ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

สัมมาทิฐิ คือหลักประกันของชีวิตหลังความตาย

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐเหนือเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกและเจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และสาธุชนทุกท่าน (สาธุ) ในวันนี้ก็นับว่าเป็นโอกาสอันดียิ่งที่พวกเราทุกท่านได้พร้อมใจกันเดินทางมาร่วม บำเพ็ญกุศลแด่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงกันในค่ำคืนนี้ ถ้าหากจะกล่าวถึงมนุษย์ทั้งหลายที่ดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว ก็มีบุคคลมากมายหลายชีวิตที่เกิดมา ล้วนแล้วแต่ดำเนินชีวิตของตัวเองไปตามปรารถนา มีอาชีพต่างๆ มากมายล้วนแต่สั่งสมประสบการณ์ให้กับชีวิตของตัวเอง ทำให้เกิดความรู้ ความเห็น และความเข้าใจไปต่างๆ บางคนก็มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์บ้าง บางคนก็มีความเข้าใจถูกเกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ บ้าง บางคนก็มีความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของการเมือง การปกครอง และเศรษฐกิจทั้งหลาย ซึ่งความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเหล่านี้ ก็สามารถที่จะทำให้ชีวิตของบุคคลเหล่านั้นดำเนินไปได้อย่างปกติสุข ราบรื่น มีความสุขไปได้จนตลอดชีวิต แต่ว่าความรู้ ความเข้าใจถูกเหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะรับประกันได้ว่าบุคคลนั้นจะมีช่วงเวลาหลังจากวันสุดท้ายของชีวิตเป็นอย่างไรต่อไป เรียกว่ายังมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นในการดำเนินชีวิตหลังความตายนั่นเอง แต่มีความรู้ ความเข้าใจถูกอย่างหนึ่งในทางพระพุทธศาสนาที่รับประกันได้ว่าจะทำให้บุคคลนั้นมีความแน่นอนในชีวิตหลังความตาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกความรู้ความเข้าใจถูกนั้นว่าสัมมาทิฐิ พระองค์ได้ตรัสถึงเรื่องนี้เอาไว้ และมีบันทึกอยู่ในพระไตรปิฎกมากมายหลายแห่งด้วยกันที่มีรายละเอียดชัดเจนนั้นมีอย่างน้อย ๒ แห่ง ดังจะนำมายกตัวอย่างให้ฟัง แห่งที่ ๑ อยู่ในอยสูตร ซึ่งอยู่ในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทีฆนิบาต เรื่อง (ที่ถูกต้องคือ เล่มที่-ผู้แปล) ที่ ๓๔ หน้า ๕๓๕ และแห่งที่ ๒ ที่มีรายละเอียดอยู่นั้นคือ มาคันทิยสุตตนิทเทสที่ ๙ ซึ่งอยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิเทศ เล่มที่ ๖๕ หน้า ๘๑๐ ดังมีใจความเหมือนกันว่าคนบางคนในโลกนี้เป็นสัมมาทิฐิมีความเห็นไม่วิปริตว่า ประการที่ ๑ ทานมีผล ประการที่ ๒ การบูชามีผล ประการที่ ๓ การบวงสรวงมีผล ประการที่ ๔ ผลวิบากของกรรมดีและชั่วมี ประการที่ ๕ โลกนี้มี ประการที่ ๖ โลกอื่นมี ประการที่ ๗ มารดามี ประการที่ ๘ บิดามี ประการที่ ๙ สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมี และประการสุดท้าย สมณะพราหมณ์ผู้ดำเนินถูกทาง ผู้ปฏิบัติชอบที่กระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง และสอนโลกนี้และโลกอื่นให้รู้ มีอยู่ในโลก นี้เป็นข้อใหญ่ใจความที่อยู่ในพระไตรปิฎก สำหรับสัมมาทิฐิ ประการที่ ๑ นั้นก็คือการให้ทานเป็นความดีจริง ควรกระทำ การให้ทานนั้นเป็นความดี ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะว่าโลกนี้เกิดมาได้ก็ด้วยการให้ เมื่อเกิดมาเป็นคนแล้วต้องให้ทาน ต้องแบ่งปันกันกิน แบ่งปันกันใช้ จึงจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุข เพราะว่าชีวิตนั้นก็มีขึ้นมีลง เมื่อชีวิตขึ้นก็มีความสุข แต่เมื่อชีวิตของเราไม่แน่นอน เมื่อถึงคราวที่ตกอับขึ้นมา ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือ ดังนั้นทานจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ขาดไม่ได้ทีเดียวสำหรับการดำเนินชีวิต แล้วยังเป็นการแบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนร่วมโลกอีกด้วย ทานนั้นถ้าหากจะแบ่งตามรูปแบบก็ได้ ๓ รูปแบบใหญ่ๆ ด้วยกันคือ อามิสทาน หรือว่าการให้สิ่งของเป็นทาน อย่างที่ ๒ คือธรรมทาน คือการให้ธรรมะเป็นทาน ถ้าเป็นการให้ความรู้ในทางโลกก็เรียกว่าวิทยาทาน แล้วประการสุดท้ายคืออภัยทาน ให้อภัยซึ่งกันและกัน สัมมาทิฐิประการที่ ๒ คือการยกย่องบูชาคนดี เป็นความดีจริงควรกระทำ เมื่อพูดถึงการบูชาแล้ว ความหมายของการบูชาก็คือการนับถือ การเทิดทูนหรือว่าการยกย่องให้ความเคารพผู้อื่น ซึ่งเป็นคนที่ดีจริงๆ ซึ่งควรที่จะได้รับการบูชา หมายความว่าการเลื่อมใสศรัทธาในบุคคลผู้นั้น แล้วไม่ได้จบเพียงแค่นั้น แต่ว่ากินความหมายให้กว้างกว่านั้นเมื่อเห็นถึงข้อดีของบุคคลคน นั้นแล้ว ก็ยังนำข้อดีหรือว่าคุณธรรมความดีงามของบุคคลนั้นเข้ามาปฏิบัติด้วย นำมายึดถือปฏิบัติ วันแล้ววันเล่า พอทำมากๆ เข้า คุณธรรมความดีงามของผู้อื่นนั้น เราก็สามารถที่จะน้อมนำและมีขึ้นในตัวเองได้ ในโลกนี้บุคคลผู้ควรแก่การบูชาที่สุด ควรที่จะเป็นต้นแบบของมนุษย์ทุกๆ คนในโลกนี้ ไม่มีใครเกินพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าพระองค์นั้นเป็นผู้ที่ประกอบด้วยพระคุณอันยิ่งใหญ่เกินประมาณ ถ้าจะสรุปพระคุณของพระองค์แล้วก็มี ๓ อย่างด้วยกัน คือพระบริสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ นี้เป็นต้นแบบของบุคคลที่เราควรบูชา ดังนั้นการยกย่องบูชาคนดีจึงเป็นความดีจริงอย่างนี้ ประการต่อไป ประการที่ ๓ ในพระไตรปิฎกนั้นได้บรรยายไว้ว่าการบวงสรวงมีผล ถ้าหากว่าจะตีความหมายกันแล้ว ในสมัยปัจจุบันนี้ก็ตรงกับคำว่าการต้อนรับปฏิสันถารเป็นความดีจริง ควรกระทำ บุคคลใดก็ตามที่ได้รับการต้อนรับจากเราอย่างดี บุคคลนั้นถ้าแม้นเขาไม่ใช่เป็นคนที่ใช้ไม่ได้จริงๆ คือยังมีความดีหลงเหลือในใจอยู่บ้าง เป็นคนที่ใจยังไม่บอด หากวันใดมีบุคคลมากล่าวร้ายหรือว่าร้ายโจมตีเรา บุคคลนั้นแหละที่ได้รับการต้อนรับจากเราอย่างดี จะเป็นเหมือนกับทนายแก้ต่าง ยืนยันความดีงามของเราให้กับชาวโลกได้รับรู้ เพราะว่าเขาได้สัมผัสกับตัวเราจริงๆ ว่าตัวเรานั้นเป็นคนดีจริงๆ ด้วยการต้อนรับปฏิสันถารนั่นเอง แม้นว่าบุคคลใดก็ตามที่ยังไม่ได้รับการเชื้อเชิญมายังบ้านของเรา ถ้าหากว่าบุคคลนั้นเป็นคนที่ดีจริงๆ แล้วล่ะก็ เราเองควรที่จะเชื้อเชิญบุคคลผู้นั้นมาที่บ้านของเรา เพื่อเป็นการยืนยันว่าตัวเราเองนั้นก็เป็นคนที่ดี เพราะว่าบุคคลที่ดีนั้นเองยังกล้าที่จะเดินทางไปมาหาสู่มาเยี่ยมเยือนเราถึงบ้าน เป็นการรับประกันได้ว่าเราเองนั้นก็เป็นคนดีคนหนึ่งของสังคมเหมือนกัน มิใช่แต่เพียงสมัยนี้เท่านั้น ในสมัยพุทธกาล กษัตริย์ทั้งหลายเมื่อทราบว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ประทับอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม ก็จะทูลอาราธนาพระองค์เสด็จมาประทับยังเมืองของตนเอง เพื่อที่จะได้ประกาศให้เมืองต่างๆ ทราบว่าเมืองของตนเองนั้นก็เป็นเมืองที่ดี เป็นเมืองที่น่าอยู่ มีความสุข และเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองของตนเองอีกด้วย นอกจากนี้ คุณประโยชน์ของการต้อนรับปฏิสันถาร ยังเป็นการฝึกตัวของเราเองด้วยการทำให้เรานั้นเกิดปฏิภาณขึ้นมา การฝึกปฏิภาณนั้นเกิดด้วยการปฏิสันถาร เพราะว่าต้องมีการสนทนา ต้องมีการตอบคำถาม ดังนั้นเราจะต้องเตรียมการวางแผนต่างๆ เอาไว้ เพื่อที่จะได้ต้อนรับบุคคลผู้มาเยือนอย่างดีเยี่ยม จึงเป็นการฝึกปฏิภาณอย่างดี ซึ่งข้อนี้นั้น ไม่ได้เป็นความรู้ที่มีอยู่ในตำรา แต่ว่าจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการที่เราปฏิบัติด้วยตัวของเราเอง ถึงจะเกิดขึ้นได้ นี้ก็เป็นข้อดีของการต้อนรับปฏิสันถารควรที่จะกระทำกัน ประการต่อไป คือประการที่ ๔ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ถ้าหากว่าจะพูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็ต้องบอกว่าทำดีแล้ว ได้ดีจริงๆ และทำชั่วแล้วก็ได้ชั่วจริงๆ เช่นเดียวกัน นี้เป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม ซึ่งมีความซับซ้อนด้วยเงื่อนไขต่างๆ มากมาย กรรมนั้นส่งผลจริงๆ ใครทำกรรมดีก็ได้รับผลดี ใครทำกรรมชั่วก็ได้รับผลชั่ว แต่ว่าการส่งผลนั้นก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลายอย่าง อีกประการหนึ่ง ก็คือเวลานั่นเอง เพราะว่ากรรมนั้นจะส่งผลในชาตินี้ไม่มาก ส่งผลเพียงนิดหน่อย ถ้าจะเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็ได้ประมาณ ๑๐ ถึง ๒๐ % เท่านั้น หากว่ากรรมนั้นจะส่งผลในชาติต่อไป ในชาติถัดๆ ไปนั้นมาก ดังนั้นบางคนจึงมีความสงสัยเคลือบแคลงใจว่าบางทีทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดีจึงมีถมไปเป็นต้น เพราะว่าเขาเหล่านั้นไม่ทราบถึงเงื่อนไขในเรื่องเวลานั่นเอง แต่โดยสรุปแล้ว ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วก็ย่อมได้ชั่วจริงๆ สัมมาทิฐิประการต่อไป สัมมาทิฐิประการที่ ๕ เมื่อจะพูดแล้วก็คงต้องพูดควบไปกับสัมมาทิฐิประการที่ ๖ ว่าโลกนี้และโลกหน้านั้นมีจริง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือตายแล้วไม่สูญนั่นเอง ข้อที่ ๕ และข้อที่ ๖ ก็เป็นการยืนยันว่าผลของกรรมนั้นมีจริง ทำชั่วได้ชั่วจริง ทำดีก็ได้ดีจริงๆ เป็นผลของกรรมที่ติดตามตัวข้ามชาติไปเลยทีเดียว ถ้าหากว่าจะพิจารณากันด้วยเหตุผลแล้ว ถ้าหากว่าบางคนมีความเชื่อว่าตายแล้วก็สูญ ก็หมายความว่าชาตินี้คงเป็นชาติแรก แล้วก็คงจะเป็นชาติสุดท้ายเช่นเดียวกัน หมายความว่าชาติเดียวเท่านั้น ถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริง คนเราที่เกิดมาก็ควรที่จะมีสิ่งต่างๆ ที่เหมือนกัน เช่นถ้าหากว่าเป็นคนยากจนก็น่าจะเป็นคนที่ยากจนเหมือนกัน เป็นคนรวยก็น่าจะเป็นคนรวยเหมือนกัน ถ้าหากว่าพิการก็น่าจะพิการเหมือนกัน แต่ว่าความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะว่าในโลกนี้ไม่มีใครที่เท่าเทียมกัน มีคนที่รวย มีคนที่ยากจน มีคนที่พิการมีคนสมประกอบ ดังนั้นจึงเป็นข้อที่บอกว่าตายแล้วไม่สูญ หรือถ้าเราจะคิดต่ออีกในรูปหนึ่ง บางคนที่เชื่อว่าตายแล้วสูญ ก็จะเป็นผลร้ายกับบุคคลคนนั้นเอง เพราะว่าถ้าหากเขาเชื่ออย่างนั้นแล้ว เขาก็ย่อมไม่อยากทำความดี เพราะว่าตายแล้วก็สูญ ไม่ต้องรับผลกรรมแต่อย่างใด การที่มีความเชื่อเช่นนี้ในชาตินี้เขาก็จะเดือดร้อน เพราะความเชื่อของเขาเองเป็นต้น แต่ถ้าคนที่เชื่อว่าตายแล้วไม่สูญ ก็จะได้ผลตรงกันข้าม เพราะว่าบุคคลเหล่านั้นก็จะตั้งใจทำความดีอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง ทุ่มเทเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการทำความดีอย่างไม่ท้อถอยทีเดียว เพราะว่าเขาเชื่อมั่นว่าชาติหน้านั้นมีจริง เมื่อทำความดีแล้ว เขาจะได้รับผลกรรมดีจริงๆ นี้เป็นการทำให้ตัวเองนั้นปลอดภัยในการดำเนินชีวิต นี้ก็เป็นสัมมาทิฐิข้อที่ ๕ และข้อที่ ๖ ด้วยกัน สำหรับข้อต่อไป สัมมาทิฐิประการที่ ๗ และประการที่ ๘ ซึ่งก็ต้องพูดควบกันไปเช่นเดียวกัน ก็คือบิดามารดานั้นมีพระคุณจริง ในข้อนี้ทุกท่านโดยส่วนใหญ่ทั้งหมดแล้วคงไม่มีข้อสงสัยแต่อย่างใดว่าบิดามารดานั้นมีคุณจริงๆ แม้นว่าบิดามารดาบางคนจะไม่ได้ตั้งใจที่จะให้ทารกเกิดขึ้นมาก็ตาม บิดามารดานั้นก็มีคุณเช่นเดียวกัน แม้บางคนตั้งใจที่จะทำแท้ง แต่หากว่าไม่สำเร็จ หรือว่าลูกถ้าเกิดมาแล้ว ก็นำลูกไปทิ้ง แม้นเช่นนี้ก็ตาม ก็ยังถือได้ว่าบิดามารดานั้นมีพระคุณอย่างยิ่งกับบุตร เพราะว่าการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นเป็นการยาก การที่จะได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์นั้นเป็นของยากยิ่ง มนุษย์นั้นเป็นอัตภาพเดียวที่สามารถทำความดี สามารถสั่งสมบุญกุศลได้มาก หากว่าบิดามารดานั้นไม่ได้ให้กำเนิดเรา เราเองอาจจะพลัดไปเกิดในอัตภาพที่ไม่ใช่มนุษย์ก็เป็นได้ จึงเป็นการตัดทอนกำลังบุญ กำลังบารมี ตัดทอนเส้นทางการสร้างบารมีของเรา ดังนั้นบิดามารดาจะเป็นผู้มอบเส้นทางการทำความดีให้กับเราในชาตินี้ ดังนั้นบิดามารดาจึงมีคุณจริงๆ สัมมาทิฐิประการที่ ๙ คือสัตว์ที่เกิดในโอปปาติกะนั้นมีจริง หรือว่าจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือนรกสวรรค์มีจริงๆ สำหรับสัตว์ที่เกิดในโอปปาติกะนั้นถ้าหากว่าจะแบ่งประเภทกันแล้ว แบ่งได้ ๒ ประเภทด้วยกัน คือประเภทที่บาปมากๆ และประเภทที่บุญมากๆ ประเภทบาปมากก็คือประเภทที่เป็นพวกสัตว์นรกทั้งหลายที่อยู่ในอบายภูมิ ส่วนประเภทที่บุญมากก็คือประเภทที่เป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ เป็นต้น สัตว์เหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วก็โตทันที เพื่อที่จะรับผลกรรมของตัวเองได้ในทันทีทั้งผลกรรมฝ่ายบุญและผลกรรมฝ่ายบาป ข้อสงสัยนี้หากว่าจะอธิบายด้วยเหตุผลแล้ว ก็คงจะเป็นการยาก แต่ว่าจะสามารถขจัดข้อสงสัยนี้ได้ด้วยวิธีเดียวเท่านั้นคือการเจริญสมาธิภาวนา ทำใจให้หยุดนิ่ง ดิ่งลงศูนย์กลางกาย ให้ธรรมะชัด ใส สว่าง แล้วไปดูด้วยตาของตัวเอง ดังเช่นที่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านได้ไปมาแล้วนั่นเอง และเมื่อบุคคลใดมีความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์อย่างจริงจังแล้ว บุคคลนั้นก็จะมีกำลังใจ มีความเชื่อมั่น แล้วไม่กล้าที่จะทำบาป อยากที่จะสั่งสมแต่บุญกุศลโดยฝ่ายเดียว นี้จึงเป็นข้อดีของความเชื่อในเรื่องของนรกสวรรค์ สำหรับสัมมาทิฐิประการสุดท้าย ก็คือสัมมาทิฐิข้อที่ ๑๐ นั่นเอง พูดได้ ว่าพระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้วมีจริง หรือว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นตรัสรู้จริง มีจริงในโลก บุคคลที่มีความเชื่ออย่างนี้จะมีกำลังใจในการทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะว่าบุคคลนั้นจะเห็นต้นแบบในการทำความดี เห็นผลของการทำความดีอย่างยิ่งยวด แม้นจะผ่านการเกิดการตายอย่างน้อย ๒๐ อสงไขย แสนมหากัปก็ตาม ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงเป้าหมายปณิธานในการสร้างบารมี เพื่อที่จะเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้ เมื่อต้นแบบนี้เกิดขึ้นแล้ว บุคคลนั้นจะมีความมั่นคงอย่างแท้จริง มั่นคงอย่างสมบูรณ์ที่จะสร้างบารมีเรื่อยไป ความชั่วแม้เพียงเล็กน้อย แม้นว่าจะไม่มีใครเห็น บุคคลนั้นก็จะไม่กล้าทำ ความดีแม้นเพียงเล็กน้อย และแม้นไม่มีใครเห็น บุคคลนั้นก็จะกล้าทำ และทำด้วยชีวิตทีเดียว นี้ก็เป็นลักษณะของสัมมาทิฐิทั้ง ๑๐ ประการด้วยกัน คราวนี้เราจะมาดูถึงว่าผลของสัมมาทิฐินี้เป็นอย่างไร หรือว่าทำไมถึงต้องมีสัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิจำเป็นต้องมีเพื่อทำให้การดำเนินชีวิต หนทางการสร้างบารมีในวัฏสงสารนั้นปลอดภัย หากไม่มีแล้ว การสร้างบารมีในหนทางอันยาวไกลก็จะไม่ปลอดภัย สัมมาทิฐิหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าความเห็นหรือว่าความเข้าใจถูก เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะทำให้บุคคลนั้นมีความคิดที่ถูกต้อง เมื่อมีความคิดที่ถูกต้อง ก็จะส่งผลไปสู่คำพูดที่ถูกต้อง การกระทำที่ถูกต้องตามไปด้วย เมื่อบุคคลนั้นมีความคิด มีคำพูด และมีการกระทำที่ถูกต้องแล้ว แม้นประกอบอาชีพ ก็จะเลือกประกอบอาชีพที่ถูกต้อง อาชีพใดก็ตามที่จะต้องทำผิดศีล ผิดธรรม ผิดกฎหมาย บุคคลนั้นจะไม่เลือกประกอบอาชีพนั้นเลย แม้นว่าจะต้องได้รับความตกยากลำบากเพียงใดก็ตาม หรือว่าแม้นจะอดอยาก ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง แม้นต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม ก็จะไม่เลือกประกอบอาชีพที่ผิดศีลผิดธรรมแม้แต่น้อย เรียกว่ายอมตาย ไม่ยอมผิดศีลผิดธรรมนั่นเอง เมื่อบุคคลนั้นยอมตายได้ขนาดนี้ ย่อมมีความเพียรพยายามเกิดขึ้นในใจ ไม่ท้อถอยในการสร้างความดี และไม่ท้อถอยในการที่จะฝึกฝนตนเอง ลด ละ เลิก ทำความชั่วทั้งหลายด้วยกาย วาจา ใจ บุคคลนั้นจะมีความระมัดระวังทุกขณะจิต ระมัดระวังในสติของตัวเอง มีสติที่ตั้งมั่น มีสมาธิที่แน่วแน่อยู่ตลอดเวลา นี้เรียกว่า มรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นเครื่องทำให้บุคคลนั้นได้เข้าถึงธรรมะได้โดยง่าย ลักษณะของมรรคมีองค์ ๘ จะทำให้บุคคลที่สามารถประกอบได้อย่างสมบูรณ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เข้าถึงดวงปฐมมรรคได้ แล้วในที่สุดก็จะเข้าถึงพระธรรมกายได้ บุคคลนั้นเมื่อประกอบมรรคมีองค์ ๘ อย่างสมบูรณ์พร้อมแล้ว ก็จะได้ในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา ดังนั้นมรรคมีองค์ ๘ จึงมีความสำคัญเช่นนี้ แต่ว่าเหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่จะทำให้มรรคมีองค์ ๘ สมบูรณ์ได้ จุดเริ่มต้นนั้นอยู่ที่สัมมาทิฐิทั้ง ๑๐ ประการนั้นที่ได้กล่าวไปแล้วนั่นเอง บุคคลที่มีความเห็น มีความเข้าใจถูกต้องทั้ง ๑๐ ประการเหล่านี้ เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ได้เข้าถึงพระธรรมกายในที่สุด ดังนั้น ในช่วงเวลาต่อไปนี้ก็ขอเรียนเชิญทุกท่านได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมกลั่นกาย วาจา ใจของเราให้บริสุทธิ์ผ่องใส เพื่อที่จะได้เข้าถึงสิ่งที่เราปรารถนาที่สุดในชีวิต ในการเข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ ดังนั้นขอเรียนเชิญทุกท่านนั่งหลับตา เจริญสมาธิภาวนาพร้อมกัน ให้เราวางใจสบายๆ ให้ใจของเราหยุดนิ่งอยู่ในกลาง ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ท่านใดที่ชอบหรือว่าถนัดที่จะนึกถึงดวงแก้ว เราก็นึกถึงดวงแก้ว ท่านใดที่ถนัดนึกถึงองค์พระ เราก็นึกถึงองค์พระธรรมกายใส สว่าง ที่กลางศูนย์กลางกายของเรา ให้ใจของเราหยุดนิ่งดิ่งไปด้วยความสบาย ******************************** จบ ********************************