็ทุ่มเทการสร้างบารมี บางท่านก็ได้สละทรัพย์สินเงินทอง สละบ้าน สละรถ สิ่งเหล่านี้นี่ เมื่อได้ไปเปรียบเทียบ ฟังเรื่องราวการสร้างบารมีของท่านผู้หนึ่งในอดีต ซึ่งเป็นสิ่งที่อาตมานี่ประทับใจมากทีเดียว และก็ไม่นึกเลยว่าในยุคปัจจุบันนี้จะมีบังเกิดขึ้นให้เห็น แต่เราก็ได้เห็นกันแล้วในระยะเวลาพรรษาที่ผ่านมา อย่างท่านในอดีตนั้นท่านมีชื่อว่า*ติณบาล นาย*ติณบาลนี้อดีตเป็นคนที่ยากจนทีเดียว เกิดมาในตระกูลที่ยากจนข้นแค้น แล้วเขาจะเป็นลูกกำพร้า ไม่มีพ่อแม่ อาศัยการเลี้ยงชีพ ด้วยการรับจ้างเขา จนกระทั่งโตขึ้นมาเป็นหนุ่ม มีโอกาสเดินทางหางาน เห็นบ้านเศรษฐีอยู่ท่านหนึ่ง เป็นเศรษฐีที่ใจดี ใจบุญ ก็เลยเข้าไปสมัครงาน เศรษฐีนั้นก็ใจบุญจริงๆ เห็นแล้วก็เออ หน่วยก้านของชายหนุ่มคนนี้นี่ดีมาก รับเอาไว้ทำงานแต่เนื่องจากว่าในบ้านของตนเองนั้นไม่มีงานว่าง หรือไม่มีตำแหน่งว่าง แต่มีอยู่ที่หนึ่งที่ยังคนดูแลก็คือพื้นสนามหญ้า ก็เลยให้นายติณบาลนี่ไปดูแลสนามหญ้า เมื่อนายติณบาลดูแลสนามหญ้า ก็ไม่ได้ค่าจ้างอะไร ได้รับเพียงแค่ข้าวเป็นค่าตอบแทนหม้อเดียว คือหม้อจะไม่ใหญ่มาก เพียงแค่ได้อิ่มหนึ่ง ประทังชีวิตไปเท่านั้นเอง เมื่อนายติณบาลนั้นน่ะได้หม้อมา ได้ข้าวมาหม้อหนึ่ง ก็เกิดความนึกคิดขึ้นมาด้วยภูมิปัญญาของนักปราชญ์ของบัณฑิต ก็คิดขึ้นมาว่าการที่เราต้องมาตกทุกข์ทรมานในปัจจุบันชาตินี้ ไร้ญาติาขาดมิตร หาเช้ากินค่ำ หาค่ำกินกลางคืน หากลางคืนกินเช้า ลำบากลำบนอย่างนี้ ก็เพราะในอดีตไม่เคยทำบุญทำทานเอาไว้ เมื่อได้ข้าวมาแล้วนี่ ก็เลยแบ่ง แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน เอาไปทำบุญส่วนหนึ่ง ตนเองก็เอาเลี้ยงชีพรับประทานส่วนหนึ่ง เมื่อเศรษฐีเห็นข้อวัตรปฏิบัติของติณบาลเข้า ก็เกิดความศรัทธา เกิดความสงสารเลื่อมใส จึงได้เพิ่มจำนวนข้าวให้อีกเป็น ๓ หม้อต่อวัน เมื่อได้รับมา ๓ หม้อต่อวันแล้วนี่ นายติณบาลเองก็เอาไว้สำหรับรับประทานเอง ๑ หม้อ ที่เหลือก็เอาไปใส่บาตรทำทาน ๑ หม้อ อีกหม้อ ๑ ก็เอาไปบริจาคแก่ผู้ที่ยากไร้ เขามาอย่างนั้นเป็นประจำทีเดียว จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง เมื่อออกพรรษาแล้วนี่ ท่านเศรษฐีผู้เป็นเจ้าของมีความประสงค์จะเป็นเจ้าภาพทำบุญทอดกฐิน ก็ประกาศข่าวออกไปทั่วพระนครทีเดียว ว่าเศรษฐีนี่จะเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน ทางด้านนายติณบาลเองนี่ก็มีความศรัทธาเลื่อมใส อยากจะทำบุญกฐินนี้มากทีเดียว แต่ก็สำรวจดูทรัพย์สินตนเอง สำรวจดูแล้วนี่ไม่มีทรัพย์สินเงินทองใดๆ เลยนะ ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง เสื้อผ้าอาภรณ์ก็ไม่มี มีอยู่ชุดเดียว คือชุดที่ตนเองใส่ ก็มีเสื้ออยู่ผืนหนึ่ง มีกางเกงอยู่ตัวหนึ่งเท่านั้นเอง ก็คิดหาทางว่าทำอย่างไรหนอ เราถึงจะมีโอกาสได้ทำบุญกฐินกับท่านมหาเศรษฐี ใคร่ครวญมองไปตลอดแล้วนี่ ไม่มีทรัพย์สมบัติใดๆ ติดตัวก็เห็นแต่เสื้อกับกางเกงของตัวเองเท่านั้น จึงได้ตัดสินทีเดียว ว่ากฐินนั้นเมื่อออกพรรษาได้ ๑ เดือน ก็จะหมดวาระของกฐินแล้ว ถ้าไม่มี ถ้าไม่ได้ทำก็ถือว่าพลาดโอกาส ก็เลยตัดสินเดินทางเข้าไปในป่า ไปเด็ดใบไม้มาเย็บทำเป็นเสื้อผ้า มาทำเป็นกางเกง แล้วก็เอาเสื้อผ้าตนเองซึ่งขาดๆ นี่แหละ มีอยู่ชุดเดียว เอามาซัก ทำความสะอาดอย่างดีทีเดียว ทำความสะอาดเรียบร้อย แล้วก็เดินเร่ขายไปในตลาด โอ้ ประชาชนนี่พากันแตกตื่นทีเดียว หัวเราะ หัวเราะเยาะ เพราะว่าคนนุ่งใบไม้มาเร่ขายผ้า มันก็เป็นเรื่องที่ประชาชนในยุคนั้นไม่เคยเห็น ก็เกิดความหัวเราะเยาะเย้ยกัน แต่นายติณบาลเองนี่ก็ประกาศขึ้นมาในท่ามกลางของประชาชนเลยว่าท่านทั้งหลาย ท่านจะมีโอกาสหัวเราะเยาะเลยเพียงชาตินี้เท่านั้น แต่ภพชาติต่อไปเราจะนุ่งผ้าทิพย์ ประชาชนเหล่านั้นได้ฟังก็เลยรู้เลยว่าติณบาลคนนี้ไม่ใช่คนบ้า แต่เป็นคนมีปัญญา เขามองรู้ว่าเป็นคนมีปัญญาตรงไหน เพราะตรงที่ว่าติณบาลนั้นไม่ได้กล่าวถึงเพียงแค่ภพชาตินี้เท่านั้น แต่ยังกล่าวถึงภพชาติหน้า ดังนั้นคนที่จะมีความรู้ถึงเรื่องราวของชีวิตการเกิดขึ้น และรู้เรื่องของภพนี้ภพหน้านี่ จึงไม่ใช่คนธรรมดา แต่ต้องเป็นคนที่มีปัญญาทีเดียว เมื่อได้รู้ว่าติณบาลไม่ได้บ้า ไม่ได้เป็นคนเสียสติ ก็เกิดความสงสาร คนที่หัวเราะเยาะก็เลิกหัวเราะเยาะ ติณบาลเร่ขายผ้านี่มีอยู่ท่านหนึ่งก็ซื้อด้วยความสงสารน่ะแหละ ซื้อด้วยเพียงแค่เงินบาทเดียวเท่านั้นเอง เทียบเป็นเงินไทยปัจจุบันก็คงประมาณสัก ๑ บาทหรือ ๒ บาทเท่านั้นแหละ พอซื้อไปแล้วนี่ ติณบาลได้ทรัพย์มาขนาดนั้นก็ดีใจมาก ได้ทรัพย์มาเพียงแค่เล็กน้อย แต่มีความรู้สึกว่าปลื้มปีติยินดี เพราะทรัพย์สมบัติตรงนี้นี่ตนเองได้มาด้วยความยากลำบาก แล้วก็สละทรัพย์สมบัติที่ตัวเองมีอยู่เป็นชิ้นสุดท้ายก็คือผ้า เสื้อตัวหนึ่ง กางเกงตัวหนึ่ง แต่ตนเองก็ยอมทนทุกข์ทรมานด้วยการนุ่งใบไม้ เมื่อได้มาแล้วก็เกิดความปลื้มปีติยินดี ระลึกนึกถึงบุญนั้น นำเอาไปมอบให้กับท่านมหาเศรษฐี มหาเศรษฐีได้รับทรัพย์ของนายติณบาลมาแล้ว ก็เอาไปซื้อด้าย ด้ายกับเข็ม คือด้ายที่เอามาเย็บผ้านี่มา ๑ หลอดกับเข็มอีก ๑ เล่มเท่านั้นเอง ได้เสร็จก็เอาไปเป็นบริวารกฐิน จากนั้นก็เอาไปทอดกฐิน ประชาชนก็พากันแตกตื่น แตกตื่นทั่วถึงพระนคร ว่าบัดนี้นี่บุรุษผู้ที่มีปัญญา บุรุษผู้ที่กำลังใจอาจหาญร่าเริงในการที่สั่งสมบุญบารมีเกิดขึ้นในโลกแล้ว ก็พากันโพนทนาสรรเสริญร่ำลือกันไปทีเดียวทั่วทั้งพระนคร จนกระทั่งข่าวคราวนี้ได้ยิน เสียงไปถึงพระราชา พระราชาก็อยากจะเห็นหน้า เอ๊ะ คนอย่างนี้มีอยู่ในโลกจริงๆ หรือ ก็เลยให้มหาดเล็กไปตามติณบาลมา เมื่อมหาดเล็กไปตามติณบาลนี่ นายติณบาลอายเหมือนกัน อายพระราชา ไม่กล้าเข้าเฝ้า เพราะตนเองนั้นแต่งกายไม่เรียบร้อยก็ไม่กล้าเข้าเฝ้าพระราชา พระราชารู้อย่างนั้นจึงส่งผ้าให้ แล้วก็เรียกตัวเข้าเฝ้า เมื่อเห็นแล้วนี่ ก็เกิดความปีติยินดี อนุโมทนาในบุญกุศลที่นายติณบาลนั้นได้กระทำ จากนั้นเมื่อได้มอบเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้ว ก็เลยแต่งตั้งให้ติณบาลนี่เป็นเศรษฐีประจำเมือง มอบทรัพย์สมบัติให้ กลายเป็นเศรษฐีในภพชาติปัจจุบันนั้นทีเดียว ด้วยอานิสงส์แห่งบุญที่กระทำด้วยเพียรพยายาม และทำด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเป็นกรณีพิเศษ เมื่อได้เป็นเศรษฐีแล้ว ก็ไม่ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ก็ทำบุญมาโดยตลอดทั้งชีวิต เมื่อละโลกไปแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ได้กระทำเพียงแค่ด้ายหลอดหนึ่ง เข็มเล่มเดียวเท่านั้น ส่งผลให้นายติณบาลนั้นได้เกิดในดาวดึงส์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานสูงถึง ๕ โยชน์ทีเดียว มีบริวาร ๑๐,๐๐๐ คน อันนี้ก็เป็นอานุภาพแห่งบุญกุศลที่กระทำการบูชาด้วยอามิสบูชา นั่นนายติณบาลเขาก็ทำกัน กฐินเพียงแค่ด้ายหลอดเดียวกับเข็มเล่มหนึ่ง ยังมีอานุภาพถึงปานนั้น แต่พวกเราทั้งหลาย ยอดกัลยาณมิตรลูกหลานคุณยายนี่ โอ้โฮ พอรู้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อจะทำการสร้างมหาวิหารบูชาคุณ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ บูชาคุณของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง พวกเราก็ทุ่มเทชีวิตจิตใจกันทีเดียว รับกันไปคนละกอง ๒ กอง ทำให้กฐินของเราก็สำเร็จเป็นอัศจรรย์ ดังนั้นเราควรปลื้มปีติยินดีถึงบุญกุศลที่เราได้กระทำอย่างนี้ ซึ่งเป็นบุญกุศลที่มากมายก่ายกองกว่าที่ท่านติณบาลได้กระทำเอาไว้เป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่าง และพวกเรามีหัวใจ มีกำลังใจได้กระทำกันให้ยิ่งยวดไปกว่านั้นเข้าไปอีก นี่เป็นสิ่งที่เราได้กระทำสำเร็จไปแล้ว เขาเรียกว่าเป็นอามิสบูชา สำหรับพรรษามหาบูชานี้ ส่วนการปฏิบัติบูชา ซึ่งเป็นสาระสำคัญทีเดียว ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ทรงสรรเสริญ แล้วก็พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย คุณยายอาจารย์ท่านก็ได้พยายามมุ่งเน้น และพยายามที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อจะให้พวกเราได้มีโอกาสได้เข้าไปถึงธรรมกายภายใน ได้เข้าไปถึงพระรัตนตรัยภายใน เพราะว่าการปฏิบัติธรรมเป็นหัวใจ เป็นสาระสำคัญที่จะทำให้ชีวิตของเรามุ่งไปสู่ความหลุดพ้นคือพระนิพพาน ใครก็ตามแม้จะเรียนรู้ขนาดไหนก็ตาม หากไม่มีการปฏิบัติ การที่จะเข้า การที่จะไปบรรลุธรรม การที่จะเข้าถึงพระนิพพานนั้นน่ะก็เป็นไปได้ยาก และเป็นไปไม่ได้ ที่จริงแล้วนี่ ธรรมะของพระพุทธเจ้าเมื่อเราศึกษาแล้วต้องนำมาปฏิบัติ เราคงจะเคยได้ยินที่ท่านกล่าวเอาไว้เป็นคำกลอน ด้วยความคล้องจองนี่ว่า ธรรมใดก็ไร้ค่า ถ้าไม่นำมาปฏิบัติ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ในสมัยอดีตนั้นเคยมีพระมหาเถระอยู่รูปหนึ่งชื่อว่าพระมหาศิวะ ท่านเป็นคณาจารย์ใหญ่ เป็นคณาจารย์ใหญ่สอน ๑๘ สำนัก สอนลูกศิษย์นี่ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งถึงเข้านอนนี่แทบไม่มีเวลาว่างเว้น แทบไม่มีเวลาว่างเว้นเลย เพราะท่านเก่งมาก เป็นผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรม ทรงพระไตรปิฎก ตั้งแต่เช้านี่ก่อนบิณฑบาต ก็จะไปสอนลูกศิษย์คณะหนึ่ง ในขณะที่เดินบิณฑบาต ก็จะมีลูกศิษย์อีกคณะหนึ่งนี่ตามไปฟังการสั่งสอนของท่าน เรียนกันไป เรียนกันไปในขณะที่เดินบิณฑบาตร พอเรียนบิณฑบาต เออ เดินบิณฑบาตกลับมาเสร็จแล้ว มานั่งฉันนี่ก็จะมีลูกศิษย์มาคอยฟังคอยถามปัญหา คือฉันไปด้วย แล้วก็จะตอบปัญหาไปด้วย สอนธรรมะไปด้วย เวลาเมื่อฉันเสร็จ ท่านก็จะสอนธรรมะ สอนพระไตรปิฎกนี่ตลอดจนกระทั่งกว่าจะได้พัก ก็ล่วงไปเที่ยงคืน ตี ๑ ตี ๒ แล้วก็ตื่นเช้ามืดขึ้นมา ก็มาสอนกันต่อ อย่างนี้ทุกวันทีเดียว ไม่มีเวลาว่างเว้น จนกระทั่งลูกศิษย์ลูกหาของท่านนี่ เมื่อเรียนไปแล้ว บางพวกก็ไปสอนกันต่อไป แต่บางพวกเมื่อเรียนรู้ไปแล้วก็เอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ มีอยู่ประมาณ ๓ หมื่นกว่ารูปทีเดียว ก็เรียนรู้ไป ๓ หมื่นกว่ารูป ก็มีลูกศิษย์อยู่รูปหนึ่ง ซึ่งดันเป็นพระหนุ่มก็มาเรียน มาเรียนได้คำแนะนำเสร็จสรรพเรียบร้อยก็ไปปฏิบัติ ปฏิบัติจนกระทั่งหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ เมื่อหมดเป็นพระอรหันต์แล้ว มองตรวจตราด้วยญาณทัสสนะของพระอรหันต์ ว่าเอ๊ะ อาจารย์ของเรานี่บรรลุธรรมขั้นไหนแล้วนี่ สอนคณาจารย์ใหญ่ เอ่อ สอนลูกศิษย์ลูกหากันมากมายก่ายกองนี่ ท่านบรรลุธรรมขั้นไหน ก็นั่งตรวจตราด้วยญาณทัสสนะของพระอรหันต์ เห็นอาจารย์ของตนเอง อ้าวแย่แล้ว อาจารย์ยังไม่บรรลุธรรมชนิดไหนเลยนะ ก็เลยอยากจะโปรดอาจารย์ พระอรหันต์รูปนี้ท่านอยากจะโปรดพระอาจารย์ ก็เลยเหาะไปแต่เช้าเลย ไปขอพบ เหาะไปที่วัดนั่นแหละแล้วก็ไปขอพบ อาจารย์ก็เออ บอกว่ามาจากไหนนี่ จะสอนธรรมะ บอกว่าจะมาขอเรียนธรรมะสักบทหนึ่ง อาจารย์ก็บอกว่าโอ้โฮ ช่วงนี้ไม่มีเวลาว่างเลย ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ไม่มีเวลาว่าง บอกเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ขอชื่อที่อยู่เอาไว้ ถ้าว่างเมื่อไหร่จะส่งข่าวไปบอก พระอรหันต์ท่านก็เลยเตือนสติ เตือนสติ พูดบอกว่าพระอาจารย์นี่เป็นเหมือนกับกระดาน กระดานที่คนเหยียบย่ำผ่านไปมา ไม่มีสาระ แล้วก็ไม่มีแก่นสารในการที่จะเดินทางเข้าไปสู่ความหลุดพ้นเลย พระอรหันต์ท่านเตือน ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นคณาจารย์ใหญ่ สอนลูกศิษย์ลูกหาไม่เคยมีใครมาบอกมาเตือนแรงๆ อย่างนี้ พอเจอพระอรหันต์เตือนอย่างนั้นเข้า ก็เกิดความขัดเคืองใจเหมือนกัน แต่พอพระอรหันต์ท่านเตือนเสร็จ ท่านก็เหาะไปเลย เหาะขึ้นไปต่อหน้าต่อตาเลย ก็เลยสำนึกได้ว่าโอ้เรานี่ มีพระอรหันต์มาโปรดเสียเลย ก็อย่ากระนั้นเลย อย่าประมาทเลย เดี๋ยวพอใกล้เข้าพรรษาเราจะต้องไปปฏิบัติธรรม เพราะลูกศิษย์เป็นพระอรหันต์ เราเป็นอาจารย์ ไม่เป็นพระอรหันต์ มันยังน่าอายอยู่ พอคิดอย่างนั้นเสร็จ เมื่อขึ้น ๑๓ ค่ำ ก่อนเข้าพรรษา ๓ วัน เพราะเข้าพรรษานี่แรม ๑ ค่ำเดือน ๘ แต่นั่นขึ้น ๑๓ ค่ำ เออ ขึ้น ๑๓ ค่ำเดือน ๘ เหมือนกัน ก็คิดว่าปฏิบัติ ๓ วัน บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์เสร็จก็กลับมาเข้าพรรษา จำพรรษาอยู่ในวัดเหมือนเดิม พอถึงคราวขึ้น ๑๓ ค่ำเดือน ๘ นั้นน่ะ ก็ตั้งใจเลย เดินทางบอกลาลูกศิษย์ลูกหา เคลียร์งานเสร็จ ก็เดินทางเข้าไปในป่าหลังวัด เดินทางเข้าไปเสร็จ คิดว่าจะปฏิบัติแค่ ๓ วันเท่านั้นเองแหละ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ก็บรรลุแล้ว ๑ ค่ำเราก็มาเข้าพรรษาต่อ คิดอย่างนั้น ก็ไปนั่ง พอเข้าไปในป่าเสร็จ ก็ไปนั่งสมาธิ โอ้ คืนแรกผ่านไปก็ยังไม่บรรลุ คืนที่ ๒ ขึ้น ๑๔ ค่ำก็ยังไม่บรรลุอีก จนกระทั่งขึ้น ๑๕ ค่ำ ใกล้จะเข้าพรรษาแล้ว ก็ยังไม่บรรลุ โอ้ พอไม่บรรลุ จะกลับมาเข้าพรรษากับลูกศิษย์ลูกหาก็จะอาย ว่าเอ๊ะ อาจารย์ของเรานี้อุตส่าห์ออกไปปฏิบัติธรรม ๓ วัน ไม่ได้อะไรกลับไป อายลูกศิษย์ ถ้าลูกศิษย์ถามว่าอาจารย์บรรลุขั้นไหนแล้วนี่ ก็จะไม่กล้าบอก กลัวจะอายลูกศิษย์ อย่างนั้นก็จำพรรษาในป่านี่ก็แล้วกัน แรกๆ คิดว่า ๓ วันจะบรรลุอรหันต์ เอ้า ๓ วันไม่ได้ ก็เอา ๓ เดือนแล้วกัน ๑ พรรษา ก็ปฏิบัติธรรมนี่ ตั้งใจปฏิบัติธรรมทั้ง ๓ เดือน ผ่านพ้นไป ๓ เดือนก็ยังไม่บรรลุธรรมอะไรเลย ก็คิดเอ๊ะ สงสัยเราจะมีความเพียรน้อยไปมั้ง เก็บที่หลับที่นอน ไม่ยอมปูที่นอน คิดว่าจะอยู่แค่ ๒ อิริยาบถ คือยืน เดิน นั่ง เออ ๓ อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง จะไม่นอน ก็เก็บที่หลับที่นอนเสร็จสรรพ ให้เหลือแต่ที่นั่ง ที่ยืน แล้วก็ที่เดินเท่านั้นเอง แล้วก็มองไปอีกว่าสงสัยเราใส่รองเท้าเดินจงกรม มันจึงไม่บรรลุ ก็ไม่ต้องใส่รองเท้า ที่บอกถ้าหากไม่บรรลุอรหันต์นี่ก็จะไม่ล้างเท้า ก็ตั้งใจอย่างนั้นเสร็จ ก็เริ่มตั้งความเพียรเลย โอ้ ผ่านไปจาก ๓ เดือน ผ่านไปแล้ว ๓ ปี ก็ยังไม่บรรลุนะ ผ่านไป ๓ ปียังไม่บรรลุยังไม่พอ ผ่านพ้นไป ๓๐ ปี จากคิดว่า ๓ วันนี่ ตอนนี้ ๓๐ ปี ในขณะที่ท่านไปนี่ ถ้าท่านอายุประมาณ ๓๐ ออกไปหลังวัดนี่นะ เข้าป่านี่ แสดงว่าพ้นไป ๓๐ ปีนี่ ท่านอายุ ๖๐ ปีแล้ว เป็นพระผู้เฒ่าแล้ว เป็นพระผู้เฒ่า ปฏิบัติตั้งแต่เดินจงกรม นั่งสมาธิไม่นอนเกือบ ๓๐ ปี ร่วม ๒๙ ปี ๒๙ ปีเต็มๆ ไม่เคยหลังแตะพื้นเลย พอถึงสุดยอดแล้วนี่ ๓๐ ปีผ่านพ้นไป ไม่รู้จะทำอย่างไร ไปเกาะกิ่งไม้ เกาะกิ่งไม้ ตกดึกคืนนั้นมันเงียบเหงา เกาะกิ่งไม้ ร้องไห้อยู่กลางป่า ว่ามีความรู้สึกท้อแท้แล้ว ๓๐ ปีที่ผ่านพ้นไปนี่ ตั้งใจทำความเพียรมาโดยตลอด แต่ไม่บรรลุสักที ก็เลยไปยืนเกาะกิ่งไม้ร้องไห้อยู่ ร้องไห้ในป่า เสียงดังทีเดียว เป็นพระผู้เฒ่า มี ขณะที่กำลังร้องไห้อยู่นั่นได้ยินเสียงอุบาสิกา ยินร้องไห้อุบาสิกาดังมาเหมือนกัน ก็คิดเอ๊ะใครมาร้องไห้อยู่กลางป่าดึกๆ ก็เดินไปเจอ อ้าว เป็นอุบาสิกาผมยาว นั่งอยู่บนโขกหิน ก็เลยไปถาม บอกโยมมานั่งร้องไห้ทำไมที่นี่หรือ อุบาสิกานั้นก็ลงมาจากโขกหิน แล้วก็มานั่งกราบท่าน แล้วก็บอกว่าโยมนี่เป็นเทพธิดาที่อยู่ในป่านี้แหละ เป็นเทพธิดาอยู่ในป่านี้ ก็บอกอ้าว แล้วท่าน แล้วโยมร้องไห้ทำไมล่ะเทพธิดา บอกว่าคิดว่าการร้องไห้นี่จะเป็นการบรรลุธรรม ก็เลยร้องไห้บ้าง บอกโอ้ โยม การร้องไห้นี่ไม่ใช่การบรรลุธรรมหรอก การจะบรรลุธรรมได้นี่มันต้องอย่างนี้ อย่างนี้ ก็ตนเองนี่เรียนมา รู้มาหมดแล้วนะ ก็ต้องสอนได้ พอบอกวิธีการร้องไห้นี่ไม่สามารถที่จะทำให้บรรลุธรรมได้ ถ้าจะบรรลุธรรมได้ต้องวางใจอย่างนี้ ต้องปฏิบัติอย่างนี้ บอกเสร็จสรรพเรียบร้อย เทพธิดานั้นก็เลยย้อนกลับ ก็บอกไม่รู้เหมือนกัน เพราะว่าเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วนี่ เห็นพระอยู่รูปหนึ่ง และท่านยังหนุ่มอยู่ ท่านเดินทางเข้ามาในป่า แล้วท่านก็ตั้งใจบำเพ็ญความเพียรมาโดยตลอดเลย แต่วันนี้มาเห็นท่านยืนร้องไห้ ก็คิดว่าการร้องไห้น่าจะเป็นการบรรลุธรรม ก็เลยทำตามท่านบ้าง โอ้ พอโดนย้อนเข้าไปอย่างนี้นี่ แหม พระเถระผู้เฒ่านี่ แปลบเข้าไปในใจทีเดียว ได้คิดเหมือนกัน บอกโอ้เรานี่สอนแต่คนอื่น แต่ไม่เคยได้นำเอาคำสอนตัวเองนั้นกลับมาคิดบ้างเลย พอคิดได้อย่างนั้นก็ตั้งความเพียร ทำความปรารถนา นั่งสมาธิ คืนนั้นเองบรรลุเป็นพระอรหันต์ นี่ประมาทเพียงแค่นิดเดียวนี่นะ คิดว่า ๓ วัน ผ่านพ้นไป ๓๐ ปี พอได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เสร็จปุ๊ป บรรดาลูกศิษย์ ๓๐,๐๐๐ รูปที่เป็นอรหันต์ไปก่อนแล้วนี่ ท่านก็เฝ้าติดตามทีเดียวนะ พอรู้ว่าพระอาจารย์ตอนนี้ประสบความสำเร็จแล้ว เราสามารถโปรดให้ท่านออกไปปฏิบัติธรรมได้แล้ว ก็พากันนั่งเฝ้ารอว่าเออ เมื่อไหร่หนออาจารย์เราจะบรรลุสักที ก็นั่งเฝ้า บางองค์รอไม่ไหวก็ปรินิพพานไปก่อน ๓๐,๐๐๐ กว่ารูป พอรู้ว่าพระอาจารย์บรรลุอรหันต์วันนั้นก็พากันเหาะมาเลย เหาะมาพร้อมเพรียงกัน มาตั้งความปรารถนาอยากจะมาล้างเท้า มาล้างเท้าให้พระอาจารย์ เพราะ ๓๐ ปีไม่เคยล้างเท้าเลย ทำความเพียรมาโดยตลอด เดินจงกรมมาโดยตลอด แต่พระอาจารย์ก็บอกว่าเออ ถ้าให้คนใดคนหนึ่งล้างก็จะไม่เสมอภาคกัน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน จะล้างเอง จนกระทั่งเดือดร้อนไปถึงพระอินทร์ ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ก็แปลงกายลงมาล้างเท้าให้กับพระเถระ นี่ก็เป็นการปฏิบัติธรรม เป็นการปฏิบัติบูชา หากจะเรียนรู้ขานาดไหนก็ตาม เราจะฟังธรรมะขนาดไหนก็ตาม แต่หากเราไม่นำเอาธรรมนั้นสู่การปฏิบัติ โอกาสที่จะบรรลุ โอกาสที่เราจะเข้าถึงธรรม โอกาสที่เราจะเข้าถึงธรรม โอกาสที่เราจะเข้าถึงพระนิพพานก็เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน แต่บางคนเอ๊ะ เราก็ตั้งใจปฏิบัติทีเดียวนะ บอกโอ้ พอรู้ว่าการปฏิบัติมันดีจริง อามิสบูชาเราก็ทำไปแล้ว ปฏิบัติบูชาเราก็ทำกันอย่างเต็มที่เลย บางคนก็นั่งกันทั้งวันทั้งคืน บางรูปบางองค์พระภิกษุในวัด สามเณรในวัด ท่านนั่งกันโอ้โฮ บางครั้งนี่ ๗ วัน ๗ คืนทีเดียวนะ บางองค์นั่งกันวันละ ๑๐ ชั่วโมง ๑๒ ชั่วโมง เห็นแล้วอึม น่าปลื้มปีติยินดี บางคนบอกเอ๊ะ เราก็ปรารภความเพียร ปฏิบัติกันมาตลอด นั่งกันจนไม่รู้จะว่ายังไงเลย คือนั่งกะว่าจะบรรลุให้ได้ แต่บางครั้งผ่านไปเป็นสิบๆ ปี ก็ยังไม่บรรลุ ยังไม่เห็นแสงสว่าง ยังไม่เห็นธรรมกายเลย เอ๊ะ มันทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น การปฏิบัติจะเห็นผลเร็วหรือเห็นผลช้านี่ มีกฎเกณฑ์อยู่นิดหนึ่งทีเดียวนะ ท่านเรียกว่า ธรรมะพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าอินทรีย์ ๕ ลองสำรวจซิว่าเอ๊ะ เราหย่อนตรงไหน ทำไมยังไม่บรรลุหรือว่าใคร บางคนเขานั่งแปบเดียว เขาบรรลุไปแล้วนี่ เอ๊ะเขาสมบูรณ์พร้อมด้วยธรรมข้อไหนถึงได้บรรลุเร็ว ท่านบอกว่าอินทรีย์ ๕ นี่มีด้วยกันคือ สัทธินทรีย์ คือมีความศรัทธาเป็นใหญ่ทีเดียว เหมือนคุณยายอาจารย์ของเรานี่ ท่านมีศรัทธา ศรัทธาในพระรัตนตรัย พอรู้ข่าวว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่วัดปากน้ำมีการสอนธรรมะ สอนการเข้าถึงธรรมกาย สอนเสร็จแล้วสามารถที่จะใช้ธรรมกายนี่ไปนรกก็ได้ ไปสวรรค์ก็ไป ไปช่วยญาติในนรกได้ อะไรได้ เพราะท่านเกิดศรัทธา มีศรัทธาเป็นใหญ่ เชื่อมั่นเลยว่านี่แหละต้องเป็นหนทางที่ถูกต้อง เป็นหนทางพระรัตนตรัย เป็นหนทางที่เราจะนำไปสู่การที่จะไปช่วยพ่อของเราให้ได้ ไปพบพ่อในสัมปรายภพเบื้องต้น เกิดศรัทธาขึ้นมา เรียกว่าสัทธินทรีย์ ทีนี้ ต้องมาดูเราเองว่าเอ๊ะ เรานั่งมานี่ เชื่อมั่นถึงเรื่องราวของธรรมกายร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม ถ้าเชื่อมั่นร้อยเปอร์เซ็นต์ แสดงว่าข้อนี้เราผ่านแล้ว ก็มีศรัทธา เขาเรียกว่าสัทธินทรีย์ มีความเป็นใหญ่เรื่องของความศรัทธา เมื่อมีศรัทธาแล้วนี่ ก็ยังไม่ใช่ว่าจะบรรลุได้เลย แต่ข้อต่อไปนี้ ต้องมีวิริยินทรีย์ คือวิริยะ มีความเพียร คุณยายของเรานี่ เพราะท่านมีศรัทธาเกิดขึ้น มีความเพียรพยายามเลย ตั้งใจเดินทางจากบ้านมุ่งหน้ามาเพื่อจะศึกษาธรรมะ เพื่อศึกษาให้เข้าถึงธรรมกายให้ได้ มีความเพียร เมื่อมาเจอคำสอนแล้วนี่ ก็ยิ่งทำความเพียรพยายาม ไม่ยอมละทิ้งความเพียรพยายามเลย มีโอกาสก็ปฏิบัติ จนกระทั่งท่านเห็นผลของการปฏิบัติ เมื่อมีศรัทธาแล้วต้องมีความเพียร มีความเพียรแล้วนี่ ข้อต่อไป ต้องมีสตินทรีย์ คือมีสติ มีสติเป็นใหญ่ บางคนมีความเพียรเหมือนกัน บอกโอ้ ผมนั่งตั้ง ๗ วัน ๗ คืนเลย บอกนั่งหลับไปเสียไม่รู้กี่ชั่วโมงนะ สติไม่อยู่กับตัว ไม่นั่งหลับก็นั่งฟุ้ง คิดจินตนาการไปเรื่อย เออ นั่งแล้วเป็นวันเหมือนกัน แต่ว่านั่งคิดปรุงแต่ง คิดว่าสร้างภาพในอากาศไปเรื่อย แสดงว่าไม่มีสติ ก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้เหมือนกันนะ อันนี้เป็นข้อที่ ๓ ข้อที่ ๔ ก็คือบอกว่าสมาธินทรีย์ คือมีสมาธิเป็นใหญ่ มีความเพียรแล้ว ก็มีสติ คำว่าความเพียรในที่นี้นี่ คือความเพียรพยายามในการที่จะนำจิตของเราให้เกิดเป็นสมาธิ หรือทำสมาธิ นำจิตของเรา พูดง่ายๆ คือเอาจิตของเราหรือเอาใจของเรานี่ให้มาหยุดนิ่งในศูนย์กลางกาย มีความเพียรพยายามอย่างนั้น ความเพียรพยายามก็จะมีเพียรพยายามทั้งทางกาย แล้วก็ทางใจ ถ้าเราเพียรพยายามทางกายอย่างเดียว แต่ใจของเราไม่หยุดนิ่งเลย โอกาสที่จะบรรลุธรรมก็ยาก สมัยก่อนเคยปฏิบัติธรรมร่วมกัน มีพระท่านมาจากต่างประเทศอยู่รูป โอ้ ท่านเพียรทางกายมากทีเดียวนะ นั่งทีนี่ โอ้โฮ กดสมอง กดประสาทของท่าน ปฏิบัติจนกระทั่งกายของท่านแดงผื่นขึ้นมาเลย อั่นลมหายใจ กะว่าจะบรรลุให้ได้ แต่ท่านทำผิดวิธี เพียรทางกาย แต่จิตของท่านไม่สงบ พอปฏิบัตเสร็จเมื่อไหร่ ท่านก็บ่นทุกขัง ทุกขัง อยู่นั่น ท่านพูดเป็นภาษาบาลี อันที่จริงแล้วปฏิบัติธรรมมันต้องบ่นว่าสุขัง สุขังนะ ต้องอุทานว่าสุขัง แต่ท่านเนื่องจากว่ามีความคิด หรือมีความรู้ที่มา จำมาแบบผิด คิดว่าต้องเพียรพยายามบีบบังคับจิต บังคับใจ บีบบังคับกาย ก็ปฏิบัติแต่ละครั้งก็ต้องบ่นว่าทุกขัง ทุกขังตลอด อันนี้ก็เป็นการเพียรผิดวิธีการ ส่วนข้อสุดท้ายก็คือปัญญินทรีย์ มีปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญานี่คอยตริตรองพิจารณาทีเดียวนะว่าเอ๊ะ เราปฏิบัติวันนี้นี่ทำไมจิตมันนิ่ง เออ แล้วเมื่อวานทำไมไม่นิ่ง มันเกิดเหตุจากอะไร ต้องไปดูเหตุ แล้วก็แก้ไขจากเหตุจากผล ผลเกิดขึ้นอย่างนี้ เหตุเป็นอย่างนี้ แล้วทำอย่างไรถึงหยุดนิ่งได้นาน ทำอย่างไรหยุดนิ่งไม่ได้นาน มีปัญญาตริตรองพิจารณาไตร่ตรองไปอย่างนี้ (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) เข้าถูกส่วนแล้ว จับจุดได้แล้วนี่ โอกาสที่เราจะบรรลุธรรมก็เป็นได้รวดเร็วทีเดียว ดังนั้นอินทรีย์ ๕ ประการคือ ศรัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ๕ ประการนี้จะเป็นตัววัด เป็นตัววัดว่าใครมีถึงพร้อม ใครทำได้ครบสมบูรณ์แบบ บุคคลนั้นก็จะบรรลุธรรมได้เร็ว แต่ถ้าหากบุคคลใดขาดไปข้อใดข้อหนึ่งทั้ง ๕ ประการนี่ ก็บรรลุธรรมได้ช้า นี่มันช้ามันเร็วอยู่ตรงนี้นะ อยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นการที่เราปฏิบัติบูชานี่ ให้เราลองสังเกตว่าพรรษานี้ที่จะผ่านไปอีก ๕ วันนี่ เรายังบกพร่องอยู่ข้อใด แล้วก็เสริมเติมแต่งข้อนั้นของเราให้สมบูรณ์แบบ ถ้าเราทำได้อย่างนี้ การที่เรากำหนดให้พรรษานี้เป็นพรรษาแห่งการบูชาคือทั้งอามิสบูชา เราก็ทำได้สมบูรณ์แบบแล้ว ปฏิบัติบูชาของเรา ใครที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ เราก็ใคร่ครวญพิจารณา จากเหตุทั้ง ๕ ประการที่อาตมากล่าวเอามานี้ เมื่อเรารู้แล้วว่าเรายังบกพร่องข้อใด เราปรับปรุงแก้ไข ภายในอีก ๕ วันนี้นี่ ก็ยังมีเวลามากพอที่จะทำให้เราได้เข้าถึงพระธรรมกายภายใน ดังนั้น ถ้าหากเราได้เข้าถึงพระธรรมกายภายในในพรรษานี้ จะเป็นพรรษาแห่งความสมบูรณ์พร้อมทั้งอามิสบูชาและปฏิบัติบูชาอย่างแท้จริงทีเดียว สำหรับวันนี้การบรรยายธรรมก็ขอยุติเอาไว้เพียงแค่นี้ ท้ายที่สุดนี้ ขออานุภาพแห่งบุญบารมีของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ บารมีธรรมของพระปัจเจกพุทธเจ้า บารมีธรรมของพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย และบารมีธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย บารมีธรรมของหลวงพ่อธัมมชโย บารมีธรรมของหลวงพ่อทัตตชีโว และบารมีธรรมของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง รวมถึงบุญบารมีที่ทุกๆ ท่านได้ทำการสั่งสมอบรมมา และโดยเฉพาะในพรรษานี้ที่ได้ทำการอามิสบูชา และปฏิบัติบูชา ขอบารมีธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ประมวลรวมกันให้เป็นตบะ เป็นเดชะ เป็นพลวปัจจัย ส่งผลดลบันดาลอภิบาลปกป้องคุ้มครองรักษาให้ทุกๆ ท่านเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารบริวารสมบัติ ให้มีดวงตาเห็นธรรม เข้าถึงพระธรรมกายได้โดยง่าย โดยเร็วพลัน ไปทุกภพทุกชาติ ตราบถึงที่สุดแห่งธรรมจงทุกท่านเทอญ (สาธุ) (หมด 1/B) หน้า PAGE 5/ NUMPAGES 12 FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กันยายน\44-09-29 FWAAT.doc