ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ความศรัทธาเป็นทรัพย์อันประเสริฐ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระคุณอันประเสริฐเหนือเศียรเกล้า กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ท่านสาธุชนลูกหลานยายทุกท่านนะ (สาธุ) สทฺธีธ วิตฺตํ ปุริสสฺส เสฏฺฐํ ความศรัทธาเป็นทรัพย์อันประเสริฐของคนในโลกนี้ การดำเนินชีวิตของพวกเรานั้น จำเป็นอย่างยิ่งเลยที่จะต้อง มีทรัพย์สินเงินทอง แต่การดำเนินชีวิตที่จะมุ่งไปถึงพระนิพพานแล้วนั้น จะต้องมีทรัพย์อยู่ประเภทหนึ่ง ท่านเรียกว่า อริยทรัพย์ อริยทรัพย์นั้นมีอยู่ ๗ ประการด้วยกัน ซึ่งคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของเรา มีอยู่เต็มเปี่ยมทีเดียว หนึ่งในนั้นคือศรัทธา ซึ่งถือว่าเป็นอริยทรัพย์อันประเสริฐของคนในโลกนี้ เราคงจะเคยได้ยินได้ฟังว่าฉันศรัทธาในสิ่งนั้น ฉันศรัทธาในสิ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นศรัทธาในผีสางนางไม้ หรือต้นไม้ในภูเขา เจ้าพ่อเจ้าแม่ต่างๆ อย่างนั้นนี่ถือว่าเป็นศรัทธาแล้วหรือยัง ท่านให้ความหมายของคำว่าศรัทธา ศรัทธาหมายถึงความเชื่อ ความเลื่อมใสในกุศลธรรมที่ประกอบไปด้วยปัญญา เพราะความเชื่อความเลื่อมใสที่เป็นอกุศล อย่างเช่นเราเชื่อในการบูชายัญด้วยการฆ่าสัตว์ อันนี้ไม่ถือว่าเป็นศรัทธา หรือว่าเราเชื่อเราเลื่อมใสในสิ่งที่เป็นกุศลธรรม แต่ว่าไม่ประกอบไปด้วยปัญญา ก็ไม่ถือว่าเป็นศรัทธาเช่นเดียวกัน แล้วท่านให้ศรัทธาในเรื่องอะไร ถึงจะเรียกว่าเป็นศรัทธาที่แท้จริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้แบ่งออกเป็น ๔ ประการด้วยกัน ประการ ๑ กรรมศรัทธา คือเชื่อต่อเหตุ คือเชื่อว่ากรรมนั้นมีจริง การกระทำอะไรต่างๆ ของที่เราทำนั้นเป็นกรรม ไม่สูญเปล่า ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ประการที่ ๒ วิปากะศรัทธา คือเชื่อในผลของกรรม ผลดีที่เกิดขึ้นกับเรานั้น เกิดมาจากการกระทำดีของเรา ผลชั่วที่เกิดขึ้นแก่เรานั้น เกิดมาจากการกระทำชั่วของเรา ประการที่ ๓ กัมมสกตศรัทธา คือเชื่อว่าสัตว์นั้นมีกรรมเป็นของๆ ตัว เราทำกรรมใดไว้ เราต้องรับผลของกรรมนั้นด้วยตัวเราเอง มิใช่คนอื่นกระทำกรรม แล้วเราเป็นผู้ได้รับผลของกรรม ประการที่ ๔ ตถาคตโพธิศรัทธา คือเชื่อในการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเราเชื่อในการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เราก็เชื่อในพระปัญญาของท่าน เมื่อเราเชื่อในพระปัญญาของท่านแล้ว ก็จะทำให้เราเชื่อในคำสั่งสอนของท่าน ซึ่งคำสั่งสอนของท่านนั้นก็สอนในเรื่องของกรรม ผลของกรรม แล้วก็สัตว์นั้นมีกรรมเป็นของๆ ตัว เพราะฉะนั้นการเชื่อในการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงประการเดียว ได้ชื่อว่าเชื่อทั้ง ๔ ประการที่กล่าวมา สรุปก็คือคำว่าศรัทธา ในความหมายของอริยทรัพย์นั้นก็คือตถาคตโพธิศรัทธา คือเชื่อในการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเราเชื่อในพระพุทธ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วนี่ เราก็เชื่อ เราก็เลื่อมใสในพระธรรมของท่านคือคำสั่งสอนของท่าน แล้วก็เชื่อในพระสงฆ์ที่ท่านได้ประพฤตปฏิบัติตามแนวทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย แล้วทีนี้ ลักษณะของศรัทธานั้นมีลักษณะอย่างไร ท่านบอกว่าเมื่อเกิดศรัทธาแล้วนี่ จะทำให้เราสามารถข่มนิวรณ์ได้ จนทำให้จิตใจเรานั้นผ่องใสขึ้น ท่านเปรียบเหมือนมีน้ำที่ขุ่นๆ แล้วก็ใส่ดวงแก้วมณีลงไป ดวงแก้วมณีอันนี้มีคุณสมบัติในการที่จะทำให้น้ำนั้นตกตะกอนลงไป น้ำนั้นก็จะใสสะอาดทีเดียว น้ำที่ใสนั้นเปรียบเหมือนจิตใจของเรา โคลนตมความขุ่นนั้น เปรียบเหมือนนิวรณ์ ศรัทธานั้นเปรียบเหมือนกับดวงแก้วมณีอันนั้น เมื่อเกิดขึ้นครั้งใด จิตใจเราจะรู้สึกผ่องใสอย่างยิ่งเลย แล้วลักษณะของผ่องใสนั้นเป็นอย่างไรนะ สมมติว่า ตอนนี้ให้เราลองสมมุติดูว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านยังอยู่ ท่านยังไม่ได้ปรินิพพาน แล้วท่านได้เสด็จเดินมา ณ ที่แห่งนี้นะ ผู้ที่มีศรัทธาก็จะรู้สึกจิตใจผ่องใสขึ้นมาทันทีเลย เกิดความเลื่อมใสในท่าน แล้วก็เกิดความปีติที่เราได้เห็นท่านด้วยตาเนื้อของเรา ซึ่งเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นกับมัทกุณฑลี ซึ่งมัทกุณฑลีเป็นบุตรของพราหมณ์ ที่มีความตระหนี่อย่างยิ่ง ตระหนี่ขนาดไหน ตระหนี่ขนาดว่าเมื่อมัทกุณฑลีนั้นป่วย พราหมณ์ซึ่งเป็นพ่อนั้นไม่พาไปหาหมอ กลัวว่าจะเสียค่าจ้างที่หมอจะมารักษา ตัวเองก็เลยเดินไปหาหมอ แล้วก็ไปถามว่าลูกมี อาการป่วยอย่างนี้ จะรักษาด้วยยาอะไร แล้วก็หายามารักษาลูกเอง สุดท้ายอาการป่วยของมัทกุณฑลีก็ทรุดหนักยิ่งขึ้น จนใกล้จะเสียชีวิตแล้ว พ่อซึ่งเป็นพราหมณ์เศรษฐีมีความตระหนี่ ก็พามัทกุณฑลีนั้นออกมาไว้ที่นอกชาน เพราะอะไร เพราะกลัวว่าเดี๋ยวญาติพี่น้องมาเยี่ยม แล้วจะเห็นสมบัติภายในบ้าน ก็เลยเอาออกมาวางไว้นอกชานบ้าน ในวันนั้นเองพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแผ่ข่ายพระญาณดูว่าจะไปโปรดใครดี เห็นมัทกุณฑลีอยู่ในข่ายพระญาณ ก็ได้เสด็จมาโปรด ขณะนั้นมัทกุณฑลีได้หันหน้าเข้าฝาบ้าน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยแผ่ฉัพพัญรังสีไปกระทบฝาบ้าน มัทกุณฑลีนั้นเห็นแล้วแปลกใจ หันกลับมา เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังจิตให้เลื่อมใส ทำให้จิตใจผ่องใสอย่างยิ่ง แล้วก็ละจากโลกนี้ไป ได้เกิดเป็นเทพบุตรชั้นดาวดึงส์ อีกเรื่องหนึ่ง มีมานพพระโพธิสัตว์ท่านหนึ่งได้เดินทางมาแล้วเห็นพระเจดีย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นพระเจดีย์แล้ว ระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่ง ใจนั้นผ่องใส อยากจะบูชาพระคุณของท่าน ปรารถนาที่จะเอาตัวเองนี่ต่างประทีป บูชาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เลยเอาผ้านั้นมาพันร่างกาย ถือถาดทองคำที่เต็มไปด้วยเนยใส แล้วก็จุดไฟ เอาตัวเองเป็นประทีปบูชาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยจิตอันผ่องใส ใจอันเลื่อมใสอย่างนั้น แล้วก็เริ่มเดินประทักษิณรอบเจดีย์ ด้วยความเลื่อมใส ด้วยความปีติใจ ในครั้งนั้นนี่ ความร้อนจากไฟไม่สามารถทำลายแม้แต่เส้นขนของมานพพระโพธิสัตว์นั้นได้ ด้วยผลบุญนี้ ในภพชาติสุดท้ายได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านามว่ามังคละ มีรัศมีกายกระจายออกไปหมื่นโลกธาตุ นี่อานิสงส์การเห็นพระเจดีย์แล้วยังจิตให้เลื่อมใส ความเลื่อมใสนั้นติดแน่นอยู่ที่ศูนย์กลางกายตลอดเวลาเลย เรื่องที่ ๑ เป็นการเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกายเนื้อ เรื่องที่ ๒ เป็นการเห็นพระเจดีย์ เรื่องที่ ๓ ที่จะเล่านี้ เป็นการเห็นจารึก พระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงเท่านั้น เรื่องก็มีอยู่ว่าพระพิมพิสารนั้นได้ครองเมืองราชคฤห์ ส่วนพระเจ้ากุกุธสาตินั้น ได้ครองเมืองตักกศิลา ทั้ง ๒ พระองค์นี่มีความรักใคร่สมัครสมานกันอย่างยิ่ง แต่ว่าไม่เคยเห็นหน้ากัน ได้ส่งเครื่องบรรณาการให้ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นรัตนะต่างๆ มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระกุกุธสาติได้ถวายผ้ากัมพลถึง ๘ ผืนด้วยกัน มูลค่านับประมาณมิได้ พระเจ้าพิมพิสารเห็นแล้วมีความดีใจเป็นอย่างยิ่ง ก็เลยคิดว่า แล้วเราจะถวายรัตนะอะไรให้กับพระเจ้ากุกุธสาติ ก็เลยได้มาพิจารณาถึงรัตนะว่า รัตนะนั้นมีอยู่ ๒ ประการด้วยกัน คือรัตนะที่มีวิญญาณ และรัตนะที่ไม่มีวิญญาณ รัตนะที่ไม่มีวิญญาณนั้นก็อย่างเช่นเพชรนิลจินดาต่างๆ ทั้ง ๒ ประการนี้ รัตนะที่มีวิญญาณถือว่าเป็นเลิศที่สุด ในรัตนะที่มีวิญญาณก็ยังแบ่งออกเป็นอีก ๒ ประการด้วยกัน คือ ติรฉานรัตนะ กับมนุษย์รัตนะ ติรฉานรัตนะ ก็อย่างเช่นช้างแก้ว ม้าแก้ว ของพระเจ้าจักรพรรดิ ทั้ง ๒ ประการนี้ มนุษย์รัตนะถือว่าเป็นเลิศที่สุด ในมนุษย์รัตนะก็ยังแบ่งออกเป็น ๒ ประการด้วยกัน คืออิตถีรัตนะ กับปุริสรัตนะ อิตถีรัตนะก็อย่างนางแก้ว ปุริสะก็เพศชาย ทั้ง ๒ ประการนี้นี่ ปุริสรัตนะถือว่าเป็นเลิศในปุริสะรัตนะ ก็ยังแบ่งออกเป็น ๒ ประการคืออาคาริกรัตนะ กับอนาคาริกรัตนะ อาคาริกรัตนะก็อย่างเช่นพระเจ้าจักรพรรดิ อนาคาริกรัตนะก็อย่างเช่นนักบวช ทั้ง ๒ ประการนี้ อนาคาริกรัตนะถือว่าเป็นเลิศในอนาคาริกะรัตนะก็ยังแบ่งอีกเป็น ๒ ประการเช่นกัน คือเสขรัตนะ กับอเสขรัตนะ เสขรัตนะก็คือพระที่ท่านบรรลุโสดาบัน แต่ยังไม่บรรลุพระอรหันต์ อเสขรัตนะคือพระที่ท่านบรรลุอรหันต์แล้ว ทั้ง ๒ ประการนี่ อเสขรัตนะถือว่าเป็นเลิศ ในอเสขรัตนะนั้น ก็ยังแบ่งออกเป็นอีก ๒ ประการด้วยกัน คือสาวกรัตนะ กับพุทธรัตนะ สาวกรัตนะก็อย่างเช่นพระโมคคัลลา พระสารีบุตร พระมหากัสสปะ ทั้ง ๒ ประการนี้ พุทธรัตนะถือว่าเป็นเลิศที่สุด ในพุทธรัตนะก็ยังแบ่งออกเป็นอีก ๒ ประการเช่นกันคือพระปัจเจกพุทธรัตนะ กับพระสัพพัญญูพุทธรัตนะ ทั้ง ๒ ประการนี้ พระสัพพัญญูพุทธรัตนะ ถือว่าเป็นเลิศที่สุด เพราะฉะนั้น รัตนะที่เป็นรัตนะที่เลิศที่สุดก็คือพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ แล้วก็สังฆรัตนะ พระเจ้าพิมพิสารก็เลยอยากที่จะบอกพระเจ้ากุกุธสาติว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้เกิดขึ้นแล้ว ก็เลยได้จารึกพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลงไปในแผ่นทองคำ ทั้งพระพุทธ ทั้งพระธรรม และทั้งพระสงฆ์ลงไป ใส่ในกล่องแก้วมณีอย่างดีเลย ส่งไปให้พระเจ้ากุกุธสาติ พอพระเจ้ากุกุธสาติเปิดออกมาอ่านถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดปีตินะอย่างยิ่ง เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขุมขนทั้ง ๙๙,๐๐๐ ขุมนั้นลุกชูขึ้นมาเลย จนไม่สามารถที่จะอ่านต่อไปได้ด้วยความปีตินั้น ต้องรอความปีตินั้นสงบลงก่อน ถึงจะอ่านคุณของพระธรรมและพระสงฆ์ต่อไป เมื่ออ่านแล้วก็เกิดความปีติอีกเช่นกัน เกิดความปีติในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างยิ่ง ใจนั้นผ่องใสทีเดียว ถึงขนาดไหน ถึงขนาดยอมสละราชสมบัติ ออกบวชอุทิศตนต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ด้วยความศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งก็เหมือนคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของเราเช่นกัน พอท่านทราบว่าหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้ค้นพบวิชชาธรรมกาย สามารถไปดูนรก ไปดูสวรรค์ได้ คุณยายนั้นเกิดความปีติ เกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่ง แล้วก็ได้สละทรัพย์สมบัติ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน แก้วแหวนเงินทองให้กับพี่น้อง และก็เดินทางมา ออกจากบ้านมา จนได้มาพบหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้มาศึกษาวิชชาธรรมกาย ได้มาทำวิชชา ได้เป็นผู้เชื่อมต่อวิชชาธรรมกาย จนมาถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเรา ก็เพราะด้วยตถาคตโพธิศรัทธานั่นเอง การที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านดำริที่จะสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ก็ปรารถนาที่จะให้ชาวโลกเกิดตถาคตโพธิศรัทธานั่นเอง เพราะว่าเมื่อตถาคตโพธิศรัทธานั้นเกิดขึ้นแล้ว เส้นทางมรรคผลนิพพานก็เกิดขึ้นด้วย ทุกคนจะตั้งใจสะสมความดีเพื่อมุ่งไปสู่พระนิพพาน ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่มีส่วนในการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ได้ชื่อว่าเป็นผู้เปิดหนทางมรรคผลนิพพานให้กับชาวโลก ทีนี้ย้อนมาดูถึงพวกเราว่าพวกเรานั้นมีศรัทธามากน้อยเพียงใด ที่เราจะตั้งใจไปถึงที่สุดแห่งธรรม ถ้าเปรียบศรัทธาเหมือนกับเรือ กิเลสเปรียบเหมือนห้วงน้ำมหาสมุทรใหญ่ อายตนนิพพานเปรียบเหมือนกับฝั่งที่เราจะเดินทางไป ถ้าศรัทธาของเราคือเรือมีขนาดเล็ก อย่างเช่นเรือแจว เรือพายต่างๆ เราไม่สามารถจะเดินทางไปถึงฝั่ง คืออายตนนิพพานได้ เมื่อเราเดินทางไปในมหาสมุทร ก็ต้องจมลง เรือนั้นก็คงจะคว่ำลงอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเราต้องดูแล้วว่าศรัทธาในตถาคตโพธิศรัทธาของเรามีมากน้อยเพียงใด ถ้ามียังไม่มาก ต้องสร้างแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในวิชาสูตรว่าการที่จะเกิดศรัทธาได้นั้น ต้องคบสัตบุรุษ เพราะว่าเมื่อคบสัตบุรุษแล้ว ก็จะทำให้ได้ฟังธรรม เมื่อฟังธรรมแล้วก็เกิดศรัทธา และเมื่อเรามีศรัทธาแล้ว เราก็ต้องป้องกันไม่ให้ใครมาทำร้ายตถาคตโพธิศรัทธาของเรา ในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นการว่าร้ายต่างๆ เพราะว่าเมื่อศรัทธาของเราตกลงไปแล้ว นั่นหมายถึงเส้นทางของมรรคผลนิพพานก็ได้จบสิ้นไปด้วย หลักสังเกตว่า ผู้ที่มีศรัทธานั้น มีลักษณะอย่างไร ประการที่ ๑ ผู้นั้นมีความยินดีในการที่จะเห็นผู้มีศีลทั้งหลายหรือไม่ ประการที่ ๒ ผู้นั้นมีความยินดีในการฟังธรรมหรือไม่ ประการที่ ๓ ผู้นั้นมีความยินดีในการบริจาคทานหรือไม่ ให้เราพิจารณาดู เป็นตัววัดว่าเรามีศรัทธามากน้อยเพียงใด ในวันที่ ๒๒ เมษายนนี้ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย แล้วก็เป็นวันคุ้มครองโลก การที่พวกเราได้มีส่วนในการร่วมสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ได้สร้างแผ่นพื้นลานธรรมจารึกชื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยก็ตาม หรือว่าได้มีส่วนร่วมบุญพระภิกษุสามเณร ๑ แสนรูปก็ตาม ให้เรายังความปีติ ยังความเลื่อมใสให้เกิดขึ้น เกิดขึ้นจนในวันนั้นภาพที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นมหาธรรมกายเจดีย์ ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุสามเณร ๑ แสนรูป ให้ความปีตินั้นเกิดขึ้น ความเลื่อมใสนั้นเกิดขึ้น จนรูขุมขนของเรา ๙๙,๐๐๐ ขนนี่ลุกชูชันเช่นกันนะ ให้ภาพอันนี้ติดแน่นไปที่ศูนย์กลางกายของเรา จนวันสุดท้ายของชีวิต ให้ภาพนี้มาปรากฏอยู่ต่อหน้าเรา เห็นภาพของมหาธรรมกายเจดีย์ เห็นภาพของพระภิกษุสามเณร ๑ แสนรูป ปรากฏอยู่หน้าเรา จนความผิดพลาดนะ บาปอกุศลต่างๆ ที่เราได้เคยกระทำไว้ไม่สามารถได้ช่องมาปรากฏได้ แล้วเราจะละจากโลกนี้ไปอย่างผู้มีชัยชนะ สุคติจะเป็นที่ไปของพวกเรา ซึ่งบุญกุศลทั้งหมด ที่เกิดมาได้นี้ ถ้าไม่มีคุณยายเสียแล้ว บุญกุศลทั้งหลายเหล่านี้ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย คุณยายผู้ซึ่งได้อยู่ต่อหน้าเรา ณ ที่แห่งนี้นี่เอง ให้เราระลึกถึงคุณของคุณยาย ว่าท่านมีพระคุณอย่างยิ่งในการเปิดเส้นทางมรรคผลนิพพานให้แก่ชาวโลก ต่อจากนี้ไป เรียนเชิญทุกท่านตั้งใจนั่งสมาธิกันนะ ให้เรานึกถึงคุณยายอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา คุณยายนั้นเปรียบเหมือนกับพระเจดีย์ ที่มีพระธรรมกายนั้นผุดซ้อนนับพระองค์ไม่ถ้วน ให้เรายังจิตให้เลื่อมใสในท่านนะ *********************************** จบ ***********************************