ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

อัพภูตธรรม (ธรรมอันน่าอัศจรรย์ที่ไม่บังเกิดมีกับบุคคลทั่วไป)

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) (โปรดค้นชื่อและศัพท์ที่ถูกต้องให้ด้วยค่ะ) พระชุมพล : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระบรมศาสดา อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการและขอโอกาสพระมหาเถระ พระเถรานุเถระผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และท่านสาธุชนผู้มีบุญทุกท่าน ตลอด ๒๔๐ กว่าวันที่ผ่านมา ทุกท่านก็ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระอาจารย์ที่ท่านได้สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นมาแสดงธรรมกล่าวสรรเสริญคุณของคุณยายตลอดต่อเนื่องกัน หลายๆ ท่านอาจจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างว่าพระอาจารย์หลายๆ ท่านท่านมักจะยกเอาคุณธรรมในเรื่องที่ซ้ำๆ กันขึ้นมากล่าวแสดงให้กับท่านสาธุชนทั้งหลายฟังบางคนอาจจะรู้สึกแปลกใจว่าเอ๊ะ นี่ท่านไม่มีเรื่องอะไรมาพูดกันแล้วหรืออย่างไร ถึงได้นำเอาเรื่องเก่าๆ มาพูดแล้วก็พูดอีก แต่ถ้าได้ฟังต่อเนื่องติดต่อกันมานาน หลายคนคงจะเริ่มเอ๊ะใจ ว่าเอ๊ นี่ไม่ใช่เพราะว่าท่านไม่มีเรื่องอะไรจะมาพูด แต่เป็นเพราะว่าคุณธรรม ๑ อย่างหรือ ๑ เรื่อง หรือแต่ละเรื่องของคุณยายนี่ ท่านสามารถนำมาขยายความเป็นนัยยะที่แตกต่างกัน เป็นอารมณ์ที่แตกต่าง เป็นความรู้สึกประทับใจที่แตกต่างกันหลายๆ เรื่อง หลายนัยยะโดยพิสดาร ซึ่งเท่ากับกำลังจะบอกว่าคุณธรรมของคุณยายแต่ละเรื่องละเรื่องนี้ ไม่ใช่เป็นคุณธรรมที่ธรรมดาที่คนทั่วๆ ไปจะมีได้ เพราะหากว่าไม่ใช่คุณธรรมที่ฝังแน่นอยู่ในใจหรือเป็นหนึ่ง เป็นอันเดียวกับตัวของท่านแล้ว คงจะไม่มีทางที่จะนำเอาเรื่องราวเหล่านี้มาถ่ายทอดแล้วถ่ายทอดอีก ซ้ำๆ อยู่อย่างนี้ได้ตลอด คงจะพูดได้ไม่กี่วันก็คงจะหมดไป แต่เนื่องจากว่าคุณธรรมของคุณยาย เป็นคุณธรรมที่ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา ทั้งนี้เนื่องจากว่าไม่ใช่เฉพาะแต่คุณธรรมนี้มีอยู่ในตัวของท่านอย่างเดียวเท่านั้น แต่คุณธรรมของท่านแต่ละเรื่องแต่ละราวนี่ ยังมีฤทธิ์มีเดช มีอานุภาพ สามารถไปทำให้ใครก็ตามที่มาได้รู้ได้ยินได้ฟังว่าท่านมีคุณธรรมอย่างนั้น มีคุณธรรมอย่างนี้ สามารถที่จะกลับจิตกลับใจ กลับตัว บางท่านถึงกับเปลี่ยนวิถีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเริ่มตั้งแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเรา ในคราวที่พบคุณยายในครั้งแรก หลังจากนั้นมาชีวิตท่านก็เปลี่ยนไป และในที่สุดท่านก็มาเป็นหลักให้กับพวกเราในการสร้างบารมีจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ แล้วก็ไม่ใช่มีท่านแต่เพียงองค์เดียวเท่านั้น ยังมีพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ ตลอดกระทั่งพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ของวัดพระธรรมกายทุกๆ คน ล้วนแล้วแต่มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป พอได้ฟังคุณธรรมของคุณยายแล้วก็อยากที่จะนำมาประพฤติปฏิบัติ ไม่น่าเชื่อว่าคุณธรรมของท่านจะสามารถทำในสิ่งเหล่านี้ได้ สามารถเปลี่ยนใจคนจำนวนมากได้ และหลวงพี่ก็เชื่อมั่นเหลือเกินว่าท่านสาธุชนที่นั่งฟังอยู่ ณ ที่นี้ ก็คงจะแทบทั้งหมดที่พอฟังถึงคุณธรรมของคุณยายแต่ละเรื่องแล้ว สามารถทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ยึดมั่นในบุญ ยึดมั่นในกุศลมากขึ้น เท่ากับกำลังจะบอกท่านสาธุชนทั้งหลายว่าคุณธรรมของคุณยายนี้ไม่ใช่ธรรมดาเลย หลวงพี่มีความรู้สึกโดยส่วนตัวกับคุณธรรมในแต่ละเรื่องละเรื่องของท่าน ว่าไม่น่าจะนำมากล่าวในลักษณะที่เป็นความธรรมดา แต่มีความรู้สึกว่าคุณธรรมของท่านนี้เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์จริงๆ อัศจรรย์จนกระทั่งอยากจะใช้คำว่าคุณธรรมของท่านทุกๆ เรื่องเป็นอภูตธรรมทั้งสิ้น อะไรคืออัพภูตธรรมอภูตธรรมนี้คือธรรมอันน่าอัศจรรย์ที่ไม่บังเกิดมี เป็นสาธารณะกับบุคคลทั่วไป แต่บังเกิดมามีกับบุคคลคนใดคนหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านได้ตรัสเอาไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้วสืบทอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ถ้าเราลองแบ่งหมวดหมู่ของธรรมะ พูดง่ายๆ ว่าพระไตรปิฎกทั้งตู้นั้นถ้าจัดเสียใหม่ ตามรูปตามแบบที่แตกต่างกันไปเป็น ๙ ประเภท จะมีอยู่ประเภทหนึ่ง ซึ่งท่านจัดเอาไว้แล้วเรียกว่าอัพภูตธรรมคือธรรมอันน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี แต่มาบังเกิดมีในบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างที่กล่าวไปแล้ว แล้วธรรมหมวดนี้เนื่องจากว่าเป็นธรรมอันน่าอัศจรรย์ ก็เลยมีพระสูตรอยู่ไม่มากนัก มีบุคคลอยู่ไม่มากนักที่ถูกกล่าวถึงในแง่มุมที่ว่าท่านเป็นผู้มีอัพภูตธรรมเท่าที่พลิกๆ ดูก็พบว่ามี ๑. องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเอง นี่ท่านมีอภูตธรรมเยอะแยะไปหมดเลย อีกท่านหนึ่งก็เป็นพระอานนท์ พระพุทธเจ้าก็สรรเสริญเช่นเดียวกันว่าพระอานนท์มีอภูตธรรมเช่นกัน มีอุบาสกอีกท่านหนึ่ง ก็คืออุคคฤหบดี ท่านนี้ท่านเป็นพระอนาคามีบุคคล พระพุทธเจ้าสรรเสริญเหมือนกันว่าท่านนี้ก็มีอภูตธรรมหลายประการ ซึ่งหลวงพี่คงไม่ขยายความในที่นี้เนื่องจากเวลามีจำกัด ฟังดูอย่างนี้ เหมือนเอ๊ะ ท่านผู้เทศน์นี่จะบังอาจไปไหม ที่จะนำเอาอภูตธรรมซึ่งบังเกิดมีในแต่ละท่านตั้งแต่พระสัพพัญญูไป แล้วก็เป็นพระอริยเจ้าหลายท่าน แล้วผู้ที่กล่าวสรรเสริญว่าท่านนั้นมีอภูตธรรมอย่างนั้น ท่านนี้มีธรรมอันน่าอัศจรรย์อย่างนี้ ล้วนแล้วแต่พระอริยบุคคลทั้งนั้น แต่บังเอิญโชคดี ก็ไปเปิดเจออยู่พระสูตรหนึ่งที่เป็นการสนทนาธรรมกันระหว่างท่านพระพากุละเถระ ซึ่งท่านเป็นเอตทัคคะ หรือเป็นภิกษุผู้เลิศในทางมีอาพาธน้อยในสมัยของพระพุทธเจ้าของเรา ท่านสนทนาธรรมกับเพื่อนเก่าของท่านคนหนึ่ง เป็นปริพาชก ซึ่งเพื่อนของท่นนี้ก็เคยอยู่ร่วมกันมากับท่านตั้งแต่ในอดีตก่อนที่ท่านจะมาบวช พอมาเจอกัน ตัวเพื่อนของท่านชื่ออเจระกัสสปะนี่ ไม่ทราบมาก่อนเลยว่าตัวของท่านพระพากุละนั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว พอมาเจอกันปุ๊ปก็ยิงคำถามแรกไปก่อนว่าท่านพากุละท่านบวชมานานเท่าไหร่แล้ว พระพากุละท่านก็ตอบว่า ๘๐ พรรษาแล้วโยม คำถามที่ ๒ ซิ ฟังดูแล้วน่าสะดุ้งทีเดียว เขาถามว่าบวชมา ๘๐ พรรษาท่านเสพกามไปกี่ครั้งแล้ว ท่านพากุละท่านตอบดีจังเลย ท่านบอกว่าโยม โยมไม่ควรจะถามอาตมาอย่างนี้ โยมควรจะถามอาตมาว่าตั้งแต่บวชมา ๘๐ ปีจนกระทั่งเข้าวันนี้นี่ อาตมาเคยยินดีหรือเคยตรึกระลึกนึกถึงกามบ้างหรือ แล้วท่านก็เฉลยว่า ๘๐ ปีที่ผ่านมา ท่านไม่เคยนึกถึงกามเลย พอท่านอเจระกัสสปะได้ยินอย่างนั้นเข้า เกิดความรู้สึกอัศจรรย์ใจ ถึงกับโพล่งออกมาเลยว่าโอ้นี่เป็นธรรมอันน่าอัศจรรย์จริงๆ ที่ไม่เคยมีที่ไหนเลย แต่มาบังเกิดมีอยู่ในท่านพากุละเถระ และบั้นปลายของท่านอเจระกัสสปะ หลังจากที่ได้กล่าวอภูตธรรมของพระพากุละอีกหลายสิบข้อ สุดท้ายท่านก็ขอบวช และบั้นปลายท่านก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในพระพุทธศาสนา ก็พอดีเข้ากับสิ่งที่หลวงพี่กำลังจะนำมาแสดง ก็ถือว่าตัวของผู้แสดงธรรมก็หยั่งไม่ถึงคุณธรรมความดีของคุณยายเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็พูดได้เต็มปากในฐานะของผู้ที่ยังหยั่งไม่ถึงคุณธรรมของท่าน ก็กล้าพูดได้เหมือนกันว่าสิ่งที่คุณยายมีอยู่ สิ่งที่เป็นคุณธรรมที่อยู่ในตัวของท่าน ล้วนแล้วแต่เป็นอภูตธรรมทั้งสิ้น ซึ่งเดี๋ยวหลวงพี่จะขอยกตัวอย่างให้ฟังว่าเป็นอภูตธรรมอย่างไร ก่อนที่จะยกตัวอย่าง อยากให้ท่านสาธุชนทั้งหลายได้ลองนึกภาพตามไปด้วย โดยประการแรกหลังจากที่ได้ฟังคุณธรรมในแต่ละเรื่องแล้ว เราลองนึกถึงตัวเราเองว่ามีบ้างไหม ที่เราจะมีคุณธรรมในลักษณะเหมือนอย่างกับคุณยายท่าน ตัวของพวกเราเองยกเอาไว้ ให้มองกว้างออกไปถึงชาวโลกทั้งหลาย ๖ พันกว่าล้านคนทั่วโลกในปัจจุบันนี้ ช่วยนั่งนึกนิดหนึ่งว่ามีบ้างไหม ที่ใครจะมีคุณธรรมเหมือนกับคุณยายของเราอย่างนี้ ๖ พันกว่าล้านคนยกเอาไว้ ช่วยนึกต่อไปข้างหน้าอีกนิดหนึ่งว่าสัตว์โลกทั้งหลายที่จะมาเกิดถัดจากนี้ไป จะเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน เป็นพันล้าน เป็นหมื่นล้าน เป็นแสนล้าน นับจากวันนี้ไป จะมีสักคนไหมที่จะมีคุณธรรมความดีเหมือนอย่างที่คุณยายเราเป็น ยกตัวอย่างเช่นอะไร ยกตัวอย่างเช่นความสะอาดของคุณยาย เรื่องนี้พวกเราได้ยินได้ฟังมาบ่อยมาก มีอยู่คราวหนึ่งคุณยายถูบันไดอยู่ แล้วก็มีพี่ๆ น้องๆ ถามว่าทำไมท่านทำอย่างนี้ ทำไมถูทั้งข้างล่างข้างบน ไม่ถูข้างบนอย่างเดียว คุณยายท่านบอกว่าไม่รู้ซิ ฉันรู้สึกมันอยากถูอย่างนี้ อยากทำความสะอาด อยากให้มันสะอาดทั้งนอกทั้งใน ทั้งล่างทั้งบน ตรงนี้ฟังดูเหมือนเรื่องธรรมดา แต่ถ้านึกให้ดีจะเห็นเลยว่าโอ้ นี่เป็นธรรมชาติของท่าน ท่านไม่ต้องบังคับตัวเองเลยว่าต้องทำอย่างนี้ ทั้งต่อหน้าทั้งลับหลัง ไม่ว่าในสถานการณ์อย่างไร ธรรมชาติของท่านคือรักสะอาดอย่างนี้ ท่านทำของท่านอย่างนี้จนกระทั่งเป็นธรรมชาติ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านได้ฝึกเนื้อฝึกตัวของท่านมามากมายปานใด ถึงทำให้ความสะอาดนี้ไปฝังรวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับตัวของท่าน ตัวท่านเป็นเสมือนตัวแทนของความสะอาด แม้นี้หลวงพี่ก็อยากบอกว่าเป็นอภูตธรรม คือธรรมอันน่าอัศจรรย์ที่ไม่เคยมี แต่มาบังเกิดมีอยู่ในคุณยายของพวกเรา อีกประการหนึ่งอย่างเช่นเรื่องความสันโดษ สันโดษยินดีตามมีตามได้ ในสมัยที่ท่านไปอยู่วัดปากน้ำ เขาโยนเตียงเก่าๆ มาให้ท่าน เอามุ้งเก่าๆ ขาดๆ มาให้ท่าน พอท่าได้แล้วนี่ ถ้าเป็นเรา ถ้าเป็นเรา เราอาจจะรู้สึกว่า แหม ทำไมเอาของแบบนี้มาให้เราใช้ หรืออาจจะทนใช้ ขึ้นไปนอนเสียก่อน พอถูกตัวเรือดกัดสักวัน ๒ วัน คงนอนพื้นดีกว่า คงไม่เอาแล้ว หรือได้มาก็ทำความสะอาดได้จริงๆ ระหว่างนอนไปใช้ไป หรือคงก็นึกอยากได้ของใหม่ อยากได้ใหม่ๆ มาทดแทน แต่คุณยายเราไม่เป็น พอท่านได้มา ความสันโดษยินดีตามมีตามได้ของท่านก็ไม่ใช่ว่าได้มาก็ใช้เลยไม่ใช่ แต่ท่านนำมาขัดมาถูมาเช็ด ตัวเรือดนี่เก็บทุกวัน ขัดจนกระทั่งเตียงมันอยู่ในสภาพที่ดี มุ้งเก่าๆ ขาดๆ เย็บแล้วเย็บอีก ซักจนกระทั่งสะอาด พอทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ดี แล้วท่านจึงยินดีที่จะใช้ พอยินดีใช้แล้วท่านก็ไม่ได้คิดอยากจะหาของใหม่มาทดแทน เอาเพียงแค่ว่ามันให้มีที่นอน พอจะพักผ่อน เหยียดแข้งเหยียดขาจนกระทั่งมีเรี่ยวมีแรง ประพฤติปฏิบัติธรรม ทำวิชชาพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำไป แม้นี้ก็อยากจะบอกว่าเป็นอภูตธรรมของท่าน คือธรรมอันน่าอัศจรรย์ที่ไม่เคยมี แต่มาบังเกิดมีอยู่ในคุณยายของเราอีกประการหนึ่ง หรือแม้กระทั่งท่านเป็นผู้ที่มีขันติ ในคราวที่ถูกต่อว่าต่อขาน มีคนมาด่าว่าท่าน ท่านบอกท่านไม่สนใจเลย แล้วก็ไม่ได้เอามาใส่ใจ ท่านไม่โกรธเขา ฟังดูมันง่ายอีกเหมือนกัน ถ้าเป็นเรา เราอาจจะพอทำได้ ถูกด่าแล้วไม่โกรธนี่พอจะทำได้ แต่หลวงพี่ว่าแม้ไม่โกรธแต่มันก็ต้องกรุ่นอยู่ มันคงจะมีความกรุ่นอยู่ในใจเหมือนกัน ต้องมีบ้าง ที่จะไม่พออกพอใจ แต่คุณยายไม่เป็นเลย พอท่านบอกไม่โกรธ ก็คือท่านไม่ใส่ใจ ไม่ใส่ใจก็คือมันไม่เข้าไปในใจของท่าน ด่าเสร็จว่าเสร็จ ท่านลุก ท่านก็ลืมไปเลย ไม่สนอกสนใจ แม้นี้ก็อยากจะบอกว่าเป็นอภูตธรรมของคุณยายของเรา เป็นธรรมที่เกิดได้ยาก ไม่เคยมี แต่มามีอยู่ในตัวของคุณยายของเรา โดยเฉพาะคำตอบ คำถามที่ท่านตอบไม่ได้ ๒ เรื่อง ยิ่งน่าอัศจรรย์ไปใหญ่ ถ้าพวกเราไปอ่านประวัติของคุณยายคงจะพบว่าถูกหลวงพ่อวัดปากน้ำถามว่าลูกจันทร์ ปลาสลิดนี่มันอร่อยตรงไหน ท่านงง เพราะไม่เคยถูกถามอย่างนี้ แล้วที่งงแล้วก็ตอบไม่ได้ เป็นเพราะท่านไม่เคยใส่ใจเลยว่ารสชาติอร่อยมันจะเป็นของมันอย่างไร ท่านมีทานพอประทังชีวิตไป เอาเรี่ยวเอาแรงมาประพฤติปฏิบัติธรรมเท่านั้นท่านพอใจ พวกเราคงทราบกันดีว่ารสชาติอาหารนี้ถ้ามันเกิดถูกปากขึ้นมาแล้ว มันห้ามยากขนาดไหน อีกเรื่องหนึ่งก็คือท่านได้ยินได้ฟังพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำพูดถึงการเสพกามของชาวโลก ท่านไม่รู้จัก ท่านงง ท่านไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นเรื่องอัศจรรย์จริงๆ แสดงว่าชั่วชีวิตของท่านไม่เคยนึกถึงเลย เรื่องของกามที่จะให้มีมาติดต่อท่าน พรหมจรรย์ของท่านช่างบริสุทธิ์บริบูรณ์จริงๆ แม้นี้หลวงพี่ก็อยากจะบอกว่าเป็นอภูตธรรม เป็นธรรมอันน่าอัศจรรย์ของคุณยาย เป็นธรรมอันน่าอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีเลย แต่มามีบังเกิดขึ้นในตัวของคุณยายของเราอีกประการหนึ่ง ถัดจากนั้นมา หลังจากที่หลวงพี่ได้บวชเข้ามาในพุทธศาสนา มีโอกาสฟังพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้แสดงธรรมให้ฟังบ้าง มีโอกาสศึกษาพระไตรปิฎก ความรู้ในทางพุทธศาสนาบ้าง ก็เกิดความสงสัย นั่งนึกไปว่าเอ๊ะ พระพุทธเจ้าท่านปักหลักพระพุทธศาสนาของท่านอย่างไร ถึงทำให้ ๒,๕๐๐ ปีจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ศาสนาพุทธ ยังคงมั่นคงอยู่ได้ เป็นปึกแผ่นมั่นคงทีเดียว ก็เลยนึกไปถึงเวลาที่พวกเรานี่มาถวายสังฆทาน คงสังเกตเห็นอยู่ประการหนึ่งว่าเวลาคณะสงฆ์จะให้พร มักจะอาราธนาบารมีธรรมของคุณยาย ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย ก็หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นวัดพระธรรมกายอยู่ทุกวันนี้ มีจุดกำเนิดมาจากท่านทั้งสิ้น ตรงนี้เองที่รู้สึกฉุกใจ แล้วก็ได้มีโอกาสพินิจพิจารณา ประกอบกับได้อ่านในคำพูดของท่าน ที่ท่านบอกว่าคนเรานี่มันเอาใจยาก ท่านไม่เอาใจใครหรอก เอาใจอยู่คนเดียว ก็คือเอาใจพระพุทธเจ้า คนที่จะเอาใจพระพุทธเจ้าได้ เท่ากับว่าต้องมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์อยู่เป็นเสมอ เป็นเนืองนิจ จะคิด จะพูด จะทำอะไร ก็ต้องคอยดูพระพุทธเจ้าท่านจะพออกพอใจไหม นี่พูดกันในลักษณะที่ง่ายๆ นี่พอฟังกันง่ายๆ ซึ่งหมายความว่าถ้าหากคุณยายท่านเอาใจพระพุทธเจ้าอยู่ผู้เดียว เท่ากับว่าพระพุทธเจ้าทำอะไร คุณยายคงต้องทำอย่างนั้น แล้วนี้เองทำให้ได้มองเห็นอะไรหลายๆ อย่าง แล้วเกิดความซาบซึ้งมากไปกว่าการได้ยินได้ฟังคุณธรรมของท่านอย่างที่เล่าให้ฟังมาตั้งแต่ต้น ตอนนี้หลวงพี่อยากให้พวกเราได้ลองนำภาพ ๒ ภาพมาซ้อนกัน ภาพหนึ่งคือภาพที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปี โดยอาศัยพุทธประวัติของพระพุทธเจ้ามาเป็นต้นแบบ อีกภาพหนึ่งคือภาพการสร้างวัดพระธรรมกายของคุณยาย ยิ่งพินิจพิจารณา ๒ ภาพเอามาซ้อนกัน มีความรู้สึกอัศจรรย์ใจในปัญญาของคุณยายจริงๆ อัศจรรย์ตรงไหน อัศจรรย์ตรงที่ว่าวิธีการที่ท่านผู้รู้คืองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านได้ทำไว้ในอดีตเมื่อ ๒,๕๐๐ ปีที่ผ่านมา ช่างสอดคล้องแล้วก็ละไมคล้ายคลึงกับวิธีที่คุณยายนำมาใช้ในการสร้างวัดพระธรรมกายอย่างน่าอัศจรรย์ ถ้าสิ่งเหล่านี้คุณยายได้มาส่วนนำเอาใช้ คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเคยทำ เท่ากับว่าคุณยายเป็นผู้พิสูจน์คำว่าอกาลิโกเลยทีเดียว เพราะสิ่งใดที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้ทำและประสบความสำเร็จในอดีต หากมีท่านผู้มีปัญญาอันแยบคาย ได้นำเอามาใช้ได้อย่างถูกหลัก ถูกการณ์ ถูกนัยยะ ถูกกาละ ถูกโอกาส ถูกต้องร่องรอยกับสภาพความเป็นอยู่ของปัจจุบันได้แล้วล่ะก็ ผลสำเร็จต้องเป็นอัศจรรย์เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าท่านเคยทำเช่นกัน ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ต้องการจะนำคุณยายไปเปรียบเทียบกับพระพุทธเจ้า แต่อยากจะให้เราเห็นถึงปัญญาของท่าน ขนาดท่านไม่รู้หนังสือ แต่ท่านกลับถอดวิธีการที่พระพุทธเจ้าเคยทำสำเร็จในอดีตมาแล้ว เอามาทำให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ในปัจจุบันได้ การจะทำอะไรได้สำเร็จ เนื่องจากมีเรื่องราวเยอะมากหลายประเด็น หลวงพี่คงยกแต่เพียงคร่าวๆ สัก ๕ ประเด็นสำคัญ ในการจะทำงานอะไรให้ประสบความสำเร็จ เรื่องแรก ก็คือเรื่องของการตามทีม ทีมหมายถึงผู้ที่จะมาช่วยทำงานพระศาสนาร่วมกัน เรื่องที่ ๒ ก็คือการตามทุน ก็คือฝ่ายเสบียงที่จะสนับสนุนงานของพระศาสนา เรื่องของที่ เป็นประการที่ ๓ หมายถึงฐานทัพในการที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาออกไปให้กว้างไกลเป็นประโยชน์กับชาวโลก เรื่องที่ ๔ คือเรื่องของทักษะ หมายถึงการปลูกฝังความรู้ความสามารถให้กับทีมของตนเอง ให้ทุกคนสามารถทำงานพระศาสนาได้อย่างสอดคล้องซึ่งกันและกัน และประการที่ ๕ คือเรื่องของเวลา ต้องทันเวลาด้วย หมายความว่าต้องทำให้เสร็จ ทำเท่าที่ชั่วอายุของบุคคลนั้นจะดำเนินไปได้ ในประการที่ ๑ ในเรื่องของทีม ถ้าใครอ่านพุทธประวัติก็จะเข้าใจได้เร็วมาก พระพุทธเจ้าท่านเริ่มต้นจากตัวของท่านเพียงพระองค์เดียว ใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ ท่านตามทีมของท่าน ไม่ใช่เดินตาม ไม่ใช่ไปนั่งนึกนั่งคิด แต่ท่านตามจากกลาง จนกระทั่งไปพบผู้มีบุญอยู่ ๕ ท่านก็คือปัญวัคคีย์ หลังจากที่ท่านเทศน์จนกระทั่งพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านก็ไปต่อ ได้พระยสะ แล้วก็เพื่อนๆ อีก ๕๕ ท่าน เทศน์จนกระทั่งท่านเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์อีกเหมือนกัน ตกลงตอนนั้นมีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖๑ องค์รวมพระพุทธเจ้าด้วย แล้วพระอรหันต์เหล่านั้นน่าแปลก ที่ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีบุญ แล้วก็มีความรู้ความสามารถ อย่างเช่นพระปัญจวัคคีย์ เป็นลูกเศรษฐี เป็นคนที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มวัยแน่น ไม่มีภาระผูกพันทางครอบครัวมากมายนัก แล้วก็ได้คนเหล่านี้มา พอได้จำนวนหนึ่งคือ ๖๐ องค์ ท่านสั่งลุยทันที พวกเราคงจำได้ ท่านบอกว่าภิกษุทั้งหลาย เธอย่าไปทางเดียวกันหลายๆ คน ให้ไปคนหนึ่งหลายๆ ทาง ถ้าว่ากันภาษาเรา ไม่มีพระภิกษุสักรูปหนึ่งในประวัติที่ศึกษามา ที่จะคัดค้านคำของพระผู้มีพระภาค ไม่มีสักองค์เลยบอกว่าไม่ไปไม่ได้หรอกพระเจ้าข้า มันจะไหวหรือพระเจ้าข้า ไปแล้วจะเอาอะไรขบอะไรฉันกันนี่ ไม่มีสักองค์ สิ้นพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้า ต่างองค์ต่างแยกย้ายไป เท่ากับว่าทุกองค์มีหัวใจรวมเป็นหนึ่งกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เนื่องจากท่านเป็นพระอรหันต์กันหมด หลวงพี่ขอตัดตอนตรงนี้นิดหนึ่งและย้อนกลับมาดูการตามทีมของคุณยาย คุณยายอาศัยความเคารพในพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ อยู่ที่วัดปากน้ำเพื่อรอในสิ่งที่หลวงพ่อท่านบอกว่าให้รอผู้มีบุญที่จะมาสร้างบารมี หรือมาสานงานของท่านต่อ คุณยายท่านเฝ้ารอ ไม่ใช่รอเฉยๆ ท่านอาศัยตามจากกลางเหมือนกัน จนกระทั่งเจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยในตอนที่ท่านยังเป็นฆราวาสอยู่ ท่านก็บอกเลยว่าคุณนี่แหละเป็นคนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำให้ยายไปตาม เท่ากับท่านไม่ได้ตามสุ่มสี่สุ่มห้า หลังจากนั้นจึงได้ทีมมาชุดหนึ่ง แล้วท่านก็เทศน์ ให้นั่งธรรมะ ให้ปฏิบัติธรรมจนกระทั่งแต่ละองค์แต่ละท่าน ได้รับผลการปฏิบัติธรรมไปตามส่วนของตน แล้วเมื่อรวมคนได้ระยะหนึ่ง คุณยายก็สั่งลุยเหมือนกัน สร้างวัดพระธรรมกาย ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะ ท่านบอกว่ามีหลัก ที่เป็นหลักๆ จริงๆ อยู่ประมาณสิบกว่าท่าน ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่ก็มาเป็นพระมหาเถระ เป็นพระเถรานุเถระซึ่งเป็นหลักให้กับวัดอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ น่าอัศจรรย์อยู่นิดหนึ่งตรงที่ว่าท่านเหล่านั้นที่เป็นทีมของคุณยาย ก็ยังอยู่ในวัยหนุ่มวัยแน่น เป็นวัยที่ไม่มีภาระอะไรทางครอบครัวมากนัก แล้วก็ยังเป็นผู้มีการศึกษา มีเหตุมีผล แต่ก็ยอมให้กับคุณยาย เพราะเชื่อมั่นในคุณธรรมของท่าน แล้วแปลกไปกว่านั้น ตามประวัติเท่าที่หลวงพี่ทราบ ท่านเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นพระอรหันต์กัน แต่แปลกที่กลับมีหัวใจดวงเดียวกับคุณยายได้ คุณยายบอกให้สร้างวัด ไม่มีสักท่านหนึ่งเลยที่จะบอกว่าไม่ทำอย่างยาย ไม่เอาดีกว่ามั๊ง จะไหวหรือ มีอยู่ ๑๐ กว่าท่านที่เป็นหลักๆ อยู่ไม่มีเลย แม้นี้ก็เป็นธรรมอันน่าอัศจรรย์อีกประการหนึ่งของคุณยายของเรา เรื่องที่ ๒ เรื่องการหาทุน พระพุทธเจ้าท่านออกไปเทศน์นี่ ให้กับผู้มีบุญทั้งหลายในพุทธกาล หลวงพี่ไปเจอคำๆ หนึ่งในพระไตรปิฎก อ่านแล้วไม่ค่อยซาบซึ้งเท่าไหร่ คือคำว่าฝังทรัพย์ไว้ในพระศาสนา อ่านแล้วก็เฉยๆ ก็ทำไปซิ ๘๐ โกฏิ ๔๐ โกฏิ ทำกันเข้าไป คำว่าฝังทรัพย์นี่ หมายถึง dump ลงไปเลย มีเท่าไหร่ก็ทุ่มลงมาในพระศาสนาหมด มันเกิดอะไรขึ้น ภาพนั้นจริงๆ แล้วไม่ค่อยเข้าใจ แต่มาเห็นภาพจริง ก็เมื่อคุณยาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ฝึก หลวงพี่คงไม่มีปัญญาทำถึงขนาดนั้น แต่ว่าท่านสาธุชนอันนี้ชัดเจนจังเลย ฝึกจนกระทั่งทำจาก ๑๐ บาทเป็นร้อย ร้อยเป็นพัน พันเป็นหมื่น หมื่นเป็นแสน แสนเป็นล้าน ล้านเป็น ๑๐ ล้าน ๑๐ ล้านเป็นหลายๆ สิบล้าน ทำแล้วไม่ทำเปล่า ทำแล้วก็เบิกบานอยู่ในสิ่งที่ตัวเองทำ หลวงพี่ว่าหลายๆ ท่านเดือนๆ หนึ่งฝังทรัพย์ไว้ในพระศาสนา ปัจจัยที่นำมาฝังไว้ในพระศาสนามากกว่าปัจจัยที่ใช้หล่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัวด้วยซ้ำไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นมาได้ แต่ก็เกิดขึ้นได้ในยุคนี้ ในอนาคตกาลอย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านบอกว่าให้ฝังเข้าไป แล้วเราก็ทำเข้าไปบุญ ทำเข้าไปจนกระทั่งวันหนึ่งเราจะมีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง วันนั้นหลวงพี่ว่าไอ้ทรัพย์ที่เราฝังกันไปจนมันไม่มีที่ฝัง เราคงไม่ต้องขุด มันคงดันๆๆ ดันกันขึ้นมาให้เราใช้อย่างเป็นอัศจรรย์เหมือนกัน แล้วก็เห็นภาพอีกภาพหนึ่งหลังจากที่ทำบุญไปแล้ว ไปอ่านเจอหลังจากที่นางวิสาขามหาอุบาสิกาถวายวัดบุปผารามให้กับพระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ถวายเสร็จนางแวดล้อมไปด้วยเหล่าลูกเหล่าหลานของตัวเอง เดินอุทานเป็นเพลงขับออกมา พระสงฆ์ก็ฮือฮากันใหญ่บอกเอ๊ะ นางวิสาขาเป็นพระโสดาบันไม่ใช่หรือ ทำไมยังร้องเพลงได้ จนพระพุทธเจ้าต้องมาคลายความสงสัย บอกลูกเราไม่ได้ร้องเพลงหรอก แต่เธอดีใจที่ได้ทำทานได้อย่างสมบูรณ์ ทำสมบูรณ์จนกระทั่งอดอุทานออกมาเป็นเหมือนกับเพลงขับไม่ได้ หลวงพี่มาเห็นผู้นำบุญของเราหลายท่านที่ได้ฝังทรัพย์ในพระศาสนาในลักษณะเดียวกัน เวลามาเล่าเรื่องของตัวเองในการทำทาน ฟังดูแล้วตัวเองยังปีติสู้คนทำไม่ได้ ขนลุกขนพอง บางท่านน้ำหูน้ำตาไหล ดีอกดีใจ แล้วก็อยากทำอีก นี่ก็เป็นความอัศจรรย์อีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน เรื่องของสถานที่หรือฐานทัพ พระพุทธเจ้ามีเวฬุวันเป็นฐานทัพแห่งแรก เวฬุวันนี่เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าไม่ไกลจากตัวเมืองนักแล้วก็มีความร่มรื่นเหมาะสมที่จะรองรับผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมจำนวนมากให้ได้มาสั่งสมบุญบารมีกัน แล้วในประวัติว่ากันว่าในตอนเช้าเวลาญาติโยมสาธุชนออกจากกรุงราชคฤห์มาวัดเวฬุวันเพื่อฟังธรรม ๑๒ กิโลเมตรตั้งแต่ประตูเชตวันออกไปตามถนนหนทาง คราคร่ำไปด้วยประชาชนทั้งสิ้น ฟังดูแล้วก็ย้อนกลับมานึกถึงวัดพระธรรมกายเหมือนกัน โดยเฉพาะในวันคุ้มครอง ๒๒ เมษาที่ผ่านมา หลวงพี่มีโอกาสไปรับบุญอยู่ที่ประตูทางเข้าด้านหน้าสภาธรรมกายสากล ไปยืนมองรถบัสที่เข้ามาทางประตูหน้า คันแล้วคันเล่า คันแล้วคันเล่า ไม่ขาดสายเสียที มีอารมณ์ความรู้สึกคล้ายๆ เด็กที่นอนไม่หลับ แล้วก็นอนนับแกะที่มันกระโดดข้ามรั้วไปทีละตัว ๒ ตัว ๓ ตัว ๔ ตัว ไม่รู้จักหมดจักสิ้น ยังนั่งนึกไปว่าโอ้ นี่รถมันจะไปสุดอยู่ ณ ที่ไหนหนอ สิ่งเหล่านี้ไม่น่าเชื่อว่าคุณยายเองท่านจะได้สร้างวัดพระธรรมกาย จนกระทั่งมีสถานที่ มีทั้งความร่มรื่น มีทั้งความสะดวก ให้กับผู้มีบุญทั้งหลายมาสร้างบารมีได้เช่นเดียวกับในสมัยพุทธกาล แม้นี้ก็เป็นสิ่งอัศจรรย์อีกประการหนึ่งเช่นกัน เรื่องทักษะ เรื่องนี้สำคัญจังเลย คนทางโลกมักจะนึกว่าวิชาความรู้ที่เรามีติดตัว จะเป็นอุปกรณ์สำคัญให้เราสามารถดำรงค์หล่อเลี้ยงชีวิตของเราไปได้ แต่พระพุทธเจ้าในสมัยอดีต ไม่มองอย่างนี้เลย มี ๓ เรื่อง ๓ สิ่งที่ท่านจะสอน ไม่ว่าจะเป็นลูกพระราชามหากษัตริย์จากไหน จะเป็นผู้มีความรู้มาจากไหน จะเป็นลูกเศรษฐีมหาเศรษฐีจากไหน จะเป็นใครก็ตาม ท่านสอนอยู่อย่างเดียว คือสอนเรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา ทำกาย วาจา ทำใจให้ใส ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ สอนอย่างเดียว สอนเสร็จแล้วนี่ พอกาย วาจา ใจของแต่ละองค์แต่ละท่านในยุคสมัยนั้น เกิดความละเอียดอ่อนจนกระทั่งบรรลุธรรมกันไป พระท่านไปที่ไหนก็อยู่ได้ทุกที่ เข้ากับกลุ่มบุคคลได้ทุกกลุ่มบุคคลไป และความ (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) ที่กลางกายนี่แหละ เพราะฉะนั้นวิธีที่คุณยายถอดเอามาใช้ฝึกลูกศิษย์ลูกหาท่านตั้งแต่ยุคแรก จนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน ก็อาศัยวิธีเดียวกัน คือฝึกทั้งกาย ทั้งวาจา ลูกศิษย์ท่านให้ดี ให้มีกิริยามารยาทให้เรียบร้อย ให้นั่งสมาธิ ฝึกใจเข้าไป จนกระทั่งทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจละเอียดมากเข้า ยิ่งละเอียดเท่าไหร่เท่ากับได้เข้าใกล้ศูนย์กลางกายมากเท่านั้น เมื่อเข้าใกล้ศูนย์กลางกายได้มากเท่าไหร่ เท่ากับได้เข้าใกล้แหล่งแห่งวิชชาความรู้มากเท่านั้น เพราะฉะนั้นเลยไม่น่าแปลกใจที่มีพระอาจารย์หลายๆ รูปที่นี่ ที่ท่านบอก ท่านก็ไม่เคยทำเป็นมาก่อน แต่มาเป็นที่วัดพระธรรมกาย และเป็น ไม่ใช่แบบเป็นลวกๆ เป็นดีเสียด้วย ทำได้ดีกว่าชาวโลกทั้งหลายในบางเรื่องเสียด้วยซ้ำไป ถ้าใครจำได้คงนึกถึงคำพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะที่ท่านบอกท่านจบสัตวบาลมา แต่ให้มาสร้างวัด และเราดูซิ วัดที่ท่านและก็ทีมของท่านตอนแรกๆ ช่วยกันทำ ดูซิว่าเป็นอย่างไร แม้นี้ก็เป็นความอัศจรรย์อีกประการหนึ่งเช่นกัน ประการสุดท้ายคือเวลา คุณยายมีเวลาจำกัด ในพุทธกาลพระพุทธเจ้าก็มีเวลาจำกัด ท่านมีเวลาอยู่ ๔๕ ปีเท่านั้น ที่จะต้องปักหลักพระศาสนาให้ยืนยาวถาวร แม้พระองค์ท่านไม่อยู่แล้ว สาวกทั้งหลายก็ยังจะต้องสามารถนำสิ่งที่ท่านทำเอาไว้ให้ สืบสานต่อไปได้อีกยาวนาน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะดูว่าพระพุทธเจ้าท่านทำงานของท่านได้สมบูรณ์แค่ไหน ก็ต้องไปดูที่พุทธกิจของท่าน ตั้งแต่เช้าออกบิณฑบาตเป็นเนื้อนาบุญให้ญาติโยม ตกเย็นเทศน์ญาติเทศน์โยมอีก หัวค่ำหน่อยก็ให้โอวาทพระภิกษุสามเณร จะได้ไปประพฤติปฏิบัติทำกันต่อไป หัวค่ำก็ไม่ได้ว่างเลย ตกเที่ยงคืนไม่ได้ว่างอีก เทวดาทั้งหลายลงมาถามปัญหากันเยอะแยะ แล้วท่านก็พักผ่อนระยะหนึ่ง พอถึงปัจฉิมยามคือใกล้ๆ รุ่ง ท่านจึงมาตรวจดูสัตว์โลกอีก ว่ามีใครหนอที่จะมีคุณสมบัติจะบรรลุธรรมที่ท่านจะไปโปรดในวันนี้ ชีวิตของพระพุทธเจ้าตลอด ๔๕ พรรษาเป็นไปเพื่อความผาสุกของมวลมนุษยชาติโดยแท้จริง ไม่มีแม้สักอนุวินาทีเดียว ที่พระพุทธเจ้าท่านจะว่างเว้นจากคุณงามความดี จากการทำพระองค์ท่านเป็นประโยชน์ต่อสัตว์โลก ดูชีวิตของคุณยายเรา ตั้งแต่ท่านได้มาเข้ามานั่งทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ท่านได้อยู่กับลูกๆ หลานๆ ชีวิตของท่านไม่เคยว่างเว้นเลยจากความดีความงาม เป็นความดีล้วนๆ ท่านขนบุญเต็มที่ ท่านถึงบอกว่ามีแต่บุญเท่านั้นที่เป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้นทั้งชีวิตของท่านไม่ห่างเลยจากบุญ แล้วไม่ใช่ท่านไม่ห่างบุญอย่างเดียว ท่านยังทำตัวของท่านเองให้เป็นประโยชน์กับมหาชนหมู่มาก อย่างที่เห็นๆ อย่างที่หลวงพี่เล่ามานี่ โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างวัดพระธรรมกาย จนกระทั่งวัดพระธรรมกายนี้เป็นหลักเป็นฐาน เป็นที่เชิดหน้าชูตากับพระพุทธศาสนาได้วัดหนึ่งเลยในโลกใบนี้ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นปัญญาของคุณยาย ซึ่งต้องบอกว่าเป็นอัจฉริยภาพทางปัญญาของคุณยายอย่างแท้จริง หลวงพี่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน ว่าถ้าไม่กล่าวว่าอัจริยภาพทางปัญญาของคุณยายนี้ เป็นอัจฉริยะ อัพภูตธรรมคือธรรมอันน่าอัศจรรย์ไม่เคยบังเกิดขึ้น แต่มามีอยู่ในตัวของคุณยายของพวกเราแล้ว ก็ไม่รู้จะสรรหาคำไหนเช่นกันที่จะมาแทนปัญญาของท่าน และเพราะคุณสมบัติเหล่านี้ของคุณยายของพวกเรา ช่างเหมาะเหลือเกิน สมเหลือเกินที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของพวกเราได้กล่าวเอาไว้ คุณยายนี่เป็นประดุจพระเจดีย์ เพราะทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจที่ใส สะอาดของท่านเป็นที่รองรับของผู้มีอานุภาพคือพระธรรมกายนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน และคงไม่มีคำใดที่จะให้คำจำกัดความของคุณยายไปได้ดีกว่าคำชมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่ว่าลูกจันทร์นี้เป็นหนึ่งไม่มีสอง และแม้คำเหล่านี้ หลวงพี่ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะ อัพภูตธรรม คือธรรมอันน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี แต่มาบังเกิดมีอยู่ในคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของพวกเราทุกๆ ท่าน ในท้ายที่สุดนี้ หลวงพี่ขอเรียนเชิญทุกท่านได้นั่งหลับตา สำรวมกาย วาจา ใจของพวกเรา ตรึกระลึกนึกถึงคุณธรรมความดีงามของคุณยาย ตรึกระลึกถึงคุณธรรมที่เป็นอัพภูตธรรมธรรมอันน่าอัศจรรย์ที่ไม่เคยมี แต่กลับมาบังเกิดมีอยู่ในตัวของคุณยายของเราเป็นอัศจรรย์ ไม่สาธารณะแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ให้พวกเรานึกถึงสิ่งที่คุณยายได้สร้างเอาไว้ ได้ทำเอาไว้ทันเวลา ตลอดชีวิตของท่านได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความสัมพันธ์ในการทำงานพระศาสนาไว้อย่างทันเวลาทีเดียว เหลืออยู่แต่สิ่งละอันพันละน้อยที่ลูกหลานของท่านทุกๆ ท่านจะต้องสานมโนปณิธานของท่าน ให้เป็นความจริง ให้ปณิธานของท่านที่รับปากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมาว่าจะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปให้ทั่วโลกให้เป็นจริงให้ได้ ให้พวกเราตรึกระลึกนึกถึงคุณของคุณยายกันนะ สัพเพ… PAGE PAGE 14 หน้า FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\พฤษภาคม\44-05-17 FW-AAT.doc