ทำไมถึงต้องฟังธรรม
ขอกราบนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุก ๆ รูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุก ๆ ท่าน และเจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรลูกหลานยายทุก ๆ ท่าน
กระจกเงาสามารถสะท้อนให้เห็นความสวยงามหรือขี้ริ้วของร่างกายเราได้ฉันใด การฟังธรรมตามกาล ก็สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความดีงาม หรือความบกพร่องในตัวเราได้ฉันนั้น
วันนี้หลวงพี่จะมาเทศน์เกี่ยวกับเรื่องของการฟังธรรม อย่างที่พวกเรากำลังนั่งฟังกันอยู่ ในการฟังธรรมอย่างที่พวกเรากำลังทำกันอยู่นี้ ในพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นมงคลชีวิต จัดอยู่ในมงคลข้อที่ ๒๖ ในหมวดที่ว่าด้วยการแสวงหาธรรมะเบื้องต้นใส่ตัว
เหตุผลที่ว่าเป็นการแสวงหาธรรมะเบื้องต้นใส่ตัวก็เพราะว่าการฟังธรรมเป็นการเสริมสร้างปัญญาของเรา เป็นปัญญาที่เกิดจากการฟัง เรียกว่าสุตตมยปัญญา แต่ว่าในการฟังธรรมเหมือนกัน หากใครฟังไป คิดตามไป ก็จะเกิดปัญญาจากการคิดพิจารณา ซึ่งเราเรียกว่าจินตมยปัญญา และถ้าใครตั้งใจฟังจนถึงขั้นเกิดเป็นสมาธิได้ ก็จะเป็นปัญญาที่เรียกว่าภาวนามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการทำสมาธิภาวนา ฉะนั้นถ้าเราตั้งใจฟังธรรมกันให้ดี ก็จะได้ปัญญาในระดับสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตามระดับการฟังของเรา
ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่าการฟังธรรมมีความสำคัญอย่างไร ทำไมเราต้องฟังธรรมกันด้วย แล้วเราจะไม่ฟังได้หรือไม่ หลวงพี่ก็จะขอถามพวกเราในที่นี้ก่อนว่าเป้าหมายชีวิตของพวกเราทุกท่านคืออะไร หรือเราเกิดมาทำอะไร หลวงพี่ว่าเราทุกคนในที่นี้คงตอบกันได้ โดยแทบจะไม่ต้องคิดกันเลย เพราะพวกเราคงรู้คำตอบกันดีอยู่แล้วนะว่า ที่เราเกิดมานี้ มาเพื่อสร้างบารมี เป้าหมายชีวิตของเราก็คือพระธรรมกาย พระธรรมกายก็อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เข้าถึงได้โดยการทำใจให้หยุดนิ่งอย่างสบายที่กลางท้อง
แต่ถ้าเราเอาคำถามง่าย ๆ สำหรับเรา ไปถามคนที่อยู่ข้างนอกที่เขาไม่ได้เข้าวัดเลย ดูซิว่าคนเหล่านั้นจะตอบได้อย่างนี้หรือเปล่า บางคนบนโลกนี้ ค้นหาเป้าหมายชีวิตของตนเองจนตาย ทั้งชีวิตยังไม่รู้เลยว่าเราเกิดมาทำอะไร หรืออะไรเป็นเป้าหมายของชีวิต แต่ที่เราทุกท่านในที่นี้ทราบได้เพราะอะไร เพราะเราสามารถคิดพิจารณาหรือวิเคราะห์เองได้ ใช่หรือไม่ ถ้าถามหลวงพี่ก็คงตอบว่าไม่ใช่ แต่ว่าที่รู้เพราะว่าหลวงพี่ ได้มาฟัง ได้มารับทราบจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อ หรือจากพระอาจารย์ หรือจากคุณยายอาจารย์ต่างหาก
จะเห็นว่าการฟังธรรม ทำให้เราได้รู้ในสิ่งที่เรายังไม่รู้ ทำให้เราทราบคำตอบบางอย่าง คำตอบที่บางครั้งเราค้นหาทั้งชีวิตก็ไม่มีวันได้เจอ นอกจากจะมาค้นหาในพระพุทธศาสนา หรือว่าจากครูบาอาจารย์ของเรา
เมื่อก่อนที่หลวงพี่จะมาบวช หลวงพี่ก็มีความคิดเหมือนกันว่าในชีวิตของเรานี่น่าจะมีอะไรที่ดีกว่า และมีความสุขมากกว่าการที่เรามีทรัพย์สมบัติเงินทองมาก ๆ หรือการที่มีครอบครัวดี ๆ แต่ก็คิดไม่ออก แต่ก็พอรู้อยู่บ้างว่าในพระพุทธศาสนามีความสุขที่แท้จริงอยู่ ซึ่งเราเรียกว่าพระนิพพานนั่นเอง แต่สมัยนั้นยังไม่ได้บวช ก็เลยยังเห็นภาพไม่ชัดเจน ไม่รู้จะไปถึงนิพพานได้อย่างไร แต่พอมาบวช ก็มาถึงบางอ้อว่า วิธีการไปให้ถึงนิพพานมีวิธีการอย่างนี้ ก็เพราะว่ามีพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้เมตตามาสั่งสอนให้พวกเราไปถึงเป้าหมายชีวิตของตัวเอง หลวงพี่ก็เลยได้มีโอกาสอยู่สร้างบารมีจนถึงทุกวันนี้ได้
เมื่อประมาณเดือนที่แล้ว หลวงพี่และเพื่อนสหธรรมิกในรุ่นได้มีโอกาสไปถวายปัจจัยพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว เพื่อร่วมบุญเป็นประธานกองกฐินกับท่าน พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเมตตาให้โอวาทกับพวกชุดหลวงพี่ เป็นโอวาทเกี่ยวกับภาพรวมในการสร้างบารมีของพวกเรา พร้อมทั้งสรุปความหมายของคำว่าบารมีไว้ว่า การสร้างบารมีก็คือการทำความดีแบบชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน พร้อมทั้งขยายความการสร้างบารมีแต่ละอย่างอย่างละเอียดเลย
จากครั้งนั้นนี่ หลวงพี่นอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังได้เห็นภาพรวมในการสร้างบารมี ยังได้ข้อคิดอีกว่า กว่าที่ท่านจะรวบรวมประสบการณ์ความรู้ของท่านมาสรุปให้เราได้เห็นภาพการสร้างบารมีได้ชัดขนาดนี้ ต้องใช้เวลาหลายสิบปี แต่สามารถนำมาสรุปให้เราฟังแล้วเข้าใจได้ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง หลวงพี่เลยคิดว่าถ้าให้พวกเรามารู้ มารับทราบด้วยตัวเอง อาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเลยก็ได้ บางทีจนตายยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการสร้างบารมี สร้างอย่างไร นี่เขาเรียกว่าการฟังธรรมเป็นการเพิ่มความรู้ใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง
และพวกเราในที่นี้ ทราบกันหรือเปล่าว่าพระอาจารย์แต่ละรูปที่ท่านขึ้นมาเทศน์ งานยายตรงนี้ แต่ละรูปนะ กว่าจะขึ้นมาได้ ท่านต้องเตรียมตัว บางองค์ก็เตรียมตัวเป็นสัปดาห์ บางองค์ก็หลายสัปดาห์ บางองค์เป็นเดือนก็มี พอรู้ว่าจะต้องมาเทศน์งานยายก็เตรียมตัว เตรียมพร้อมเป็นการใหญ่ ตั้งใจว่าจะเทศน์ให้ดีที่สุดในเวลาเท่าที่มีอยู่
นอกนั้นยังไม่พอ ในการที่จะขึ้นมาเทศน์ให้พวกเราฟัง ท่านต้องทำความบริสุทธิ์ให้กับตัวท่านเอง ช่วงนั้นก็ต้องนั่งธรรมะมากเป็นพิเศษ เพราะถือว่าโอกาสที่จะได้มาตอบแทนบุญคุณครูบาอาจารย์อย่างนี้ ไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีสักกี่ครั้ง เพราะฉะนั้นพระอาจารย์แต่ละท่าน เรียกได้ว่าต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อนำบุญนี้มาบูชาธรรมคุณยายอาจารย์ของเรา ส่วนพวกเราที่มาฟังธรรมกัน พระอาจารย์ท่านก็มาสรุปธรรมะให้เราฟังทุกคืน
เพราะฉะนั้นถ้าไม่จำเป็น หลวงพี่ก็จะไม่ค่อยพลาดในการฟังธรรม เพราะแต่ละคืน ธรรมะที่พระอาจารย์ท่านนำมาแสดงมีแต่สิ่งดี ๆ ทั้งนั้นเลย ถึงแม้จะมีซ้ำกันบ้างหรือเป็นธรรมะที่เราเคยได้รู้ เคยได้ยินมาแล้ว แต่ทุกครั้งที่เราฟังธรรม เราก็จะได้ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นมา ได้คิด ได้พิจารณาหลายแง่หลายมุมแตกฉานยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงถือเป็นการทบทวนความรู้เดิม ๆ ด้วย ทำให้ธรรมะนั้นติดเข้าไปในใจ เป็นอุปนิสัยข้ามชาติของเรา เรียกว่าการฟังธรรมเป็นการทบทวนความรู้เดิมของเรา
และองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านเสด็จดับขันธปรินิพพานนานมาแล้ว พระองค์ท่านมีพระบริสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และมหากรุณาธิคุณต่อชาวโลกและสรรพสัตว์ทั้งหลาย อย่างนับจะประมาณมิได้ ที่เราทราบอย่างนี้ได้ เพราะว่ามีการจดบันทึก มีการนำมาถ่ายทอดจากปู่ย่าตายายของเรา จากครูบาอาจารย์รุ่นก่อน เป็นยุคสมัยต่อ ๆ กันมา ทำให้พวกเราในปัจจุบันนี้ ถึงแม้จะเกิดคนละยุคกับพระองค์ ก็ยังสามารถนำพระองค์มาเป็นแบบอย่างในการสร้างบารมี เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน ติดตามพระองค์ไปได้
เหมือนอย่างพวกเราบางท่านที่เข้าวัดในช่วงระยะไม่กี่ปีหลัง คงไม่ค่อยได้พบเจอคุณยายสักเท่าไหร่ แต่ที่เราซาบซึ้งบุญคุณของท่าน ก็เพราะว่ามีพระอาจารย์ที่ท่านเมตตามาแสดงธรรมเกี่ยวกับคุณธรรมของท่าน ยิ่งใครฟังแล้ว นำไปคิดพิจารณาต่อ ก็จะทำให้ซาบซึ้งถึงคุณธรรมของท่านยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทำให้เราสามารถเห็นแบบอย่างของต้นบุญต้นแบบ เป็นตัวอย่างในการประพฤติปฏิบัติตนของเรา นี่ก็เรียกว่าทำให้เราเกิดสัมมาทิฐิ มีความเห็นตรงต่อพระนิพพาน มีความเห็นตรงต่อที่สุดแห่งธรรม
นอกจากนั้นการฟังธรรมยังเป็นการเตรียมกาย วาจา ใจของเราให้เหมาะสมที่จะรองรับคุณธรรมที่สูงส่งยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะอะไร เพราะเวลาที่เราฟังธรรม ใจก็จะน้อมไปตามธรรมะที่พระอาจารย์แต่ละท่านนำมาแสดง ทำให้ใจของเราบริสุทธิ์ คุณธรรมต่าง ๆ ที่พระอาจารย์ท่านนำมาสั่งสอนก็จะเข้าสู่จิตใจของเราได้ง่าย เรียกว่าการฟังธรรมเป็นการฝึกอบรมจิตใจของเราให้สูงขึ้นไปด้วย จะเห็นว่าประโยชน์จากการฟังธรรมมีมากพอให้เราได้เห็นภาพกัน
ซึ่งเราได้ทราบแล้วว่าประโยชน์จากการฟังธรรม มีมากมายอย่างยิ่งตามที่ยกตัวอย่างมา แต่จะฟังธรรมอย่างไรเราถึงจะได้ประโยชน์ให้มากที่สุด ก่อนอื่นหลวงพี่ต้องขอให้เรามาสำรวจที่ตัวของเราเอง ว่าพวกเราทุกคนที่มาฟังธรรมกันอยู่นี่ เพราะพวกเรามีเป้าหมายอะไรกันบ้าง ลองตอบคำถามของตัวเองดู บางท่านก็อยากได้ธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน บางท่านก็อยากจะมาฟังเรื่องราวเกี่ยวกับคุณธรรมของคุณยาย ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาไม่ว่าธรรมะบทใด ต่างก็มีเป้าหมายอย่างหนึ่งเหมือนกันก็คือมุ่งที่จะฝึกฝนอบรมตัวเอง แม้ในการฟังธรรม ตอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้กล่าวถึงอานิสงส์ของการฟังธรรมไว้ว่าเป็นการเพิ่มพูนความรู้ใหม่ เป็นการทบทวนความรู้เดิม เป็นการปลดเปลื้องความสงสัย เป็นการปรับความเห็นให้ตรง แล้วก็เป็นการอบรมคุณธรรมจิตใจให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป
จะเห็นว่าอานิสงส์ทั้งหมดนี้ ถ้าพิจารณาแล้ว ก็เป็นการมุ่งเป้าหมายให้เป็นไปเพื่อฝึกฝนอบรมตัวเองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นมงคลที่ ๒๖ ที่ว่าด้วยการฟังธรรมตามกาล จึงมีเป้าหมายว่าฟังธรรมก็เพื่อนำธรรมะมาสำรวจตรวจดูตัวเอง ให้ธรรมะที่เราฟังอยู่ขณะนี้เป็นเสมือนกับกระจกเงา ส่องสะท้อนให้เห็นถึงคุณธรรมความดีงาม ถึงความบกพร่องของตัวเอง
ดังนั้นพวกเราจากนี้ไปที่ได้ฟังธรรมะกันแล้ว เราต้องนำธรรมะนั้นมาสำรวจตรวจดูคุณธรรมของตัวเราด้วยว่าตัวของเรามีคุณธรรม หรือว่ามีธรรมะตามที่เราได้ฟังไปแล้วหรือเปล่า ถ้ามีแล้ว ก็ต้องรักษาไว้ หรือว่าถ้ายังไม่มี ก็จะได้นำธรรมะนั้นมาเพิ่มพูนคุณธรรมของเราให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะถ้าเราฟังธรรมะ แต่ฟังโดยไม่มีเป้าหมาย ก็จะทำให้เราจับความอะไรไม่ได้ พอฟังเสร็จแล้วก็ลืม แต่ถ้าเราฟังธรรมแล้ว ย้อนมาดู มาสำรวจตัวเอง ก็จะทำให้เราได้ประโยชน์จากการฟังธรรมะอย่างเต็มที่
หลวงพี่จะขอยกตัวอย่างนะ คือ เรื่องของความเคารพ ความกตัญญูที่คุณยายอาจารย์ของเรามีต่อพ่อแม่ และครูบาอาจารย์ ในสมัยที่คุณยายอาจารย์ยังเป็นเด็ก ตอนนั้นก็ถูกพ่อแช่งให้หูหนวก ๕๐๐ ชาติ ด้วยความที่ท่านเป็นคนที่ถือว่าคำพูดพ่อแม่ศักดิ์สิทธิ์มาก จึงมีความตั้งใจว่าก่อนที่พ่อของท่านจะสิ้นใจ ต้องมาขอขมาให้ทันอโหสิกรรมให้ได้
แต่แล้วในที่สุดก็ไม่ได้ขอขมาพ่อก่อนสิ้นใจ แต่ด้วยความเคารพและความกตัญญูที่มีต่อคุณพ่อของคุณยายอาจารย์ ท่านจึงตั้งใจว่าจะต้องไปหาพ่อในสัมปรายภพ เพื่อขอขมาให้ได้ จนในที่สุดท่านก็ได้ยอมตัวมาเป็นคนรับใช้เขา จนในที่สุดท่านก็ได้ไปหาพระเดชพระคุณหลวงปู่เพื่อศึกษาวิชชาธรรมกาย จนในที่สุดท่านก็ได้นำวิชชาธรรมกายไปช่วยพ่อในนรก และได้ขอขมาพ่อได้สำเร็จ แล้วก็ได้เผยแผ่วิชชาธรรมกาย ได้มาสร้างวัดให้เราได้ใช้สร้างบารมีจนถึงทุกวันนี้ได้
เรื่องนี้หลวงพี่ก็ขอเล่าย่อ ๆ พอให้เห็นภาพความกตัญญูของคุณยายอาจารย์ เพราะความกตัญญูที่ท่านมีต่อโยมพ่อของท่าน ส่งผลให้พวกเราได้มีวันนี้ ได้มีสถานที่สร้างบารมีที่ยอดยิ่งอย่างนี้ ถ้าหากเราฟังเรื่องนี้แล้วปล่อยผ่านไป ก็จะคิดว่าคุณยายท่านก็เป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยม มากท่านหนึ่ง แต่ถ้าเราฟังเรื่องนี้แล้ว นำมาพิจารณามาสำรวจตรวจคุณธรรมของตนเอง โดยเฉพาะเรื่องของความเคารพ เรื่องของความกตัญญู ว่าเรามีคุณธรรมในเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน
ถ้าตัวเราเองยังมีคุณธรรมยังไม่ถึงขั้น แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะสามารถเพิ่มพูนคุณธรรมของตัวเองให้ติดตามท่านไปได้ เราก็ต้องนำเรื่องที่เราได้ยินได้ฟังจากที่ผ่านมานี้มาสำรวจ มาตรวจดูคุณธรรมของเราเอง เพื่อให้รู้ว่าตอนนี้คุณธรรมของเราอยู่ในระดับไหนแล้ว ถ้าเราหมั่นพิจารณาอย่างนี้อยู่บ่อย ๆ คุณธรรมความดีในตัวเราก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสักวันหนึ่งเราก็จะได้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมเต็มเปี่ยมคนหนึ่งได้เหมือนกัน
จากที่เราทราบมาแล้วว่าเป้าหมายอย่างหนึ่งของการฟังธรรมก็คือการได้นำธรรมะมาสำรวจตรวจดูตัวเอง เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขตนเองต่อไป และเพื่อที่จะให้การฟังธรรมครั้งต่อไปของเราได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพราะการฟังธรรมบ่อย ๆ ธรรมะเหล่านี้ก็จะสะสมเพิ่มพูนอยู่ในตัวเรา เมื่อเราฟังมากเข้า ก็จะทำให้เราสามารถตักเตือนตัวเองได้ในอนาคต ซึ่งอาจจะรู้สึกว่าบางครั้งเราฟังธรรมะที่พระอาจารย์เทศน์ เราอาจจะจดจำได้ไม่หมด หรืออาจจะหยิบมาใช้ได้แค่ ๕ % ๑๐ % ซึ่งอาจจะรู้สึกว่าน้อย แต่สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ จะทำให้เราค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป คุณธรรมก็จะค่อย ๆ ซึมเข้าไปในใจของเราทุกวัน สักวันหนึ่งก็จะต้องส่งผลให้เราคิดไม่ถึงเหมือนกันว่า ทำไมความคิดดี ๆ หรือว่าคุณธรรมดี ๆ อย่างนี้ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราได้
เหมือนกับถ้าเราลองเอาหินสักก้อนหนึ่ง มีเหลี่ยม มีคม ซึ่งเป็นปกติธรรมดาของหิน เอาไปโยนลงในแม่น้ำหรือลำธารที่มีน้ำไหลผ่านตลอด เราลองสังเกตดูทุกวัน ทุกวัน ก็จะรู้สึกว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แต่พอถึงจุด ๆ หนึ่ง เรามาดูอีกครั้งหนึ่ง เราก็เห็นว่ากลมแล้ว เหลี่ยมคมอะไรก็หายไปหมด ก็เหมือนกับหินตามแม่น้ำ ที่เราสังเกตว่าหินจะเรียบ ๆ กลม ๆ ไม่มีเหลี่ยม เพราะอะไร เพราะอาศัยการกัดเซาะของน้ำ น้ำไหลผ่านทุกวัน กัดเซาะวันละนิด วันละหน่อย จนวันหนึ่งมันก็หมดเหลี่ยมหมดคมได้เหมือนกัน
หรือเหมือนกับเราปลูกต้นไม้สักต้นหนึ่ง เรารดน้ำทุกวัน ก็คงไม่มีใครไปนั่งวัดหรอกว่าต้นไม้ต้นนี้วันนี้โตขึ้นกี่มิล หรือว่าโตขึ้นกี่เซ็นต์ แต่พอเรารดน้ำไปเรื่อย ๆ พอวันหนึ่งมาดูปุ๊บ อ้าว โตตั้งแต่เมื่อไหร่ ให้ร่มเงาออกดอกออกผลให้เราได้เชยชม ได้ใช้ประโยชน์
เพราะสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ ส่งผลให้เราทุกวัน จนวันหนึ่งมีผลเกินคาดอย่างที่เราเองก็คิดไม่ถึง เพราะฉะนั้นพวกเรามีโอกาสก็หมั่นมาฟังธรรม ให้ธรรมะค่อย ๆ ซึมเข้าจิตใจทีละเล็กทีละน้อย จนจิตใจของเราสะอาดบริสุทธิ์ได้ในที่สุด เพราะถ้าเกิดหมดจากช่วงนี้ไปแล้ว เราได้สลายร่างคุณยายไปแล้ว โอกาสที่เราจะได้มาฟังธรรม ได้นำธรรมะมาสำรวจ ตรวจดูตัวเองอย่างนี้ก็จะหมดไป
แต่สำหรับใครที่มา ฟังธรรมกันทุกวัน หรือมาฟังธรรมกันบ่อย ๆ จนถึงวันนี้ก็ประมาณ ๑ ปีแล้ว พวกเราก็คงจะทราบ หรือรู้สึกได้ว่าตนเองเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างไร เหมือนกับผู้มีปัญญาหรือว่าคนที่เป็นบัณฑิต ปกติจะมีนิสัยอย่างหนึ่งคือการแสวงหาธรรมะใส่ตัวอยู่เสมอตามโอกาสที่จะอำนวย เพราะว่าท่านเหล่านั้นทราบว่าธรรมะเป็นของหายาก
อย่างสมัยพุทธกาลมีพระราชาพระองค์หนึ่งชื่อว่าพระเจ้ามหากัปปินะ พระองค์เป็นคนที่ต้องการธรรมะ แสวงหาธรรมะมาก ขนาดส่งคนออกไปทั้ง ๔ ทิศ เพื่อไปเสาะแสวงหาการบังเกิดขึ้นของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พอวันหนึ่งท่านได้ทราบว่าพระรัตนตรัยเกิดขึ้นแล้ว ท่านก็ปีติใจมาก พระองค์ตัดสินใจทันทีเลย ออกผนวชกับเหล่าอำมาตย์พันคน จนในที่สุดพระองค์กับเหล่าอำมาตย์ก็ได้บรรลุอรหันต์ในที่สุด
แต่ว่าพวกเราเองเป็นผู้โชคดีที่ได้มีโอกาสฟังธรรมอย่างนี้ทุกวัน ก็อย่าเบื่อ อย่าดูเบาแล้วกัน ต้องรักษาความโชคดีของเราเอาไว้ให้ตลอดรอดฝั่ง ซึ่งธรรมะนี้ถือว่าเป็นวิชชาสำหรับชีวิต ของใครก็ของคนนั้นเรียนแทนกันไม่ได้ เหมือนกับว่าเราไม่ได้ปลูกข้าว แต่เราก็สามารถมีข้าวกินได้ ถึงแม้ว่าเราไม่ได้เรียนไฟฟ้ามา แต่เราก็สามารถมีไฟฟ้าใช้ แต่ว่าสำหรับวิชาธรรมะแล้ว ถ้าเราไม่ได้เรียน ก็จะไม่สามารถขึ้นสวรรค์ไปนิพพานได้ เพราะวิชาธรรมะให้ใครเรียนแทนก็ไม่ได้ ต้องเรียนด้วยตัวเอง ต้องทำด้วยตัวเองเท่านั้น ถึงจะสามารถได้รับผลของการเรียนนั้น
แต่ก็เป็นเรื่องแปลก ในขณะที่พวกเราฟังธรรมกันอยู่ เราก็ฟังพร้อม ๆ กัน หรือจากพระอาจารย์รูปเดียวกัน ได้ยินเหมือนกัน แต่ว่าธรรมะที่ทุกคนสามารถรับกลับไป ซึมซาบเข้าไปนั้นไม่เท่ากัน บางคนก็สามารถรับธรรมะเข้าไปได้เยอะ ก็ได้รับประโยชน์กับตัวเองเยอะ บางท่านรับได้น้อย ก็สามารถนำธรรมะนั้นไปใช้ประโยชน์ได้น้อย เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น
ก่อนอื่นเราก็ต้องมาสำรวจตรวจสอบว่าในขณะที่เราฟังธรรมกันอยู่ เรามีความเลื่อมใส มีความศรัทธาต่อพระอาจารย์แต่ละรูปที่ท่านมาเทศน์ให้เราฟังทุกวันมากน้อยแค่ไหน เพราะว่าความเคารพเลื่อมใสศรัทธาของตัวเรา เปรียบเหมือนกับฝาภาชนะ ถ้าภาชนะไหนมีฝาปิดสนิท สิ่งของต่าง ๆ หรือว่าน้ำก็ไม่สามารถเข้าไปในภาชนะนั้นได้ มันก็เหมือนกับใจของเราที่มีความเคารพเลื่อมใสต่อพระอาจารย์ที่ท่านมาเทศน์แต่ละวัน ถ้าเรามีความเคารพเลื่อมใสมาก ก็เหมือนกับภาชนะที่เปิดกว้าง ก็สามารถรองรับคุณธรรมต่าง ๆ ที่ท่านนำขึ้นมาเทศน์ให้เราฟังได้ เรื่องนี้เราต้องสำรวจอย่างแรกก่อน
และอีกประการหนึ่งก็คือขณะที่เราฟัง เรามีสมาธิและตั้งใจฟังแค่ไหน หลวงพี่สังเกตว่าในที่นี้ เวลาฟังธรรมก็จะทำสมาธิไปด้วย ดีมากเลย เพราะพอเราทำใจนิ่ง ๆ ธรรมะที่เราได้ฟัง ก็จะตรงดิ่งเข้าศูนย์กลางกายเลย หรือบางท่านพอรู้ว่าจะมาฟังธรรม ก็เตรียมสมุดปากกามาจดด้วย เพราะรู้ว่าความจำของเรามีจำกัด ตรงนี้หลวงพี่ก็เห็นด้วย เพราะมีบางท่านเคยมาเล่าให้พระอาจารย์ท่านฟังว่า วันนี้พระอาจารย์เทศน์ดีนะ พระอาจารย์ท่านนี้ก็เลยถามกลับไปว่า ท่านเทศน์เรื่องอะไรล่ะ โยมคนนั้นท่านก็ตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าเทศน์ดี อ้าว ตรงนี้ก็เป็นตัวอย่าง อย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าความจำของเรามีจำกัด
หรือบางครั้งที่เราก็เห็นสามเณรมาฟังธรรมกันเยอะ ๆ สามเณรเขาก็จะเตรียมสมุดปากกามาจดกันด้วย จดธรรมะของพระอาจารย์ทุกรูปเลยที่สามเณรได้มีโอกาสมาฟังกัน ซึ่งตรงนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่จะได้ปลูกฝังคุณธรรมให้กับเยาวชน วันนี้หลวงพี่จะขออนุญาตแนะนำบางท่านที่มีลูกหลาน ถ้าใครรู้สึกว่าลูกหลานที่บ้านเราดื้อเหลือเกิน หลวงพี่อยากขอแนะนำว่า ลองเอาตัวอย่างสามเณรเราไปใช้นะ ลองจับมาฟังธรรมดู แล้วก็ลองถามดูว่าวันนี้
พระอาจารย์ท่านเทศน์อะไรไปบ้าง ลองให้ลูกหลานเล่าให้ฟัง เพราะสิ่งนี้จะเป็นเหมือนกับคุณธรรมที่แทรกซึมเข้าไปในจิตใจ พอธรรมะเข้าไปในจิตใจได้ อธรรมก็เข้าไม่ได้ พอธรรมะสั่งสมมาก ๆ เข้า ก็เหมือนกับเป็นวัคซีน ป้องกันอบายมุขอย่างดีทีเดียว
นอกจากที่เราจะตั้งใจฟังธรรมแล้ว หรือจดธรรมะที่พระอาจารย์ท่านมาเทศน์แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการตรึกตรองธรรมะ บางท่านฟังธรรมะแล้วก็เฉย ๆ คือฟังผ่านไป แต่บางท่านฟังแล้วก็คิดตามไปด้วย แต่บางท่านยิ่งกว่านั้น นอกจากคิดตามแล้ว ยังรู้จักการจับแง่มุมมาพิจารณา มาขบคิดตาม ทำให้มีความแตกฉานในธรรมะ มีความเข้าใจในธรรมะได้เร็วแล้วก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เพราะฉะนั้นการฟังธรรมของเราทุกวัน ฟังแล้วก็ต้องฝึกคิด ฝึกพิจารณาตามธรรมะนั้นไปด้วย วิธีการก็ต้องมาหมั่นฟังธรรมกันอย่างนี้แหละ ซึ่งเป็นการฝึกที่ดีที่สุดเลย เดี๋ยวเราฟังธรรมะมากเข้า มากเข้า พอจบงานคุณยาย เราก็จะได้เป็นผู้รอบรู้ แตกฉานในทั่วถึงธรรม
สำหรับเรื่องการฝึกตัวเอง หลวงพี่สัมผัสได้เพราะเป็นประสบการณ์ของตัวเอง การที่เราได้มาร่วมงานคุณยายได้มาสวดพระอภิธรรม หรือมาฟังสวดก็ตาม เป็นการฝึกให้เราได้รู้จักแบ่งเวลาให้เป็น สำหรับหลวงพี่ถือว่าการมาร่วมงานบำเพ็ญกุศลของคุณยายอาจารย์เป็นภารกิจ เป็นหน้าที่ของลูกหลานที่ต้องมาแสดงความเคารพ แสดงความกตัญญูต่อคุณยาย ผู้เป็นครูบาอาจารย์ ผู้ที่มีพระคุณอย่างสูง นอกจากท่านจะสั่งสอนเรา ให้เราสามารถปิดอบาย เปิดสวรรค์ ท่านยังสร้างวัดให้พวกเราได้มีสถานที่สร้างบารมีอย่างนี้
พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านก็เมตตาให้ พระลูกชายของท่านมาแสดงธรรม เพื่อบูชาธรรมคุณยาย ได้ฝึกแสดงธรรม ส่วนพวกเราเองนอกจากมาเอาบุญแล้วก็ได้มาฟังธรรม ได้เอาคุณธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะเมื่อเวลาผ่านพ้นไป สิ่งเหล่านี้จะมีอนุสรณ์เก็บไว้ ก็คือภาพแห่งความประทับใจ ณ บ้านคุณยายแห่งนี้ ที่เราได้มาร่วมบุญ ได้มาร่วมแสดงความกตัญญูต่อคุณยายทุกวัน จนภาพเหล่านี้ฝังแน่นเข้าไปในใจของเราไม่มีวันลืมเลือนได้
และสิ่งหนึ่งที่จะเป็นอนุสรณ์ก็คือธรรมะต่าง ๆ ที่พระอาจารย์แต่ละรูป แต่ละรูปท่านมาเทศน์นานนับปีทีเดียว เราลองคิดดูว่าถ้าเราเอาธรรมะของพระอาจารย์แต่ละท่านมาถอดเป็นตัวหนังสือ เวลาประมาณปีกว่านี้ เราจะได้หนังสือธรรมะเล่มใหญ่ขนาดไหน แล้วเราลองคิดดูว่าคนที่มีโอกาสได้รู้ ได้ฟัง ได้อ่านหนังสือธรรมะที่มีเล่มใหญ่ขนาดนั้น จะได้ธรรมะไปขนาดไหน ถึงแม้ว่าเราจะจำได้ไม่หมด แต่ว่าอย่างน้อยธรรมะที่เราสามารถจำได้ นึกได้ หรือตรองได้ก็คงมากพอที่จะทำให้เรามีคุณธรรมเพิ่มขึ้น
ถึงแม้บางท่านเพิ่งมา หรือว่ามาไม่เป็นประจำก็ไม่เป็นไร ก็ขอให้เราเริ่มต้นก้าวแรกตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เริ่มเพาะต้นกล้าแห่งความดีงามไว้ในจิตใจของเรา แล้วก็คอยหมั่นรดน้ำ บำรุง ด้วยอาหารก็คือธรรมะ วันละนิดวันละหน่อยที่บ้านยายแห่งนี้ สักวันหนึ่งต้นกล้าแห่งความดีงามที่เราเพาะเอาไว้ก็จะงอกงาม แล้วก็ให้ร่มเงา ให้ความร่มเย็น ทั้งแก่ตนเองและคนรอบข้างด้วย
สุดท้ายหลวงพี่จะฝากพวกเราไว้นิดหนึ่งก็คือ มีอยู่วันหนึ่ง หลวงพี่ได้มีโอกาสคุยกับคนรถซึ่งเป็นสารถีแก้วนี่นะ เขาบอกว่ารถคันนี้จะไปส่งที่อนุสาวรีย์ชัย กว่าจะถึงก็ประมาณ ๓ ทุ่ม ซึ่งแต่ละคนกว่าจะกลับถึงบ้านตนเอง ก็คงดึก
พอหลวงพี่ฟังแล้วก็รู้สึกปีติ ในการที่พวกเราทุกคนเป็นผู้แสวงหาบุญ เพราะเป็นการแสดงออกถึง ความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ของเรา สิ่งที่พวกเราทำไป โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย จะเป็นต้นแบบ เป็นกำลังใจให้กับคนอื่น ๆ ที่เขาเดินทางไปมาได้สะดวกกว่าเรา ไม่ว่าทั้งในวัด นอกวัดก็ตาม เพราะเขาเหล่านั้นไม่ได้มาสร้างบารมีร่วมกับพวกเรา อาจเพราะความประมาทหรือมีความไม่ขยันมาบังหน้าก็ตาม ทำให้เขาเหล่านั้นพลาดโอกาสที่จะเอาบุญใหญ่กับคุณยาย
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่สิ่งที่เล็กน้อยเลย เพราะเป็นต้นบุญต้นแบบให้กับบุคคลรอบข้าง มนุษย์และเทวดาก็จะสรรเสริญ และสิ่งนี้ก็จะเป็นภาพประวัติศาสตร์อันงดงาม แล้วก็จะติดตาติดใจเราไปไม่รู้ลืม ตราบกระทั่งเราเข้าสู่ที่สุดแห่งธรรมทีเดียว
และผลบุญที่พวกเราทั้งหลายได้ทำกันทุกวัน ทุกวันนี้ ผลจากการฟังธรรม คุณยายท่านก็จะกลั่นธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ของเราให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ ตัวเราเองก็มีคุณธรรมเพิ่มขึ้น จนพวกเราสมหวังและเข้าถึงธรรมะภายในได้ในที่สุด จากผลที่เรามาทำทุกวัน ทุกวันอย่างนี้นะ
สุดท้ายนี้หลวงพี่ก็ขอเรียนเชิญพวกเราทุกท่านได้มานั่งหลับตา เพื่อน้อมนำบุญนี้ บูชาธรรมแด่คุณยายกัน ให้พวกเราหลับตาสำรวมกาย วาจา ใจของเราให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ แล้วก็นึกนำธรรมะบูชาธรรมแด่คุณยายกันสักครู่หนึ่งนะ
***************************** จบ *****************************