หัวใจของผู้ให้
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบคารวะพระมหาเถระ พระเถรานุเถระผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณรอุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรลูกหลานคุณยายทุกท่าน
หากจะกล่าวถึงหมู่คณะในยุคนี้ที่รักการสั่งสมบุญบารมีที่มีหัวใจเป็นผู้ให้ดั่งพระโพธิสัตว์ หลวงพี่เชื่อมั่นว่าพวกเราทุก ๆ คนในที่นี้เป็นหนึ่งในหมู่คณะนั้น หากพวกเราย้อนมองดูภาพชีวิตของพวกเราที่เริ่มเข้าวัดมา ชีวิตของพวกเรานั้นเป็นเวลาที่มีคุณค่า บางคนเข้าวัดมาตั้งแต่วัดเริ่มสร้าง ทำบุญทำทานกับวัดมาตลอดบางคนเข้าวัด ตอนเข้าวัดยังไม่รู้จักการทำบุญไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร พอเห็นพวกเราทำบุญทำทานทำแล้วมีความสุข ทำแล้วมีความสุข อยากมีความสุขเช่นนั้น เขาก็ทำอย่างเรา บางคนแรก ๆ ทำบ้างไม่ทำบ้างมา ณ วันนี้กับทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจให้กับพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่
สิ่งนี้เป็นเพราะว่าหัวใจของพวกเรานั้นได้ผ่านการให้มาครั้งแล้วครั้งเล่า ใจของพวกเรานั้นได้ขยายกว้างขึ้น สิ่งนี้แหละที่เป็นสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะและคุณยายของเราท่านได้ปลูกฝังลูกหลานของท่านให้รู้จักการให้ ให้คุ้นเคยกับการเป็นผู้ให้ บัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อนได้กล่าวสรรเสริญการให้ไว้มากมายไม่ว่าจะเป็นผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ผู้ให้สิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้น ผู้ให้ย่อมแกล้วกล้าในที่ประชุมชน ผู้ให้ความสุขย่อมได้ความสุข จะเห็นว่าจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก็คือการให้ การพัฒนาจิตใจ ก็เริ่มต้นด้วยการให้
หมู่คณะของเราที่มีความสุขก็ด้วยการให้ การสร้างบารมีจากคนธรรมดาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็เริ่มต้นด้วยการให้ วัดของเราสร้างมาได้ก็เพราะคุณยายของเราเป็นต้นแบบแห่งการให้ คุณยายท่านได้ให้โอกาสกับตัวท่านเองในการฝึกฝนอบรมตนเองปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงธรรมะและได้นำสิ่งเหล่านี้มาถ่ายทอดให้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย หลวงพ่อทัตตะ พระเถรานุเถระ พระอาจารย์จนมาถึงพวกเราให้ได้รู้ถึงมโนปณิธานเป้าหมายในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง คุณยายจึงมีความปรารถนาให้สถานที่นี้แหละเป็นสถานที่ให้ธรรมะทั้งปฏิบัติ และปริยัติ แก่พวกเราวัดของเราจึงสร้างมาด้วยเพราะว่าคุณยายท่านได้เสียสละทั้งกาย ทั้งใจทุ่มเทให้จนเป็นวัดเรามาได้ถึงทุกวันนี้
หมู่คณะของเราเองแม้จะมีมากมายก็ตามแต่ที่อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขนี้ก็เพราะทุกคนนั้นรู้จักการให้ ให้ซึ่งการและกัน แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเองก็เช่นเดียวกัน ครั้นเมื่อพระองค์นั้นปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งแรกพระองค์ก็ทรงเริ่มต้นด้วยการให้ ในครั้งนั้นเป็นสมัยที่โลกของเรานั้นว่างเว้นจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามานานนับภพนับชาติไม่ถ้วน โลกของเราขณะนั้นว่างเว้นจากผู้บรรลุธรรมเสมือนอยู่ในความมืดมิดถึงขนาดที่ท้าวพรหมสุธาวาสซึ่งเป็นผู้บรรลุธรรมชั้นอนาคามีในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ นั้นรำพึงมาเลยว่า โอ้หนอ บัดนี้พรหมของเราชั้นนี้เหลือน้อยแล้วหนอ
ครั้งนั้นเองพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราได้บังเกิดเป็นมานพหนุ่มน้อยเข็ญใจอาศัยอยู่กับมารดาสองคนอาศัยการหาผักและฟืนในการบำรุงดูแลมารดา วันหนึ่งได้มีโอกาสได้งานกับนายพานิชบนเรือสำเภาจึงได้นำมารดาของตนนั้นขึ้นเรือด้วยเพื่อจะได้มีโอกาสอุปัฏฐากดูแลท่าน วันหนึ่งขณะที่เรือสำเภานั้นลอยอยู่กลางมหาสมุทรได้เกิดต้องลมพายุใหญ่ขึ้นเรือนั้นได้เกิดอับปรางลงกลางมหาสมุทร ขณะนั้นทุกคนต่างตื่นตระหนกพยายามเอาชีวิตของตัวเองให้รอด แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้นดำรงสติมั่น ท่านเหลียวมองหามารดาของตนก่อน แล้วกระโดดลงจากเรือก่อนที่เรือจะล่ม ว่ายน้ำไปหามารดาของตน เอามารดาของตนนั้นนั่งอยู่บนบ่าท่านว่ายน้ำโดยมีมารดาท่านอยู่บนบ่านั้นอยู่กลางมหาสมุทรวันแล้ววันเล่า ทั้งเหนื่อยอ่อน ทั้งเหนื่อยล้า มองไปข้างหน้าก็ไม่เห็นฝั่ง
หลายวันที่ท่านว่ายน้ำอยู่ท่านทั้งเหนื่อยอ่อน ต้องทนกับน้ำทะเลที่หนาวเหน็บ ต้องทนกับน้ำทะเลที่แสนเค็มที่กัดกินเนื้อของท่านต้องทนกับการอดอาหารแต่สิ่งหนึ่งที่ท่านคิดอยู่ในใจคือ คือการให้มารดาของตนนั้นรอดชีวิตจากครั้งนี้ได้ หัวใจของท่านครั้งนั้นนั่นเอง ท้าวสุทธาวาส ซึ่งอยู่บนชั้นมหาพรหมสุทธาวาส สูงขึ้นไปกว่าพื้นมนุษย์ นับโยชน์นับแสนนับล้านโยชน์ ถึงขนาดพรหมสุทธาวาสมองลงมาสะดุดใจเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มองไปทั่วจักรวาลสะดุดใจที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าบุรุษนี้หนอเป็นมหาบุรุษโดยแท้มีความอุตสาหะยิ่ง แม้ว่ายน้ำพามารดาของตนกลางมหาสมุทรที่มองไม่เห็นฝั่งยังมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ที่พร้อมที่จะว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรไปได้ จึงรำพึงออกมาว่า บุรุษนี้แหละที่จะมีความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ในอนาคต
และด้วยอำนาจฤทธิ์ของมหาพรหมนั้นเอง และด้วยหัวใจของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในขณะนั้นทำให้ท่านได้คิดว่าโลกมนุษย์นี้ที่อยู่ในวัฏสงสารล้วนตกอยู่ในความทุกข์หากเรารู้วิธีที่จะออกจากทุกข์นี้ได้ เรานี่แหละจะพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ตามเราไปด้วย ครั้งนั้นจึงทำให้ท่านตั้งจิตอธิษฐานในครั้งแรกว่า หากเราสิ้นชีวิตในท้องมหาสมุทรนี้กับมารดาขอบุญกุศลนี้แหละที่เราแบกมารดาว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรนี้ให้เราเป็นปัจจัยบรรลุถึงซึ่งโพธิญาณ เราจะนำสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นให้ข้ามวัฏสงสารไปกับเราด้วย แล้วได้อธิษฐานย้ำลงไปอีกว่าหากเราเปลื้องตนออกจากวัฏสงสารนี้ได้ เราจะพาสรรพสัตว์ทั้งหลายเปลื้องตนตามตนไปด้วย หากเราข้ามวัฏสงสารนี้ได้ เราก็จะพาสรรพสัตว์ทั้งหลายข้ามวัฏสงสารนี้ไปด้วย
และด้วยครั้งนั้นนั่นเองจึงทำให้พวกเราเรียกท่านว่าพระโพธิสัตว์ คือบุคคลที่มีหัวใจยิ่งใหญ่ที่ปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พร้อมจะยกตนเองและสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ พวกเราคิดดูในวินาทีแห่งวิกฤตินั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เพียงคิดถึงชีวิตตนแค่ชีวิตเดียวกลับคิดถึงหัวใจของผู้อื่น คิดถึงผู้อื่น นี่คือหัวใจของพระโพธิสัตว์หัวใจที่พร้อมจะเป็นผู้ให้ พร้อมที่พาผู้อื่นนั้นให้พ้นทุกข์ตามตนไปด้วย พวกเราเองซึ่งเป็นลูกหลานหลวงพ่อ หลานคุณยาย ที่ท่านมีความปรารถนาว่าจะยกสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นให้ไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม พวกเราจึงจำเป็นต้องสร้างหัวใจของเรานั้นให้เป็นหัวใจของผู้ให้
หากเราดูในโลกปัจจุบันนี้มนุษย์เราจะแบ่งก็แบ่งได้แค่สองพวกคือผู้รับ และก็ผู้ให้ เราทุกๆ คนนั้นบางครั้งอยู่ในฐานะผู้รับ บางครั้งก็อยู่ในฐานะผู้ให้ มารดาเองนั้นสามารถเป็นผู้ให้ ให้การเลี้ยงดูลูก ให้สมบัติที่ควรกับลูก ลูกเองก็สามารถอยู่ในฐานะผู้ให้ให้การดุแลปรนนิบัติมารดา ให้การเลี้ยงดูท่านตอบ สามีก็สามารถดูแลภรรยาของตน ภรรยาก็ให้การปรนนิบัติดูแลสามี เจ้านายก็สามารถเป็นผู้ให้ ให้งานกับลูกน้องให้ของที่ควรแก่ลูกน้อง ลูกน้องก็สามารถเป็นผู้ให้ ให้ความจริงใจ ให้การทำงานที่ดีกับเจ้านาย
สิ่งเหล่านี้แหละ หากเราทำหน้าที่ของเราตามทิศ ๖ อย่างถูกต้อง เป็นผู้ให้และก็เป็นผู้รับ พวกเรานั้นจะสามารถทำให้สังคมของเรานั้นอยู่อย่างเป็นสุขได้ แต่มนุษย์เราทุกวันนี้นั้นปรารถนาที่จะเป็นผู้รับเสียมากกว่าเป็นผู้ให้ ตรงนี้แหละที่ทำให้โลกเราในปัจจุบัน สังคมในปัจจุบันนั้นขาดความสมดุล เมื่อเรามีผู้ให้น้อยกว่าผู้รับ เมื่อผู้เป็นมารดาเป็นผู้ให้ฝ่ายเดียว ผู้เป็นลูกเป็นผู้รับฝ่ายเดียว นั่นก็หมายความว่าครอบครัวขาดความสมดุล
ภรรยาเป็นผู้รับสามีเป็นผู้ให้ฝ่ายเดียวครอบครัว การครองเรือนก็ขาดสมดุลไปสิ่งนี้แหละจึงจำเป็นที่เราทุกคนจึงต้องสร้างหัวใจให้เกิดกับทุก ๆ ที่ ที่เราไปอยู่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อปรารถนาให้ลูก ๆ ทุกคนนั้นมีอยู่ในหัวใจ อยากให้เป็นผู้ให้ หากเรามองดูเคยมีคนกล่าวไว้ว่า ผู้ให้จริง ๆ นี่เป็นผู้รับลองมองดูใกล้ ๆ ตัวของเรา เราหายใจออก จึงสามารถหายใจเข้าได้ จึงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แม่น้ำไหนก็ตามที่มีทางไหลออกสู่มหาสมุทร แม่น้ำนั้นย่อมอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่านานาพรรณ มีการไหลเวียนของธรรมชาติไหลเวียนของแร่ธาตุหากแม่น้ำที่มีลักษณะตัน นั่นหมายความว่าน้ำจะไม่มีไหลและหมุนเวียน แม่น้ำนั้นก็จะขาดความอุดมสมบูรณ์ บางครั้งพาลจะทำให้ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
ดังนั้นพวกเรานั้นหากจะมองจริง ๆ แล้วผู้ให้นั้นก็คือผู้ได้ จะได้ก็ต่อเมื่อเราได้นำออกก่อน หากเรามองกันจริง ๆ แล้วมนุษย์เราทุกคนในปัจจุบันนี้หากจะต้องการ ก็ต้องการเพียงแค่สมบัติอยู่ ๓ อย่าง คือรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ทรัพย์สมบัตินั้นเราก็สามารถทราบดีอยู่แล้ว เพราะทุกคนนั้นคุ้นเคยกับการเป็นผู้ให้เราให้ทานในพระพุทธศาสนา ผลทานนั้นก็ย่อมยิ่งมาก การให้นั้นบางครั้งสิ่งที่ได้กลับมานั้นอาจจะมาในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งบางทีเราก็แยกไม่ออกว่าเป็นเพราะอะไร เวลาเราได้รับกลับมานั้นทุกครั้งที่เราให้ออกไปเราก็จะได้รับกลับมา
ผู้ให้นั้นจึงมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ เพียงแค่คิดที่จะเป็นผู้ให้ก็เป็นหัวใจที่ยิ่งใหญ่แล้วเราลองคิดดู เวลาเราออกไปจะชักชวนคนมาทำบุญจะชักชวนคนมาประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น สิ่งแรกที่เราต้องคิดคือ เราจะให้อะไรเขา เราจะทำอย่างไรให้เขาคิดอย่างเรา เราจะทำอย่างไรให้เขามีศรัทธา เราจะชักชวนเขาอย่างไร เราจะทำตัวเราอย่างไรสิ่งนี้แหละที่เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องฝึกตนเอง เราต้องฝึกการพูด เราต้องศึกษาธรรมะ เราต้องฟังธรรมะ เราต้องปฏิบัติธรรม จึงจะนำสิ่งนั้นถ่ายทอดไปให้กับเขาได้
แล้วมันจะเป็นสิ่งที่บังคับเราในตัวเองให้เราได้ในตัวเองทุกครั้งที่เราออกไปทำหน้าที่ สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องเจอ ก็คือปัญหาและอุปสรรค เราออกไปทุกครั้งเราจะต้องใช้ทั้งความอดทน ใช้ทั้งสติปัญญา และสิ่งนี้แหละที่จะย้อนกลับมาเป็นบารมีให้กับเรา เราอดทนต่อการกระทบกระทั่ง ขันติบารมีเราก็เกิด เราจะไปชวนให้เขาทำบุญเราก็ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน เข้าไปหาเขา เขาถึงจะยอม เขาถึงจะประพฤติปฏิบัติธรรมกับเราดังนั้นหากเราเป็นผู้ให้เราก็จะเป็นผู้ได้
รูปสมบัติเองก็ใช้วิธีเดียวกัน คือต้องนำออกถึงจะได้ เราก็ใช้รูปสมบัติของเรานี้ในการสร้างความดี พวกเราทุก ๆ คนตื่นเช้ามาสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย สรรเสริญคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พบปะหน้ากันก็คุยแต่เรื่องที่ยกใจ คุยแต่เรื่องที่ทำให้ใจเรานั้นสะอาดกล่าวแต่วาจาไพเราะสิ่งนี้แหละที่จะเป็นบุญเป็นกุศลให้กับเราเหมือนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กายมหาบุรุษของท่านเองก็ได้มาจากการที่ท่านนำรูปสมบัติของท่านไปใช้ในการสร้างความดี
ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เคยตรัสไว้ว่า มหาบุรุษไม่ได้กล่าววาจาหยาบทำความบาดหมางความลำบากใจ ทำความเจ็บใจอันย่ำยีมหาชนเป็นคำชั่วร้าย ได้กล่าวแต่วาจาอ่อนหวานไพเราะมีประโยชน์กล่าววาจาอันเป็นที่รักแห่งใจอันไปสู่หทัยสะดวกหู เสวยผลแห่งวาจานั้นที่ประพฤติดี และเสวยผลบุญในสวรรค์ครั้นเสวยผลกรรมที่ประพฤติดีแล้วมาในโลกนี้ได้ถึงความเป็นผู้มีเสียงดุจท้าวมหาพรหม และมีชิวหาอันไพบูลย์กว้างมีคำที่กล่าวอันมหาชนเชื่อถือ เราจะเห็นว่ากายมหาบุรุษของท่านนั้นก็ด้วยการที่ท่านนำเอากายของท่านนั้นไปใช้ประโยชน์ในการทำความดี จึงได้กายมหาบุรุษของท่านนั้นมา
คุณสมบัติก็เช่นเดียวกัน บุคคลที่จะได้คุณสมบัติก็คือต้องนำออกถึงจะได้สิ่งนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อนั้นท่านได้สอนพวกเรา เราสามารถสร้างคุณสมบัติให้เราได้ โดยการที่เราสร้างบารมีทุกครั้งที่เราออกไปสร้างบารมีนั้นเราต้องพบกับอุปสรรค เราต้องมีปัญหาและทุกครั้งที่เรามีปัญหาและอุปสรรคเราจึงต้องหาทางแก้ไข ทั้งทุ่มสติปัญญาของตนกำลังกายกำลังใจในการที่จะแก้ปัญหาตรงนั้นได้และสิ่งนี้แหละเมื่อเราสามารถทำให้คน คนหนึ่งมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเข้าใจในเป้าหมายของชีวิต
ภาพของเรานั้นก็จะอยู่ในหัวใจของเขาเหมือนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เดินทางไปในที่แห่งหนึ่งท่านถึงกับหยุดและก็บอกให้พระอานนท์นั้นปูลาดอาสนะแล้วก็ชี้ไปที่ตรงนั้นและกล่าวว่าที่ตรงนี้แหละเคยเป็นที่สหายของท่านชื่อฆฏิการะ ที่ได้เป็นกัลยาณมิตรให้ท่าน ได้เป็นผู้ทำให้ท่านนั้นได้ออกบวชในพระพุทธศาสนา และได้มาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ วันนี้แม้ภาพนั้นจะผ่านล่วงเลยเวลามาถึงหนึ่งพุทธันดร แต่ก็ยังอยู่ในหัวใจของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง
ดังนี้พวกเราเองที่ไปทำหน้าที่กัลยาณมิตรก็ให้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจของเรานั้นทำอย่างเต็มที่ใช้สมบัติทั้ง ๓ ของเรานั้นที่มีอยู่ ออกเป็นผู้ให้ นำสมบัติทั้ง ๓ ของเราทั้งทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติของเรา คุณสมบัติของเราที่มีอยู่ แม้จะไม่เท่ากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ให้ใช้ทั้งหมดนั้นในการสร้างบารมี เมื่อเรานำออกมาใช้ประโยชน์นำออกมาสร้างความดีสิ่งเหล่านี้แหละที่ย้อนกลับมาสู่ตัวของเรานี่คือสิ่งทั้งหมดที่หลวงพ่อปรารถนาให้พวกเราหากเราทำหัวใจของเราให้เป็นผู้ให้ได้เหมือนกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ได้เหมือนกับคุณยาย ใจของเราก็จะยิ่งใหญ่เหมือนหลวงพ่อเหมือนคุณยาย หลวงพ่อมีใจเหมือนคุณยายจึงสร้างบารมีเหมือนอย่างคุณยาย ใจของท่านจึงรับธรรมะของคุณยายได้ทั้งหมด เราเองก็เช่นเดียวกันหากทำหัวใจของเรานั้นให้ยิ่งใหญ่และให้เหมือนกับหลวงพ่อเหมือนคุณยายใจของเราก็จะสามารถรับธรรมะและประพฤติปฏิบัติธรรมมีธรรมะอย่างหลวงพ่ออย่างคุณยายได้
ท้ายที่สุดนี้หลวงพี่ก็ขอให้พวกเรานั่งหลับตาของเรา ให้ทำใจของเรานั้นให้ขยายใหญ่เหมือนหลวงพ่อเหมือนอย่างคุณยายของเรา ก็ให้พวกเราขยายใจของเราให้ใหญ่ให้กว้างสุดไม่มีประมาณ ให้นึกน้อมนำ นึกอาราธนาคุณยายให้ท่านมาอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา นึกกลั่นให้คุณยายท่านใสสว่าง แล้วอาราธนาบารมีธรรมของคุณยายให้กลั่นธาตุกลั่นธรรมในตัวของเขาให้สะอาดให้บริสุทธิ์ แล้วเราให้หยุดให้นิ่งให้สบาย
*********************************** จบ ***********************************