จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม
ขอนอบน้อมแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และยอดกัลยาณมิตร ผู้นำบุญ ผู้มีบุญ และผู้ใจบุญ ลูกหลานยายทุกท่าน (สาธุ)
ในการก่อสร้างอาคารจำเป็นต้องมีเสาเป็นหลักค้ำจุนตัวอาคารไว้ฉันใ ในการสร้างความดี สร้างบารมีก็จำเป็นต้องมีความไม่ประมาทเป็นแกนหลักรองรับฉันนั้น วันนี้ก็นับว่าเป็นวันดีอีกวันหนึ่งที่พวกเราได้มาร่วมกันเอาบุญกับคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ก็นับว่าพวกเราเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตดังเช่นบัณฑิตในกาลก่อนที่หมั่นสะสมบุญบารมีอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ความไม่ประมาทก็คือการมีสติกำกับตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะคิด จะพูด จะทำสิ่งใดไม่ยอมถลำลงไปในทางที่เสื่อม และไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะสร้างความดี ตระหนักดีถึงสิ่งที่ต้องทำ และกรรมที่ต้องเว้น ใส่ใจสำนึกอยู่เสมอว่าเป็นหน้าที่ ไม่ปล่อยปละละเลยกระทำอย่างจริงจัง และดำเนินลุหน้าไปด้วยดีตลอด ความไม่ประมาทเป็นคุณธรรมที่สำคัญยิ่ง
กล่าวได้ว่าคำสอนของพระพุทธศาสนานั้น เมื่อสรุปแล้วก็คือคำสอนให้เราไม่ประมาทนั่นเอง ดังจะเห็นได้จากปัจฉิมโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราจะเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถอะ หมายความว่า เราจะต้องอยู่ในความไม่ประมาท เพราะชีวิตเราไม่เที่ยง จะหลับตาลาโลกเมื่อไร เราก็ไม่ทราบ เราจะต้องมีสติเตือนตัวเอง ให้หมั่นสร้างความดี สร้างบุญ สร้างกุศลตลอดเวลา
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันมหาวิหาร แห่งท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีในกรุงสาวัตถี ครั้งนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ พระเจ้าปเสนทิโกศลได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผู้ที่เกิดมาแล้วที่พ้นจากชราและมรณะมีอยู่บ้างหรือไม่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่าดูก่อน มหาบพิตร คนเกิดมาแล้วจะพ้นจากชรา มรณะนั้นไม่มีเลย แม้แต่สัตว์มหาศาลซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีเงินทองมากมาย ก็ไม่อาจจะพ้นจากชรามรณะได้ แม้พราหมณ์มหาศาลซึ่งเป็นผู้มั่งคั่งก็ไม่พ้นจากชรามรณะ แม้คหบดีมหาศาลก็ไม่พ้นจากชรามรณะ ภิกษุทุกรูปแม้เป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะกิเลสแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว กระทำกรณียกิจเสร็จเรียบร้อยแล้ว วางภาระหนักลงได้แล้ว ได้บรรลุธรรม สิ้นอาสวะกิเลสหลุดพ้นแล้ว ร่างกายของพระอรหันต์เหล่านั้นก็ต้องแตกดับ ต้องทอดทิ้งไปเป็นธรรมดา ราชรถอันวิจิตรงดงามก็ยังมีวันที่จะต้องหมอง หม่นหมอง แม้สรีระก็ย่อมมีการเข้าถึงความชรา
แต่ว่าธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เข้าถึงความชรา สัตบุรุษกับสัตบุรุษเท่านั้นย่อมรู้กันได้ ธรรมนั้นคือพระนิพพานที่ท่านแทงตลอดโดยอารมณ์ที่แท้จริง พระนิพพานนั้นย่อมไม่เข้าถึงความชรา
คุณยายอาจารย์ของเราก็เช่นเดียวกัน ท่านไม่เคยตั้งอยู่ในความประมาทเลย คุณยายอายุได้ ๒๖ ปี ก็ได้รักษาศีล ๕ โดยตลอด คุณยายออกจากบ้านทอดทิ้งสมบัติทุกอย่างไม่สนใจในทรัพย์สินเงินทอง สิ่งเดียวที่คุณยายต้องการก็คือจะตามหาพ่ออย่างเดียว คุณยายได้มาอยู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้บวชเป็นแม่ชี ทำวิชชาปราบมารกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ จากนั้นก็มาสร้างวัดพระธรรมกาย คุณยายได้ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาโดยตลอด ใจของคุณยายนั้นอยู่ในบุญตลอดเวลา มีสติสมบูรณ์ คุณยายได้สอนว่าเราแก่แล้วนะ อย่านึกว่าเป็นหนุ่มสาวอยู่ ให้คิดถึงความตายตลอดเวลา ถ้าทะนงว่าเป็นหนุ่มสาวอยู่ ก็จะทำให้เราหลงตกนรกได้ เอาบุญละเอียดให้มากกว่าบุญหยาบ เพราะบุญละเอียดทำให้เราหลุดพ้นจากกิเลสได้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ทำเช่นเดียวกัน คือพระองค์ได้ออกบวช ทิ้งราชสมบัติ ทิ้งราชบัลลังก์ เพราะท่านเล็งเห็นแล้วว่าสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถที่จะทำให้พระองค์และหมู่สัตว์ทั้งหลายหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ท่านมิได้ทำในชาตินี้เพียงชาติเดียวเท่านั้น ท่านทำมาแล้ว ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัป เหมือนในสุสิมะชาดก ที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีด้วยการสละราชสมบัติออกบวชเป็นฤๅษี ประพฤติพรหมจรรย์ จนสิ้นอายุขัยของท่าน ดังมีเนื้อความดังต่อไปนี้
ในอดีตกาลเมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในครรภ์ของภรรยาปุโรหิต ในวันเดียวกับที่พระโพธิสัตว์ได้กำเนิดนั้นก็ได้มีพระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสีประสูติเช่นเดียวกัน ปุโรหิตได้ขนานนามพระมหาสัตว์ว่าสุสิมะกุมาร ส่วนพระนามของพระโอรสของพระเจ้าพรหมทัต ชื่อว่าพรหมทัตกุมาร
กุมารทั้งสองเจริญวัยพร้อมกัน ทรงเป็นพระสหายรักใคร่กัน และทั้งคู่ก็มีรูปร่างที่สวยงาม เรียนศิลปะทุกอย่างที่เมืองตักกะศิลา สำเร็จแล้วก็กลับมาบริหารบ้านเมือง เมื่อพระชนกสวรรคต พระราชกุมารก็เสวยราชสมบัติแทน พระราชาได้พระราชทานยศปุโรหิตแก่พระมหาสัตว์
ในวันหนึ่งก็มีรับสั่งให้เตรียมพระนคร เพราะท่านจะทรงทอดพระเนตรพระนคร และทรงประทับบนคอช้าง และทรงให้พระมหาสัตว์นั่งบนหลังช้าง ฝ่ายสมเด็จพระชนนีประทับยืนอยู่ที่หน้าต่างทอดพระเนตรดูลูกชาย ขณะนั้นเองพระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นปุโรหิตที่นั่งอยู่บนหลังช้าง ด้านหลังของพระราชาทรงมีจิตประดิพัทธ์ต่อปุโรหิตนั้น จึงเสด็จเข้าห้องบรรทม งดพระกระยาหาร ด้วยหมายใจว่าเมื่อเราไม่ได้ปุโรหิตนี้จะตายในที่นี้เอง
พระราชาเมื่อทรงไม่เห็นพระราชชนนีก็จึงตรัสถามว่าแม่ของฉันไปไหน ทรงสดับว่าประชวร จึงเสด็จไปที่ประทับของพระราชชนนี แล้วตรัสถามว่าเสด็จแม่ เสด็จแม่ประชวรด้วยโรคอะไรหรือ พระนางไม่ทรงตอบ เพราะทรงละอาย พระองค์จึงมีรับสั่งให้พระมเหสี ไปถามอาการของเสด็จแม่ ธรรมดาผู้หญิงทั้งหลายจะไม่ชอบซ่อนความลับต่อผู้หญิงด้วยกัน พระราชชนนีนั้นตรัสบอกความในใจทั้งหมดกับพระมเหสี พระมเหสีจึงทรงเสด็จไปทูลพระราชา พระราชารับสั่งว่าให้เสด็จแม่เบาพระทัยเถอะ ฉันจะตั้งปุโรหิตให้เป็นพระราชา แล้วจะตั้งเสด็จแม่ให้เป็นอัครมเหสี
ฝ่ายพระราชาก็รับสั่งให้ปุโรหิตเข้าเฝ้า แล้วรับสั่งว่าสหาย เธอจงเป็นพระราชา เสด็จแม่จะเป็นพระมเหสี เราจะเป็นอุปราชเอง ปุโรหิตนั้นทูลคัดค้าน ข้าพระองค์ไม่อาจจะทำเช่นนั้นได้ แต่เมื่อพระราชาทรงรบเร้าขึ้นบ่อยๆ เขาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องยอมรับ พระราชาได้ทรงอภิเษกปุโรหิตให้เป็นพระราชา พระราชชนนีให้เป็นอัครมเหสี ส่วนพระองค์ทรงเป็นพระอุปราช
ในกาลต่อมา พระโพธิสัตว์ระอาพระทัยในการครองเรือน ทรงละกามทั้งหลาย แล้วทรงมีพระทัยน้อมไปในการบรรพชา จึงทรงไม่ยินดีในกาม มักจะชอบอยู่ตามลำพังพระองค์เดียว ไม่ใยดีในพระมเหสี ฝ่ายพระมเหสีของพระองค์ทรงเข้าใจว่าพระราชาองค์นี้ท่านไม่ทรงอภิรมย์กับเราแล้ว เพราะท่านเป็นคนหนุ่ม ส่วนเราเป็นคนแก่ มีผมหงอกขึ้นบนศีรษะ จำความ เราจะต้องสร้างความเท็จ โดยกราบทูลพระราชาว่าบนพระเศียรของพระองค์มีเกษาหงอก แล้วทำให้พระองค์ยอมรับ แล้วทรงอภิรมย์กับเรา
ต่อมาวันหนึ่งจึงทรงทำเป็นหาเหาบนพระเศียรของพระราชา แล้วทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงชราแล้ว บนพระเศียรของพระองค์ปรากฏเกศาหงอก ๑ เส้นเพคะ พระราชาตรัสว่าเธอจงถอนผมหงอกเส้นนั้นมาวางในมือของฉัน พระนางจึงถอนพระเกษา ๑ เส้นบนเศียรของพระราชา แล้วทิ้งมันไป แล้วทรงหยิบเอาเกศาหงอก ๑ เส้นจากเศียรของตนวางลงบนพระหัตถ์ของพระราชาแทน
เมื่อพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นเกศาหงอก พระเสโทก็ไหลออกมาท่วมพระวรกาย ด้วยความตกพระทัย ทรงกลัว แล้วจึงตรัสกับตัวเองว่าสุสิมะ เจ้าเป็นคนหนุ่ม แต่บัดนี้ได้กลายเป็นคนแก่ไปแล้ว เจ้าจงหยุดในเปือกตมของกาม เหมือนสุกรจมอยู่ในเปือกตูมของคูต บัดนี้เป็นเวลาที่เจ้าจะต้องละกามทั้งหลาย เข้าสู่ป่าหิมพานออกบวช แล้วประพฤติพรหมจรรย์
ดังนั้นพระองค์จึงตรัสว่าเมื่อก่อนเรามีผมดำอยู่บนศีรษะ มาบัดนี้เรามีผมหงอกเกิดขึ้นแล้ว เราจะประพฤติธรรม ได้เวลาแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ออกบวชแล้ว พระราชินีได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งพระทัย แล้วทรงตรัสว่าข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผมหงอกของหม่อมฉันเองพะยะค่ะ ไม่ใช่ผมหงอกของพระองค์ หม่อมฉันได้ทูลความเท็จโดยตั้งใจจะว่าทำประโยชน์ให้ตน ขอพระองค์ทรงโปรด พระราชาทรงให้อภัยหม่อมฉันสักครั้งหนึ่งเถอะ พระองค์ยังทรงหนุ่ม ยังมีพระโฉมงาม ยังทรงอยู่ในปฐมวัย ขอพระองค์จงเสวยราชสมบัติ ทรงดูแลหม่อมฉันเถอะ แล้วอย่าทรงประพฤติพรหมจรรย์ออกบวชเลย
พระโพธิสัตว์ครั้นได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่าดูก่อนนางผู้เจริญ เธอทำให้เราเห็นว่าวัยของเรานั้นย่อมเปลี่ยนไปในที่สุด ผมสีดำทั้งหลายเหล่านี้ก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นสีขาวเหมือนใยป่านไปทั้งหมด ความหนุ่มสาวและความสง่างาม ย่อมเปลี่ยนแปลงไปในที่สุด สรีระร่างกายของเราก็ย่อมเข้าถึงความชรา
พระมหาสัตว์ทรงเห็นโทษของการครองเรือน กามทั้งหลายมีคุณน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก แล้วตรัสเรียกให้สหายปุโรหิต ทรงมอบราชสมบัติให้ แล้วบวชเป็นฤๅษี ทรงฌานและอภิญญาให้เกิด ได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกในที่สุด
พระศาสดาทรงประชุมชาดก และทรงตรัสว่าอัครมเหสีในครั้งนั้นได้แก่มารดาของพระราหุลในบัดนี้ พระราชาผู้เป็นพระสหายได้แก่พระอานนท์ ส่วนพระเจ้าสุสิมะได้แก่เราตถาคตฉะนี้แล การสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านได้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทตลอด ดังสุสิมะชาดกที่กล่าวมาแล้วนั้น เมื่อรู้ว่าสังขารจะต้องร่วงโรยไป พระองค์ก็ไม่ทรงประมาท ตัดสินใจออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ในทันที และพระองค์ได้สร้างบารมีอย่างนี้ทุกภพทุกชาติ ในที่สุดพระองค์ก็ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระบรมศาสดาเอกของโลก
อีกตัวอย่างหนึ่งที่หลวงพี่อยากจะถ่ายทอดให้พวกเราได้ฟังถึงเรื่องราวของความที่ตั้งอยู่ในความประมาท เป็นเรื่องของตัวของหลวงพี่เองที่จะนำมาแสดงให้เป็นเครื่องเตือนใจของพวกเราเพื่อให้ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เริ่มต้นที่หลวงพี่ได้มาวัดพระธรรมกายตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ เป็นคนขับรถให้โยมแม่ เพราะท่านชอบมานั่งสมาธิที่วัดนี้ หลวงพี่ไม่เคยสนใจในเรื่องการสร้างบารมีเลย ไม่รู้ด้วยว่าคืออะไร โยมแม่ชวนหลวงพี่ทำบุญ หลวงพี่ก็ทำ ไม่ชวนก็ไม่ทำ แต่ชอบวัดพระธรรมกายตรงที่ความสะอาด ร่มรื่นดี หลวงพี่เป็นพวกบุญก็ทำ กรรมก็ก่อ ใช้ชีวิตอยู่บนความประมาทโดยตลอด
หลวงพี่มีน้องชายอยู่ ๑ คน ตอนนี้ท่านก็บวชอยู่ที่วัดนี้แหละ ท่าน ๑๐ กว่าพรรษาแล้ว ตอนท่านบวชหลวงพี่ก็ได้ไปเรียนหนังสืออยู่ที่เมืองนอก จึงไม่ได้มาร่วมงานบวชกับท่าน แต่ก็ได้อนุโมทนากับท่าน เพราะคิดว่าท่านคงชอบทางนี้ ตัวหลวงพี่เองมันคงอีกนานกว่าจะได้บวช ท่านมักชวนหลวงพี่ให้กลับเมืองไทยเสมอ บอกว่าอยู่เมืองนอกนานเดี๋ยวไม่ได้ทำบุญ เดี๋ยวอดบุญหมด
สมัยนั้นหลวงพี่อยู่ที่เมืองนิวเจอร์ซี่ แล้วยังไม่มีศูนย์ของวัดเราเลย หลวงพี่ก็คิดได้เหมือนกันว่าเอ๊ะ จริงซิ ถ้าเราอยู่ที่นี่นานๆ เราก็ไม่รู้จะไปทำบุญที่ไหน แล้วตอนนั้นก็คิดถึงเมืองไทยด้วย ก็จึงกลับมา พอกลับมาหลวงพี่ก็มีครอบครัว ทำงาน ก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม อยู่ในความประมาทตลอด บุญก็ทำ กรรมก็ก่อ เหมือนเดิม ดำเนินชีวิตมาอย่างนี้
จนกระทั่งปี ๒๕๔๐ ก็มีเหตุการณ์หนึ่งทำให้ชีวิตของหลวงพี่ต้องเปลี่ยนไป ในขณะนั้นครอบครัวหลวงพี่ได้ไปพักอยู่ที่บ้านของพ่อตาจังหวัดลำพูน วันนั้นจำได้ว่าเป็นวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ วันรุ่งขึ้นจะเป็นวันวิสาขบูชา หลวงพี่ยังชวนโยมอดีตภรรยาให้ไปทำบุญที่วัดแถวบ้านเลย ในคืนวันนั้นเองหลวงพี่ก็ได้ดื่มเบียร์เข้าไปพอสมควร ทำให้เกิดอาการง่วงนอนขึ้นมา ก็อยากจะเข้านอน ในตอนนั้นลูกสาวของหลวงพี่ก็ดูทีวีอยู่ข้างๆ อยู่ๆ โยมอดีตภรรยาของหลวงพี่ก็เข้ามาเรียกบอกว่าให้ช่วยขับรถหน่อย บอกว่าจะไปซื้อของ ซึ่งร้านนี้ออกไปไกลจากบ้านพอสมควร ความจริงแล้วเธอก็ขับรถเป็น แต่ทำไมมาเรียกหลวงพี่ก็ไม่รู้ หลวงพี่ก็ไม่อยากไป และบอกเธอว่าจะนอนแล้ว ง่วง แต่เธอก็บอกว่าจะไป จะให้หลวงพี่ขับรถไปให้ได้ หลวงพี่ก็ไปด้วยความหงุดหงิดเหมือนกัน
ส่วนลูกสาวก็จะตามไปด้วย หลวงพี่ก็ไม่อยากให้ไป เพราะมันมืดแล้ว แต่ลูกสาวก็ดื้ออีก คราวนี้หลวงพี่ก็เลยอุ้มลูกสาวขึ้น สายสร้อยที่แขวนพระอยู่ก็หลุดลงมาที่พื้น ปกติแล้วหลวงพี่จะให้ลูกสาวแขวนพระบรมพุทธเจ้าหรือว่าเหรียญของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ได้จากวัดพระธรรมกายนี้แหละ พอสายสร้อยขาด หลวงพี่ก็หยิบขึ้นมาซ่อม
คราวนี้โยมภรรยาก็มาเร่งใหญ่เลย หลวงพี่ก็เลยเอาสร้อยวางไว้บนหลังตู้ รีบออกจากบ้านไป ในตอนนั้นไม่มีใครแขวนพระเลยสักคนหนึ่งทั้งพ่อ แม่ ลูก นี่ก็เป็นความประมาทอย่างหนึ่งที่เราไม่ควรทำ เราควรจะนำพระติดตัวไปตลอดเวลา ท่านจะได้คุ้มครองเราได้ หลวงพี่ก็ขับรถไปด้วยความเร็วสูง ด้วยความหงุดหงิด ประกอบกับอาการง่วงนอน
พอมาถึงทางโค้ง หลวงพี่ก็เห็นข้างหน้าว่าเป็นสะพาน ก็เลยเบรก พอเบรก รถก็หมุน คราวนี้เอารถไม่อยู่แล้ว หมุนใหญ่เลย จนกระทั่งไปกระแทกอะไรสักอย่างหนึ่ง ดังปั้ง ตอนหลังมาดูรู้ว่าเป็นเสาไฟฟ้า รถก็หยุด หลวงพี่ก็เลยเรียกโยมอดีตภรรยาและลูกสาว ทุกคนก็เงียบหมด หลวงพี่ก็เปิดประตูลงจากรถมา นั่งงงๆ อยู่ข้างๆ รู้สึกว่ามีอาการเจ็บอยู่หัวไหล่
สักพักหนึ่งก็มีตำรวจมา ตำรวจก็ขนหลวงพี่และคนเจ็บไปที่โรงพยาบาล ตัวหลวงพี่เองตอนนั้นก็ยังพอมีสติอยู่ พอไปถึงโรงพยาบาล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอเล็กๆ หลวงพี่ก็เข้าไปทำแผลในห้องพยาบาล พอทำแผลเสร็จ หลวงพี่ก็เดินออกมาข้างนอก เพื่อจะมาดูว่าอาการของทั้งสองคนนั้นเป็นยังไง พอมาถึงตรงที่ห้องของโยมอดีตภรรยาอยู่ หลวงพี่ก็เห็นเขาเอาผ้าคลุมหน้าของโยมภรรยา หลวงพี่ก็รู้สึกงง เอ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้นนี่ มันฝันไปหรือเปล่า ตอนนั้นทำอะไรไม่รู้เลย สับสนไปหมด
ก็นึกถึงลูกสาว ก็เดินไปดูลูกสาว ซึ่งอยู่ห้องข้างๆ กำลังให้น้ำเกลืออยู่ แต่หมอบอกว่าจะต้องส่งโรงพยาบาลใหญ่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพราะถ้าผ่าตัดเลือดคั่ง เพราะการผ่าตัดเลือดคั่งในสมองนั้น โรงพยาบาลนี้ทำไม่ได้ หลวงพี่ก็ตอบตกลงไป พอไปถึงที่เชียงใหม่ หลวงพี่ก็เข้าห้องพัก เพราะไหปลาร้าหัก จะต้องผ่าตัดในวันรุ่งขึ้น ส่วนลูกสาวก็เข้าห้องไอซียู หมอบอกว่าต้องดูอาการก่อน ถ้าอาการดีขึ้นถึงจะผ่าตัดได้ แต่เปอร์เซ็นต์รอดมีน้อยมาก มีเพียงแค่ ๑ % เท่านั้น หลวงพี่นอนไม่หลับทั้งคืน คิดเรื่องมากมาย คิดว่าเราทำให้เขาต้องตาย จะทำยังไงดี รู้สึกถึงว่าเรานี่ รู้สึกได้เลยว่าการที่คนเรานี่มันฆ่าตัวตายได้ ก็เพราะว่ามันเป็นอย่างนี้นี่เอง มันจะสับสนไปหมด มันคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไม่มีวันจบ คิดได้ทั้งคืน
พอสว่าง โยมพ่อโยมแม่ แล้วก็ญาติก็มาให้กำลังใจ ตอนนั้นหลวงพี่ก็ยังมีความคิดสับสนอยู่ว่าจะทำยังไงกับชีวิตดี จนกระทั่งโยมพ่อเข้ามาคุยปลอบใจ แล้วให้กำลังใจ ท่านบอกว่านี่มันเป็นเพราะบุญของเรามันมีน้อย บุญของเรามันจะหมดแล้ว เราต้องเติมให้มาก โยมพ่อก็เลยชวน บวชดีกว่า บวชเอาบวชดีที่สุด ตอนนั้นหลวงพี่มีความรู้สึกว่า โอ้โฮ เออ คำตอบนี้มันเหมือนกับเป็นแสงสว่างให้หลวงพี่เลย เหมือนฉายไฟฉายในที่มืดเลย คำตอบนี้เป็นคำตอบสุดท้ายเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ใช่แล้ว ไม่มีอะไรจะดีไปแล้ว ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการบวช หลวงพี่รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาทันที โยมพ่อเป็นกัลยาณมิตรโดยแท้
จากนั้น ลูกสาวของหลวงพี่ก็เสียชีวิตในวันต่อมา หลวงพี่ก็ได้จัดงานศพทั้งโยมอดีตภรรยาและโยมลูกสาวโดยเรียบร้อย ในตอนนี้เองทำให้หลวงพี่ได้รู้ถึงอานุภาพของคุณยาย คือในขณะที่หลวงพี่นั่งอยู่ที่งานศพ ก็มีพระรูปหนึ่งจำได้ว่าเป็นพระวัดพระธรรมกาย แต่หลวงพี่ไม่ทราบว่าท่านชื่ออะไร แล้วตอนนี้ก็จำหน้าไม่ได้ด้วย เพราะตอนนั้นมันรู้สึกงงๆ มึนๆ
ท่านเดินมาหาหลวงพี่แล้วก็พูดว่าไม่ต้องห่วงนะ แม่กับลูกเขาไปสบายดีแล้ว คุณยายได้ช่วยไว้แล้ว หลวงพี่ก็งง ก็เลยถามว่าแล้วคุณยายทราบได้ยังไงครับ หลวงพี่ท่านก็บอกว่าน้องกวางก็คือลูกสาวของหลวงพี่ได้ไปหาท่าน แล้วก็บอกท่านว่าช่วย ให้ช่วยแม่ที ให้ช่วยแม่ของเขาที เพราะตอนนี้แม่ของเขานี่ยังอยู่ที่เกิดอุบัติเหตุอยู่เลย หลวงพี่รูปนี้ท่านก็บอกว่าท่านได้เขียนชื่อโยมอดีตภรรยาของหลวงพี่และลูกสาวของหลวงพี่ให้คุณยาย คุณยายบอกว่าท่านจะช่วย ไม่ต้องเป็นห่วง หลวงพี่ฟังแล้วก็ซาบซึ้งในพระคุณของคุณยายมาก ถ้าเราไม่ได้มาวัดพระธรรมกาย ก็คงไม่มีใครไปช่วยโยมอดีตภรรยาและลูกสาวของเราแน่นอน
จากนั้นหลวงพี่ก็ได้ตั้งสติ ตั้งใจที่จะมาบวชอย่างเต็มที่ จัดการงานทุกอย่างให้เรียบร้อย ทางด้านคดี หลวงพี่ก็ถูกดำเนินคดีในข้อหาขับรถโดยประมาท ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต แต่หลวงพี่ก็จัดการให้เรียบร้อยโดยดี แล้วก็ได้มาบวชในรุ่นเข้าพรรษาปี ๔๐ และจนถึงทุกวันนี้
สำหรับใครที่ยังลังเล หรือยังไม่เต็มที่ในการสร้างบุญสร้างบารมี หลวงพี่ว่าเราต้องทำให้เต็มที่แล้วนะ เพราะว่าสังขารของเรานั้นมันเสื่อมลงไปทุกที เราไม่รู้หรอกว่าความตายของเราน่ะ จะมาเยือนในวันไหน
คุณยายเคยสอนว่ายังหนุ่มยังแน่น รีบโกยรีบพาย ตลาดจะวาย สายบัวจะเน่า เราต้องโกยรีบพายนะ ใครจะบกพร่องก็ช่างเขา แต่สำหรับเราต้องทำให้สมบูรณ์ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้ว ต้องเอาสิ่งที่ดีๆ ติดตัวไป ไปคว้าธงชัยของชีวิตให้ได้ ที่จะให้ถอยหลังกลับไปนั้นไม่มีอีกแล้ว มีแต่รุดหน้าไปเรื่อยๆ นี่เป็นภพชาติสุดท้ายแล้ว เพราะว่าก่อนหน้านี้ทำกันจริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่ภพชาตินี้ต้องจริงที่สุด ไม่มีใครยอมใครแล้ว ฉะนั้นต้องอธิษฐานให้ล้อมคอกไว้ให้ดี ให้พบแต่สิ่งดีๆ ตลอดไป ให้ได้ประพฤติพรหมจรรย์ทุกภพทุกชาติตลอดอายุขัย ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน คนไม่ดี ไม่มีศีล ไม่มีสัตย์ อย่าได้พบเลย ในโลกเรานี้ ก็มีแต่บุญและบาปเท่านั้น มีแต่ธาตุและธรรม ไม่มีอย่างอื่นเลย มนุษย์เป็นเพียงหุ่นเชิดด้วยบุญและบาปเท่านั้น
หลวงพี่จึงอยากจะชวนพวกเราให้มาเอาบุญละเอียดโดยการนั่งสมาธิให้เต็มที่ คุณยายจะได้คุมบุญให้พวกเราเพื่อการดำเนินชีวิตโดยไม่ประมาทของเรานะ
******************************** จบ ********************************