คุณลักษณะของคำสอนยาย ๔ ประการ (เทศนาวิธี ๔)
กราบนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งอันประเสริฐสุดของสัตว์โลกทั้งหลายด้วยเศียรเกล้า กราบคารวะพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และสาธุชนลูกหลานคุณยายทุกท่านนะ (สาธุ)
อนตฺถํ ปริวชฺเชติ อตฺถํ คณฺหาติ ปณฺฑิโต
ความว่าบัณฑิตย่อมเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ย่อมถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์
วันนี้เป็นวันหนึ่งที่พวกเราทุกท่านจะได้มาระลึกถึงคุณธรรมของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ทุกท่านทราบดีว่าการมาฟังธรรมทุกครั้งก็เป็นประโยชน์ และจะถือเอาอะไรไปก็ได้ทั้งหมดเลย ตั้งแต่พิธีกรรม หรือการฟังสวดพระอภิธรรม และขณะนี้ก็ได้ฟังพระธรรม สิ่งใดที่พึงเป็นประโยชน์ เราก็จดจำนำไปใช้ เพราะว่ากระแสโลกวกวนที่หาเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดไม่ได้ บางอย่างเป็นเรื่องที่ถูกแต่ก็มีคนเอาไปสมมติให้เป็นเรื่องที่ผิด
คือว่ามีคนจำนวนมาก ทำต่อๆ กันมา แล้วก็เป็นเรื่องที่ผิด ก็กลายเป็นคนส่วนมากทำ จนดูเหมือนว่าจะถูก และที่เราตั้งใจทำอยู่คนเดียว เดี๋ยวก็จะมีคนมาบอกเราว่า เราทำผิด ตรงนี้คุณยายอาจารย์ได้เมตตาให้คติธรรมไว้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีดี มีเสีย โลกของเราก็เป็นอย่างนี้มานานแล้ว บางช่วงก็ยินดี บางทีก็ร่าเริง พอเหลิงหน่อยก็เป็น เครียด กังวลกัน โลกมันเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะ อย่าไปกังวลกับมันเลย รักษาใจของเราไว้ดีกว่า อย่าไปคิดในสิ่งที่ไม่ดี แม้เป็นเรื่องคนอื่น ถ้าขืนไปคิด มีแต่จะเข้าตัว เสียอะไรก็เสียไป แต่อย่าให้ใจเสีย ตรงนี้คือสิ่งที่พวกเราลูกหลานยายทุกท่านได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมมา คุณยายก็ให้นัยยะไว้ว่าเสียอะไรก็ได้ แต่อย่าให้ใจเสีย
ชีวิตของหลวงพี่ที่ผ่านมา เหมือนนกมองไม่เห็นท้องฟ้า เหมือนปลามองไม่เห็นน้ำ หรือเหมือนไส้เดือนที่มองไม่เห็นดิน ทำไมถึงว่าเป็นเช่นนั้น ก็เพราะชีวิตที่ผ่านมา ช่วงก่อนมาบวช เราคุ้นกับสิ่งที่เป็นปัญหาทั้งนั้นเลย อะไรที่เป็นปัญหาก็จะคุ้น ทำให้ไม่เกิดปัญญา เหมือนปลาว่ายน้ำแต่มองไม่เห็นน้ำ นกบินอยู่บนท้องฟ้าก็มองไม่เห็นฟ้า ไส้เดือนที่หาอาหารอยู่ในดิน ก็มองไม่เห็นดิน
แต่หลวงพี่โชคดี ตอนเด็กๆ จำได้ คือโยมแม่เล่าให้ฟังว่าเกิดมาในจังหวะที่เกิดทุพภิกขภัย เมื่อปี ๒๕๐๘ ได้อายุขวบหนึ่ง น้ำท่วมใหญ่ที่จังหวัดนั้น ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีคราวใดที่ลบสถิติได้ คือปี ๒๕๐๙ ตอนนั้นเองก็คือความโชคดีของหลวงพี่ โชคดียังไง คุณแม่ก็ได้พาไปเที่ยวต่างประเทศ ไปทางเรือ ไปหาซื้อข้าวสารอยู่ฝั่งประเทศลาว น้ำไม่ท่วม เป็นความโชคดี ไปบ่อยมาก ก็เล่าให้ฟัง มีความรู้สึกว่าทำไมเราเกิดมาได้ขวบเดียว ชีวิตช่างโชคดีเช่นนี้
พอจำความได้ เขาเรียกเป็นบุตรชายคนแรกของครอบครัว โยมแม่มีพี่สาวมา ๕ ท่านแล้ว พอได้หลวงพี่ก็เห่อ หลวงพี่ก็รู้สึกว่ามันมีกำลังใจ อยากอยู่กับแม่ทุกคืนเลย สังเกตว่าหลัง ๖ ทุ่มไปแล้ว โยมแม่จะหายไปแทบทุกคืนเลย ก็ไม่เข้าใจว่า แม่เราหายไปไหน ตอนนั้นเด็กมากเลย ผ่านมา ๒-๓ ปี ครอบครัวก็ยังต้องซื้อข้าวอยู่ โดยเอาปลาร้าไปแลก ถ้าภาษาทางโน้นเขาเรียกหาปลาแดกไปแลกข้าว ก็คือนำปลาร้าที่ปลาเยอะๆ ไปแลกข้าว
มีคราวหนึ่งก็ได้ถามโยมแม่ว่าที่โยมแม่หายไปกลางคืน ไปไหน โยมแม่บอกไปตลาด หลวงพี่เองไม่ทราบว่าตลาดมันอยู่ไกลแค่ไหน ก็ไม่ได้ถามต่อ แต่รู้ว่าแม่ไป หาบหน่อไม้ที่ตลาดไปขายแล้วก็ซื้อข้าวมา ตรงนั้นลำบากอย่างไรก็ไม่เข้าใจ แต่พอมาเรียนระดับมัธยมต้น ม.๑ เนื่องจากว่าเป็นบุตรชายคนแรก ก็รวบรวมสมบัติทั้งบ้านเลย ได้มา ๗๐๐ บาท จำได้แม่นเลยครั้งนั้น พี่น้อง ๔ คน พี่สาว ๔ คน บอกว่า เห็นแก่ตัวหรือเปล่า ซื้อจักรยานคันแรกให้กับลูกชายสุดที่รักปั่นจักรยานไปโรงเรียน
เมื่อหลวงพี่ได้ปั่นจักรยานไปตลาดก็รู้ว่า ระยะทางจากบ้านไปตลาด ๑๒ กิโลเมตร มานึกอีกที โยมแม่ต้องเดินเท้าเปล่าหาบหน่อไม้ และขากลับหาบข้าวสารกลับด้วยระยะทาง ๒๔ กิโล เราปั่นจักรยานมายังไม่ถึงครึ่งเลย หอบแฮกๆ ตรงนั้น เข้าใจเลยว่าเราเกิดมาจังหวะที่ครอบครัวจะโชคดี ก็คือหาเช้ากินเช้าเลย ไม่ต้องรอค่ำ ตอนนั้น โยมแม่ก็ปลอบใจว่าตอนต้นทนทุกข์ จะได้สุขเมื่อปลาย ก็ไม่รู้ปลายเมื่อไหร่เหมือนกัน
จนมีโอกาสได้มารู้ธรรมะ พอเข้าใจว่าที่เราเกิดมา แล้วก็ต้องซื้อข้าวและไม่มีความสัปปายะเกิดขึ้น ข้อนี้คุณยายได้ให้คติธรรมไว้ว่า บุญในอดีตเรามีมากหรือน้อย ก็จะส่งผลให้เป็นไปในปัจจุบัน คือถ้าเรามีบุญในอดีตอยู่ ๑๐ ก็จะส่งผล ๑๐ มี ๑๐๐ ก็จะส่งผล ๑๐๐ บุญที่เราทำในปัจจุบันจะส่งผลเพียง ๑๐ ถึง ๒๐ % นี่คุณยายท่านเปรียบเทียบไว้นะ ๑๐-๒๐ ของบุญที่ทำ แต่จะส่งผลเต็มที่ให้ดีในชาติหน้า
ดังนั้นต้องหัดมักน้อยให้มากๆ เพราะว่าถ้าเรามีบุญ ๑๐๐ แล้วใช้ไป ๑,๐๐๐ ยังไงก็ติดลบ คือเกิดวิบัติขึ้น สมบัติหายไป แต่ถ้าเรามี ๑,๐๐๐ แต่ใช้ ๑๐๐ ไม่นาน บุญก็จะส่งผลให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์มากขึ้น
คุณยายได้ปลูกฝังลงในจิตใจเรื่องคุณธรรมที่ให้ลูกหลานได้ประหยัดสุด ประโยชน์สูง แล้วก็ถูกหล่อหลอมออกมาว่าทุกอย่างที่เราทำไป เราอยากได้บุญ ถ้าใช้ไม่คุ้มค่า บุญก็จะตกจะหล่น แล้วเราก็มาร่วมอนุโมทนาแต่ละบุญกันเรื่อยมา
ตรงนี้หลวงพี่ก็ได้คติธรรมจากคุณยาย ไปเปิดประตูสวรรค์วิมานให้กับวงศาคณาญาติ เพราะว่าที่ผ่านมา หลวงพี่ก็ได้บอกบุญกับโยมแม่ ท่านเอง เคยมีปัจจัย ๑ ครั้งที่ให้ลูกชายคือหลวงพี่ ๗๐๐ บาท ก็ถือว่าให้มากที่สุดแล้ว แต่เมื่อกฐินที่ผ่านมา ช่วงนั้นเป็นวันแรกที่บอกกฐินโยมแม่ ก็ไล่ไปเหมือนเล่าเมื่อสักครู่นี้ ต้องหาปลาร้ามาแลกข้าว ช่วงนี้ก็ทำบุญแล้วกัน โยมแม่ก็ทำบุญมาทั้งตัวเลย ทั้งหัวใจ ๑ มีเลขศูนย์อยู่ ๔ ตัว
พอโยมแม่ทำเสร็จเข้าไปนั่งที่รัตนบัลลังก์ ได้ฟังท่านต่างๆ เจ้าของบุญที่บอกว่าทำ ๑ M ๑ M โยมแม่อายุ ๗๒ ปี ไม่รู้จัก M พอมาถามพระลูกชายว่า ที่เขาทำกัน ๑ M เขาทำกันเท่าไหร่ แม่ว่าแม่ทำเยอะแล้วนะ ๑ หมื่นบาท พอบอกโยมแม่ไป โยมแม่ปีติใจ เหมือนกับได้ทำ ๑ ล้านบาททีเดียว ตรงนี้ก็ยังความรู้สึกว่าถ้าคุณยายไปบอกว่า บุญจะส่งผลในชาตินี้ แล้วก็จะเต็มที่ในชาติหน้า โยมแม่ก็จะควักเหมือนกัน แต่คงไม่ทั้งตัวและหัวใจขนาดนั้น
เมื่อเป็นอย่างนี้ เรามาตรองดูคำสอนของคุณยาย หลวงพี่ชอบทุกอย่างเลย มีครั้งหนึ่ง เด็กเขาไม่คุ้นกับคำว่าเทพบุตรและเทพธิดา พวกเราที่นั่งอยู่ทุกท่านตรงนี้ พวกเราก็คงคุ้นกับคำว่าเทพธิดา เพราะว่าเราได้ท่าเทพธิดานั่นแหละกราบพระรัตนตรัย ส่วนท่านชายก็ได้ท่าเทพบุตรนี่แหละกราบพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นท่าที่สวยงาม คุณยายเองได้ปลูกฝังตรงนี้ หลวงพี่ก็มีโอกาสได้ไปแนะนำยุวชนที่เป็นกุลบุตรกุลธิดา พอบอกเทพบุตร เทพธิดา น้องๆ เขาจะปีติเบิกบานกัน มาดูว่าคำสอนของคุณยายที่เป็นประโยชน์นั้น มีลักษณะอย่างไรบ้าง
ประการที่ ๑. สันทัสสนา แจ่มแจ้ง คือคำสอนทุกคำของคุณยายชัดเจน อย่างเช่นคนเราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครรู้ เวลาไหนไม่ทราบ เพราะฉะนั้นต้องรีบเข้าวัด ก่อนที่คนอื่นจะหามเข้า ชีวิตก็หมดไปวันๆ ต้องตักตวงเอาบุญ ติดตัวไปให้เยอะๆ บุญไม่มีกิเลส คนมีกิเลส เวลาเดือดร้อน ต้องนึกถึงบุญ หาบุญได้ใช้บุญเป็น นี่คือข้อความที่แจ่มแจ้งว่าจะเข้าตอนนี้หรือจะหามเข้า หลวงพี่ชอบใจ
ประการที่ ๒. คือ สมาทปนา จูงใจ ทุกถ้อยคำที่เป็นคติธรรมของคุณยายนั้น เชิญชวนให้ทำ ให้เกิดความสำนึก อย่างเช่นบอกว่าในที่สุดตัวเราเท่านั้น ที่จะช่วยตัวเองได้ คนอื่นเราหวังพึ่งไม่ได้ ต้องอาศัยบุญของเราและความตั้งใจของเรา ถ้าเอาใจจรดศูนย์กลางกาย ความรู้ก็จะกว้างขวางไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเอาใจไว้ข้างนอกตัว ความรู้จะถูกบีบให้แคบลง ตรงนี้ ถ้าเราฟังแล้วก็ตรองให้ดี ลูกหลานยายทุกท่านก็จะรักที่จะนั่งธรรมะ เพราะว่าถ้าใจจรดศูนย์กลางกาย ความรู้นั้นจะกว้างขวางไม่มีที่สิ้นสุด
ประการที่ ๓. คือ สมุตเตชนา แกล้วกล้า คำสอนของยายนั้นทำให้พวกเราได้ประพฤติปฏิบัติธรรมกันเป็นหมู่คณะจนถึงทุกวันนี้ ถ้าเรามาดูกันว่าคำพูดคำสอนของคุณยายก็จะบอกว่า ช่วยกันทำบุญ พวกเรายังหนุ่มยังสาว มีเวลาก็ช่วยกันทำงานพระศาสนา แล้วอธิษฐานให้ได้บุญเยอะๆ ใครตั้งใจมากก็ได้บุญมาก ใครตั้งใจน้อยก็ได้บุญน้อย ชาติหน้าคุณยายจะดูหน้าคน คุณยายจะระลึกชาติได้ว่าใครทำอะไรมา ชาตินี้ชื่ออะไร มาจากไหน ชาตินี้ ชาตินั้นก็ทำได้ แต่ขี้เกียจ กิเลสมันยังหนาอยู่ ชาติหน้ามาปุ๊บก็สว่าง โล่งเลย แล้วก็จะตามพวกเรามา ตามมาให้หมด ยายจะขนไปให้หมดแหละ
ตรงนี้ฟังแล้ว คุณยายบอกว่าคุณยายรู้นะเราชื่ออะไร มาจากไหน ชาตินี้ทำอย่างไรบ้าง ทำให้เราแกล้วกล้า เราก็อยากจะเป็นทหารกล้าแนวหน้าของกองทัพธรรมติดตามคุณยายไป
ประการที่ ๔. สัมปหังสนา ทำให้ร่าเริง คุณยายบอกว่าคนส่วนมากไม่รู้จักยาย ยายไม่น้อยใจอะไรเลย ยายสอนตัวเองตลอดเลยว่าตัวเราโง่จริง หรือฉลาด ไม่รู้หนังสือจะยากดีมีจนอะไรก็ช่างมันเถอะ ในเมื่อเราเกิดมาแล้วคิดแต่ว่ามีหน้าที่จะต้องทำความดีให้มากๆ ชาติต่อไปก็จะได้ของดีๆ ของไม่ดีอย่าได้รู้จัก แล้วคุณยายก็ได้สอนให้พวกเรามีปัจจุบันในการทำงาน คือคิดว่าปัจจุบันจะทำให้ดี เพื่ออนาคตจะได้ของดีๆ เรื่อยไป อดีตที่ผ่านไปแล้วไม่เคยเก็บมาคิด คิดแต่ว่าปัจจุบันต้องทำให้ดีที่สุด วันนี้เราก็จะได้ปีติร่าเริงในทุกๆ บุญ
โดยเฉพาะช่วงเข้าพรรษา ฤดูนี้ก็เป็นพรรษามหาบูชาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้เมตตา ถ้าเรามาดูภาพชีวิตของการสร้างบารมีของคุณยาย คุณยายมีธรรมะที่เป็นเลิศ เพราะว่าคุณยายอยู่กับปัจจุบัน มาดูตั้งแต่แรกคุณยายเป็นลูกชาวนา ยังไม่ได้เข้าวัดก็มีเพื่อนมาก แต่พอเข้าวัดคิดอย่างเดียวว่าจะเอาธรรมะ อย่างอื่นยายไม่ได้คิดเลย เพื่อนก็ไม่ได้คิดถึง ครั้นพอคุณยายมาอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อเข้าไปโรงงานทำวิชชา คุณยายก็คิดอย่างเดียวว่าจะทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำถามอะไรมาก็ให้ตอบได้ ตอบให้ได้ทุกอย่างเลย ใจคุณยายจึงจรดธรรมะจี๋เลย จรดจี๋เลยคือติดเลย
พอมาอยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ หลังจากที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมรณภาพแล้ว ก็คิดจะทำความดีให้สะอาด บริสุทธิ์ ให้เป็นที่สร้างบารมีได้เป็นอย่างดี อย่างอื่นไม่คิด ครั้นมาถึงศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมหรือวัดพระธรรมกายขณะนี้ ก็ไม่ได้คิดถึงบ้านธรรมประสิทธิ์ คิดแต่ว่าจะทำให้ศูนย์พุทธจักรหรือวัดพระธรรมกายแห่งนี้ให้สะอาด บริสุทธิ์ เรื่องอื่นไม่ได้คิดเลย คุณยายคิดจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่ออนาคตจะได้ของที่ดี คุณยายท่านมีน้ำใจสร้างวัดให้เป็นวัด วัดพระธรรมกายชื่อว่าเป็นวัดปฏิบัติธรรมที่ใหญ่ที่สุด มีทั้งพระสงฆ์องค์สามเณรมาก
พระเดชพระคุณหลวงพ่อเมตตาเรียกพระเณรว่าพระลูกชาย สามเณรลูกชาย ให้กำลังใจเสมอมา ธรรมะที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านแนะนำก็คือหยุดเป็นตัวสำเร็จ ขณะนี้พระภิกษุสงฆ์ น้องๆ สามเณรก็ร่วมกัน มีโครงการสมณะสัญญา สามเณรสัญญา ซึ่งได้รับความสนอกสนใจด้วยดี แล้วก็นำไปปฏิบัติ ไม่ใช่จำเฉพาะทฤษฎี เพราะว่าเมื่อเป็นลูกหลานยายแล้วต้องปฏิบัติธรรมให้ได้ธรรมะเหมือนคุณยาย ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นอย่างนี้
มีเรื่องเล่าให้พวกเราฟังว่ามีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ก็เดินส่ายอาดๆ มาเลย มาเจอกับแมว แมวก็ถามว่าพี่จิ้งจอก ทำไมเดินยืดเชียววันนี้ สุนัขจิ้งจอกก็ตอบว่า เพิ่งได้รับปริญญามาหมาดๆ ได้เหรียญทองด้วย แมวก็ถามต่อว่าจากสถาบันไหนล่ะพี่ สุนัขจิ้งจอกตอบว่า พี่จบจากสถาบันป้องกันตนเองของสุนัขจิ้งจอก ยืดอกตอบอย่างภาคภูมิใจ แมวก็บอกว่าไม่เคยได้ยินเลยสถาบันนี้ แมวงงนะ แล้วก็ถามต่อว่าเป็นมายังไง สุนัขจิ้งจอกก็ยืดอกตอบต่อไปว่าพี่จบมารุ่นแรกเลยนะ ชื่อสถาบันยังไม่ติดตลาดนะ ตอบเสียงอ่อยลงมาหน่อย
แมวก็ซักต่อ แล้วสถาบันเขาสอนวิชาอะไรบ้าง แมวเริ่มสนใจ สุนัขจิ้งจอกรำคาญแล้วก็ตอบ ก็ชื่อสถาบันมันก็บอกอยู่แล้วว่าสถาบันสอนวิชาป้องกันตนเองของสุนัขจิ้งจอก ที่นี้สอนร้อยแปดเลยนะ ก็ไล่ทฤษฎีให้ฟัง ทฤษฎีที่ ๑ เมื่อศัตรูจู่โจมก็แกล้งทำเป็นให้ตาย
พอเขารู้ว่าเราตายแล้ว ทฤษฎีที่ ๒ ก็ให้รีบปีนต้นไม้เลย
ทฤษฎีที่ ๓ ก็ลงหลุมหลบภัย
ทฤษฎีที่ ๔ คือว่ายน้ำหนี
ก็สาธยายอย่างนักวิชาการเลยนะ แมวก็รีบตัดบทบอกพอแล้ว เชื่อแล้วว่าทำได้ สมกับเป็นเหรียญทองจริงเลย แมวก็ถามต่อ ขอถามต่อหน่อยเถอะว่าที่ท่องปรื๋อนี่ พี่จิ้งจอกทำได้จริงหรือเปล่า หรือสักแต่ว่าจำทฤษฎีมา สุนัขจิ้งจอกมีอารมณ์ขึ้นมาบอก อย่าดูถูกกันนะ เริ่มมีอารมณ์แล้ว สถาบันนี้มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ฝึกเข้มเลย แมวก็เลยบอก ถ้าอย่างนั้นพี่จิ้งจอกรับแมวเป็นลูกศิษย์นะ รับแมวตาเพชรอย่างผมเป็นลูกศิษย์ด้วย เพื่อจะร่ำเรียนวิชา สัก ๒-๓ ทฤษฎีจะได้ไหม สุนัขจิ้งจอกว่าแล้วแมวก็ก้มหัวคารวะฝากตัวเป็นศิษย์
สุนัขจิ้งจอก เพิ่งจบมาหมาดๆ ยังไม่เคยสอนใครเลย ก็ออกตัวนิดหนึ่งว่า เพิ่งจบมานะ ยังไม่เคยสอนใครเลย อาจจะไม่คล่องเท่าไหร่ แมวก็บอกว่าไม่เป็นไร ถือว่ารับเป็นศิษย์รุ่นแรกแล้วกัน ว่าแล้วสุนัขจิ้งจอกก็ใจอ่อน เปิดหลักสูตรเร่งรัดติวเข้มแมว ในด้านป้องกัน ใต้ต้นไม้ริมทางเดินนั่นเอง
เนื่องจากว่าไม่เคยสอนมาก่อน ก็หลับตาจำทฤษฎีปี๋เลย แล้วก็ท่องทฤษฎีต่างๆ เหมือนที่กล่าวมาเมื่อสักครู่นี้ แมวก็นั่งฟังตาแป๋วเชียว ฟังตามประสาแมวนะ จดบ้างเล็กน้อยพอเป็นพิธี เหมือนพวกเราหรือเปล่าไม่รู้ ขณะที่สุนัขจิ้งจอกกำลังบรรยายอยู่นั่นเอง มีนายพรานท่านหนึ่งเดินมา ถนนก็เป็นทางโค้ง พอแมวมองเห็นก็ตกใจ เพราะว่านายพรานคนนั้นได้ขึ้นธนูแล้วก็เตรียมที่จะยิงสุนัขจิ้งจอกนั้น แมววิ่งพรวดขึ้นต้นไม้เลย
สุนัขก็ลืมตาตกใจ ได้ยินแมว ก็ลืมตาดู พอเห็นนายพรานกำลังจะยิงตนก็เค้นสมองใหญ่เลย เค้นหนักเข้าไปอีกว่า จะใช้ทฤษฎีอะไรดีนะ อาจารย์สอนมามากเหลือเกิน จะใช้ทฤษฎีที่ ๑ แกล้งตาย ไม่ทันการณ์แล้ว เพราะเดี๋ยวอาจจะต้องตายจริงๆ นะ หรือจะใช้ทฤษฎีขึ้นต้นไม้ ไม่ขึ้นดีกว่าเดี๋ยวชนกับแมว แล้วตกลงมาตายทั้งคู่นะ หรือจะใช้ทฤษฎีที่ ๓ ลงหลุม อ้าวหลุมยังไม่ได้ขุด ไม่มีหลุมอีก จะใช้ทฤษฎีที่ ๔ ว่ายน้ำ น้ำตรงนั้นก็ไม่มี เพราะที่ผ่านมาก็ดำน้ำมาตลอด คือมั่วนะ สุนัขทบทวนมาถึงตรงนี้ ลูกธนูก็แล่นมาถึง สุนัขจิ้งจอกลืมหลบไป มัวแต่ทบทวนทฤษฎี ลูกธนูก็ปักอก ตัดขั้วหัวใจสุนัขจิ้งจอก ตายทันที
ตรงนี้ท่านได้พร่ำสอนให้พวกเรามา ถ้าจะว่าทฤษฎีแล้วเรียนไม่รู้จบทีเดียวนะ แต่อยากจะฝากพวกเราว่าอย่าให้เป็นเหมือนสุนัขจิ้งจอก เรารับความรู้มา เพียงคำสอนแล้วก็ปฏิบัติ อย่าไปรอศิษย์รุ่นแรก ลูกธนูที่ว่านี้ก็คือความตาย พร้อมที่จะพรากพวกเราจากกันทุกเวลานาที เพราะคุณยายรู้เขารู้เรา รู้ว่าชนะชาตินี้ก็ชนะไปทุกชาติ คุณยายท่านรู้จักตนเอง เปรียบเหมือนคุณยายเป็นแม่ทัพ รู้กำลังพลคือรู้กำลังของพวกเรา คุณยายท่านรู้จักคนอื่นคือลูกหลาน และรู้ว่ามีคนที่คอยบังคับบัญชาเราคือกิเลส ตรงนี้คือรู้จักข้าศึก คุณยายท่านได้รบชนะ เอาชนะกิเลสคือข้าศึกในใจของยาย
แล้วก็บอกวิธีกับลูกหลานว่า เมื่อเกิดเรื่องหนักๆ ขึ้น คุณยายนึกถึงบุญ นึกถึงบารมีตลอดเวลาเลย นึกถึงความดีที่สร้างมากี่ภพกี่ชาติก็ตาม นึกถึงทั้งหมดแล้วก็ให้มาช่วย ให้งานที่ทำสำเร็จสมปรารถนา เรื่องบุญเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเราบุญมากเข้าก็ชนะได้ เพราะฉะนั้นเมื่ออะไรเกิดขึ้นก็ไม่เคยหวั่นไหวเลย คุณยายอยู่ในบุญเสมอ ในครัวขาดข้าวของเครื่องใช้ คุณยายก็อยู่ในบุญ ตามสมบัติตลอดเวลา เอาสมบัติจักรพรรดิมาใช้ ให้เหลือกินเหลือใช้ คำว่าไม่มี อย่าได้รู้จัก อะไรเกิดขึ้นก็ตาม อยู่ในบุญ เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพียงแต่บ่นภายนอกเพื่อให้เขารู้เท่านั้น แต่ใจอยู่ในบุญไม่ได้ยุ่งไปด้วย นี่คือปฏิปทาของคุณยายที่อยู่ในบุญ ได้รู้ถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์คือธรรมะ
ลูกหลานคุณยายทุกท่าน ตราบใดที่เรายังมีบุญอยู่ ตราบนั้นเรายังมีชีวิตอยู่ ยามบุญมา วาสนาช่วย ที่ป่วยก็หาย ที่หน่ายก็รัก ยามอาภัพล่ะ ยามบุญไม่มา วาสนาไม่ช่วย ที่ป่วยก็หนัก ที่รักก็หน่าย ดังนั้นพวกเราลูกหลานยาย ขอให้ขยันสร้างบุญสร้างบารมีทุกอนุวินาทีตามคุณยาย เลือกเอาว่าจะเป็นแมลงวันหรือผึ้ง ขี้เกียจก็จะเป็นแมลงวัน ขยันก็จะเป็นแมลงผึ้ง
ณ พรรษามหาบูชานี้ให้พวกเราได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ตั้งใจฝึกและศึกษา เพราะคำสอนยายนั้นทำให้เราแจ่มแจ้ง คือสันทัสสนา เป็นถ้อยคำที่จูงใจ คือสมาทปนา นึกถึงคราใดก็แกล้วกล้า คือสมุตเตชนา และยิ่งทำยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งร่าเริงคือสัมปหังสนา และพวกเราก็รู้ว่าธรรมะข้อใดเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ และกิจอันใดที่ไม่เป็นประโยชน์ สมกับภาษิตที่ยกมาเป็นบาลีอุเทศว่า
อนตฺถํ ปริวชฺเชติ อตฺถํ คณฺหาติ ปณฺฑิโต
บัณฑิต ย่อมเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ย่อมถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์
คุณยายได้หว่านเมล็ดพืช คุณธรรมทุกอย่างที่หว่านไปนั้น เมล็ดคุณธรรมจะเพาะหรือไม่เพาะ อยู่ที่ลูกหลานยาย ถ้าพวกเราจะเก็บคุณธรรมไปเพาะต่อ ก็ขอเนื้อที่ดวงใจคนละนิด อันเป็นที่รักของทุกท่านให้เมล็ดพันธุ์คือคุณธรรมของคุณยายที่พระอาจารย์คือเหล่าศิษยานุศิษย์ ได้มากล่าวถ่ายทอดมากกว่า ๓๐๐ วันที่ผ่านมา ให้เข้าไปผุด เข้าไปงอก ตอกย้ำได้แตกดอกออกกิ่ง มีผลออกมาเป็นข้อวัตรปฏิบัติ ความประพฤติ รักการปฏิบัติธรรม และประคับประคอง คล้องดวงใจของชาวโลกทุกๆ ท่านให้ได้มีศรัทธาที่จะสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี แล้วก็เกิดฉันทะในการปฏิบัติธรรม ตอนนี้พวกเราทุกท่านทราบว่าธรรมะคือประโยชน์ กิจอย่างอื่นเป็นรอง
เมื่อเรานึกถึงคุณยาย ก็จะฝากคำกลอนที่เป็นความรู้สึกที่หลวงพี่มีต่อคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง
มีไหวพริบ ปฏิภาณ สุขหรรษา
ดีเก่งกล้า ทุกสังคม สมสมัย
ปฏิบัติ ยุคไอที ทันสมัย
คุณยายเลิศล้ำ วิสัยทัศน์ กว้างไกล
ด้วยดวงธรรม กิจที่ทำ ธรรมที่สอน พรจากใจ
ขอเรียนเชิญทุกท่านได้รำลึกถึงคุณธรรมที่ดีงาม ที่เป็นประโยชน์ ที่ทุกๆ ท่านจะนำไปประพฤติหรือเอาไปปฏิบัติให้งอกงามไปสู่ใจชาวโลก ดังที่จะเกิดขึ้นเมื่อวันสมาธิโลก ๕ สิงหานี้ เรานี่แหละจะเป็นกล้าคุณธรรมของคุณยาย พาชาวโลกไปที่สุดแห่งธรรม
น้อมระลึกถึงคำสอนของคุณยายกันสักครู่หนึ่งนะ เพราะว่าทุกคำสอนนั้นให้แจ่มแจ้ง จูงใจ แกล้วกล้า แล้วก็ร่าเริง เราจะได้มีกำลังใจสร้างบารมีกันไปทุกภพทุกชาติทีเดียว (สัพเพฯ)
************************************ จบ ************************************