ความพร้อมเพรียงของหมู่ ให้เกิดสุข
ขอนอบน้อมแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงคุณประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระผู้มีพรรษาแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ท่านสาธุชนผู้มีหัวใจดวงเดียวกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ หลวงพ่อ และคุณยายที่จะสร้างมหาธรรมกาย ทุกอย่าง แม้นกฐินบูชาคุณครูผู้สร้าง ผู้สืบสานวิชชาธรรมกายทุกท่านนะ
สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี ความพร้อมเพรียงของหมู่ให้เกิดสุข
การอนุเคราะห์ซึ่งหมู่ผู้พร้อมเพรียงกันให้เกิดสุข ผู้ยินดีในหมู่ผู้พร้อมเพรียงกันให้เกิดสุข ผู้ยินดีแล้วในหมู่ผู้พร้อมเพรียงกันตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่เสื่อมจากธรรมอันเกษมจากโยคะ ผู้นั้นกระทำผู้ให้ถึงพร้อมเพรียงกันแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ตลอดกัป นี้คืออานุภาพและอานิสงส์แห่งการทำให้ผู้พร้อมเพรียงกัน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์บทกวีไว้บทหนึ่งว่า
เมืองใดไม่มีทหารหาญ เมืองนั้นไม่นานเป็นข้า
เมืองใดไร้จอมพารา เมืองนั้นไม่ช้าอับจน
เมืองใดไม่มีพาณิชย์เลิศ เมืองนั้นย่อมเกิดขัดสน
เมืองใดไร้สินโสภณ เมืองนั้นไม่พ้นเสื่อมทราม
เมืองใดไม่มีกวีแก้ว เมืองนั้นไม่แคล้วคนหยาม
เมืองใดไม่มีนารีงาม เมืองนั้นหมดความภูมิใจ
เมืองใดไม่มีดนตรีเลิศ เมืองนั้นไม่เพริศพิสมัย
เมืองใดไร้ธรรมอำไพ เมืองนั้นบรรลัยแน่เอย
จะเห็นว่าหลายชีวิตที่ประกอบขึ้นเป็นสังคมเมืองใหญ่ จำต้องมีหลายฝ่ายจึงจะสำเร็จ ที่ขาดไม่ได้ ที่สำคัญที่สุดก็คือธรรมะนั่นเอง เปรียบประดุจแบบใบยังพึ่งกิ่ง กิ่งยังพึ่งก้าน ก้านยังพึ่งลำต้น ลำต้นมั่นคงเพราะมีรากคือธรรมะ หลายสิ่งในต้นเดียวกันพึ่งพา หลายคนในสังคมต้องพึ่งกัน อันความสามัคคีนั้นสร้างยากแต่แตกง่าย เป็นเรื่องที่เปราะบางยิ่งกว่าเปลือกไข่ อาศัยเพียงลมปากก็ทำให้สามัคคีแตกแล้ว
ดั่งเรื่องวัสสการพราหมณ์ทำลายแคว้นวัชชี ด้วยคำพูดที่ส่อเสียด เรียกลูกศิษย์มาคนหนึ่งแล้วก็พูดให้ทะเลาะกัน จากเด็กก็ไปถึงผู้ใหญ่ จนทั้งเมืองไม่สามัคคีกัน จนเมืองต้องกลายเป็นทาสของพระเจ้าอชาตศัตรูไปในที่สุด ฉะนั้นต้องระวังลมปากให้ดี หากไม่ระวังย่อมแตกเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง ภาษาอังกฤษอาจจะพูดว่า Baby (เด็กๆ) นะ
คนที่ชอบพูดให้คนอื่นทะเลาะกัน ชอบพูดปั้นน้ำเป็นตัว โดยไม่ละอายปาก ไม่รับผิดชอบ มีมากให้ระวัง จะเป็นเหยื่อคนเช่นนี้โดยไม่รู้ตัว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่าอยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับหมู่มิตร ให้ระวังวาจา มูลเหตุแห่งความวิวาทกันนี่มีทั้งหมด ๖ ประการด้วยกัน ทำให้ไม่สามารถที่จะรวมกันได้เป็นทีมได้
อันแรก ก็คือเป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธ
อันที่สอง ก็เป็นผู้มีความลบหลู่ ตีเสมอ
อันที่สาม เป็นผู้มีความริษยา มีความตระหนี่
อันที่สี่ เป็นผู้โอ้อวด มีมารยา
อันที่ห้า เป็นผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิด
และอันสุดท้าย อันที่หก เป็นผู้ถือความเห็นเอาเอง มีความเชื่อผิวเผิน มีความถือรั้น สละคืนได้ยาก บางครั้งสิ่งที่เราเห็นกับสิ่งที่เขาเป็น มันอาจจะไม่ตรงกันก็ได้ ทำให้เราเข้าใจผิดไป คุณยายเคยให้โอวาทไว้ว่า “ยายเป็นคนเอาหมู่คณะ เราทำตัวให้เข้ากับทุกคน ไปไหนจะวางตัวเก่ง ข้าก็แน่ จะไม่มีหมู่คณะ เวลาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ก็จะไม่มีใครช่วย” เหมือนโบราณที่ว่านกไม่มีขน คนไม่มีพวก บินสูงไปไกลไม่ได้ เพราะไม่มีพวก เสียงมันจึงไม่ดัง ไม่มีน้ำหนัก
ดูอย่างการสร้างเครื่องบิน ตามประวัติศาสตร์ สร้างคนเดียวมักไปไม่รอด ต้อง ๒ คนขึ้นไป ไปคนเดียวไปไม่ได้ โบราณว่า ๑ คนหัวหาย ๒ คนเพื่อนตาย หลายคนกลับบ้านไปนอนสบาย ตอนพระเอกคาวบอยจะไปช่วยปราบโจรร้ายนี่ ประกาศให้คนในหมู่คน ปลุกระดมทุกคนให้ช่วยกันต่อต้าน ขณะที่ขี่ม้าไปคนเดียว โอ้โฮ พวกโจรเห็นแต่ไกล เสร็จเราแน่ๆ แต่พอใกล้เข้ามานี่ แตกเป็น ๒ ซ้ายขวา ๕ ๑๐ ๑๕ ๒๐ จนเต็มหน้ากระดานเต็มพื้นที่ แล้วเรียงหน้าวิ่งเข้าใส่อุปสรรคปัญหา ให้ราบเป็นหน้ากลองในที่สุด นี้คือความร่วมใจ
ในสมัยที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงแอบหนีออกจากเมืองนั้น ก็เป็นทีมเหมือนกัน ทรงได้ใช้พระหัตถ์อันอ่อนนุ่มตบขาของม้ากัณฐกะเบาๆ แล้วตรัสว่า “พาไปซิ สหาย เราบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณอันอุดมแล้ว จะยังโลกให้ข้ามโอคะสงสาร” ม้ากัณฑกะฟังแล้วภาคภูมิใจ ดีใจ กล้าเผชิญหน้าอุปสรรคมากมายทั้งปวง ขณะที่วิ่งไปใกล้ประตูเมือง ซึ่งเป็นประตูที่สูงใหญ่ มีบานหนานักหนักนัก ต้องใช้บุรุษตั้งพันคนจึงเปิดออกได้
เหตุด้วยพระราชบิดาทรงได้ฟังคำทำนายจากพราหมณ์ที่ทำนายพระองค์ไว้แต่ก่อน กลัวว่าจะทรงหนีออกไปบวช เมื่อเสด็จเข้าใกล้ประตูเมือง ทรงคิดว่าถ้าประตูเมืองนี้ไม่เปิดออก ตัวเราก็จะหนีบเท้าทั้งสองเข้าด้วยกัน เอาม้ากัณฐกะกับนายฉันทะกระโดดข้ามกำแพงสูง ๑๘ ศอกไปให้ได้ ส่วนม้ากัณฐกะก็คิดว่าถ้าประตูนี้ไม่เปิดออก เราจะพาสมเด็จพระลูกเจ้าสถิตบนหลังกับนายฉันนะที่จัดหาไป กระโดดข้ามกำแพงสูง ๑๘ ศอกไปให้ได้ นายฉันคิดว่าถ้าประตูนี้ไม่เปิดออก เราจะเชิญเจ้าชายเสด็จขึ้นสถิตบนบ่าและอุ้มม้ากัณฑกะกระโดดข้ามกำแพงสูง ๑๘ ศอกไปให้ได้ แต่เทวดาก็เข้ามาช่วยเปิดประตูด้วยฤทธิ์ ทำให้ทั้ง ๓ ท่านซึ่งมีหัวใจเดียวกันพุ่งทะยานออกจากเมืองได้สำเร็จ
ดุจเดียวกับพวกเราที่มีดวงเดียวกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ และคุณยายที่จะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง ๓ ให้เกิดขึ้นนะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะเคยให้คาถา ๔ คำ ที่จะทำให้เรารู้จักทำงานเป็นทีมได้ ก็คือให้ ให้ ให้ แล้วก็ให้ นั่นก็คือสังคหวัตถุ ๔ นั่นเอง
ให้สิ่งของก็เรียกว่าให้ ก็คือทานนั่นแหละ
ให้กำลังใจก็คือปิยวาจา
ให้สติปัญญาความรู้ความสามารถเรี่ยวแรงทั้งหลาย ก็คืออัตถจริยา
ให้ความปลอดภัยก็คือสมานัตตตา อย่างสม่ำเสมอ
ในชาดกตอนหนึ่ง ในบทหนึ่งคือปัจจกะชาดก ได้พูดถึงความกล้าหาญของเหล่าสุกร ว่าในอดีต มีพญาเสือโคร่งตัวหนึ่ง ฆ่าสุกรกินเป็นอาหารทุกวันเลยนะ ฉัตตกสุกรซึ่งเป็นผู้ที่ฉลาดในการรบ ก็คิดอุบายจัดแจงกระบวนรบเป็นกุนซือว่าอย่างนั้นที่จะแบ่งกองกำลังออกเป็นส่วนๆ แล้วล้อมกันไม่ถอยห่าง กั้นกันไว้ ไม่ให้ใครไปหลบซ่อนเหมือนครั้งแต่ก่อน เสือมาเห็นเข้าดังนี้ โอ้โฮ ทำอย่างนี้นี่ตัวเองไม่สามารถที่จะจับสุกรกินได้ จึงกลับไปหาชฎิลโกง
ฝ่ายชฎิลโกงก็ปรารภให้เสือฮึดสู้ เพราะอยากจะกินเนื้อสุกร โดยยุให้เสือมีกำลังใจว่าในบรรดาฝูงนกตัวน้อยๆ เที่ยวไปฝูงใหญ่ ก็อาจจะมีสักตัวหนึ่งที่หลงและเหยี่ยวก็สามารถจับตัวที่หลงนั้นได้ นี้เป็นคติที่จะให้เสือโคร่งตัวนั้นมีใจฮึดเหิมที่จะสู้ เมื่อเปลี่ยนใจกลับไปใหม่ เสือโคร่งก็โจนทะยานเลยที่จะจับหมูกินให้ได้นะ ตัวฉัตตกสุกรก็หลอกล้อจนเสือโคร่งตกเข้าไปในหลุมที่เตี๊ยมกันไว้ ที่เตรียมไว้ ก็พากันฆ่าเสือโคร่งจนได้
จากนั้นก็ตามที่จะไปคิดบัญชีกับชฎิลโกง ฝ่ายชฎิลโกงเมื่อแลไม่เห็นเสือโคร่งกลับมา เห็นแต่หมู และสุกรเหล่าทั้งหลายวิ่งเข้ามา ก็รู้เลยว่าตัวเสือโคร่งแพ้ไปแล้ว น่าจะเสร็จพวกเหล่าหมูไปแล้ว ก็เลยวิ่งหนีขึ้นต้นมะเดื่อ ฝ่ายหมูหรือสุกรก็วิ่งตามไปนะ ไปถึงโคนต้น ดีที่มีผู้นำฉลาด ก็บอกให้แม่หมูไปเอาน้ำมา แล้วก็ให้ หมูหนุ่มๆ ที่เขี้ยวคมๆ ขุดคุ้ยดินเอารากจากต้นไม้ขึ้นมาให้ได้ แล้วก็โค่นลำต้นมะเดื่อลง พอโค่นต้นมะเดื่อลง ชฎิลซึ่งอยู่บนนั้นก็ร่วงลงมา ฝ่ายสุกรก็รุมเลย รุมจัดการ ตายเลยนะ หลังจากเหตุการณ์นั้น ฉัตตกสุกรได้เป็นราชาของเหล่าสุกรสืบต่อมานั่นเอง
มนุษย์เกิดมา พร้อมกับความขาดแคลนเสียส่วนมาก ขาดแคลนอะไรบ้าง ก็ขาดแคลนวัตถุ ปัจจัย ๔ ทั้งหลาย บางครั้งไม่ขาดแคลนปัจจัยหรอก แต่ก็ขาดแคลนกำลังใจในสภาวะที่อันตรายเดือดร้อนแสนสาหัส ป่วยหนักก็มีนะ ล้มละลายก็ดี ช่วงอกหักก็ดี เขาไม่ต้องการปัจจัยทั้งสี่เลย หรือแม้ขณะที่ลูกปืนจะวิ่งมา ขนาดว่าท้อ ถ้าท้อตอนนั้นต้องตายแน่ๆ ที่ต้องการคือกำลังใจที่จะต่อสู้ชีวิต บางคนทุนก็พร้อมนะ กำลังใจก็พร้อม แต่ขาดความรู้ความสามารถที่จะสร้างฐานะให้ยิ่งขึ้น เพราะไม่มีครูสอน ไม่มีครูแนะนำ ทำให้ไม่มีความปลอดภัย ชีวิตมีความลำบากอยู่สม่ำเสมอ
ถ้าหากคนเรามีความรัก ความเมตตา ต่อเพื่อนมนุษย์ทุกๆ คนดุจดั่งเป็นพี่น้องร่วมอุทธรณ์เดียวกัน ที่จะต้องเกิดแก่เจ็บตาย เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร เราจึงมีความคิดว่าเขาเหล่านั้นเป็นหมู่เดียวกับเรา เป็นหมู่คณะเดียวกับเรา เป็นนักรบที่ต่อสู้กับเวลาและพญามาร คาถาทั้ง ๔ คำให้ ให้ ให้ แล้วก็ให้ จึงเป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะทำให้เราแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่
มีบางคนค้านว่ามันก็อยากทำอยู่หรอก แต่พอเวลารวมกันแล้ว มันไม่ลงตัว จะสังเกตเห็นว่าชีวิตของแต่ละคนที่เกิดมาสร้างบารมีนั้น แม้นมาจากแหล่งเดียวกันในเบื้องต้นอาจจะเป็นดุสิตที่เรามา เมื่อมาเกิด ได้กระจัดกระจายไปในตระกูลต่างๆ ในสถานที่แตกต่างกัน ชีวิตที่ได้รับการหล่อหลอมในสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจที่ไม่เหมือนกัน ความสามารถและสติปัญญาของแต่ละคนที่เท่าเทียมกันเบื้องต้นจึงแตกต่างกัน ทำให้ทิฐิไม่เสมอกัน วินัยหรือศีลไม่เสมอกัน ความอดทนจึงไม่เสมอกัน
พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะอยากให้ลูกของท่านทุกคนมีหัวใจ เข้าใจเพื่อนร่วมทีมอย่างนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความทุกข์ในใจในการทำงานร่วมกัน และป้องกันความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น ไม่ต้องกังวลสงสัยว่าทำไมเขาไม่มีความคิดเหมือนเรา ทำไมเขาไม่ได้เท่าเทียมกับเรา ทำไมเขาไม่พร้อมเพรียงไปกับเรา แต่ให้มองเพื่อนร่วมทีมด้วยความเมตตา ไม่เพ่งเล็งจับผิด ช่วยเหลือให้กำลังใจกัน แก้ปัญหาร่วมกัน ประคับประคองกันไป ในเส้นทางของการสร้างบารมี พร้อมที่จะปรับให้ทิฐิเสมอกัน โดยไม่มีเป้า โดยมีเป้าหมายเหมือนกัน ทุ่มเทชีวิตไปด้วยกัน มีศีลเสมอกันอย่างนี้ก็คุยกันรู้เรื่อง และความอดทนก็จะถูกปรับให้เสมอกันนั่นเอง
ที่สุดนะ ที่สำคัญที่สุดเหนือความอดทน นั่นก็คือความเข้าใจ จงเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวตามความเป็นจริง และให้อภัย ให้โอกาสกับทุกๆ คน ในการสงเคราะห์กัน ในยามปกติก็เฉยๆ แต่ถ้าในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน อันตราย ใกล้ตาย ใกล้ความสำเร็จ ถ้าช่วยเหลือกันตอนนั้นมันจะมีฤทธิ์มหาศาล อย่างการแข่งขันกีฬาแข่งเรือ ก็มีฝีพายท้ายเรือ คนเป่าที่จะทำให้ทุกคนพร้อมกัน คนเชียร์ สมมติว่ามีการแข่งเรือ มีชื่อเรือว่านักสร้างบารมีลำหนึ่ง อีกลำหนึ่งชื่ออุปสรรค พอเริ่ม Start กรรมการก็เป่าให้เริ่มแข่งเสร็จแล้ว ต่างคนต่างแข่ง แข่งได้ ๒ รอบ ซึ่งก็เสมอกัน ๑ ต่อ ๑ พอมารอบที่ ๓ พอเริ่ม Start ปิ๊บปิกปิ๊บปิกไป พอถึงกลางๆ มันก็เหลือแต่ปิ๊บๆ ชักเริ่มเหนื่อยแล้วนะ พอเหนื่อยมากเข้ามากเข้า กำลังสูสีกัน คนเชียร์ก็เชียร์เลย นักสร้างบารมีสู้ สู้ สู้ อุปสรรคหนี หนี หนี นะ นักสร้างบารมีจี้ จี้ จี้ อุปสรรคถอย ถอย ถอย
ขณะที่สู้กันอยู่นั่นเอง แทนที่จะตกใจ ก็มีท้ายเรือคนหนึ่งตกน้ำลงไป ในเรือทุกคนแทนที่จะตกใจ กลับมีกำลังมหาศาล กลับมีกำลังใจที่เข้มแข็ง เพราะมองเห็นความเสียสละทุ่มเทชีวิตจิตใจของคนถือคัดท้ายเรือนั้น แม้นจะหมดแรงจริงๆ หรือถูกกลั่นแกล้งก็ตาม หมู่คณะทนไม่ได้ ต้องลุยให้ถึงที่สุด ยั้งไม่อยู่ ทำแทนผู้เสียสละในที่สุด ก็ชนะเป็น อย่างเป็นอัศจรรย์
พวกเราทั้งหลายที่เราเกิดมาสร้างบารมี คนข้างๆ เราก็ไปแล้วหลายคน เรามีกำลังเท่าไหร่ให้ใช้กำลังทั้งหมด เผื่อคนที่ล่วงลับไปแล้วด้วย ให้เหมือนกับว่าเราสวมชีวิตแทนพวกเขาเหล่านั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านได้ให้โอวาทความหมายของการทำเป็นทีมว่า “ทีมน่ะหมายถึงเราจะต้องระดมความรู้ ความสามารถที่เรามีอยู่ร่วมมือกับทุกๆ คน ประสานจิตร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แล้วก้าวไปพร้อมๆ กัน จึงจะบรรลุเป้าหมายซึ่งที่เป็นสิ่งที่จะต้องระลึก นึกถึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องระลึกเอาไว้เสมอ หลวงพ่อเชื่อว่าทีมของเราเป็นทีมที่เข้มแข็งที่สุดในโลก เป็นทีมที่จะนำสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในโลกไปให้แก่มนุษยชาติ เราจะเป็นหมู่คณะที่ทำงานให้แก่พุทธศาสนาที่เข้มแข็งที่สุดในโลก”
กว่าพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ และคุณยายจะมาถึง ณ จุดนี้ ไม่มีความสำเร็จใดเลยที่ได้มาโดยไม่เสียอะไร ท่านทุ่มเทแรงกาย วาจา ใจทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เป็นต้นแบบ บางครั้งพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก สูญเสียสุขภาพ อิสรภาพ ถูกโจมตีมากมายเพื่อใครกันหนอ เราทุกคนเกิดมาต่างมีหน้าที่ หน้าที่ที่อาจจะแตกต่างกัน แต่เป้าหมายเหมือนกัน เหมือนทีมฟุตบอลมีเป้าหมายเดียวกันคือต้องทำประตูให้ชนะ แต่ผู้เล่นต่างหน้าที่ตามความถนัด บางคนเล่นกองหน้า กองกลาง กองหลังเป็นต้น แต่ทุกๆ คนต้องร่วมใจกันเพื่อชัยชนะของทีม ถ้ากองหน้ายิงประตูได้ ก็ชนะทั้งทีม จึงต้องช่วยกันทั้งทีม เป้าหมายเดียวกัน ต่างกันที่หน้าที่ ลงเรือลำเดียวกันแล้วต้องช่วยกันพาย เพื่อเราจะได้ถึงฝั่งโดยพร้อมเพรียงกันอย่างปลอดภัยนะ มาฟังเสียงเรียกจากภายในกันนะ
“เมื่อไหร่หนอ จะได้พบทหารหาญ รอตั้งนานผู้ชาญศึก หายไปไหน บอกจะพบครึ่งทางที่กลางใจ อีกนานไหม จะให้พบช่วยบอกที สัญญาใดที่ให้ไว้ แสนประเสริฐ ก่อนมาเกิดว่าจะสู้ไม่ถอยหนี จะร่วมแรงร่วมใจ ปราบไพรี คอยตรงนี้มานานแล้ว แก้วกลอยใจ” ได้ฟังตรงนี้แล้ว พรรษานี้เป็นพรรษามหาบูชา บูชานะ ปฏิบัติบูชาตั้งใจเข้ากลางให้ได้ตลอด ส่วนอามิสบูชาก็คือการทอดกฐินสามัคคี ชื่อก็บอกแล้วว่ากฐิน ให้ทุกกองสำเร็จ สามัคคีกัน ทั้งในและต่างประเทศก็ตาม คิดก่อน พูดก่อน ทำก่อนกันทั้งทีม ตัวอย่างอย่างแก้วพัทยาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเคยให้ไว้ ถ้าเราให้ทาน ข้าวไปถังหนึ่ง เขากินได้เดี๋ยวเดียวก็หมด ถ้าให้สติปัญญา ความรู้ความสามารถที่จะให้เขาปลูกข้าวกินเอง เขาเลี้ยงตัวเองได้ทั้งชีวิตทั้งชาติ และสามารถที่จะเอาเงินนั้นน่ะมาทำบุญสร้างบารมีได้อีก
ก็มีบางคนถามว่าทำไมไม่เอาเงินไปสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล แต่นั่นมันก็ได้บุญระดับหนึ่งสำหรับผู้ด้อยโอกาส ขาดแคลนวัตถุ แต่ถ้านำเงิน ๑ บาทนะ อย่างเจ้าชายโลตัส มาสร้างพุทธสถาน ธรรมสถาน สังฆสถาน จะเป็นเจดีย์ สภาที่เรานั่ง วิหารหลวงปู่วัดปากน้ำก็ดี ซึ่งเป็นที่พึ่งที่แท้จริง ที่พึ่งอันเกษมนะ พึ่งได้ข้ามภพข้ามชาติเลย ได้บุญเป็นอสงไขย อานิสงส์เป็นอจินไตย มันต่างกันนัก
ฉะนั้นช่วงกฐินนี้นะ ชักชวนผู้ที่มีบุญให้ปัจจัยเงินทอง ข้าวของ เครื่องอำนวยความสะดวกทั้งหลาย ให้กฐินนี้สำเร็จทุกกอง ให้กำลังใจผู้ที่ตั้งกองกฐินไว้แล้ว ที่รับไปแล้วให้สำเร็จอย่าท้อถอย ให้เรี่ยวแรงความรู้สติปัญญา ความสามารถทั้งหลาย เพื่อให้โอกาสเขาทำบุญที่ยิ่งใหญ่ติดตัวไป ให้ความปลอดภัยข้ามภพข้ามชาติ ไม่ต้องเกิดมาเจ๊ง มาจน มาเจ็บ และจากสิ่งที่เป็นที่รัก เพราะชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้วที่เราเกิดมารู้เป้าหมายของชีวิต ภพชาติต่อไปจะมีแต่รวยกับลุย สมดังที่พระเดชพระคุณท่านให้ไว้
ท้ายสุดนี้ อยากให้ทุกท่านวางใจเบาๆ สงบนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ในกลางของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ และคุณยาย นึกถึงความเป็นทีมที่จะนำชาวโลกและทุกๆ คนให้มีความสุข โดยมีความคิดอย่างนี้ก็ได้นะ จะแน่วแน่แก้ไขความวิกฤต จะพิชิตความอนธการ ให้สว่างไสว โดยมีคุณยาย หลวงพ่อเป็นหลักชัย แม้นมีภัยใดมากล้าท้าทาย ท่านชี้นำทางสุข สุขเที่ยงแท้ คอยกลั่นแก้เติมบุญ คุณยิ่งใหญ่ คุมบารมีพ้องเราก้าวกว้างไกล เร่งสู้ต่อไป หยุดในหยุด สุดแห่งธรรม ความสำเร็จย่อมคู่ ผู้อุทิศแน่ เพราะเป็นธาตุธรรม ไม่ยอมแพ้แม้อาสัญ ที่สุดแห่งสมบัติ เจิดจรัสอัศจรรย์ ก็เพราะเรารวมกันสร้างสรรค์ธรรม ที่ทีมทุนพร้อมแล้วเพื่อเราได้ เท่าเทียมทันไซร้มิห่างหัน อยู่ที่เราทุ่มหมดใจ ใฝ่ชีวัน ให้วิหารพลันบังเกิดเทิดพระคุณ พระคุณวิชชาธรรมกาย ครูผู้สืบสานธรรม บรมครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราทุกๆ คน ทุกๆ ท่าน
ก็นึกอธิษฐานจิตตามปรารถนาให้ตามติดและติดตามไปกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ หลวงพ่อ และคุณยาย เร่งสร้างบารมีเป็นทีม ไม่โกรธใคร ไม่ว่าร้ายใคร จิตใจมั่นคง ไม่ท้อถอย เข้มแข็ง สร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปทุกคนนะ
********************************* จบ *********************************