ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

มั่นคงต่อคำสอนสั่งของครูบาอาจารย์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระยุทธนา : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐในโลก กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่าลูกหลานคุณยาย ผู้มีจิตใจตั้งมั่นบนเส้นทางแห่งการสร้างบารมีทุกๆ ท่าน (สาธุ) วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่พวกเราลูกหลานคุณยายทุกๆ คนได้ตั้งใจกัน แล้วก็ชักชวนกันมาร่วมกันสวดพระอภิธรรม ฟังธรรมเทศนาจากพระอาจารย์ แล้วก็จะได้ร่วมกันบูชาพระมหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งตามปกติแล้วในทุกวันนี่ เราก็จะเก็บเกี่ยวบุญแต่เพียงเท่านี้ แต่ว่าวันนี้มีบุญพิเศษ มีบุญใหญ่สำหรับพวกเรา เพราะว่าหลังจากเสร็จจากการแสดงธรรมคุณยายแล้วนี่ ก็จะมีบุญที่ถือได้ว่าเป็นการทำบุญนี้ถวายแด่คุณยายของเราด้วย เป็นบุญที่คุณยายเราเออ มีชื่อเสียงมากในด้านนี้ก็คือบุญการทำความสะอาดนั่นเองนะ ก็จะมีการให้พวกเรานี่รับบุญทำความสะอาด พื้นที่บริเวณด้านหลังเรือนทองของคุณยายนะ ที่ด้านรัตนบัลลังก์ชั้น ๑ นะ ชั้นล่าง เพราะฉะนั้นวันนี้ที่พวกเรานี่ก็ถือได้ว่าเป็นบุคคลผู้พิเศษนะ สำหรับงานบุญพิเศษในครั้งนี้ ดังนั้นการที่พวกเราได้มารวมประชุมกันในวันนี้นั้นจึงไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญแต่ประการใดนะ เพราะว่าจริงๆ แล้วคำว่าบังเอิญหรือคำว่าฟลุ๊ค ในทางพระพุทธศาสนา พจนานุกรมฉบับไหนก็ตาม ไม่มีคำนี้นะ บังเอิญหรือฟลุ๊คนี่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นความตั้งใจทั้งนั้น แต่ว่าในชีวิตประจำวันของเรานี่ เราก็มักที่จะพบเจอหรือว่าได้ยินคำๆ นี้อยู่บ่อยๆ บางครั้งมิหนำซ้ำตัวเราเองก็เป็นผู้พูดด้วยซ้ำไป ยกตัวอย่างเช่น วันนี้บังเอิญมีธุระที่อำเภอคลองหลวง ก็เลยขับรถมา มาทำธุระ หลังจากเสร็จธุระที่อำเภอแล้ว ก็เตรียมตัวจะกลับบ้าน ขณะที่กำลังเลี้ยวรถออกจากอำเภอคลองหลวงนั้น บังเอิญสายตาก็พลันเหลือบไปแลเห็นป้าน cut out เชิญชวนศิษยานุศิษย์ให้ร่วมฟังสวดพระอภิธรรมคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง งานก็เสร็จแล้ว ธุระก็เสร็จแล้ว ไม่มีอะไร ว่างๆ ก็เลยลองเลี้ยวรถเข้าไปดู รู้สึกสนใจขึ้นมา พอผ่านเข้ามาในบริเวณงาน ก็ได้พบ แล้วก็ได้สัมผัสกับบรรยากาศ ซึ่งบังเอิญเป็นบรรยากาศที่สะอาด สว่าง สงบ ผู้คนที่มาวัด เออ ผู้คนที่มาร่วมงานล้วนแล้วแต่แต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายชุดขาว ดูงดงามสะอาดตา คำพูดจาโอภาปราศรัย คำทักทายกันล้วนแล้วแต่เป็นคำที่สุภาพ อ่อนโยน มีสัมมาคารวะ ฟังดูอบอุ่นเป็นกันเอง ก็เลยให้เกิดความประทับใจตั้งแต่แรกต้นนี้ทีเดียวนะ ฝรั่งเขาเรียกว่า first impression ความประทับใจแรกพบนั่นเอง หลังจากนั้นพอถึงเวลาอันสมควร พิธีกรก็จะเชิญชวนสาธุชนได้สวดสรรเสริญคุณของคุณยายด้วยทำนองสรภัญญะ ซึ่งก็เป็นทำนองที่ ซึ่งก็เป็นทำนองที่ไพเราะไม่เคยฟังมาก่อนนะ แล้วก็จะมีหมู่พระภิกษุสงฆ์มาสวดพระอภิธรรม แล้วก็มีพระอาจารย์ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาแสดงธรรมเรื่องคุณธรรมของคุณยาย หลังจากนั้นก็จะปิดท้ายด้วยการไปร่วมบูชามหาธรรมกายเจดีย์ด้วยดอกบัวที่เจ้าหน้าที่ได้เตรียมเอาไว้ให้ หรือด้วยดอกไม้ดอกมะลิที่เราเตรียมเอาไว้ตั้งแต่ทางบ้านหรือว่าจากที่ทำงานก็ตาม ความประทับใจที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง แล้วก็เบื้องปลายเลยทีเดียว ดังนั้นเมื่อมีความประทับใจเกิดขึ้นอย่างนี้ ครั้นๆ ต่อมา ก็เลยให้บังเอิญต้องมาแถวๆ คลองสามนี้อีกบ่อยๆ เพื่อที่จะได้มาร่วมฟังสวดพระอภิธรรมอีกเรื่อยๆ มาฟังพระอาจารย์แสดงธรรมอีก แล้วก็มาบูชามหาธรรมกายเจดีย์อีกเรื่อยๆ เมื่อทำอย่างนี้เรื่อยๆ เรื่อยๆ เข้า มันก็เลยกลายเป็นความสม่ำเสมอไปในที่สุดนะ ก็เลยกลายเป็นความสม่ำเสมอไป ต่อมาไม่นาน กิจการการค้าการขายของเรา หน้าที่การงานก็บังเอิญเจริญขึ้นเจริญขึ้น มีความเป็นสิริ ความเป็นมหามงคล ความมีโชคดีมีลาภไหลผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา จนในที่สุดเราก็เลยบังเอิญรวย บังเอิญกลายเป็นเศรษฐีจนได้ในวันหนึ่ง ถ้าจะถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นนี่เป็นความบังเอิญตั้งแต่ต้นจนจบเลยใช่หรือไม่ ก็ตอบได้ทันทีเลยว่าไม่ใช่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการประกอบเหตุของเรามา แล้วเหตุนี้แหละ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนด้วยกัน คือส่วนแรกเป็นเหตุที่เราประกอบในปัจจุบันชาตินี้ ตั้งแต่เราคลอดออกมาจากท้องคุณแม่ อุแว้ออกมานี่ แล้วก็เติบโตขึ้นมาเป็นเด็ก แล้วก็เป็นหนุ่มน้อยสาวน้อย แล้วก็เป็นหนุ่มมากสาวมากขึ้นมาเรื่อยๆ เหตุอีกประการหนึ่งก็จะเป็นเหตุที่เราประกอบมาตั้งแต่อดีตชาติที่ล่วงผ่านพ้นมานานแล้ว ซึ่งเราเองก็ไม่มีโอกาสจะไปล่วงรู้ได้ว่าเราประกอบเหตุอะไรมาบ้างในอดีตชาติ เว้นเสียแต่ว่าเราได้เข้าถึงวิชชาธรรมกาย ได้ไปรู้ไปเห็นเช่นเดียวกับที่คุณยายท่านได้เข้าถึงแล้ว ทั้งเหตุและก็ผลนี่แหละที่ถือได้ว่าเป็นสาระเป็นใจความสำคัญอย่างยิ่งในทางพระพุทธศาสนาของเรา หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่ากฎแห่งกรรมนั่นเอง สมดังมีในพระบาลีว่า ***ยังกัมมันกะริสันติ กัลยานังวา ปาปะกังวา ตัสสะทายาทาภะวิสันติ ใครทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม ตนจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ขึ้นชื่อว่ากรรมแล้วนี่ ไม่ว่าจะเป็นกรรมเพียงเล็กน้อยแค่ไหนก็ตามแต่ ที่จะไม่ให้ผลนั้นเป็นไม่มี ถ้าบุคคลประกอบเหตุไม่ดี ประกอบกรรมชั่วเอาไว้ วิบากแห่งกรรมที่เกิดขึ้น หรือผล ก็จะเป็นผลที่ไม่ดี เป็นผลที่นำมาซึ่งความทุกข์กายทุกข์ใจ แต่ถ้าเกิดว่าบุคคลประกอบเหตุที่ดี ประกอบกรรมดีเอาไว้ มีการให้ทาน ทำทานรักษาศีลแล้วก็เจริญภาวนาอย่างสม่ำเสมอ วิบากแห่งกรรมที่เกิดขึ้นหรือผลของกรรมนั้นก็จะเป็นผลที่นำมาซึ่งความสมบูรณ์ ความอิ่มเอิบเบิกบานใจ ความปีติ ความสุขกายสุขใจให้กับผู้ประกอบเหตุนั้นๆ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้นกับตัวของเราเองนั้น แท้ที่จริงแล้วนี่ใครเป็นผู้กำหนด พรหมลิขิตหรือเปล่า หรือว่าฟ้าลิขิตไว้แล้ว หรือว่าหมอดูบอกมา จริงๆ แล้วไม่ใช่ ตัวเราเองนี่แหละเป็นผู้ลิขิตชีวิตของตัวเราเอง และนอกจากตัวเราเองแล้วนี่ ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกนะ ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยลิขิตชีวิตของเราว่าจะเป็นไปในแง่บวกหรือแง่ลบ นั่นก็คือบุคคลผู้อยู่รอบข้างของเรา มีคุณพ่อ คุณแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พี่น้อง แล้วก็เพื่อนร่วมงาน เพื่อนที่บ้าน สรุปก็คือทุกๆ คนที่เราต้องคบหาสมาคมด้วยนั่นแหละ มีส่วนสำคัญที่จะลิขิตชะตาชีวิตของเราได้ เพราะว่าคนเหล่านั้นแหละก็คือมิตรของเรานั่นแหละ แต่ว่าเมื่อเป็นมิตรแล้ว สิ่งที่สำคัญที่เราถือไว้ว่าเป็นหน้าที่ของเรา ก็คือว่าเราจะต้องรู้จักแล้วก็แยกแยะให้ออกว่าบุคคลใดเป็นกัลยาณมิตร บุคคลใดเป็นปาปมิตร เพราะถ้าหากว่าเราไม่ทราบว่าบุคคลใดนี่เป็นกัลยาณมิตรของเรา เป็นปาปมิตรของเราแล้วล่ะก็ การที่เราคบหาสมาคมด้วยมันก็จะไม่มีขีดจำกัด ไม่มีขอบเขต ซึ่งสิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตของเรา เพราะว่าตามสุภาษิตที่มีไว้ว่าคบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผลนี่เอง เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงได้ตรัสเรื่องของการเลือกคบคนไว้ในมงคลสูตร ซึ่งมีพระคาถาบาทแรกว่า ***อเสวะนา จะพาลานัง ปัณฑิตตานัง จะเสวนา ปูชาจะปูชนียานัง เอตังมังคะลามุตะมัง ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาบุคคลผู้ควรบูชา ถือเป็นมงคลอันสูงสุด เราจะเห็นได้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านยังทรงเลือกวางการไม่คบคนพาลนี่ไว้เป็นมงคลแรกสุด เป็นมงคลที่มีความสำคัญสุดทีเดียว เพราะว่าหากแม้นว่าบุคคลนี่ประกอบมงคลชีวิตอีก ๓๗ ข้อที่เหลือนี่อย่างดีทีเดียว อย่างสมบูรณ์ทีเดียว แต่ทว่ายังคงละเลยเรื่องของมงคลชีวิตข้อที่ ๑ ยังคงคบหาสมาคมกับคนพาลอยู่ล่ะก็ ชีวิตของเขาก็จะเอาดีได้ยาก เปรียบเสมือนเหมือนกับมีตุ่มใบหนึ่งนะเป็นตุ่มน้ำใบใหญ่ แล้วก็เราต้องการที่จะเติมน้ำให้ตุ่มใบนี้ แต่ทว่าที่ก้นตุ่มนี้บังเอิญว่า บังเอิญอีกแล้ว บังเอิญว่ามีรูรั่วใหญ่อยู่รูหนึ่งนะ ไม่ว่าเราจะเติมน้ำด้วยความเร็วสักแค่ไหน เติมไปกี่กระป๋องก็ตามแต่ น้ำก็จะไหลออกจากรูรั่วนี้อยู่ตลอดเวลา เราจึงไม่สามารถที่จะเติมน้ำให้เต็มตุ่มนี้ได้เลยฉันใด หากเรายังคงคบคนชั่วเป็นมิตร มันก็เปรียบเหมือนกับรูรั่วในชีวิตของเรา ที่จะพลอยทำให้คุณงามความดีไหลออกจากกาย วาจา แล้วก็ใจของเราตลอดเวลาฉันนั้น ดังนั้นชีวิตของเราจึงเอาดีได้ยากนะ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งในชีวิตของเรา ที่ว่าเราจะต้องแยกแยะกัลยาณมิตรและปาปมิตรให้ได้ แล้วก็เว้นขาดจากการคบกัลยาณมิตร เออ เว้นขาดจากการคบปาปมิตร ซึ่งอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่จะใช้ในการแยกว่าใครเป็นมิตรแท้ ใครเป็นมิตรที่ดี ใครเป็นมิตรที่ชั่วนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ท่านได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญา ศึกษาค้นคว้าในพระไตรปิฎกอยู่หลายปีทีเดียว แล้วก็ได้ค้นพบเครื่องมือที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงวางเอาไว้ เพื่อช่วยให้เราได้แยกแยะมิตรดีมิตรชั่ว แล้วก็พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านก็ได้แสดงธรรมในเรื่องของสิ่งนี้เอาไว้หลายครั้งด้วยกัน จนกระทั่งตอนนี้ก็ได้ทำการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มแล้ว ซึ่งเนื้อหาสาระในนั้น ถ้าเกิดว่าจะนำมาบรรยาย ณ ที่นี้ก็คงประมาณเที่ยงคืนกว่าจะจบ ก็คิดว่าฝากเอาไว้เป็นการบ้านให้พวกเรานะ ได้ไปหายืมหาอ่านกันที่ห้องสมุดวัดพระธรรมกายก็มี ชื่อหนังสือว่าคัมภีร์กู้วิกฤตชาตินะ คัมภีร์กู้วิกฤตชาติ หรืออีกเรื่องหนึ่งเรื่องสิงคาลกสูตร ทั้ง ๒ เล่มนี้เป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของเราในการจะช่วยแยกแยะกัลยาณมิตร แล้วก็ปาปมิตรได้อย่างเด็ดขาดทีเดียว ต่อมาเราอุดรูรั่วของชีวิตโดยการเลิกคบคนชั่วเป็นมิตรได้แล้วนี่ มันก็จะเป็นขั้นตอนของการเติมบุญใส่ตัวของเราแล้ว ตรงนี้แหละสำคัญมากแล้วก็ยาก ยากกว่าการเลิกคบคนพาลเป็นมิตรด้วย เพราะว่าการที่เราจะรู้ว่าใครเป็นบัณฑิตนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนกัน แล้วก็กว่าจะรู้ว่าบัณฑิตนั้นน่ะเขาอยู่ที่ไหน เราก็ต้องเสียเวลาดั้นด้นค้นหา กว่าจะตามตัวเจอ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ง่าย และถ้าเราพบบัณฑิตแล้ว และถ้าบัณฑิตผู้นั้นท่านพร้อมที่จะรับเราเป็นลูกศิษย์แล้วล่ะก็ ต่อมาหน้าที่ของเราก็คือจะต้องใส่ใจต่อคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์นั้นๆ และจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด อย่าได้ละเลยเป็นอันขาด ถ้าทำเช่นนี้ได้ล่ะก็ ความเจริญและความสำเร็จในชีวิตจะบังเกิดมีขึ้นกับตัวเราอย่างแน่นอน เช่นในสมัยหนึ่งมีอาจารย์ทิศาปราโมทย์ ท่านอยู่ที่เมืองกรุงตักกะสิลา แล้วก็มีลูกศิษย์ลูกหาศึกษาศิลปวิทยากับท่านนี่จำนวน ๕๐๐ คน ในจำนวนลูกศิษย์ทั้ง ๕๐๐ นี่ ก็มีอยู่คนหนึ่งเป็นลูกศิษย์หัวไม่ค่อยดีนัก หัวทึ่ม ไม่ว่าอาจารย์จะแนะนำสั่งสอนศิลปวิทยาอะไรก็ตามแต่ ก็ไม่สามารถที่จะจดจำเล่าเรียนได้เลย จนกระทั่งลูกศิษย์เองคนนี้เองก็รู้สึกท้อใจนะ แต่ว่าด้วยความที่ตัวเองนี่เป็นคนที่มีความขยันหมั่นเพียร ช่วยงานกิจการของครูบาอาจารย์ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการตักน้ำ ผ่าฟืน หรือยามที่อาจารย์ปวดเมื่อย ก็เข้าหาปรนนิบัตินวดเฟ้นเท้า นวดเฟ้นขาให้ ก็ทำให้อาจารย์ก็รักใคร่ อยากจะที่ถ่ายทอดวิชา ถ่ายทอดศิลปวิทยาให้ และในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถที่จะถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์หัวทึ่มคนนี้ได้ สุดท้ายลูกศิษย์ก็เลยคิดจะลาอาจารย์กลับบ้าน กลับบ้านตัวเองที่อยู่ในกรุงพาราณสี ฝ่ายอาจารย์ก็คิดว่าแม้ว่าเราจะไม่สามารถ่ายทอดวิทยาหรือว่าศิลปะอะไรต่างๆ ให้กับลูกศิษย์คนนี้ได้นี่ แต่ก็เป็นห่วง อยากจะให้ศิษย์นี่ได้เรียนรู้มนต์สักบทหนึ่งเพื่อที่จะเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ก็เลยสอนมนต์บทนี้ให้ลูกศิษย์ มนต์บทนี้ก็มีเนื้อหาดังนี้ ***คะเตสิ คะเตสิ กังกะรานา คะเตสิ อะหังปิตัง ชานามิ ชานามิ แปลว่าท่านพยายามไปเถอะ ท่านพยายามไปเถอะ เหตุใดท่านจึงพยายาม แม้เราย่อมรู้เหตุนั้น เราย่อมรู้ แล้วก็พยายามให้ลูกศิษย์นี่ท่องจำให้ขึ้นใจนะ เคี่ยวเข็ญให้ลูกศิษย์นี่ท่องจำให้ได้ เมื่อลูกศิษย์ท่องจำได้แล้วนี่ ก็ได้สั่งเสียอีกเป็นครั้งสุดท้ายว่าให้ลูกศิษย์หมั่นสาธยายมนต์บทนี้อย่างสม่ำเสมอ เพราะว่าจะสามารถใช้มนต์บทนี้นี่ในการประกอบการเลี้ยงชีพได้ แ ล้วก็อย่าได้ละเลยเป็นอันขาด ถ้าท่องสม่ำเสมอแล้ว จะทำให้ไม่ลืมเลือนนี้ได้ ลูกศิษย์ก็รับคำ แล้วก็เดินทางกลับกรุงพาราณสี อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตน ที่เมืองพาราณสีนี้ก็มีพระราชาอยู่องค์หนึ่ง ซึ่งพระองค์ปกครองแผ่นดินโดยธรรมมาตลอดนะ แล้วก็คอยสอดส่องตรวจตราคุณธรรมของตนเองอยู่สม่ำเสมอว่าตนเองมีคุณธรรมบกพร่องข้อไหนหรือเปล่า มีโทษอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ก็ทรงดำริขึ้นได้ว่าโดยปกติแล้วนี่มนุษย์ทุกคนย่อมมองไม่เห็นโทษของตนเองหรอก ก็เลยตัดสินใจว่าจะลองไปสืบความเป็นไป แล้วก็ลองไปดูชาวบ้านเขาดูว่าชาวบ้านชาวเมืองเขานี่ประชาชนนี่มีความเป็นอยู่อย่างไร คืนหนึ่งก็เลยทรงแปลงพระองค์เป็นสามัญชนธรรมดา แล้วก็เดินทางไปตามละแวกบ้านนั้น ในคืนนั้นเองก็มีโจรอยู่ก๊กหนึ่งเป็นโจรที่ทำประกอบอาชีพขโมยของในบ้าน โดยการขุดอุโมงค์เข้าไปนะ ขุดดินเข้าไป บ้านสมัยก่อนไม่ได้ปูปาเก้หรือว่าไม่ได้เทพื้นคอนกรีตอย่างสมัยปัจจุบันนี้นะ พื้นเป็นดิน ดังนั้นพวกโจรพวกนี้ก็ขุดอุโมงค์เข้าไปได้ แล้วก็ไปโผล่ในบ้านได้ พระราชาก็ทรงเห็น ทรงทอดพระเนตรเห็นโจรก๊กนี้พอดี ก็ซุ่มแอบดูว่าโจรจะทำอะไรต่อไป โจรก๊กนี้ขุดอุโมงค์เข้าไปในเรือนได้ ก็เตรียมตัวที่จะค้นหาทรัพย์สินอันมีค่านะ กะว่าสบายแล้วงวดนี้นะ เก็บทรัพย์สินได้ แต่ทว่าบ้านนั้นเรือนนั้นนี่เป็นบ้านของมานพหนุ่มผู้เป็นลูกศิษย์หัวทึ่มของทิศาปราโมทย์อาจารย์นั่นเอง ลูกศิษย์ เออ มานพคนนี้ก็ตื่นขึ้นมากลางดึก พอตื่นขึ้นปุ๊ปนี่ ไอ้ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดีนะ เป็นนิสัยที่ดีของมานพคนนี้ ตื่นขึ้นแล้วนี่ เขาไม่คิดอะไรอย่างอื่นเลย ไม่คิดที่จะไปห้องน้ำ ไม่คิดที่จะปิดพัดลมหรืออะไรหน้าต่าง คิดอย่างเดียวว่าเออ คำสอนของครูบาอาจารย์มีไว้ว่าให้หมั่นสาธยายมนต์อยู่เสมอ จะได้ไม่ลืมนะ พอรู้สึกตรงนี้ตื่นขึ้นมาปุ๊ป ล่าสุดที่เขาทำก็คือ ***คาเตสิ คาเตสิ กังกะลานา คาเตสิ อะหันปิตา ชานามิ ชานามิ ท่านพยายามไปเถอะ ท่านพยายามไปเถอะ ท่านพยายามเพราะอะไร แม้เราก็รู้เหตุนั้น เราย่อมรู้อยู่ โจรได้ยินก็ตกกะใจ คิดว่าโอ้ เจ้าของบ้านตื่นแล้ว ทิ้งหมดเลยนะ ทรัพย์สินทั้งหลายที่เตรียมเก็บขนเอาไปใส่กระสอบ ทิ้งหมดเลย วิ่งหนีกันเผ่นอ้าวไปเลย เผ่นแหนบไม่เหลียวหลังกลับมาเลย ทิ้งแม้กระทั่งจอบเสียมที่ขุด ที่ขุดอุโมงค์ก็ทิ้งไว้แถวนั้น ก็เห็นว่าไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปเลยนะ นี่ล้วนอยู่ในสายตาสายพระเนตรของพระราชาองค์นั้นทั้งสิ้น พระองค์ก็เลยทรงกำหนดจดจำบ้านของมานพเอาไว้ แล้วก็ทรงเสด็จกลับพระราชวัง วันรุ่งขึ้นพระราชาก็ได้มีพระราชองค์การให้ราชบุรุษไปเชิญมานพคนนี้มาเฝ้า ราชบุรุษก็ไปตามตัวมานพคนนี้ตามพระราชดำรัส หลังจากที่มานพคนนี้มาเฝ้าแล้วนี่ พระราชาก็ทรงตรัสถาม แล้วก็ได้ทราบความที่มานพนี้ไปเรียนศิลปวิทยามาจากทิศาปราโมทย์อาจารย์กรุงตักกะสิลา พระองค์ก็เลยพระราชประสงค์อยากที่จะเรียนมนต์บทนี้จากมานพบ้าง ก็ขอให้มานพนี้ช่วยสอนบทนี้ให้พระองค์บ้าง มานพหนุ่มก็ยินดีสอนนะแล้วก็ให้พระราชานั่งที่เสมอกัน แล้วก็สอนมนต์บทนี้ให้กับพระราชา แล้วก็สำทับเอาไว้ด้วยว่าพระอาจารย์ของข้าพเจ้าสำทับมาอีกทีหนึ่งว่าให้หมั่นสาธยายมนต์บทนี้อยู่เสมอๆ จะได้ไม่ลืมเลือนโดยง่าย ให้พระราชานี่ทรงสาธยายมนต์บทนี้ไว้เสมอๆ ด้วย พระราชาก็ดีพระทัยเป็นอันมาก แล้วก็ได้มอบทรัพย์พันกหาปนะให้กับมานพผู้นี้เป็นการบูชาธรรมพระราชา เออ บูชาธรรมอาจารย์ ในพระราชวังนี้ก็มีตัวโกงนะ มีตัวโกง ถ้าในหนังก็มีตัวอิจฉาตัวโกง มีเสนาบดีผู้หนึ่งเป็นผู้ที่คดในข้อ งอในกระดูกนะ เป็นผู้ที่มักใหญ่ใฝ่สูง ก็คบคิดกันกับช่างกัลบก ช่างภูษามาลา ซึ่งเป็นช่าง พูดง่ายๆ ก็คือช่างตัดผมพระราชานั่นเอง แล้วคบคิดกัน แล้วก็เสนาบดีคนนี้ก็บอกว่าถ้าถึงคราวถวายงานครั้งหน้านี่ ขอให้ช่างกัลบกจัดการลอบปลงพระชนม์เสีย โดยการเอามีด มีดโกนนี่เฉือดคอ เฉือดพระศอพระราชาเสียเลย แล้วหลังจากพระราชาสิ้นพระชนม์แล้วนี่ เสนาบดีก็จะปราบดาตัวเองเป็นพระราชาแทน แล้วก็จะมอบตำแหน่งเสนาบดีให้กับช่างกัลบกผู้นี้ ช่างกัลบกก็ยินดีรับเพราะว่าเสนาบดีมอบตังก์ให้ด้วยพันหนึ่ง แล้วก็รับมา พอถึงวัน ถึงวันสำคัญก็คือวันถวายงานตัดผมพระราชานะ ช่างกัลบกก็เตรียมตัวแล้ว เตรียมตัวนะ ก็ตัดผมไป ตัดผมไป พอถึงตอนที่จะแต่งพระมัสสุ ก็คือหนวดเครานี่ แต่งๆ อยู่ ก็เตรียมเออ พระราชาก็แหงนหน้าขึ้น ตรงนี้ตื่นเต้นนะ พระราชาแหงนหน้าขึ้นแล้ว ช่างกัลบกเตรียมที่จะเฉือดแล้ว เผอิญ เผอิญอีกแล้ว มีดมันทื่อไปนิดหนึ่ง มันมีรอย มีรอยซึ่งมันทื่อๆ ไปหน่อย ช่างกัลบกเห็นดังนั้นก็เลยหยุด หยุดการปลงพระชนม์ไว้ แล้วก็ถอยหลังกลับมา ๒-๓ ก้าว มายืนลับมีดก่อน พระราชาก็แหงนพระศออยู่อย่างนั้น แหงนคออยู่อย่างนั้นแหละ ช่างกัลบกเตรียมลับมีดให้คมกริบ กะว่าเฉือดทีเดียวนี่ เรียบร้อยเลย จะได้ไม่มีเสียงร้อง ขณะนั้นเองพระราชาก็ทรงระลึกถึงมนต์ แล้วก็ระลึกถึงคำสั่งคำสอนของอาจารย์ของตนได้นะ ท่านก็เลยทรงสาธยายมนต์ขึ้นมาว่า ว่าอะไร ***คะเตสิ คะเตสิ กิงกะลานา คะเตสิ อะหังปิตัง ชานามิ ชานามิ ท่านพยายามไปเถอะ ท่านพยายามไปเถอะ ท่านพยายามเพราะเหตุใด แม้เราย่อมรู้ในเหตุนั้น เราย่อมรู้ ช่างกัลบกเป็นไง ตกใจเลย ทิ้งมีดเลยกราบแทบพระบาท ขอประทานพระราชอภัยโทษด้วย ข้าพเจ้าผิดไปแล้ว หม่อมฉันผิดไปแล้ว พระราชาก็ตกใจเหมือนกัน เฮ้ยอะไรอยู่ดีๆ มาเกาะมากราบแทบพระบาท แต่ว่าด้วยพระปัญญานี่ ท่านก็ทรงพอที่จะเดาเรื่องออก ก็เลยตวาดไปว่าเจ้าช่างกัลบกใจร้าย เจ้าคิดว่าเราจะไม่รู้หรือ จงบอกความจริงมา สารภาพมา นี่เป็นไง ซ้อมค้างเอาไว้ ช่างกัลบกก็เลยสารพัดหมดทุกกระทง ทุกข้อหา พระราชาก็เลยจัดการเนรเทศเสนาบดีคนนั้นนี่ เสนาบดีใจชั่วให้พ้นไปจากกรุงพาราณสีนะ แล้วท่านก็ทรงระลึกแล้วก็ทรงดำริได้ว่าที่ท่านรอดตายได้ในครั้งนี้นี่ ก็เพราะอาจารย์ของท่านซึ่งเป็นมานพคนนั้นนั่นเอง ก็เลยให้ราชบุรุษนี่ไปนำตัวมานพซึ่งเป็นอาจารย์มา แล้วก็ทำการสักการะ ถวายสักการะอย่างใหญ่เลย แล้วก็ได้พูดให้ฟังว่าข้าพเจ้ารอดตายได้เพราะท่าน ก็ขอให้ท่านนี่ดำรงตำแหน่งเสนาบดีแทน นี่เห็นไหมจากคนหัวทึ่มๆ ธรรมดาคนหนึ่งนี่ มีความ มีความคิดแล้วก็มีคุณธรรมอยู่อย่างเดียวคือมั่นคงต่อคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ เพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้น ทำให้ตัวเองนี่ประสบกับความเจริญ ประสบกับความเจริญในชีวิต เลื่อนฐานะจากสามัญชนธรรมดานี่เป็นถึงเสนาบดี ตำแหน่งปัจจุบันก็คงจะเป็นรัฐมนตรีนะ รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ใหญ่โตนะ ใหญ่โตไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็แสดงให้เราทราบว่าการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์อย่างเคร่งครัดไม่เกียจคร้านนั้น ย่อมนำมาซึ่งความสุขความเจริญในชีวิตเราได้ คุณยายอาจารย์ของพวกเราก็เช่นเดียวกัน ท่านได้ตั้งใจปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อย่างเคร่งครัดเสมอมา คุณยายท่านกลัวมากกับคำที่ว่าไอ้ขี้ไต้นะ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมักจะใช้กับลูกศิษย์ที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องได้ราว คุณยายท่านได้ตั้งปณิธานเอาไว้ในใจอย่างมั่นคงเด็ดเดี่ยวเลยว่า เป็นตายยังไงก็ตาม จะไม่ยอมให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำใช้คำว่าไอ้ขี้ไต้กับตัวเองเป็นอันขาดนะ ท่านตั้งมโนปณิธานเอาไว้เลย แล้วก็การที่จะไม่ให้ถูกเรียกว่าไอ้ขี้ไต้นี่ ท่านจึงต้องกวดขันตนเอง ต้องคอยใส่ใจกับคำสั่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำให้ได้ทั้งหมด จดจำให้ได้ทุกๆ ข้อ ท่านเล่าว่าเวลาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่งงานอะไรนี่ คนอื่นเขามีสมุด มีดินสอเขาก็จดๆๆจดกันลงไป เขาก็จดไป แต่คุณยายไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียว ท่านก็ไม่รู้จะทำยังไง ท่านก็เลยเข้ากลาง เข้ากลางพระธรรมกาย อาราธนาให้พระธรรมกายภายในของท่านนี่ช่วยจดช่วยจำคำสั่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำเอาไว้ แล้วก็ปฏิบัติตามคำสั่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำอย่างเคร่งครัดทีเดียว จวบจนกระทั่งสิ้นอายุขัยของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน ท่านไม่เคยได้ใช้คำว่าไอ้ขี้ไต้กับคุณยายเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ท่านใช้กลับคำว่าลูกจันทร์นี้เป็นหนึ่งไม่มีสอง แถม นี้คือความเคร่งครัดต่อคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ของคุณยายของเรา แล้วก็คำสั่งที่ถือได้ว่าเป็นคำสั่งที่สำคัญอย่างยิ่งของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำอีกข้อหนึ่งก็คือท่านได้สั่งคุณยายเอาไว้ว่า เออ ลูกจันทร์เอ๊ย เด็กๆ รุ่นหลังนี่ บารมีแก่ๆ มีอยู่นะ เขาตามพวกเราไม่ทัน แต่ว่าบารมีของเขาที่จะเข้าถึงธรรมได้นั้น ยังมีอยู่อีกไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นลูกจันทร์อย่าไปไหนนะ อยู่วัดปากน้ำนี่แหละ แล้วก็ตั้งใจสอน อบรมสั่งสอนเรื่อยไป ตั้งหลักให้ดี อีกหน่อยเจ้าเด็กพวกนี้ก็จะมาหาเอง บุญในตัวของเขาจะดึงดูดให้มาหากัน รอไว้ให้ดีอยู่ที่วัดปากน้ำนะ อย่าไปไหน ให้ช่วยกันเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปให้ทั่วโลก เพราะสำคัญมาก มีประโยชน์มาก วิชชานี้ช่วยคนได้ทั้งโลก เพราะคุณยายมีความเคารพเชื่อฟังต่อคำสั่งของคุณยายบาอาจารย์อย่างเคร่งครัดนี้เอง เราจึงได้มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยผู้เป็นจอมทัพ เป็นผู้นำในการสร้างบารมีของพวกเราทุกๆ คน เราจึงได้มีวัดพระธรรมกายที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งการสร้างบารมีที่จะแผ่ขยายวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก และเราจึงได้มีพวกเราหมู่คณะที่จะเคียงบ่าเคียงไหล่กันไปในสร้างบารมีตามติดและติดตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายในการช่วยกันรื้อสัตว์ขนสัตว์ ปลดเปลื้องพันธนาการแห่งความทุกข์จากสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย และจะได้ช่วยกันสร้างสันติสุขให้บังเกิดขึ้นในแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาลให้สำเร็จได้จนได้ บัดนี้ คุณยายท่านก็ได้ละสังขารจากพวกเราไปแล้ว สิ่งที่คุณยายปรารถนาเอาไว้ก็คือจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งสุดท้ายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในการที่จะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลกให้ได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราลูกหลานของคุณยาย หน้าที่โดยตรงทีเดียวที่จะต้องช่วยกันสานต่อหน้าที่นี้จากคุณยายเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อท่านเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่กายหยาบของท่านจะจากพวกเราไปอย่างนิจนิรันดร์ มหาวิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สถานที่ประดิษฐานรูปเหมือนทองคำ พระมงคลเทพมุนี ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย สภาธรรมกายสากล ศูนย์รวมแห่งภิกษุสามเณรทั่วโลกที่จะมา ศูนย์รวมแห่งภิกษุสามเณรทั่วโลกทั่วประเทศไทยที่จะมาประชุมพร้อมกันในวันสำคัญทางศาสนา มหาธรรมกายเจดีย์ มหาเจดีย์ที่เป็นศูนย์กลางแห่งการปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนาของผู้มีบุญทั่วทุกมุมโลก ๓ สิ่งมหัศจรรย์ที่จะช่วยทำให้การเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลกนั้นเป็นความจริงขึ้นมาได้ พวกเราจะต้องช่วยกันสืบต่อมโนปณิธานของคุณยายในการที่จะปฏิบัติตามคำสั่งสอน คำสั่งของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ให้สำเร็จให้จงได้ ทำทั้งทีม ทำเท่าเทียม ไม่ท้อถอย ทำบ่อยๆ ค่อยๆ ทำ ตามวิถี ทำอย่างยาย ทำง่ายๆ ทำพอดี ทำเช่นนี้ ย่อมถึงที่ สุดแห่งธรรม ธรรมเภรี ตีลั่น สนั่นภพ เหล่านักรบ ทัพธรรม ย้ำเป้าหมาย ถึงเวลา ขุนพลกล้า จะคว้าชัย รวมดวงใจ สานฝันพ่อ ทอฝันยาย วันนี้ก็ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๓๑ พฤษภาคม ซึ่งโดยปกติแล้ว บรรพชนไทยตั้งแต่สมัยโบราณกาลมาแล้วนี่ มักจะถือกันว่าวันพฤหัสเป็นวันครู ดังนั้นจึงขอถือโอกาสนี้เรียนเชิญทุกท่านได้หลับตารวมใจระลึกถึงมหาปูชนียาจารย์ท่านหนึ่งของพวกเรา ผู้ซึ่งพร่างอันหนักแน่นด้วยพระธรรมกายของท่าน เปรียบประดุจดั่งมหาเจดีย์ ได้ทอดอยู่เบื้องหน้าของพวกเรานี้แล้ว ขอเรียนเชิญให้พวกเราหลับตารวมใจกันสักครู่นะ (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) ฐานที่ ๗ กลางท้องของเรา นึกถึงคุณยายให้ชัด ให้ใส อยู่ที่กลางตัวของเรา แล้วเราก็ปล่อยใจลงไปตรงกลาง หยุดใจนิ่ง หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ลงตรงกลาง คุณยายท่านใส สว่างอยู่กลางท้องของเรา ค่อยๆ ทำกันไปนะ สัพเพ… PAGE PAGE 12 หน้า FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\พฤษภาคม\44-05-31 FW-AAT.doc