คุณค่าแห่งคำสอน
(ม้วน 1/A)
พระตรีเทพ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นประทีปส่องทางพ้นทุกข์ให้แก่สัตว์โลกเหนือเศียรเกล้า กราบนมัสการพระเถรานุเถระที่เคารพอย่างสูง สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และท่านสาธุชนผู้เป็นลูกหลานที่รักของคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
วันนี้เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่พวกเราทุกคนได้ตั้งใจเดินทางกันมาเพื่อมาแสดง เพื่อมาแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อคุณยายอาจารย์ของพวกเรา ซึ่งการที่พวกเราทุกคนได้มาฟังการสวดพระอภิธรรม ได้มาฟังพระธรรมเทศนาที่สรรเสริญพระคุณของคุณยายนั้น แล้วก็รวมทั้งการที่พวกเราทุกคนได้มาทำหน้าที่ดูแลรักษาเสนาสนะ อันเป็นสถานที่ประดิษฐานเรือนทองของคุณยายนั้น ก็เป็นสิ่งที่บอกถึงนิมิตหมายอันดีว่าวัดพระธรรมกายที่พวกเราทุกคน ได้ร่วมกันสร้างกันมากับคุณยาย พระพุทธศาสนาที่พวกเราทุกคนได้ร่วมกันตั้งใจดูแลรักษาสืบทอดมากับคุณยายจนตลอดชีวิตของท่านนั้น ในอนาคตอันใกล้นี้เราก็จะยังคงมีศาสนทายาท ยังคงมีผู้ที่สืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยืนอยู่คู่โลกไปอีกนานแสนนาน แล้วบุญอันนี้ซึ่งเกิดจากพวกเราทุกๆ คนก็จะมาส่งเสริมสนับสนุนให้พวกเราทุกคนพบแต่ความสุขทั้งกายทั้งใจ ประสบความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม ทั้งชาตินี้แล้วก็ชาติหน้า
แล้วก็บุญที่เกิดจากความต่อเนื่องของพวกเรานี้ ก็จะเป็นบุญสำคัญส่วนหนึ่งที่จะไปช่วยให้ ที่จะไปหนุนเนื่องให้คุณยายอาจารย์ของพวกเราได้ไปถึงที่สุดแห่งธรรมโดยเร็วพลัน และแน่นอนถ้าสิ่งนั้นเกิดขึ้น ประโยชน์อย่างมหาศาลก็จะเกิดทั้งต่อตัวพวกเรา แล้วก็สรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยเช่นกัน
สำหรับการมาบรรยายธรรมของหลวงพี่ในวันนี้ ก็เป็นแง่มุมอีกแง่มุมหนึ่งจากพระภิกษุองค์หนึ่ง ซึ่งเข้ามาบวช เข้ามาอาศัยที่ยาย ที่คุณยายแล้วก็พวกเราได้สร้างเอาไว้ และแง่มุมตรงนี้ก็เป็นคำตอบที่หลวงพี่แสวงหามานาน แล้วก็ได้มาเจอกับคำตอบจากการสร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ สร้างคนให้เป็นคนดี จากที่วัดของพวกเราที่สร้างมากับคุณยายนี่เอง
แล้วจากการแสวงหาคำตอบอันยาวนานนั้น วันนี้วันที่ ๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๔ เป็นวันที่หลวงพี่ได้พบคำตอบที่ดีที่สุด แล้วก็น่าพอใจที่สุด จึงตัดสินใจเลือกวันนี้ จะนำแง่มุมเหล่านี้มาฝากพวกเรา เพื่อว่า เพื่อว่าแง่มุมเหล่านี้จะได้เป็นกำลังใจในการสร้างบารมี จะได้เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราทุกคนช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพื่อสืบสานมโนปณิธานและเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวต่อไป
เรื่องมันก็มีอยู่ว่าวันหนึ่งในขณะที่หลวงพี่ยังไม่ได้บวช แล้วก็นั่งทบทวนชีวิตของตัวเองนั้น จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาว่าตั้งแต่เราจำความได้นี่ ตั้งแต่เราจำความได้ เราก็รู้อยู่ว่าพระพุทธศาสนานี่มีมาตั้งแต่ก่อนเราเกิด แล้วเราก็รู้สึกเหมือนๆ กับว่าเรานี่ได้รู้จักพระพุทธศาสนา แต่ครั้นเมื่อเราตั้งคำถามกลับมาถามตัวเองว่าพระพุทธเจ้านี่ หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่คือใคร พระพุทธศาสนาสอนอะไรให้กับเราบ้าง บางครั้งเราก็ตอบได้ไม่เต็มปากเต็มคำว่าพระพุทธศาสนาสำคัญอย่างไรต่อชีวิตของเรา
แล้วครั้นเมื่อเราโตขึ้นรับรู้สิ่งต่างๆ ได้กว้างขึ้น แล้วก็ถูกดึงไปกับความสนใจต่างๆ ที่นอกเหนือจากพระพุทธศาสนา ผ่านวันเวลามากเข้า เราก็เริ่มลืมเลือนว่าพระพุทธศาสนานี่คืออะไร จนเมื่อวันหนึ่งชีวิตของเรามีความทุกข์มากเข้ามากเข้า เราก็เริ่มแสวงหา จากความแสวงหาของเรานี่เอง เราก็เริ่มมองจากสิ่งใกล้ตัว และนั่นก็คือพระพุทธศาสนา และเราถึงได้รู้ว่าพระพุทธศาสนานี้มีคุณค่าต่อชีวิตของเราจริงๆ
หลวงพี่เองในวันนี้ที่คิดอย่างนี้ก็เป็นคนหนึ่งที่นับถือพระพุทธศาสนา แต่ไม่รู้จักพระพุทธศาสนา แล้วก็เที่ยวแสวงหาคำตอบคำถูก คำตอบที่ถูกใจไปเรื่อยๆ ครั้นพอผ่านวันเวลานานเข้า ก็พบว่าตัวเองนี่ได้ไหลตามไปกับกระแสโลกที่เชี่ยวกราก แล้วการไหลตามในครั้งนั้น ได้รุนแรงจนถึงกระทั่งพาลให้คิดไปว่าโลกทั้งโลกนี้คงจะไม่มีคนดีเหลืออยู่แล้ว
แต่ว่า แล้วก็โลกทั้งโลกนี้ก็คงจะมีคนอยู่ ๒ ประเภท
ประเภทแรก คือเลวมาก
ประเภทที่ ๒ ก็คือเป็นคนเลวน้อย
แต่ว่าก็ยังโชคดีที่ว่าในใจของหลวงพี่ยังยอมรับคำสอนประการหนึ่งของพระพุทธศาสนาเอาไว้ นั่นก็คือทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว แล้วก็ไอ้แง่คิดตรงนี้ล่ะกระมังที่ดึงใจหลวงพี่เอาไว้ พอที่จะให้มีความเชื่อในเรื่องของกฎแห่งกรรมบ้าง
แต่ว่าพอเหมือนกับว่าเรามีบุญอยู่ในทางนี้ วันหนึ่งก็มีโอกาสได้พบกับแสงสว่างโดยไม่ตั้งใจ เป็นวันหนึ่งของฤดูร้อนในเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๙ ตอนนั้นหลวงพี่เรียนอยู่ชั้นปี ๓ ของมหาวิทยาลัย ได้มีโอกาสไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ชื่อว่าธัมมจักกัปวัตนสูตร หลวงพี่เปิดไปที่หน้าที่ ๖๗ โดยบังเอิญ ต้องบอกว่าโดยบังเอิญนะ แล้วก็อ่านหัวข้อนั้นจนกระทั่งจบ
ทันทีที่อ่านจบ เราก็ได้มุมพลิก ที่มาพลิกชีวิตใหม่ แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าพระพุทธศาสนานี่ พระพุทธศาสนานี่มีคุณค่าต่อชีวิตของเราจริงๆ ข้อความในหน้านั้นนี่ บอกให้หลวงพี่รู้ว่าความจริงแล้วโลกนี้คือทะเลทุกข์ ทำไมถึงพูดเช่นนั้น ก็เพราะว่าคนเราทุกคนตั้งแต่เกิดมา ไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชาย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นยาจก เศรษฐี หรือสามัญชน แล้วก็กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ยังไงก็ตาม เรามีทุกข์ที่ติดตัวด้วยกันมา ๒ ประการใหญ่ๆ แล้วทุกข์นี้นี่เรารู้ว่ามีอยู่ แต่เรามองไม่เห็น เรามองไม่เห็น แต่เรารู้ว่ามันมีอยู่
ทุกข์อย่างแรก เราเรียกว่าทุกข์ประจำ ทุกข์ประจำนั้นแม้ว่าจะดึง รวบรวมเอามหาปราชญ์ทั้งโลกมาวิเคราะห์กันว่าทำไมคนเราทุกคนถึงต้องมี
๑. ตกอยู่ใต้ความทุกข์ที่เรียกว่าความทุกข์ เออ ความเกิด การเกิดทำให้เป็นทุกข์
๒. การแก่ทำให้เป็นทุกข์
ความเจ็บทำให้เป็นทุกข์
และสุดท้ายความตายทำให้เป็นทุกข์
มหาบัณฑิตทั้งหลาย มหาปราชญ์ทั้งหลายในแต่ละยุคของโลกตอบไม่ได้ บอกได้แต่เพียงว่าสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทุกๆ ชีวิต แล้วก็บอกได้เพียงเท่านั้นจริงๆ
นอกจากทุกข์ประจำแล้ว เราก็ยังมีทุกข์จรกันอีก ๙ ประการ เป็นทุกข์ที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดบอบช้ำ แล้วก็ทุรนทุรายทุกครั้งในเวลาที่มันเกิดขึ้น ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๙ ประการก็คือ
อันที่ ๑ ทุกข์เพราะความเสียใจ
อันที่ ๒ ทุกข์เพราะว่าตัดอาลัยไม่ขาด
อันที่ ๓ ทุกข์เพราะความตรอมใจ
อันที่ ๔ ทุกข์เพราะจิตใจหดหู่ แล้วก็เกิดความท้อแท้
อันที่ ๕ ทุกข์เพราะความน้อยอกน้อยใจ
อันที่ ๖ ทุกข์เพราะการเจอสิ่งที่เกลียด
อันที่ ๗ ทุกข์เพราะการพลัดพรากจากที่สิ่งที่รัก
อันที่ ๘ คือทุกข์เพราะผิดหวังในสิ่งที่ไม่ได้สมดังใจ และสุดท้ายคือ
๙ ทุกๆ อย่างรวมกันทำให้เป็นทุกข์
ทุกข์เหล่านี้นี่หมุนเวียน หมุนเวียนเออ ทำร้ายมนุษย์นี่มานานแสนนาน แล้วก็เราจะพบว่ามีตั้งแต่ก่อนเราเกิด และแม้ว่าทุกวันนี้เราจะเกิดมาแล้ว ก็ไม่มีแนวโน้มว่าจะลดน้อยลงไปเลย มีแต่แนวโน้มว่ามนุษย์ในโลกนี้นี่จะมีความทุกข์เพิ่มขึ้นอีกด้วย และเพราะมนุษย์ทุกคนนี่มีความทุกข์อย่างนี้ติดตัวกันมานี่เอง โลกนี้นี่จึงเป็นที่อยู่ของมนุษย์ ก็เลยเปรียบเสมือนทะเลทุกข์ เพราะว่าเป็นที่รวมของคนมีทุกข์ทั้งหลายมาอยู่ร่วมกัน เพราะงั้นความจริงที่เราได้ออกมาพบเจอจากหนังสือหนังหาเล่มนั้นก็คือโลกนี้คือทะเลทุกข์
เมื่อหลวงพี่อ่านหัวข้อนี้จบลง มันก็มีความรู้สึกเหมือนกับว่า เหมือนกับคนที่ตาบอดมานานแล้ว แต่จู่ๆ ก็มองเห็นได้โดยที่เออ ความรู้สึกตรงนั้นนี่มันเหนือคำบรรยาย แล้วจากการอ่านในวันนั้นนี่ ก็ทำให้ได้ข้อคิดมาสอนตัวเองว่าคนเรานั้นนี่คือตัวเรานี่ มีความทุกข์ติดตัวมาไม่ใช่น้อยเลย แล้วก็ทุกข์ก็เป็นเพชฌฆาตที่เรามองไม่เห็นตัวด้วย
แต่แล้วเราเองนี่ก็แปลก เวลาจะเดินไปไหนมาไหน ก็ใช้พื้นที่เพียง ๑ ตารางเมตร ไปนั่งตรงไหนก็ใช้พื้นที่เพียง ๑ ตารางเมตร จะไปยืนตรงไหนก็ใช้พื้นที่เพียง ๑ ตารางเมตร จะพิเศษหน่อยก็คือตอนที่เรานอนก็ใช้อย่างมาก ๒ ตารางเมตร และถ้ายิ่งกว่านั้นถ้าเราจากโลกนี้ไป ต้องเข้าสู่เชิงตะกอน เราก็เออ เมื่อฌาปนกิจเสร็จแล้ว ออกมาเราก็จะเหลือเพียงขี้เถ้าที่หนักไม่ถึงขีด แล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย แต่ก็แปลกที่ตัวเรานี่ยังแสวงหาสิ่งที่เกินความจำเป็น ยอมทนทุกข์อยู่กับความอยากที่ไม่มีวันพอ แล้วก็ไม่มีใครที่จะถมให้มันเต็มได้ แล้วก็ต้องแสวงหาเรื่อยไป จนหมดลมหายใจเข้าออก
แล้วก็สิ่งที่ได้ตอนมาตอนนั้นก็คือว่าแทนที่การมีมากนี่ จะทำให้เรามีความสุข แต่เราพบว่าการมีมากนี่กลับทำให้เราทุกข์เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นความสุขของมนุษย์นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีมากหรือมีน้อย แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเริ่มที่จะรู้จักว่าความพอเพียงของพวกเรา ของตัวเราเองนี่มีขนาดไหน มีเมื่อไหร่ นั่นแหละเราถึงจะรู้ว่าเออ ความสุขที่ได้จากการพอเพียงนั้นเป็นอย่างไร
แล้วข้อคิดประการต่อมาที่ได้ก็คือ ยังไงคนเรานี่ต้องมีวันจากโลกนี้ไปแน่ๆ ดังนั้นในขณะที่เรามีชีวิตอยู่นี่ เราต้องทำความดีไว้ให้มากๆ เพราะว่าถ้าเราจากโลกนี้ไปแล้ว ความดีนั่นแหละจะเป็นตัวแทนของเราเอาไว้ในโลกนี้ แล้วคนรุ่นหลังซึ่งเขาตามเรามานี่ เขาก็จะได้รู้ว่าบรรพบุรุษของเราเป็นคนดี แล้วเสียงสรรเสริญแห่งความกตัญญูนี่ก็จะอยู่กับโลกนี้ไปนานเท่านาน เหมือนอย่างกะว่าเรามีชีวิตอยู่เลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ดี เราก็ ความที่ไม่ดีนั้นนี่ มันก็จะเป็นตัวแทนของเราอยู่ในโลกนี้ไปได้เช่นกัน แล้วก็ลูกหลานในภายหลังก็จะพูดถึง ถามถึงในแง่ที่ไม่ดี ซึ่งคิดว่าคงไม่มีใครปรารถนา และด้วยข้อคิดตรงนี้เองที่ทำให้หลวงพี่นี่ได้เริ่มตระหนักขึ้นมาว่าจริงๆ แล้วพระพุทธศาสนามีคุณค่ามากกว่าที่เราได้แง่คิดเพียงเท่านี้ยิ่งนัก
ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ หลวงพี่ได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัย แล้วก็ได้เข้ามาอบรมโครงการธรรมทายาทรุ่นเข้าพรรษา ซึ่งจากการอบรมตรงนั้นนี่ก็ทำให้ได้รับรู้ ได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ ที่ตัวเองไม่เคยรู้มาก่อน และไม่เคยได้เรียนในมหาวิทยาลัย เช่น เช่น คำว่าผิดพลาดชั่วนั้นมันต่างกันอย่างไร ถามว่าเรารู้ไหมมันต่างกัน เรารู้ แต่ถามว่าต่างกันอย่างไร บางทีเราเองก็ตอบไม่ได้เต็มปากเต็มคำ และได้คำตอบที่นี่ แล้วก็จากคำตอบตรงนั้นก็เลยทำให้รู้สึกว่าเรามีหลักที่จะตัดสินใจทำความดีขึ้นอีกมากเลยทีเดียว
คำว่าผิด ผิดก็คือความเสียหาย ความเป็นโทษ ความเดือดร้อนที่เกิดจากความที่สติปัญญาของเราไม่พอนั่นเอง ส่วนคำว่าพลาด ก็คือความเสียหาย ความเดือดร้อน ที่เกิดขึ้นมาจากสติของเรานี่มันหย่อนลงไป และคำว่าชั่วก็หมายถึงความเสียหาย ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจากเราทำลงไปทั้งๆ ที่รู้ว่าผิด ทั้ง ๓ อย่างนี่เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าเป็นหลักในการตัดสินใจ
ยกตัวอย่างเช่นถ้าวันนี้เราเป็นหัวหน้าคน ต้องมีลูกน้องในการดูแลมากมาย แล้ววันหนึ่งลูกน้องของเรานี่ทำงานพลาดขึ้นมา แต่ว่าเรากลับไปตัดสินด้วยการลงโทษให้เขาในระดับที่เป็นความชั่ว แทนที่จะลงโทษเขาในระดับที่เป็นความพลาด แล้วต่อมามีลูกน้องของเราอีกคนหนึ่งทำงานพลาดขึ้นมาเหมือนกัน เราก็ตัดสินถูก ก็คือลงโทษเขาในระดับความพลาด แต่แน่นอนคนแรกย่อมคิดเปรียบเทียบกับคนที่ ๒ และสิ่งที่จะได้กลับมาโดยที่เราไม่รู้ตัวก็คือศัตรูในที่ทำงาน
เพราะงั้นเรื่องนี้ เมื่อหลวงพี่ทบไปทวนมาแล้ว จึงรู้สึกดีใจมากๆ ที่พวกเราได้มาร่วมสร้างวัดกับคุณยาย แล้วก็มีวัดพระธรรมกายแห่งนี้ขึ้นมาให้หลวงพี่ได้มาอบรมแล้วก็บวชเรียนศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนในที่นี้ นอกจากเรื่องที่กล่าวมาแล้วนี้
อีกอันหนึ่งหลวงพี่ยังจำขึ้นใจทุกวันนี้ก็คือเรื่องของถูก ดี ควร นั้นกันอย่างไร ถูกก็คือสิ่งที่เราทำไปนั้นนี่ เราเองก็ไม่รู้หรอกว่าจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อทำออกมาแล้ว มันเกิดประโยชน์ แล้วก็ไม่เกิดโทษ สิ่งนั้นนี่เราเรียกว่าถูก ดีคืออะไร ดีก็คือสิ่งใดก็ตามที่เราตัดสินใจทำนี่ โดยที่เรารู้อยู่เต็มอกเต็มใจนี่ว่าสิ่งนั้นนี่เป็นสิ่งที่ถูก แล้วเราก็ทำด้วยความระมัดระวังรอบคอบ ไม่เผลอสติจนกระทั่งงานสำเร็จออกมาได้ นั่นแหละเราเรียกว่า สิ่งนั้นเราเรียกว่าดี
แล้วควรล่ะเป็นยังไง ควรนี่เออ ก็คือแม้ว่าเราจะไม่ทำในเรื่องนั้นนี่ ก็อาจจะไม่เกิดความเสียหายอะไรขึ้นมา แต่ทว่าถ้าทำลงไปแล้วนี่ดีกว่าจะไม่ทำ เพราะงั้นสิ่งนี้เราก็เรียกว่าควร ด้วยความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ทำให้หลวงพี่มีหลักการตัดสินใจขึ้นอีกมากมาย แล้วก็ทำให้เรานี่สามารถไปต่อยอดความรู้อื่นๆ อีกหลายๆ เรื่องทีเดียว
ต่อมาเมื่อยิ่งศึกษาพระพุทธศาสนา ก็ยิ่งรู้สึกว่มีความลุ่มลึกไปอย่างไม่สิ้นสุด ก็เลยยิ่งศึกษา ยิ่งมีความสุข ก็เลยตั้งใจศึกษาค้นคว้าตำรับตำราต่างๆ ที่มีในพระพุทธศาสนา ศึกษาจากคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ คำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง คำสอนของเออ คุณยายอาจารย์ รวมทั้งประวัติการสร้างวัดพระธรรมกายของเรา และผลจากการที่ทุ่มเทศึกษาอย่างนั้นอย่างจริงจังนี่ ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยก็คือเราเชื่อมั่นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่มีพระองค์จริง มีตัวตนจริงๆ เหตุผลที่ทำให้เชื่อเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็เพราะเหตุผล ๒ ประการใหญ่ๆ
ประการแรก เหตุผลทางด้านวิชาการก็คือภายหลังจากการศึกษา เราพบว่าทุกๆ ถ้อยคำในพระไตรปิฎกนี่หนาแน่นมาก แล้วก็เออ หนักแน่นแล้วก็ยืนยันได้เพราะว่าเป็นข้อมูลที่ประกอบด้วยสถานที่บุคคล เหตุการณ์ และวันเวลาอย่างชัดเจน แม้กระทั่งวันที่พระองค์เทศน์ วันที่พระองค์ประสูติก็สามารถ หรือแม้กระทั่งวันที่พระองค์ปรินิพพาน ตรัสรู้นี่ก็สามารถเจาะลึกได้ชัดเจนว่าเป็นวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ถ้าจำตรงนี้ไม่ผิดคือปีมะโรงนะ เจาะลึกลงไปได้ขณะนั้น ซึ่งในบรรดาหลักฐานประวัติศาสตร์ต่างๆ นี่ไม่มีอะไรจะชัดเจนเท่าพระไตรปิฎก นี่คือเหตุผลประการที่ ๑ ที่เราให้ จากการศึกษา และทำให้เราเชื่อมั่นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่มีพระองค์จริง
ประการที่ ๒ ก็คือหลังจากที่เราได้ลองปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์แล้ว เราก็ได้พบกับความสุขและความสงบจากการปฏิบัติตาม ด้วยความสุขที่ได้จากการปฏิบัติตามนี่เอง ก็เลยทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้อีกมากมายในพระไตรปิฎก แล้วเรายังทำไม่ได้ ก็คงเป็นจริง ซึ่งโดยธรรมดาของพระองค์ซึ่งเป็นพระราชาอยู่ในพระราชวังที่เพียบพร้อมแล้ว ก็ไม่มีจำเป็นอะไรที่จะสละสิ่งเหล่านั้นมาเพื่อ มาเป็นศาสดาที่หลอกลวงเรา ไม่มีความจำเป็นเลย แล้วประกอบกับเรายิ่งปฏิบัติ เราก็ยิ่งเห็น เราก็ยิ่งรู้ว่าสิ่งที่พุทธองค์นี่พูดเอาไว้นี่เป็นจริง
และนั่นคือคำตอบที่ทำให้หลวงพี่รู้สึกว่าเรายิ่งศึกษา เรายิ่งมีความสุข แล้วสิ่งที่ทำให้เรามองออกมากขึ้นก็คือทั้งๆ ที่เป็นมุมมองที่มาจากด้วยสติปัญญาที่ตื้นเขินก็คือเราพบว่าพระพุทธศาสนานี่เป็นศาสนาเดียวในโลกที่สอนให้คนนี่ดับทุกข์ด้วยการพึ่งความดีของตนเอง พระองค์ไม่สอนให้ไปพึ่งความดี ขออภัย พระองค์ไม่ไปสอนให้ไปพึ่งอย่างอื่นเลย พระองค์ให้พึ่งความดีของตนเองเป็นหลัก และเพราะว่าคนที่พึ่งตัวเองได้จะมีความสุข และที่สำคัญก็คือความสุขในพระพุทธศาสนานี่มีหลายระดับ
ตั้งแต่ระดับชั้นต้นก็คือความสุขที่เราได้รับจากการอยู่ในศีลในธรรม ในปัจจุบันชาตินี้
ความสุขในระดับที่ ๒ ก็คือความสุขในระดับปานกลาง ซึ่งก็คือความสุขที่เราจะได้รับในชาติต่อไป ซึ่งก็เกิดจากการทำความดีของเราในชาตินี้
และความสุขอันไพบูลย์ ซึ่งเกิดจากการที่เราสามารถดับกิเลสเป็นพระอรหันต์ได้ตามเป้าหมายของพระพุทธศาสนานั่นเอง
และที่สำคัญก็คือสุขเหล่านี้มีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น แล้วก็ด้วยความสุขที่มันเป็นระดับๆ อย่างนี้นี่ ก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองนี่เออ โชคดี แล้วก็พอจะมีบุญมาทางนี้ถึงได้มาบวชในวัดที่พวกเราทุกๆ คนในที่นี้ ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างขึ้นมาร่วมกับคุณยาย แล้วด้วยโอกาสที่หลวงพี่ได้รับนี่เอง ก็ทำให้เกิดความซาบซึ้งในคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งๆ ขึ้นไป เพราะว่าถ้าปราศจากพระองค์แล้ว หลวงพี่เองก็คงจะไม่ได้มาพบกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ไม่ได้มาพบกับหมู่คณะ ไม่ได้มาพบกับพวกเราทุกคนในที่นี้ แล้วเพราะว่ามีพระพุทธองค์ หลวงพี่ก็จึงมีวันนี้
และสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจโลก ได้ชีวิตตามมาก็คือทำให้เราตอกย้ำตัวเองอยู่เสมอว่าจริงๆ แล้วนี่เราอยู่ในทะเลทุกข์นะ โลกนี้คือทุกข์ คือเออ คุกที่ขังเราให้เวียนว่ายตายเกิด
อันที่ ๒ ก็คือทำให้เรารู้ว่าสาเหตุของการเกิดทุกข์ทั้งมวลนี่ก็มาจากความอยาก หรือที่เรียกว่าตัณหานั่นเอง ตัณหาเป็นความอยากที่คอยบ่งการบีบบังคับกัดกร่อนใจของเราให้คอยคิดโกรธ คิดโลภ คิดหลง แล้วเป็นผลให้เราพูด ทำ ไปตามความคิดที่ไม่ดีไม่งามเหล่านั้นนั่นเอง แล้วก็เป็นการสร้างทุกข์ให้แก่ตัวเองโดยที่ไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรแห่งทุกข์นี้ไปได้
และประการที่ ๓ หลักการที่จะพ้นจากทุกข์ตรงนั้นมาได้นี่ เราก็ต้องดับตัณหาให้ได้ แล้ววิธีการดับตัณหานี่พระพุทธองค์ตรัสไว้ชัดเจนว่าไม่มีอะไรเกินมรรคมีองค์ ๘ ของพระพุทธองค์
ซึ่งเราก็นับว่าเกิดในยุคที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ปฏิบัติธรรม ดำเนินรอยตามเออ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ท่านถึงมาอธิบายมรรคมีองค์ ๘ ได้อย่างให้ง่ายและลุ่มลึกในการปฏิบัติ ซึ่งก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้บอกไว้ชัดเจนว่าวิธีการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ นี่ที่ดีที่สุดนี่ไม่มีอะไรดีเกินการนั่งสมาธิเจริญภาวนา และเอาใจหยุดไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพราะว่าที่ตรงนั้นนี่ในเบื้องต้นเป็นแหล่งแห่งความสุขที่พระพุทธศาสนาสอนเอาไว้ ในเบื้องลึกก็คือเป็นทางมรรคผล เป็นทางมรรคผลนิพพานที่จะไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้าในพระพุทธศาสนา
เพราะฉะนั้นเมื่อหลวงพี่ได้รับโอกาสในการเข้ามาศึกษาแล้วก็บวชเรียนในวัดพระธรรมกายของพวกเราแห่งนี้ ก็ทำให้ตระหนักว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเกิดขึ้นมาเพื่อการดับทุกข์ และเพื่อชี้ทางพ้นทุกข์ให้แก่สัตว์โลกจริงๆ แล้วถ้าใครทำได้อย่างที่พุทธองค์ทรงตรัสไว้ล่ะก็ แน่นอน ทุกข์ทั้งหลายที่ติดตามตัวเรามาก็จะหมดสิ้นไป ทั้งทุกข์ประจำ ทั้งทุกข์จร
และถ้าจะมองพระองค์นี่ในแง่ของการทำงานแล้ว เราจะพบว่าพระองค์นี่เป็นต้นแบบของการทำงาน นั่นก็เพราะว่าตลอดเส้นทางที่พระองค์นี่เสด็จไปเผยแพร่ พระองค์ไปด้วยความสงบ สันติ ไม่มีเลยที่จะใช้แสนยานุภาพประหัตประหารจนกระทั่งเกิดเลือดนองแผ่นดิน พระองค์มีแต่เสด็จไปทางไหนก็ใช้ร่มเงาของพระพุทธศาสนา แผ่ขยายปกคลุมไปให้เกิดความร่มเย็น ณ ที่นั้น
แล้วก็พระองค์ทรงเป็นต้นแบบในการทำงานจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายของพระชนม์ชีพ ดังมีปรากฏอยู่ในมหาปรินิพพานสูตร ซึ่งได้กล่าวเอาไว้ว่าในคืนวันสุดท้ายก่อนที่ ในคืนวันสุดท้ายที่พระองค์จะปรินิพพานนั้น หลังจากที่พระองค์ได้ตัดสินพระทัยบรรทมสีหไสยาส์น โดยไม่คิดจะลุกขึ้นแล้ว ในคืนวันนั้นเอง ในคืนวันนั้นเองสุภัททะปริพาชก ซึ่งเป็นชาวเมืองกุสินาราได้ทราบข่าวเข้า ก็เลยมาขอเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอานนท์ซึ่งเป็นพุทธอุปฐาก ก็ไม่ทรง ก็ไม่ยินยอมให้เข้าเฝ้า เพราะว่าขณะนั้นพระองค์กำลังประชวรอย่างหนัก
เสียงนั้นได้ยินเล็ดลอดไปจนถึงที่บรรทมของพระพุทธองค์ก็ตรัสเรียกพระสุภัททะนี่เข้ามา สุภัททะปริพาชกมาถึงก็ถามว่า ถามว่าในบรรดาครูทั้งหลายซึ่งเป็นเจ้าลัทธิในสมัยนั้นนี่อันมีปูรณะกัสสปะ เป็นต้นนี่ ซึ่งประกาศตัวเองว่าเป็นพระอรหันต์มีปัญญามากนี่ จริงอย่างนั้นไหมพระเจ้าข้า
พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสตอบโดยที่ไม่ว่าร้าย ไม่พูดร้าย ทำร้ายศักดิ์ศรีหรือชื่อเสียงของใครเลย พระองค์ตอบว่าสุภัททะ ในเรื่องนั้นนี่เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน เธอจงตั้งใจฟังธรรมที่เราจะแสดงนี้เถอะ แล้วเธอจะได้ประโยชน์อย่างมากเลยทีเดียว แล้วพระองค์ก็บอกว่าในศาสนาใดก็ตามที่มีอริยะ มรรคมีองค์ ๘ ศาสนานั้นนี่จะมีสมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ แล้วก็สมณะที่ ๔
สมณะที่ ๑ ก็คือพระโสดาบัน
สมณะที่ ๒ ก็คือพระสกทาคามี
สมณะที่ ๓ ก็คือพระอนาคามี
และสมณะที่ ๔ ก็คือพระอรหันต์
ตกลงแล้วคำตอบนี้บอกชัดว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวในโลกที่มีอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้วมีสมณะที่ ๑ ๒ ๓ ๔ นั่นเอง และพุทธองค์ก็ตรัสต่อไปว่าแต่ถ้าศาสดาใดนี่ ศาสนานี่มีอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็คือศาสนาของพระองค์นั่นแหละ มีอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ย่อมมีสมณะที่ ๑ ๒ ๓ ๔ และตราบใดก็ตามที่พระภิกษุนี่ยังปฏิบัติ
(หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
ถ้าหากได้ฟังแล้วก็เกิดความเลื่อมใส ขอบรรพชาอุปสมบทเข้ามาเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา แต่ตามกฎระเบียบนั้นมีอยู่ว่าถ้ามาบวชจากศาสนาอื่นนี่จะต้องไปอยู่ปริวาส เขาเรียกว่า*ติตะถะ ติตะถิยะปริวาส คือต้องไปอยู่ปริวาส ๔ เดือน แล้วก็ให้พระสงฆ์นี่อนุญาตให้บวชได้ สุภัททะนี่ได้ยินแล้วก็เลยอาสาอย่างตั้งใจเลยว่า ข้าแต่พระ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า หม่อมฉันนี่ขออยู่ถึง ๔ ปี เพราะว่าถ้าเผื่อครบ ๔ ปีแล้ว พระภิกษุค่อยอนุญาตให้บวชก็ไม่เป็นไร พระองค์ได้ยินดังนั้นแล้วก็ให้พระอานนท์พาสุภัททะไปบวชเป็นสามเณร แล้วก็พามาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ พระองค์ก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุให้
และเมื่อสุภัททะ พระภิกษุสุภัททะได้กรรมฐานไปแล้วก็ไปเดินจงกรม ณ มุมสงบแห่งหนึ่งของสาละวโณทยาน แล้วก็สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ในค่ำคืนวันนั้นเอง และท่านนี้เองก็เป็นพุทธสาวกองค์สุดท้ายที่ได้ทันเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนจะปรินิพพาน
แต่ว่าตรงนี้คือหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าพระพุทธองค์เป็นต้นแบบในการทำงานจนวินาทีสุดท้ายของพระชนม์ชีพจริงๆ สิ่งที่เราได้จากตรงนี้ก็คือความภาคภูมิใจที่เราได้นับถือศาสนาพุทธ ความภาคภูมิใจที่เราได้มีพระบรมศาสดาที่ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความพ้นทุกข์ของสัตว์โลก
แล้วหลังจากที่พระองค์ปรินิพพาน สิ่งที่เป็นศาสดาแทนตัวพระองค์ก็คือพระธรรมวินัยซึ่งพระองค์ก็ได้เคยตรัสอย่างย่นย่อไว้ว่าธรรมวินัยที่เราตรัสไว้ดีแล้วนี่ ทั้งหมดนี่ประชุมอยู่ในมรรคมีองค์ ๘ ประดุจเดียวกับที่รอยเท้าสัตว์ทั้งหลายนี่ประชุมอยู่ในรอยเท้าช้างฉันนั้น เพราะฉะนั้นเราเองก็เกิดมาในยุคที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ค้นคว้ามาให้แล้วว่ามรรคมีองค์ ๘ คือสิ่งที่เออ เป็นทางลัดไปสู่มรรคผลในพระพุทธศาสนา นั่นก็คือการนั่งสมาธิเจริญภาวนา
และที่พูดมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อหวังให้พวกเรานี่ได้มีแรงบันดาลใจ แล้วก็มีกำลังใจที่จะมาช่วยกันสานต่อมโนปณิธานของคุณยาย มาช่วยกันดูแลวัดที่พวกเราร่วมกันสร้างกับคุณยาย และช่วยกันดูแลพระพุทธศาสนาให้สืบทอดไปอีกนานแสนนาน เพราะฉะนั้นในช่วงสุดท้ายนี้ก็ขอให้พวกเราทุกคนได้ตั้งใจหลับตาสมาธิ เจริญภาวนาเพื่ออธิษฐานจิตตอกย้ำถึงความตั้งใจของพวกเราทุกคน ที่จะสานต่อมโนปณิธานของคุณยายให้มั่นคงสืบไปนานแสนนาน ให้พวกเราทุกคนตั้งใจหลับตา นั่งสมาธิเจริญภาวนาอย่างพร้อมเพรียงกัน
สัพเพ…
PAGE
PAGE 12
หน้า
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\มิถุนายน\44-06-01 FW-AAT.doc