ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

แง่คิดจากวันสงกรานต์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ทรงพระมหากรุณาแผ่ไปในไตรภพ และพระนพโลกุตตระธรรมอันล้ำเลิศ อีกทั้งพระอริยสงฆ์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเถรานุเถระผู้มีพรรษาแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก ยอดนักสร้างบารมีทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานผู้มีธรรมะสว่างไสวทุกท่าน วันนี้หลวงพี่เองมีความรู้สึกปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาแสดงธรรมในงานของคุณยาย ได้มีความรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งที่ลูกหลานยาย มองแล้วนี่สุดลูกตาทีเดียวนะ ให้พวกเราทุก ๆ คนได้กล่าวอนุโมทนาบุญกันอีกครั้งหนึ่งซิจ๊ะ (สาธุ) และในวันนี้นี่เป็นวันที่พิเศษจริง ๆ ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น เพราะว่าวันนี้ ประการที่ ๑ เป็นวันมหาสงกรานต์ เป็นวันขึ้นปีใหม่ของคนไทย ประการที่ ๒ พวกเราได้มาพร้อมใจกันตั้งแต่เช้า มาบวชลูกบวชหลาน เพื่อเป็นศาสนทายาทจำนวนถึง ๒๒๔ รูป เป็นพระ ๑๘๕ รูป สามเณรอีก ๓๙ รูป มีความชื่นอกชื่นใจตั้งแต่เช้าทีเดียว เท่านั้นยังไม่พอ พวกเรายังได้พร้อมเพรียง และตั้งใจมาฟังสวดพระอภิธรรม และพร้อมใจกันมาฟังธรรมะที่ถือว่าเป็นวาระพิเศษจริง ๆ นะ หลวงพี่เลยค้นเอาเรื่องของวันสงกรานต์มาฝากพวกเรา และได้รับความเมตตาอย่างมากจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ชี้ประเด็นที่สำคัญ และได้ฝากเป็นข้อคิดให้กับพวกเรา ในวันข้างหน้าพวกเราจะได้มีหลักในการทำงานต่อไปในอนาคต หลวงพี่นำเรื่องมาฝาก ๒ เรื่อง เรื่องแรกคือเรื่องวันสงกรานต์ เรามาฟังกันดูว่าวันสงกรานต์นั้นน่ะ มีความเป็นมาอย่างไร คำว่าสงกรานต์นั้นน่ะ แปลว่าผ่านนะจ๊ะ แปลว่าผ่านหรือเคลื่อนย้ายเข้าไป ถามว่าอะไรที่เคลื่อนหรือย้ายเข้าไป ที่เคลื่อนหรือย้ายเข้าไปนั่นคือดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวนพเคราะห์ ที่เคลื่อนย้ายเข้าไปในจักรราศีต่าง ๆ จักรราศีนั้นคืออะไร จักรราศีคือวงกลม เป็นรูปวงรีอยู่บนท้องฟ้า ซึ่งแบ่งเป็นแนวระนาดแล้วได้ถึง ๑๒ ส่วน แต่ละส่วนนี่โดยเฉลี่ยแล้วห่างกันประมาณ ๓๐ องศา ถ้านับจากโลกไปนะ ประมาณ ๓๐ องศา แบ่งเป็น ๑๒ ส่วน แต่ละส่วนนั้นมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน บรรพบุรุษก็ตั้งชื่อเอาตามชื่อสัตว์ในโลกมนุษย์เป็นชื่อตั้งของราศีต่าง ๆ ทั้งหมด ๑๒ ราศี การที่พระอาทิตย์ พระจันทร์ หรือดาวนพเคราะห์เคลื่อนเข้ามาสู่ราศีนั้น ต้องใช้เวลาในการเดินทาง เวลาในการเดินทางแต่ละราศีใช้เวลา ๑ เดือน ๑๒ ราศีก็ใช้เวลา ๑๒ เดือน หรือ ๑ ปีนั่นเอง จากวันและเวลาที่เคลื่อนเข้าสู่ราศีนั้นน่ะ ภาษาโหรเขาเรียกว่ายกขึ้นสู่ หรือยกเข้าสู่ ในการยกเข้าสู่ราศีที่พิเศษจริง ๆ คือราศีเมษ ก็คือเดือนเมษายนนี่เอง เราเรียกพิเศษว่ามหาสงกรานต์ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระนพเคราะห์ต่าง ๆ ที่เคลื่อนย้ายเข้าไปยังราศีต่าง ๆ นั่นน่ะ เขาเรียกว่าสงกรานต์ แต่ที่พิเศษจริง ๆ คือเคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ หรือเดือนเมษา ถึงจะเรียกว่ามหาสงกรานต์ เพราะฉะนั้นสงกรานต์ไม่ใช่มีแค่วัน ๒ วัน เท่านั้นนะ แต่ยังมีทุกเดือนทีเดียว เพราะงั้นเราเล่นสงกรานต์ได้ทุกเดือนเลยนะ แต่วันมหาสงกรานต์นี้มีเพียงแค่ช่วงระยะเวลาเดือนเมษานี้เท่านั้น ทีนี้ หลวงพี่จะขอย้อนไปอีกนิดหนึ่ง ในต้นภัทรกัปว่าสงกรานต์นั้นน่ะ มันเป็นมาอย่างไร ในภัทรกัปนี่เอง มีเศรษฐีท่านหนึ่งมีทรัพย์มาก แต่ไม่มีบุตร บ้านนั้นอยู่ใกล้นักเลงสุรา ถ้ามาอ่านปฏิรูปเทสแล้วนี่ จะต้องไม่ตั้งบ้านใกล้นักเลงสุราแน่ ๆ เลย แต่ไปตั้งบ้านนี่อยู่ใกล้บ้านนักเลงสุรา วันหนึ่งนักเลงสุรานั้นก็เข้ามาในบ้านเศรษฐีแล้วก็ต่อว่าเศรษฐีนี่อย่างหยาบคายทีเดียว กล่าวว่าอย่างไร เศรษฐีเธอนี่มีทรัพย์มาก แต่ไม่มีบุตร สู้เราก็ไม่ได้ นี่ท่านตายไปแล้วนะ สมบัติทั้งหมดต้องอันตรธานหายไปอย่างแน่นอน เศรษฐีได้ฟังแล้วนี่ เอ๊ะ ถ้าจะจริงนะ ไอ้สมบัติเราก็มีเยอะ ลูกเราก็ไม่มี แต่ยาจกคนนี้นักเลงสุราคนนี้นี่ มีลูกตั้ง ๒ คนแถมผิวพรรณนี่ผุดผ่องดั่งทองคำทีเดียวนะ ฟังแล้วก็เลยอยากจะมีบุตรเหมือนกัน วิธีแก้ไขของเศรษฐีทำยังไงรู้ไหม ไปบวงสรวง ใช้เวลาตั้ง ๓ ปีในการบวงสรวง ไม่ประสบความสำเร็จ แหม บวงสรวงผิด จนกระทั่งถึงฤดูร้อนในปีหนึ่ง ในโลกนั้นก็มีการจัดงานรื่นเริงต่าง ๆ เศรษฐีแล้วก็บริวารก็พากันไปจัดงานรื่นเริงที่ริมฝั่งแม่น้ำใต้ต้นไทร ซึ่งมีฝูงนกนี่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากทีเดียว แล้วก็ทำการ ทำความสะอาดต้นไทรนั้นอย่างดี ซาวข้าวด้วยน้ำถึง ๗ ครั้งทีเดียว บูชารุกขเทวดาที่อยู่บนต้นไทรนั้น เท่านั้นยังไม่รู้นะ จัดเครื่องดนตรีโหมประโคมกันอย่างดีเยี่ยมทีเดียว แล้วก็ขอพร ขอพรเทวดาที่อยู่บนต้นไทรนั้นว่าด้วยความตั้งใจบูชารุกขเทวดาครั้งนี้นะ ท่านน่ะช่วยดลให้เรานี่มีบุตรด้วยเถอะ รอมาตั้งหลายปีแล้ว รุกขเทวดานี่ทนไม่ไว้ครับ เหาะไปขอพระอินทร์เลย พระอินทร์ท่านก็ใจดี๊ใจดีจริง ๆ ขอก็ให้ แต่ให้ธรรมบาลเทพบุตรลงมาจุติ ณ ครรภ์ของภรรยาเศรษฐี เมื่อถึงเวลาคลอด เศรษฐีจึงตั้งชื่อบุตรของตนว่าธรรมบาล เมื่อธรรมบาลโตขึ้นนี่ มีความสามารถพิเศษ สามารถฟังเสียงนกได้รู้เรื่อง แล้วก็สามารถเรียนจบไตรเพทนี่ได้ภายใน ๘ เดือนทีเดียว เก่งมากทีเดียว ด้วยสมัยนั้นนี่ก็มีการบูชาพระพรหมด้วย มีกบิลพรหมองค์หนึ่งก็เที่ยวลงมาประกาศข่าวดีให้กับเมืองมนุษย์ พอได้ยินชื่อธรรมบาลนี่ ก็เกิดรู้สึกเหมือนกับว่าเกิดความอยากลองดี เกิดความอยากลองดี เลยมาถามปัญหาธรรมบาล มีการพนันกันเกิดขึ้น ถามปัญหาอยู่ ๓ ข้อ ข้อที่ ๑. ว่าเวลาเช้านี่ สิริราศีนั้นอยู่ที่ไหน เวลาเพล หรือเวลาเที่ยง สิริราศีอยู่ที่ไหน และเวลาเย็น สิริราศีนั้นอยู่ที่ไหน ถามคำถามนี้แก่ธรรมบาล ธรรมบาลนั้นน่ะได้ฟังคำถามแล้ว มีคนมาท้าประลองด้วยภูมิปัญญาของตนเอง ก็รับปาก แต่มีข้อแม้นะ กบิลพรหมมีข้อแม้ว่าถ้าธรรมบาลตอบได้ เราจะตัดเศียรของเราบูชาเธอ แต่ถ้าเธอตอบไม่ได้ เราจะตัดคอของท่าน โอ้โฮ นี่เล่นแรงเลยนะจ๊ะ เล่นแรงเลย ถึงขนาดตัดคอกันทีเดียว แค่ปัญหาแค่นี้เอง แต่ธรรมบาลก็ผลัดไปบอกว่าขอเวลาสัก ๗ วันในการคิดคำตอบนี้ ผ่านไปได้ ๖ วัน ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเอาคำตอบอะไรไปตอบดี สุดท้ายก็คิดว่าต้องตายแน่ ๆ เลย งั้นเราหนีดีกว่า ลงจากเรือนของตนเองไปนอนอยู่ใต้ต้นตาล บังเอิ๊ญบังเอิญจริง ๆ เลย ต้นตาลนั้นน่ะก็มีพญาอินทรีคู่หนึ่งสามีภรรยา อาศัยอยู่บนต้นตาลนั้น ภรรยานกอินทรีก็ถามว่าเธอ พรุ่งนี้นี่เราจะไปหากินกันที่ไหนดีล่ะ ฝ่ายสามีพญานกอินทรีนี่ตอบชัดเจนบอก เธอไม่ต้องกังวลหรอก พรุ่งนี้นี่เราจะมีเนื้อกิน เราจะไปกินเนื้อธรรมบาลกัน ทำไมล่ะ บอกว่านี่มีการท้าพนันตอบคำถามเกิดขึ้นแล้ว ธรรมบาลนี่ตอบไม่ได้แน่นอน ต้องตัดคอบูชากบิลพรหมแน่นอน แล้วเธอนี่รู้หรือ คำตอบมันตอบอะไร ทำไมจะไม่รู้ โดนเซ้าซี้มาก ๆ ก็ต้องตอบนะจ๊ะ คนใกล้ชิดเซ้าซี้มาก ๆ ต้องตอบเลย รู้ซิ ตอนเช้านี่ สิริราศีนั้นอยู่ที่ใบหน้า ตอนเช้าเขาถึงเอาน้ำมาล้างน้ำกันไง เอ้าแล้วตอนเพลล่ะ ถ้าตอนเพลหรือ สิริราศีอยู่ที่อก มันร้อน ต้องเอาน้ำนี่มาชุ่มอกชุ่มใจ เอาแป้งประแจะจันนี่มาแปะอกของตนเอง แล้วตอนเย็นล่ะเธอ สิริราศีตอนเย็นอยู่ที่เท้า ดังนั้นต้องล้างเท้าก่อนขึ้นบ้านนะ เดี๋ยวนี้ใครกลับไปบ้านต้องล้างเท้าก่อนนะจ๊ะ เทวดาจะได้ลงรักษา ธรรมบาลได้ยินอย่างนั้นดีอกดีใจ เรารอดตายแล้วล่ะคราวนี้ พอถึงเวลานัดหมาย กบิลพรหมก็มาตามนัด มาถึงบอก ตกลงธรรมบาลเธอได้คำตอบแล้วหรือยัง เราได้แล้ว แล้วก็เฉลยคำตอบนั้นแก่กบิลพรหม กบิลพรหมได้ยินแล้วรู้สึกตนเองพ่ายแพ้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตัดเศียรของตนเองบูชาธรรมบาล แต่การตัดเศียรของพรหมนี่เป็นเรื่องไม่ธรรมดา ทำไม กบิลพรหมบอกว่าถ้าเศียรเราหลุดออกจากร่างเราแล้วนี่ โยนขึ้นไปในอากาศนี่ ฝนจะแล้งทีเดียว แต่ถ้าเอาตั้งบนแผ่นดิน แผ่นดินก็จะไหม้ ดังนั้น ให้ไปเรียกลูกสาวทั้ง ๗ ซึ่งเป็นข้ารับใช้ของพระอินทร์มา ก็มีชื่อดังต่อไปนี้ คือ นางตุงคเทวี นางราสะกะเทวี นางโคราฆะเทวี คนที่ ๔ นางกิรินีเทวี คนที่ ๕ คือนางมณฑาเทวี คนที่ ๖ คือนางกินีทาเทวี และนางสุดท้ายคือนางมโหธรเทวี ไปเรียกลูกสาวของตนทั้ง ๗ มาแล้วก็บอกว่าเอาพานนี่มารองรับเศียรของพ่อ เมื่อตัดเศียรเรียบร้อยแล้ว เกิดโกลาหลกันอย่างยิ่งเลย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเอาเศียรของกบิลพรหมนี่ไปเก็บไว้ที่เขาคิ เออ ขออภัย เขาไกรลาศ ที่ถ้ำคันธธุลีนะจ๊ะ แล้วเวลา ๑ ปี ลูกสาวแต่ละคนก็จะนำเศียรของพ่อตนเองนี่มาวนรอบเขาสุเมรุ ๑ รอบ แล้วก็กลับไปพรหมโลก ก็ทำเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าเวลาสงกรานต์ทีไรนี่ ก็จะมีนางสงกรานต์ที่มีชื่อแตกต่างกัน แต่ละนางก็มีอานุภาพไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกันนะ นี่คือความเป็นมาของสงกรานต์ จึงฝากเอาไว้ให้พวกเรา ทีนี้ แล้วสงกรานต์นี่ บรรพบุรุษท่านมองอย่างไร เรื่องนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเมตตาให้ข้อคิด หลวงพี่เห็นว่ามีประโยชน์ จึงฝากมาให้พวกเรา นี่การมองในเรื่องต่าง ๆ ว่าต่อไปจะทำงานที่ใหญ่ขึ้น เราต้องมองในแง่มุมไหน นับว่าเป็นความชาญฉลาด ของบรรพบุรุษที่สามารถผสมผสานกลมกลืนเอาวัฒนธรรมให้เข้ากับขนบธรรมเนียมในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้อย่างกลมกลืน ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นประเพณีไทยไปแล้ว น่าภาคภูมิใจกับบรรพบุรุษของไทยจริง ๆ ท่านมองอย่างไร ท่านมองว่าคนมีชีวิตอยู่นี่ ก็อยู่ด้วยความหวัง ถ้าหมดหวังแล้ว ก็คงไม่อยากมีชีวิต การที่หลวงพี่มาบวชนี่ หลวงพี่ก็หวัง หวังจะไปพระนิพพานให้ได้ นี่ถ้าไม่หวังไปพระนิพพาน คงจะกลับบ้านไปแล้ว ชีวิตอยู่ด้วยความหวัง บรรพบุรุษของเรานี่ท่านมองว่าแล้วทำอย่างไร จะให้ชุมชนของไทยนี่มีความหวัง มีความสดชื่น มีความกระปรี้กระเปร่าเกิดขึ้น นี่เป็นความชาญฉลาด ท่านมองใน ๓ ประเด็นดังต่อไปนี้คือ ประเด็นแรก ท่านมองว่าสภาพแวดล้อมของชุมชนของท่านนี่ ในภูมิภาคนี้มันเป็นอย่างไร ประเด็นที่ ๒ ท่านมองถึงโครงสร้างของสังคมที่ท่านอยู่อาศัยว่ามีลักษณะอย่างไร และประการสุดท้าย ท่านมองถึงสภาพของจิตใจ ของคนในชุมชนนั้น ๆ มองได้ลึกซึ้งถึง ๓ ประเด็น เรามาดูประเด็นที่ ๑ กันนะ ประเด็นที่ ๑ คือพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมของภูมิภาคนั้น ๆ เออ นี่เป็นฤดูร้อนอะไรน่ะ จะทำให้ประชาชนไทยนี่เกิดความหวังความสดชื่น ท่านก็เหลียวมองไป เห็นเด็ก ๆ มันเล่นน้ำในตุ่ม เล่นสาดน้ำกันไปสาดน้ำกันมา สนุกสนานเบิกบานทีเดียว ท่านก็เลยยกเอาประเพณีการรดน้ำ การสรงน้ำให้เกิดขึ้น เห็นไหมนี่ มองได้ฉลาดจริง ๆ เลย แค่เล่นน้ำในตุ่มยังเอาเป็นประเพณีการสรงน้ำกัน รดน้ำได้ รดน้ำวัยเดียวกันไม่พอ รดน้ำต่างวัยด้วย รดไปเขามารดน้ำเรา เราก็มีหน้าที่ต้องให้ศีลให้พร แล้วเราจะเอาอะไรล่ะไปให้พรเขา พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเมตตาให้หลักเอาไว้อีก บอกว่าเราจะให้พรเขานี่นะ ให้นึกถึงความดีที่เราได้สร้างมา จรดใจนิ่ง ๆ นึกถึงความดีที่เราได้สร้างมาตลอดทั้งชีวิตนี่ ว่ามีอะไรบ้าง แล้วก็ยกเอาความดีเหล่านั้นขึ้นมาให้พรเขาไป นี่ ฉะนั้นทุกคนให้พรเป็นแล้วนะตอนนี้ บรรพบุรุษของไทยยังมองลึกซึ้งลงไปอีก มองไปยังโครงสร้างของชุมชนของตนเองว่า เออ ชุมชนชาวไทยนี่เป็นชุมชนเกษตรกรรมนะ ไม่ใช่ชุมชนอุตสาหกรรม แล้วมันมีผลอย่างไร ชุมชนเกษตรกรรมนี่ มันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าความเอื้อเฟื้อ ความเผื่อแผ่ ความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ดูได้จากอะไร ถ้าเรานึกย้อนไปนะจ๊ะ เห็นชาวนาเกี่ยวข้าวนี่ ชาวนานี่มีนาหลายแปลงนะ ปลูกข้าวนี่มากทีเดียว ถ้าขืนเกี่ยวคนเดียวนี่มีหวังตายก่อนนะ ตายก่อนจะได้ขายข้าวแน่เลย นี่ความชาญฉลาดนะจ๊ะ ไปช่วยกัน เชิญพี่ ๆ น้อง ๆ คุณพ่อคุณแม่ปู่ย่าตายาย บ้านใกล้เรือนเคียงมาช่วยกันเกี่ยวข้าว ถึงเรียกว่าพิธีลงแขกกันเอง เรานี่สารทเป็นมาอย่างนี้ แต่สิ่งที่จะต้องระมัดระวังมากที่สุดในการอยู่ร่วมกันเมื่อคนมารวมกันเยอะ ๆ นั่นคือความกระทบกระทั่ง การกินแหนงแคลงใจซึ่งกันและกัน อันนี่ไม่ดีนะ ทำลายหมู่คณะ บรรพบุรุษไทยนั้นท่านชาญฉลาด มองเห็นแล้วว่านี่คืออุปสรรคในการอยู่ร่วมกัน จึงยกเอาธรรมเนียมประเพณีการขอขมาให้เกิดขึ้น ใครที่กินแหนงแคลงใจกัน เขามาขอขมา ก็ให้ขมาเขานะ ให้อโหสิกรรม ใครไม่ให้นี่เสียนะ เพราะฤดูนี้นี่เรียกว่าฤดูการขอขมา รีบกันนะ ไปขอขมา ส่วนใครที่ยังไม่กินแหนงแคลงใจกันเลย ไม่มีอยู่ในใจ แล้วเขาก็ขอขมา เออ ก็อย่าให้การกินแหนงแคลงใจของเรานี่ เกิดขึ้นเลยนะ และอีกประเภทหนึ่ง ประเภทที่เฉย ๆ เจอทีไร ก็เฉย ๆ ไม่ยิ้ม ไม่อะไรทั้งนั้น ถ้าเขามาขอขมาก็แสดงออกถึงความจริงใจว่า เออ ฉันน่ะเป็นอย่างนี้นะ ฉันน่ะไม่เคยยิ้มให้ใครเลย เธอน่ะเข้าใจฉันเถอะ นี่แสดงออกถึงความจริงใจ ใครที่ยังไม่ได้รักกัน ก็ให้รักกันไว้ เวลาเขามาขอขมา ใครที่รักกันแล้ว ก็ให้รักกันยิ่ง ๆ ขึ้นไป ประเทศชาติจะได้สมัครสมานกลมเกลียวเป็นสมานฉันท์ร่วมกัน ประเด็นสำคัญมากทีเดียว มุมมองของบรรพบุรุษ เท่านั้นยังไม่พอ ท่านมองถึงสภาพจิตใจของชุมชนนั้น ๆ อีก มองในเรื่องอะไร มองในเรื่องการนับถือศาสนาว่า เออ มาเจอกันแล้วนะ พร้อมหน้าพร้อมตากัน มาขอขมากันแล้วนี่ เอ้า ถึงเวลาพร้อมเพรียงกัน เราไปหาหลวงปู่หลวงตาที่วัดใกล้บ้านของเรา ถือโอกาสทำบุญให้ท่าน ทำบุญกับท่าน ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปกันดีกว่า เท่านั้นยังไม่พอ ก็ถือโอกาสสรงน้ำท่านไปด้วย สรงน้ำพระสงฆ์ก็ไม่พอ ก็สรงน้ำพระพุทธรูปเข้าไปอีก นี่ เห็นไหมจ๊ะประเพณีการสรงน้ำเกิดขึ้นอย่างนี้ ทีนี้ เดี๋ยวเรากลับไปบ้านนะ มีของศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เดี๋ยวเราเอามาสรงน้ำกันเลยนะจ๊ะ สรงไปก็ดูไป ชิ้นนี้ทำบุญอะไร ชิ้นนี้ทำบุญอะไร นึกถึงบุญ ใจก็เบิกบานแช่มชื่นมีความสุข นึกถึงบุญ ใจก็ใส สว่างกันทีเดียว นี่เป็นความชาญฉลาดของบรรพบุรุษไทยว่า ๑. ท่านมองนะ ท่านมองถึงภูมิอากาศ ภูมิภาคนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร เป็นฤดูอะไร เท่านั้นยังไม่พอ มองถึงโครงสร้างของสังคมเข้าไปอีก ว่าสังคมที่เราเป็นอยู่นี่เป็นสังคมอะไร เกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรม เท่านั้นยังไม่พอ มองลึกเข้าไปถึงใจของชุมชนนั้น ๆ ว่าเขานับถือศาสนาอะไรที่จะเป็นตัวตั้ง เอามาทำความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป และสิ่งที่พวกเราได้มีโอกาสมาเป็นลูกหลานยาย เราลองคิดดูนะว่าจะทำอะไรให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นไปมากกว่านี้อีก วันนี้หลวงพี่ขอเล่าความประทับใจเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝากพวกเราอีกนิดหนึ่ง ในช่วงท้าย เมื่อตอนเย็นหลวงพี่ได้รับมอบหนังสือเล่มหนึ่ง ทันทีที่เห็นหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมีชื่อว่าดวงจันทร์ที่หายไป หยิบขึ้นมา ก็นึกถึงยายทีเดียว ทุกอย่างในนั้นถ่ายทอดชีวิต จิตใจของนักสร้างบารมีคือคุณยายของเรา ตัวอักษรทุกตัวเหมือนกับมันจะยิ้มให้กับผู้อ่าน กระดาษทุกแผ่น แทบจะเรียกว่าใสเป็นแก้ว ใสเป็นเพชร หลวงพี่เห็นความตั้งใจของผู้ทำจริง ๆ อ่านไปทีละหน้า ด้วยความชื่นใจ พวกเราลองหาอ่านกันดูนะ แล้วเราจะรู้สึกว่าสิ่งที่หลวงพี่พูดนั้นน่ะ มันไม่เกินไปเลย แล้วเราก็จะได้อยู่ใกล้กับคุณยาย มาในช่วงสุดท้ายนี้ หลวงพี่ขอเชิญพวกเราทุก ๆ คนได้หลับตานึกถึงคุณยายกันสักครู่หนึ่งนะให้เราสำรวมกาย วาจา ใจของเราที่ผ่องใสมาตลอดทั้งวัน ให้ตรึกระลึกถึงบุญที่เราได้สร้างมาตลอดทั้งชีวิตทีเดียว บุญที่เกิดขึ้นจากมหาทานบารมีของเรา บุญที่เกิดขึ้นจากการกลั่นกาย วาจาของเรา ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ด้วยการรักษาศีลอย่างดีเยี่ยมมาตลอดทั้งชีวิต แล้วบุญที่พวกเราได้กลั่นใจของเราให้ใส ให้สว่าง ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมมาตลอดทั้งชีวิต ให้เรารวมบุญของเรา มารวมหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายของเรา ให้เป็นดวงกลมใส ใสยิ่งกว่าแก้ว ใสยิ่งกว่าเพชร ตรึกระลึกถึงดวงบุญนี้เอาไว้ให้ตลอด ให้ต่อเนื่องให้ได้ทุก ๆ วันนะ เพราะบุญจะเป็นตัวปกปักษ์รักษาคุ้มครอง ดลบันดาลให้เราประสบความสำเร็จ ให้เราทำใจหยุดใจนิ่ง ให้ใส ให้สว่าง ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้ต่อเนื่อง ไปสักครู่หนึ่งนะ *********************************** จบ ***********************************