ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ประเด็นปัญหาในมุมมองของพระโพธิสัตว์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(เริ่มม้วน 1/A) หลวงพ่อทัตตะ นโมตัสสะ ภะคะ….. ขอความนอบน้อมด้วยเศียรเกล้าจงมีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้พิชิตมาร พระผู้นำหมู่สัตวโลกให้พ้นจากอำนาจของมาร สำหรับวันนี้ก็มีเรื่องพระคุณของคุณยายในส่วนที่เล็กน้อยนำมามาเล่าให้เป็นต้นแบบให้เป็นตัวอย่างแก่พวกเรา ที่ว่าเล็กน้อยก็เพราะว่า มันเป็นการยากที่ผู้ใดผู้หนึ่งจะมาพรรณนาถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของคุณยายท่านได้เข้าทำนองที่เรียกว่ามันเป็นการยากที่จะเอาขาเป็ดขาไก่ไปหยั่งดูว่าน้ำในทะเลในมหาสมุทรน่ะมันลึกแค่ไหน เพราะถึงจะหย่อนขาเป็ดขาไก่ลงไปแล้วสุดขาแล้วมันก็ได้ตื้นนิดเดียว เอาทั้งตัวลงไปด้วยมันก็ยังได้ตื้นนิดเดียวอยู่ดีเมื่อเทียบกับน้ำทะเล น้ำในมหาสมุทร หลวงพ่อเอง แม้จะบวชมาพรรษานี้เข้าพรรษาที่ ๓๐ ได้รับการเคี่ยวเข็ญอบรมอบ่มนิสัยมาโดยตรงจากคุณยายตั้งแต่ก่อนบวชแล้ว แต่ถึงกระนั้นถ้าจะถามว่าหลวงพ่อสามารถหยั่งรู้พระคุณของคุณยายของเราได้มากน้อยขนาดไหนก็ต้องบอกว่า เออ พระคุณของคุณยายที่มีต่อสัตวโลกก็ตามคือพระคุณในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อชาวโลกก็ตาม พระคุณในส่วนที่เป็นคุณค่าในตัวของคุณยายเองก็ตาม มากมายมหาศาลเกินกว่าที่หลวงพ่อจะไปหยั่งทราบได้ทั้งหมดจะรู้ก็เป็นส่วนเล็กน้อยเท่านั้นคือการที่เราจะรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นน่ะมันมีวิธีรู้ได้อยู่ ๓ วิธี วิธีที่ ๑ คือก็สังเกตเอา ใครมีปัญญามากน้อยเท่าไหร่ก็สังเกตเอาไปแล้วก็ได้เท่านั้นแหละซึ่งแน่นอนก็จะเก็บเอาความรู้จากสิ่งนั้นๆ ที่ตัวเองเห็นน่ะไปได้ไม่มากหรอก เหมือนอย่างกับว่าพวกเรานี่ไปเห็นใครเขานั่งหลับตานิ่งๆ อยู่หน้าพระประธานในโบสถ์หรือในห้องพระพวกเราก็พอจะเดา เออ พอจะเดาได้ในระดับหนึ่งว่าท่านผู้นี้นั่งสมาธิอยู่ แต่ว่าจะสามารถทำใจให้สงบให้หยุดให้นิ่งเข้าไปได้ถึงไหนน่ะเราไม่สามารถจะทราบได้เพราะเราไม่สามารถจะหยั่งรู้วาระจิตของผู้อื่นได้ นี่ขนาดที่พวกเราเข้าวัดกันมานาน ๆ เราก็สังเกตได้แค่นี้ ถ้าคนที่ไม่เคยเข้าวัดเลยไม่เคยทำสมาธิมาก่อนมาเห็นใครนั่งนิ่งๆ อยู่อยู่หน้าพระพุทธรูปอยู่หน้าโต๊ะหมู่บูชาเขาก็อาจจะนึกเป็นอย่างอื่นไปได้ด้วยซ้ำว่า นั่งทำอะไรก็ไม่รู้ เห็นนั่งเฉยๆ อาจจะนึกถึงความหลังบ้าง อาจจะขอพรพระบ้าง อาจจะอธิษฐานจิตอะไรสักอย่างหนึ่งบ้างอะไรทำนองนั้น แต่เอาว่าในการที่เราจะทราบอะไรได้คุณค่า ความดี หรือความเป็นจริงๆ ของสิ่งใดๆ ได้น่ะ ๑. อาศัยจากการสังเกตของเรา ใครมีปัญญามากก็สังเกตได้มาก ใครมีปัญญาน้อยก็ลดหลั่นไปตามส่วน ถ้าจะให้ได้รู้ลึกลงไปอีกได้อย่างไร อ๋อ ได้จากการบอกเล่าของผู้นั้นเราไปเห็นท่านผู้ใดผู้หนึ่งนั่งสมาธิอยู่หน้าพระประธานเมื่อท่านเลิกนั่งแล้วสนทนาธรรมกับท่านแล้วท่านก็บอกบางสิ่งบางอย่างให้กับเราได้รับทราบ ก็เป็นเป็นเรื่องที่เรารู้ได้ลึกขึ้นไปลึกลงไปในอีกระดับหนึ่งแต่นั่นก็เพียงว่ารู้เท่าที่เขาบอก แต่ว่าจริง ๆ น่ะเท่าไหร่น่ะเราก็ไม่ทราบเหมือนกันเพราะเขาไม่ได้บอก แล้วเราก็หยั่งไปในวาระจิตของเขาก็ไม่ได้ ก็เป็นอันว่าความรู้ของคนเรามันถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วก็มีความรู้อยู่ ๓ ระดับอย่างนี้ ๑. รู้ตามที่เราพอจะคาดคะเนเอาผิดบ้าง ถูกบ้างก็แล้วแต่ ๒. รู้ลึกลงไปอีกระดับหนึ่งเมื่อผู้นั้นเขาบอกเล่าให้ฟัง คือรู้เท่าที่บอกและ ๓. ตามที่จะรู้ตามเป็นจริงน่ะยากเหลือเกิน ยกเว้นภูมิรู้ของเราลึกล้ำไม่ต่ำกว่าท่านผู้นั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระคุณมากขนาดไหนไม่มีใครทราบได้แม้พระสารีบุตรซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอัครสาวกเบื้องขวามีสติปัญญาเป็นเลิศในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายในยุคพุทธกาลแม้กระนั้นพระสารีบุตรก็ไม่สามารถหยั่งทราบพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ครบถ้วนเพราะฉะนั้นในการที่หลวงพ่อนำพระคุณของคุณยายมาบรรยายในวันนี้จึงพูดได้แต่เพียงแต่ว่าเป็นส่วนน้อยนิดที่หลวงพ่อพอจะสัมผัสได้รับรู้ได้จากการบอกเล่าของคุณยายจากการที่ได้สนทนาธรรมกับท่าน มีอยู่วันหนึ่งหลังจากที่เราจัดงานใหญ่ถ้าจำไม่ผิดเป็นงานกฐิน ก็หลังจากเก็บงานเสร็จเรียบร้อยหลวงพ่อและกลุ่มเด็กวัดก็กำลังปรึกษางานกันและก็โมทนา เอ่อ โมทนาบุญซึ่งกันและกันที่ได้จัดงานกฐินเสร็จเรียบร้อยไปด้วยดี (กระแอม) ก็พอดีคุณยายท่านเดินผ่านมาก็เลยถือโอกาสให้คุณยายได้โมทนาบุญกับเด็กๆ เขาด้วย และคุณยายก็ให้พรยาวเชียวแล้วตอนท้ายแหละของการให้พรคุณยายก็ตบท้ายด้วยคำง่ายๆ สั้นๆ ว่าเออ พวกคุณตั้งใจทำงานกันอย่างดี งานเสร็จเรียบร้อย ขอให้ได้บุญเยอะ ๆ บารมีจะได้แก่กล้าต่อไปข้างหน้านี่ เออ ท่านพูดทำนองนี้ก็มีเด็กวัดคนหนึ่ง ถามคุณยาย เด็กวัดคนนั้นก็ไม่ใช่ใครหรอก ต่อมาก็คือ เอ่อ หลวงพี่ขจรของพวกเรา ผู้ที่เคยเข้าวัดมาตั้งแต่ระยะแรก ๆ คงรู้จักหลวงพี่รูปนี้ท่านเป็นบรรณาธิการหนังสือวารสารกัลยาณมิตรคนแรกของพวกเราแต่ว่าท่านบวชได้ไม่นานก็มาป่วยแล้วก็มรณภาพไปแล้ว หลวงพี่ขจร ซึ่งตอนนั้นก็ยังเป็นอุบาสกอยู่ในวัดก็ถามคุณยายขึ้นมาว่า คุณยายพวกผมเองก็ยังเข้าไม่ถึงองค์พระในตัวจะรู้ได้อย่างไรว่า ตัวเองมีบุญมีบารมีมากน้อยแค่ไหน เพราะก็เข้าวัดมาขนาดนี้ตั้งใจนั่งมาขนาดนี้แต่ก็ยังไม่ถึงองค์พระสักที อยากจะรู้น่ะ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ขอให้คุณยายช่วยชี้แนะให้ด้วยเถอะ คุณยายท่านก็ตอบด้วยความเมตตา ท่านก็บอกว่าถึงแม้เรายังไม่สามารถจะมองเห็นดวงบุญดวงบารมีของเรา ว่าโตขนาดไหนมากน้อยขนาดไหนก็ไม่เป็นไร ก็สามารถสังเกตได้ง่ายๆ อยู่อย่างหนึ่งคือใครก็ตามที่สามารถเตือนตัวเองได้ก็แสดงว่าคนนั้นน่ะสั่งสมบุญสั่งสมบารมีมาได้มากแล้ว ถ้าใครที่ยังทำอะไรได้หน้าลืมหลังทำอะไรแล้วก็ตกๆหล่นๆ ทำอะไรก็เพียงขอไปทีพูดง่ายๆทำอะไรก็ไม่พยายามที่จะทำให้ดีที่สุดหรือว่ามีปัญหามีเรื่องราวอะไรที่จะต้องแก้ไขก็ไม่สามารถเตือนตัวเองให้ไปเจาะถึงต้นเหตุของปัญหาแล้วก็แก้ไขให้เรียบร้อยที่สุดนั่นคือในความหมายที่คุณยายใช้ว่า เออ ต้องเตือนตัวเองได้ ใครสามารถเตือนตัวเองได้ ได้ดีเท่าไหร่ก็ คนคนนั้นน่ะก็มีบุญมาก ตามส่วนไปเท่านั้น หลวงพ่อนั่งฟังอยู่ด้วยเพียงคำพูดคำนี้ของคุณยายต้องเอาไปคิดเยอะเลย คิดอย่างไรก็คิดย้อนกลับมาที่ตัวเองว่า เออ แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะนี่ให้เรานี่สามารถเตือนตัวเราเองได้ทุกครั้งทุกคราว ไม่ว่าจะหยิบจะทำอะไรแล้วก็ต้องสารภาพกับพวกเราไว้ตรงนี้ว่าคิดไม่ออกจริงๆ เราจะทำอย่างไรจึงจะเป็นคนที่สามารถเตือนตัวเองได้ ตลอดเวลาเตือนได้ทันเวลา แล้วเตือนได้ถูกต้องตามความเป็นจริง คิดไม่ออก วันหนึ่งก็ตั้งใจจะขบปัญหาตรงนี้ให้แตก ก็ตั้งใจนั่งสมาธิ ตั้งแต่เช้าสมัยโน้นงานไม่มาก เอ่อ งานไม่มากนักเหมือนสมัยนี้แล้วก็ญาติโยมที่มาวัดก็ไม่มากเหมือนสมัยนี้พอจะแบ่งเวลาไปนั่งเงียบๆได้ครั้งละนานๆ นั่งแล้วก็พอได้เค้า พอใจนิ่งๆ เข้าก็พอได้เค้า ได้เค้าแล้วก็มาถามคุณยายก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะผิดหรือจะถูก ก็ไปถามคุณยาย ยายการที่คนใดคนหนึ่งจะเตือนตัวเองได้ดีน่ะเวลาทำอะไรจะผิดจะพลาดก็เตือนตัวเองได้ไม่ให้ผิดไม่ให้พลาดหรือถ้าผิดพลาดไปแล้วสามารถเตือนตัวเองให้แก้ไขพลิกกลับมาได้ทันท่วงทีแก้ไขได้สมบูรณ์ ไอ้การที่จะทำอย่างนี้ได้นี่นอกจากตั้งใจนั่งเข้ากลางไปเรื่อยๆ แล้วนี่นั่งเข้ากลางกันไปไม่ลดละกันล่ะ นั่งได้เท่าไหร่มันก็คือเท่านั้นน่ะ นอกจากอย่างนี้แล้วน่ะจะต้องทำอะไรอีก จะต้องเอาเรื่องราวต่างๆ น่ะไปเทียบเคียงกับการสร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าหรือว่าจะต้องทำอย่างไร คุณยายท่านก็เมตตาตอบให้ดีเหลือเกิน ท่านก็บอกใช่ บอกว่านอกจากนั่งให้เยอะๆ แล้วให้หมั่นจะนั่งแล้วองค์พระจะชัด ไม่ชัด ดวงแก้วจะชัด ไม่ชัดก็ไม่เป็นไร พอนิ่งๆ ขึ้นแล้ว นิ่งๆ ลงไปแล้วถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาตรึกมันอยู่ตรงกลางนั่นแหละและก็ระลึกไปด้วย ท่านใช้คำว่าระลึก ระลึกชาติไปด้วย ชัดมั่ง ไม่ชัดมั่งก็ช่างเถอะ ระลึกชาติไปด้วย ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรานั้นน่ะเคยเกิดขึ้นกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม ถ้าเคยเกิดพระองค์ทรงแก้ไขอย่างไรทรงทำอย่างไรให้หมั่นทำอย่างนี้ไปเถอะทำไป ทำไปอีกหน่อยก็ชำนาญเอง นี้ก็ได้รับคำแนะนำจากคุณยาย แล้วก็ไม่ได้เก็บไว้คนเดียวหรอก ก็เล่าให้เด็กวัดฟัง เล่าให้พระในวัดฟัง เออ คุณยายให้ข้อแนะนำอย่างนี้ ก็ทำอย่างนี้ผ่านมาเป็นปีๆ ก็ทำให้สามารถเตือนตัวเองได้ดีกันขึ้นมาอีกระดับหนึ่งอยู่ต่อมาๆ ก็พยายามที่จะทำให้ดีนิ่งขึ้นกว่านี้ก็ถามยายอีกล่ะ ยาย นอกจากทำอย่างนี้แล้วควรจะทำอย่างไรได้บ้างจึงจะสามารถเตือนตัวเองให้ได้ดียิ่งขึ้น คุณยายท่านก็เมตตาท่านก็ตอบ ท่านก็ตอบว่าก็ก่อนจะทำอะไรน่ะคืออย่ารอจนกระทั่งมันเกิดปัญหาก่อนจะทำอะไรน่ะก็ให้หมั่นตรึกหมั่นนึกเสียก่อนว่าสิ่งนั้นๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าน่ะและเหล่าพระอรหันต์ทั้งหลายท่านเคยทำเคยพูดเอาไว้อย่างไรบ้าง พวกท่านก็เคยอ่านหนังสือพระไตรปิฎกกันมาเยอะแล้วนี่ก็อาศัยอย่างนั้นเข้ามาเสริมเข้ามาช่วยด้วย มันก็จะยิ่งทำให้เรานี่สามารถเตือนตัวเองนี่ได้ดียิ่งขึ้น จากนั้นมาหลวงพ่อเองก็เลยนอกจากนั่งสมาธิไม่ยอมให้ว่างเว้นแล้วก็พยายามอ่านพระไตรปิฎก อ่านซ้ำแล้วก็ซ้ำอีก แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้ห่างพระไตรปิฎกเลยไม่กล้าพูดว่าอ่านทุกคืน พูดได้แต่ว่าเกือบทุกคืน มีเว้นน้อยมากมีเวลาแล้วเป็นต้องหยิบพระไตรปิฎกขึ้นมาอ่านอ่านแล้วก็นั่ง นั่งแล้วก็ไปทำงาน ทำงานเสร็จมีโอกาสเดี๋ยวก็มานั่ง แล้วก็มาอ่าน ก็ทำอยู่อย่างนี้อย่างนี้ตลอดมา ก็มีข้อคิดมาฝากพวกเราจากการที่ทำอย่างนี้ ทั้งนั่ง ทั้งค้นพระไตรปิฎกตามที่คุณยายท่านได้เมตตาแนะนำแล้วก็ได้ข้อคิดมาฝากพวกเรา ข้อคิดประการสำคัญก็คือ ความจริงได้ข้อคิดมาหลายเรื่อง แต่เรื่องที่สำคัญที่อยากจะฝากไว้ในวันนี้ก็คือ ถ้าอยากจะเป็นคนที่เตือนตัวเองได้ดีล่ะก็ฝึก ฝึกตั้งปัญหาให้เป็น หลวงพ่อได้เขียนหนังสือขึ้นมาชุดหนึ่ง ให้ชื่อว่าหลวงพ่อตอบปัญหา ก็มีปัญหาที่พวกเรานั่นแหละ ถามๆ กันมาก็ตอบแล้วก็บันทึก ก็เก็บเอาไว้แล้วเขาก็เอามารวมเป็นเล่มขึ้นมา ในหนังสือหลวงพ่อตอบปัญหานั่นน่ะ ถ้าใครอ่านหลวงพ่อมั่นใจว่าจะได้ข้อเตือนสติได้ไม่น้อยเลย แล้วก็ต้องสารภาพเอาไว้ตรงนี้ด้วยว่า ต้องขอบคุณ ต้องขอบคุณผู้ที่ตั้งปัญหาถาม อ้าวมันควรจะเป็นว่าผู้ที่ตั้งปัญหาน่ะขอบคุณหลวงพ่อที่หลวงพ่อตอบปัญหา ทำไมหลวงพ่อต้องไปขอบคุณเขาด้วยที่เขาถามปัญหา ปัญหาบางอย่างหลวงพ่อไม่เคยคิดมาก่อนในแง่มุมนั้นๆ ไม่เคยคิดเลยไม่เคยตั้งปัญหาในแง่มุมนั้นขึ้นมาถามตัวเอง แต่เพราะว่าท่านผู้ถามปัญหาน่ะตั้งปัญหาได้ดี ตั้งปัญหาฉลาดบังคับให้หลวงพ่อต้องคิดไม่เคยคิดในแง่มุมนี้ก็ต้องคิด เมื่อคิดแล้วก็ตรึกนิ่งๆ อยู่ตรงกลางกายอย่างที่ยายสอนก็เลยมีคำตอบออกมาได้แล้วคำตอบเหล่านั้นเมื่อกลับไปเช็คในพระไตรปิฎกก็ไม่ผิดอีกด้วยก็จากตรงนี้แหละที่ทั้งตอบปัญหาแล้วก็ได้คิดว่า เอ้อ ผู้ที่เขาตั้งปัญหาเก่งๆ มันช่วย ช่วยให้เราได้ขบได้คิดปัญหาเอาไว้ล่วงหน้าแล้วก็ช่วยให้เราได้แง่มุมมองเอาไว้เตือนสติของเราที่จะไม่ให้ทำอะไรผิดพลาดได้ง่าย จากตรงนี้เมื่อได้ข้อคิดแล้วว่าอ๋อการตั้งปัญหาที่เฉียบคม แง่มุมมองที่ดีขึ้นมาเออช่วยให้เราสามารถเตือนสติทั้งตัวเองทั้งคนอื่นได้ แล้วก็กลายเป็นหลวงพ่อตอบปัญหามานั้นน่ะ ต่อจากนั้นหลวงพ่อได้พยายามค้น ค้นวิธีตั้งปัญหาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งยังเป็นพระบรมโพธิสัตว์ (หมดหน้า 1/A) (เริ่มม้วน 1/B) ท่านยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ยังบำเพ็ญบารมีตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้มักจะปรากฏอยู่ในชาดก ค้นเอาปัญหาต่างๆที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระโพธิสัตว์และเหล่าพระอรหันต์ในยุคที่กำลังสร้างบารมีอยู่นั่นแหละเอาขึ้นมาเอามารวบรวมในที่สุดก็ได้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องของการ เอ่อ ตั้งปัญหาเอามาฝากพวกเรา ข้อคิดประการสำคัญในการตั้งปัญหาก็คือเวลาตั้งปัญหาอะไรก็ตามอย่า อย่ามองออกไปนอกตัวให้ตั้งปัญหาแล้วมองย้อนกลับเข้ามาในตัวพูดอย่างนี้บางทีพวกเราอาจจะไม่ค่อยเข้าใจยกตัวอย่างก็แล้วกันเป็นเรื่องๆ ไปอย่างบางคน เอ่อ เอาวัดเราก่อน วัดของเราที่ตั้ง เอ่อที่สร้างขึ้นมาเมื่อเริ่มต้นก็จากพื้นที่ ๑๙๖ ไร่ บัดนี้ก็กลายเป็น ๒๕๐๐ ไร่ไปแล้ววัดของเราตั้งปัญหาไว้ว่าอย่างไรเมื่อตอนสร้างวัดก็ตั้งปัญหาขึ้นมาว่า แทนที่จะตั้งว่า เออ ทำไมคนไม่เข้าวัด เรากลับตั้งว่าเออ วัดอย่างไรนี่ที่เราอยากเข้าที่มันน่าเข้า ตัวเราเองก็อยากเข้า ใครๆ ก็อยากจะเข้าเมื่อเราตั้งปัญหาอย่างนี้มันกลายเป็นว่า เราปรับปรุงวัดของเราให้ดีขึ้น ให้มันเหมาะสมขึ้นแล้วประชาชนก็จะเข้ามาวัด เมื่อเราตั้งปัญหาอย่างนี้เราก็ได้ความว่าอ๋อ วัดของเราควรจะต้องกว้าง ต้องร่มรื่นมีต้นไม้เขียวขจี มีน้ำ มีคลอง ให้ร่มเย็น มี เอ่อ เมื่อจะสร้างอาคารอะไรขึ้นมาก็ให้พอเหมาะพอสม แล้วทุกจุดในวัดต้องสะอาดสะอ้านนี่เป็นตัวอย่าง คือคิดจากตัวของเรา อย่าคิดออกข้างนอก ถ้าไปคิดว่าเออ ทำไมคนเขาไม่เข้าวัดเราก็จะเที่ยวไปแก้ใครต่อใครทั่วบ้านทั่วเมืองจะให้เขาเข้าวัดนั้นไม่ถูกต้องแต่ถ้ามาแก้ไขวัดของเราให้ดีวันดีคืน เดี๋ยวคนก็มาวัดเอง นี่คือประเด็นที่หลวงพ่อหมายถึงว่า เออ เวลาจะตั้งปัญหานะให้ตั้งจากตัวของเราเอง ตั้งเข้ามาในตัวอย่าตั้งออกไปนอกตัวหรืออย่างบางคนไม่ว่าไปทำงานกับใครก็ไม่มีใครรัก เข้าไปหมู่คณะไหนหมู่คณะไหนๆ เขาก็ไม่ต้อนรับพูดง่ายๆ เข้าก็ใครไม่ได้ คนที่เข้ากับใครไม่ได้ ไปไหนไม่มีใครต้อนรับ ถ้าคิดจะแก้ไขก็ต้องตั้งปัญหาให้เป็นฉลาดในการตั้งปัญหาคือ เอาตัวเป็นตัวตั้งนะ อย่าเอาคนอื่นเป็นตัวตั้ง ถ้าไปตั้งปัญหาว่าเอ๊ะ ทำไมน่ะ คนนั้นก็ไม่รักเรา คนนี้ก็ไม่รักเราพวกนี้เขาเป็นยังไงนี่จึงไม่รักเรา ถ้าตั้งปัญหาอย่างนี้จนตายหาคนรักเราไม่เจอน่ะ เพราะไปตั้งปัญหาเอาไว้ที่คนอื่นเสียแล้วว่าทำไมเขาไม่รักเรา แต่พลิกกลับใหม่ตั้งปัญหาจากตัวเราตั้งว่าอย่างไร เออ ไอ้ตัวของเรานี้ที่ประกอบด้วยเลือดด้วยเนื้อกว้างศอกยาววาหนาคืบนี่ มันมีความน่ารังเกียจตรงไหน ใครๆเขาถึงไม่รัก เรานี่มันมีความน่ารังเกียจตรงไหน ค้นเข้ามาในตัวนี่ว่าเรานี่มันน่ารังเกียจตรงไหน จนกระทั่งใครๆ ไม่รักนี่ ถ้าตั้งปัญหาจากตรงตัวเรานี่เดี๋ยวจะพบ เดี๋ยวจะเห็นข้อบกพร่องแล้วเดี๋ยวจะได้ข้อแก้ไข ที่ถูกวิธีอีกเยอะเลย ตั้งปัญหาว่าเรามันไม่น่ารักตรงไหนหนอ แล้วก็มองตัวเอง สำรวจตัวเองตั้งแต่ปลายผมจรดฝ่าเท้าเดี๋ยวก็เจอ ตั้งแต่เออ แม้รูปร่างหน้าต่างเราจะหล่อเราจะสวยแต่สมมุติ เออ แต่ว่ากลิ่นตัวมันแรงไปก็ไปจัดการเสียสิ กลิ่นตัวมันไม่แรงหรอก แต่ว่าเออ คบกับใคร ไอ้เรานี่ไม่เคยให้ใครเลย มีแต่คิดจะเอาจากชาวบ้านเขาเท่านั้น อือ หรือว่าเออก็ไม่เคยติดจะเอาเปรียบใครให้ใครก็พอจะให้บ้างเหมือนกันแหละ แต่ว่า เออ เรานี่มันพูดไม่เพราะนะ มันคงไปไประคายหูเขาไว้เยอะน่ะนะ เขาถึงไม่รักเรา ถ้าเราเริ่มต้นจากการตั้งปัญหาด้วยการแก้ไขตัวเราเอง ถ้าอย่างนั้นล่ะก็ เดี๋ยวมันจะเข้าเป้า เข้าสู่เป้าความจริง แล้วก็สามารถเตือนตัวเองให้แก้ไขตัวเองได้ง่ายตรงประเด็นนี่ยกตัวอย่าง แล้วก็อยากจะยกอีกสักสองสามตัวอย่างเผื่อเป็นข้อคิด ตัวอย่างนี้ไม่ใช่พวกเราแต่ดูพระสัมมาสัมพุทธเจ้าน่ะน่ะครั้งเป็นพระโพธิสัตว์เราเรียนกันมาด้วยดูวิธีตั้งปัญหาของพระองค์ เราคงจำกันได้ก่อนที่พระองค์จะออกบวชพระองค์ทรงไปเห็นคนเข้าแก่เดินกระงกกระเงิ่นโซซัดโซเซ หูตาก็ฝ้าฟางต้องเดินสามขาเสียแล้ว มีไม้เท้าเป็นขาที่สาม ยักแย่ยักยัน คนแก่ท่านนั้นเดินไปทางไหนก็มีแต่คนเขารังเกียจมีคนเขาแหวกทางบางทีเขาก็ไล่เอาเขาสะอิดสะเอียนเขารำคาญเอาแต่ละคนที่ผู้เฒ่านั้นเดินแหวกไปมีแต่ความรู้สึกว่ารังเกียจ รำคาญ ออกทำนองนั้น แต่เจ้าชายสิทธัตถะไม่ได้คิดอย่างนั้นกลับตั้งปัญหาของท่านว่าเอ้อ แล้วเราจะต้องแก่อย่างนี้ไหมนี่จะต้องงกๆ เงิ่นๆ อย่างนี้ไหมนี่พ่อของพระราชบิดาของพระองค์ เออ พระราชมารดาน่ะสวรรคตไปแล้ว พระราชบิดาของพระองค์น่ะพระญาติทั้งหลายของพระองค์น่ะ ประชาชนของพระองค์น่ะจะต้องแก่อย่างนี้ไหมนี่ แล้วพระองค์น่ะจะแก้ความแก่ได้เหรอ เมื่อแก้ได้แล้วจะได้ไปช่วยคนอื่นเขา ให้พ้นจากความแก่ด้วย ดูการตั้งปัญหาของพระองค์นะพระองค์ไม่ได้มาตั้งปัญหาทำไม อีตาแก่นี่มางกๆเงิ่นๆ แก่ไม่รู้จักตายมาเกะกะอยู่ได้ ทำไมไม่มีเจ้าหน้าที่มาจับเอาไป เอาไปให้มันพ้นๆไป หรือลูกเต้าเขาอยู่ที่ไหนทำไมปล่อยตาแก่คนนี้มาเพ่นพ่านอยู่ได้พระโพธิสัตว์ไม่ได้ตั้งปัญหาอย่างนั้นแต่กลับตั้งปัญหาว่าแล้วเราจะแก่ไหมนี่ดูการตั้งปัญหาของพระโพธิสัตว์ก่อนจะมาเป็นพระพุทธเจ้ามาเป็นบรมครูให้พวกเราน่ะท่านตั้งอย่างนี้นะเวลาเจอปัญหา เอ้าอีกวาระหนึ่งมาเจอคนเจ็บชักแง็กๆอยู่ ร้องครวญครางอยู่ก็เช่นกันคนอื่นมาเห็นเข้าก็คิดแต่ว่าเออ ยังดีคิดด้วยความเมตตา เออ มันเป็นโรคอะไร มันป่วยนี่เป็นโรคอะไร จะรักษาหายไหมหรือจะไปหาหมอคนไหนดี พระโพธิสัตว์ไม่ใช่ว่าขาดเมตตา แต่ความเมตตาของท่านนี่มันทะลุไปอีกระดับหนึ่งแล้ว แล้วก็ทรงตั้งปัญหาขึ้นมาเออ แล้วเราจะต้องเจ็บ ต้องป่วย มาชักแง็กๆ ดิ้นแง็กๆอย่างนี้ไหมนี่คนอื่นในพระนครนี่จะต้องมาพลอยเป็นอย่างนี้ด้วยไหมนี่พระองค์ทรงตั้งปัญหาไม่เหมือนคนอื่นคนทั้งกบิลพัสดุ์เห็นคนเจ็บคนป่วยตั้งปัญหาแต่ว่า เออ มันป่วยด้วยโรคอะไรจะรักษาอย่างไรมีแต่ทำนองนี้ แต่พระองค์ตั้งปัญหาไม่เหมือนคนอื่น ตั้งที่ตัวพระองค์เองวันหนึ่งเราจะป่วยอย่างนี้ไหมนี่จะมีวิธีป้องกันไม่ให้ป่วยไม่ให้เจ็บไม่ให้ไข้อย่างนี้ไหมนี่ ดูการตั้งคำถามของพระองค์นะ เอ้าครั้นต่อมาทรงเห็นคนตาย เห็นซากศพอยู่ข้างทางคนอื่นมาเห็นเข้าก็คงจะเอ้ย เดี๋ยวผีหลอกเว้ย ไปโน่น หรือถ้าเป็นตำรวจ ก็อาจจะ เอองั้นต้องไปชันสูตร ต้องไปพลิกศพใครฆ่ามันมันเหตุอะไรจึงมาตาย ก็ตามแต่หน้าที่การงานเขาที่เขารับผิดชอบที่จะมีส่วนร่วมในเรื่องของคนตายแต่พระองค์ตั้งปัญหาไม่เหมือนคนอื่น วันหนึ่งเราจะต้องตายไหมนี่ เราจะแก้ไขอะไรได้ไหมนี่ในเรื่องของความตาย ดูการตั้งปัญหาของพระองค์ให้ดีนะ เห็นคนแก่ไม่ได้รังเกียจคนแก่ แต่สะท้อนมาถามตัวเองตั้งปัญหาตัวเองเราจะแก่ไหมเราจะกระงกกระเงิ่นไหม เห็นคนเจ็บโอ๊ยๆ อยู่ ดิ้นชักแง็กๆ อยู่ วันหนึ่งเราจะต้องเจ็บจะต้องป่วยอย่างนี้ไหม เห็นคนตายแล้วแล้วเราจะต้องตายไหม นอกจากเราจะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ญาติวงศ์พงศาของพระองค์ก็จะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายไหม ชาวพระนครต้องแก่ต้องเจ็บ ต้องตายไหม ชาวโลกต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายไหม ล้วนต้องแก่ต้องเจ็บ ต้องตายทั้งนั้น คำถามพระองค์ก็ตั้งต่อ เป็นคำถามที่มนุษย์ทั่วไปไม่คิดจะตั้งจะมีวิธีไหนที่จะทำให้คนไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายได้มั่งไหมล่ะในโลกนี้ ในเมื่อเขาตายกันทั้งแก่ ทั้งเจ็บ ทั้งตายกันมาไม่รู้กี่กัปนี่คนอื่นยอมรับว่าแก่ เจ็บ ตายเป็นธรรมชาติต้องเป็นอย่างนี้แต่พระองค์ตั้งปัญหาไม่เหมือนใครอีก จะแก้เจ็บ แก้แก่ แก้ตายนี่ได้ไหมนี่ นี่คือปัญหาที่พระองค์ตั้งไม่เหมือนคนอื่นนะ แล้วในที่สุดก็ฉลาดในการตั้งปัญหา วันหนึ่งเห็นนักบวชเข้า เอ๊ะนี่นักบวชเขามาทำไม เขาออกจากบ้านสละบ้าน แล้วก็มาทำภาวนาแก้ไขปรับปรุงตัวเอง เห็นเท่านี้แว้บขึ้นมาเราถึงเวลาต้องออกบวชเพราะว่าเมื่อออกมาเป็นนักบวชเหมือนท่านผู้นี้แล้วจะมีโอกาสให้เราได้ค้นหาวิธีแก้แก่ แก้เจ็บ แก้ตาย พอตกกลางคืนก็สละทุกอย่าง ทั้งเวียงทั้งวัง ราชสมบัติทั้งหลายที่มีอยู่สละหมดไม่เอา กระโดดขึ้นหลังม้ากัณฐกะควบเข้าป่าไปเลยไปออกบวช ไปทรงค้นหาวิธีที่จะแก้แก่ แก้เจ็บ แก้ตาย ดูวิธีการตั้งปัญหาของพระองค์ให้ดี หลังจากไปทรงบำเพ็ญเพียรใช้เวลามานานพอสมควรอยู่ป่าอยู่ในเขาอยู่ ๖ ปีก็ทรงตั้งปัญหาที่มนุษย์ทั้งหลายไม่ตั้งอีก ตั้งว่าอย่างไร เออ ทุกคนนี่มนุษย์ในโลกนี้เขาก็บ่นว่าเขาเป็นทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้น ถ้าปัจจุบันก็ต้องบอกว่า เออ แต่ละครอบครัวก็แต่ละคนก็ไม่เห็นมีใครมาร้องสุขเลย มีแต่ร้องทุกข์กันตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งวันตายกันนั่นแหละ ร้องกันสารพัดร้อง แต่ถามว่ามนุษย์ในโลกนี้ซึ่งมีอยู่ตั้ง ๖ พันล้านบ้างเดี๋ยวนี้หรือกว่าแล้วเคยมีมนุษย์คนไหนในโลกนี้มั่งที่จะมานั่งแยกว่าทุกข์ที่มนุษย์ได้รับอยู่ทุกวันนี้น่ะ เอ๊ะมีอยู่กี่ประเภทมีกี่ชนิดนะ มีใครมั่งที่นั่งอยู่ในนี้ที่ไม่เคย ไม่เคยร้องไห้สะอึกสะอื้นน่ะ ก็เคยร้องไห้กันมาทั้งนั้นนั่นแหละ บางคนปีหนึ่งตั้งหลายครั้ง บางคน เดือนหนึ่งตั้งหลายคน บางคนร้องไห้มันได้ทุกวัน แต่ถึงกระนั้นไม่เคยมาแยกแยะเลยว่า เออ ทุกข์ที่เราได้รับอยู่ทุกวันนี่มันมีกี่อย่างกี่ประเภทนะ ไม่มีน่ะ แต่พระองค์ทรงตั้งคำถามอือ องค์นั้นน่ะ ตั้งคำถาม เออ ทุกข์ของมนุษย์นะมีอยู่กี่ประเภท มีอยู่กี่อย่างในที่สุดพระองค์ก็แยกออกมาได้เออ ทุกข์มนุษย์นี่มันมีสองประเภทนะ ๑. ทุกข์ประจำ ๒. ทุกข์จร เออ แยกออกมาอีก ทุกข์ประจำก็เกิด ก็แก่ ก็เจ็บ ก็ตาย เอ้า ๔ อย่าง ทุกข์จร เออ แยกออกมาอีก นั่นแหละ สวดมนต์ทำวัตรเช้ากันอยู่ทุกเช้านั่นแหละ ชาติปิทุกขา ชราปิทุกขา มรณัมปิทุกขัง อือ สวดด้วย แต่ไม่เคยเหลียวไปดูคำแปลหรอก โสกะ เออ ความแห้งใจ อ้อ ไอ้แห้งใจนี่มันก็เป็นทุกข์เหมือนกันนะ ปริเทวะอ๋อ ไอ้ความคร่ำครวญ ที่ร้องกันโฮๆ เออ นั่นก็เป็นทุกข์ นะ ทั้ง โสกะปริเทวะ ทุกขะ อ๋อ ไอ้ความเจ็บป่วยทางด้าน เอ่อ ไอ้ความบีบคั้นทางร่างกายก็เป็นทุกข์ ความน้อยอกน้อยใจก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากคนที่เรารักก็เป็นทุกข์ ประสบไอ้คนที่เหม็นขี้หน้า เออ ก็เป็นทุกข์ สารพัดพระองค์ก็แยกๆ พระองค์ทรงฉลาดในการตั้งปัญหา ไหนๆ มันก็เป็นทุกข์แล้วลองมาแยกดูสิมีทุกข์อยู่กี่ประเภท แต่ละประเภทมันมีอาการอย่างไร เออ แยกออกมาดู นี่พ่อเราน่ะทำอย่างนี้น่ะ ตั้งปัญหาก็ทรงฉลาดเหลือหลายในการตั้งปัญหา ตั้งแล้วก็มาแยกนี่เออ แยกจนได้ทุกข์นี่มันอะไรมั่งนะ เออ ๑ ๒ ๓ ๔ ไล่ไปด้วย แล้วก็สรุปด้วย สรุปให้อีก ว่าอย่างไร เอ้อ ไอ้ทั้งหมดที่ว่ามา แยกมาแล้วนั่นน่ะ สรุปแล้วก็คือความยึดมั่นในขันธ์ ๕ นั่นแหละเป็นทุกข์รวบยอด เออ มองเห็นเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อทรงฉลาดในการตั้งปัญหาท่านก็ได้บทสรุปมาตามลำดับๆ พวกเรานี่เวลาประสบทุกข์ไม่เคยหรอกมาแยกว่า เออ ทุกข์ของเรานี่จริงๆ มันทุกข์เรื่องอะไรกันแน่ เมื่อเราหยาบตอนต้นตอนต่อมายิ่งหยาบ ตอนต่อมาตอนที่สองว่าอย่างไร ในโลกนี้เมื่อทุกข์แล้วเพราะไม่ไปแยกว่าทุกข์เหล่านี้ทุกข์ที่เกิดกับตัวมันมีกี่อย่างๆ กี่ประเภท เพราะฉะนั้นเริ่มจับผิดคนอื่นเลยพอทุกข์มากเข้าๆ จับผิดคนอื่น จับผิดว่าอย่างไร อ๋อที่เราเป็นทุกข์นี่น่ะ เพราะคนนั้นๆ ทำทีเดียว ไม่เคยโทษตัวเองเลย ทำไมเราทุกข์อย่างนี้ เพราะรัฐบาลบริหารประเทศไม่ดี เศรษฐกิจจึงย่ำแย่เราจึงเป็นทุกข์โทษรัฐบาลก่อนเลย ส่วนตัวเองขี้เกียจหรือขยันยังไม่ได้พูด ยังไม่ได้ไปเจาะดู โทษรัฐบาลไปก่อน หรือไม่งั้นรัฐบาลกำลังเปลี่ยนไปหยกๆ ไม่รู้จะโทษใครหันซ้ายหันขวา นายไม่ดี โทษนายไปก่อน พอดีตัวเองเป็นเจ้าของกิจการ บ๊ะไม่มีนาย โทษใคร ไอ้ลูกน้องมันไม่ดี ด่าลูกน้องไปก่อน ด่าลูกน้อง ลูกน้องมันก็ไม่เถียง มันเถียงไม่ขึ้นแต่มันไม่ไหวเข้ามันเลยลาออกไปเลย หันซ้ายหันขวา เอ๊ะ แล้วจะไปโทษใคร ไม่รู้จะโทษใคร หันไปด่าเมียมั่ง หันไปด่าผัวมั่งโทษไปหมดแหละ โทษเอาจนกระทั่งว่าทั้งโลกนี่หาคนดีไม่ได้ เห็นมีดีอยู่คนเดียว ใคร ตัวเอง ปัดโธ่ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราตั้งแต่ครั้งเป็นบรมโพธิสัตว์ตั้งปัญหาชัดเจนทุกข์นั้นเกิดจากใครแน่ ทุกข์นั้นเกิดจากใครแน่เกิดเพราะสามีหรือ เกิดเพราะภรรยาหรือเกิดเพราะผู้บังคับบังชาหรือ เกิดเพราะลูกน้องหรือ เกิดเพราะพรรคพวกเพื่อนฝูงหรือ เกิดเพราะรัฐบาล หรือเกิดเพราะดินฟ้าอากาศไม่ใช่ สรุปแล้วบอกไม่ใช่เกิดเพราะตัวเราน่ะ เกิดเพราะความอยากที่ยังมีอยู่ในตัวเรา ไปโทษสามี โทษภรรยาไปโทษลูก ก็ถ้าไม่สามีซะอย่าง มันก็สบายไปตั้งเยอะ แล้วใครบังคับให้ไปมีสามีนั่นน่ะปัดโธ่ ไปนั่งโทษมันอยู่ได้ โง่ไปคว้ามันมาเอง แล้วยังจะมาบ่น พูดอย่างนี้ชักขัดคอกันเสียแล้วแต่นี่คือมุมมองไปโทษภรรยาอยู่ได้ ก็ทำไมไม่อยู่คนเดียวเสียตั้งแต่ต้น ไปโง่เอง ตาไม่ถึงแล้วจะมาโทษใคร มันก็ต้องว่าอย่างนี้ พระองค์ทรงว่า พระโพธิสัตว์มองนี่ทุกข์นี้จริงๆ มันจากตัวเรา อยากในสิ่งที่ไม่ควรอยากมันจึงต้องมาทุกข์อย่างนี้ มองเปรี้ยงมันลงไปดูนะ การตั้งปัญหาที่เฉียบคมนำไปสู่การแก้ปัญหา นำไปสู่การแก้ไขตัวเองการเตือนตัวเอง นี้พระโพธิสัตว์ทำให้เราดูเป็นลำดับอย่างนี้สมเด็จพ่อทำให้เราดูเป็นลำดับๆอย่างนี้ เอ้าขั้นแรกสมเด็จพ่อแยกก่อนทุกข์นี่มันมีกี่อย่างกี่ประเภทกันแน่ที่มารุมเร้าตัวเราใจเราแยกแยะเสร็จเรียบร้อย เออ แล้วทุกข์เหล่านี้มันมาจากใครแน่หนอ ทุกข์มาจากตัวเรา ตรงไหนของตัวเราจากความอยากที่มีอยู่ในตัวเรานี่เอง นี่ถ้าไม่อยากล่ะไม่ทุกข์ขนาดนี้ พระองค์ตั้งปัญหาง่ายเฉียบ พอเห็นว่าตัวเองนั่นแหละเป็นต้นของปัญหา ชัดเจน แล้วมองคนทั้งโลกอย่างไร อ้องั้นปัญหาที่มีในโลกนี้ ก็แต่ละคนนั่นแล้วมันช่วยกันตั้งสร้างปัญหาของมันเองนั่นแหละ แล้วมันเอาปัญหาไปพันคนอื่นเข้าไปด้วยมันถึงได้ยุ่ง ท่านมองของท่านของอย่างนี้มองไม่เหมือนเรา พอเห็นชัดว่าปัญหาเกิดจากตัวเองแล้วแล้วแต่ละคนก็เป็นต้นปัญหาของตัวเองด้วยกันทั้งนั้นแหละ มองอย่างนี้แล้วก็ทรงตั้งปัญหาต่อไป ตั้งว่าอย่างไร เออ ในเมื่อทุกข์นั้นน่ะมันเกิดจากเรา จนกระทั่งทำให้เรานี่ต้องมาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตาย ตั้งปัญหาว่า เออ ทุกข์นั้นน่ะปัญหาขั้นต้นน่ะจะแก้ได้ไหมก็ยังไม่เห็นทางแก้ แต่แก้ได้ไหมนี่ทุกข์นี้ไอ้แก่ ไอ้เจ็บ ไอ้ตายรวมทั้งเกิดด้วยนี่ คนทั้งโลกนี่ถ้าไม่มาเจอพระพุทธศาสนาล่ะก็มองการเกิดเมื่อไหร่ ก็มองว่าเป็นสุข (หมดหน้า 1/B) (เริ่มม้วน 2/A) ปีศาจเท่านั้นน่ะทรงมองเปรี้ยงลงไปเลย เกิดนั่นแหละไอ้ตัวทุกข์ นี่ถ้าไม่เกิดล่ะไม่ต้องมาแก่ไม่ต้องมา เจ็บไม่ต้องมาตายหรอก มองไม่เหมือนชาวบ้าน แล้วก็ทรงมองอย่างไง เออ ตั้งปัญหาขั้นต่อมามองว่าอย่างไง มองว่าทุกข์นี้น่ะแก้ได้ตั้งปัญหาก่อนตรงนี้ยากจะไปหาคำตอบที่ไหน ไม่มีใครมาตอบให้ทุกข์นี้นี่โดยเฉพาะทุกข์เพราะต้องมาเกิดนี่ทำอย่างไงจะไม่ต้องมาเกิดอีกไม่ต้องมาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตายอีก แก้ได้ ไม่รู้ไปหาคำตอบที่ไหน แต่ถึงกระนั้นก็ทรงฉลาดในการที่จะนำธรรมชาติมาเปรียบเทียบ เออ กลางคืนมันมืด มืดก็ยังมีความสว่างมาแก้ได้ น้ำขึ้นมันก็ลงได้ ลงได้ขึ้นได้ มืดได้สว่างได้ เออ เพราะฉะนั้นการ เอ่อ ทุกข์เมื่อมันเกิดมาได้ มันก็ต้องดับได้ ยังไงเสียมันก็ต้องมีธรรมชาติที่ต้องมาแก้กันจนได้นั่นแหละเพียงแต่ว่าเรายังไม่เจอกันเท่านั้นคือพูดง่ายๆ ไม่ท้อ ธาตุท้อไม่มี ไอ้พวกเราส่วนมากธาตุท้อ มันมีธาตุท้อมีเยอะไหม โอ เต็มที่เลยเขาจึงเรียกว่าท้อแท้ๆ ท้อมีเยอะๆไหม เยอะ ท้อแท้ๆ เลย แต่ของพระองค์ไม่ใช่ ธาตุท้อน่ะไม่มี มีแต่สู้แท้ๆ ล่ะก็มี ท้อแท้ๆ ล่ะไม่มีมีแต่สู้แท้ๆ สู้กันสุดๆน่ะมีงั้นเมื่อเห็นธรรมชาติ เปรียบเทียบกับธรรมชาติแล้วเออ มีมืดก็ยังมีสว่างมาแก้ ข้างขึ้น เอ่อ เดือนมืด แม้ในกลางคืนเดือนมืดก็มีเดือนหงายมาแก้ กลางคืนก็ยังมีกลางวันมาแก้ เออ น้ำขึ้นก็มีน้ำลงมาแก้ เพราะฉะนั้นทุกข์เมื่อเกิดได้มันต้องมีทางแก้จนได้ เพียงแต่ว่าตอนนี้เรายังไม่เจอทาง ไอ้ไม่เจอกันไม่มีน่ะมันคนละเรื่องกันนะ อย่าไปปนกัน เรายังไม่เจอทางแก้ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีทางแก้ ทางแก้มันมี แต่ตอนนี้ยังไม่เจอ ไม่เจอแล้วทำอย่างไง ก็ทรงค้นต่อในเมื่อมัน มันมีทางแก้ยังไงมันต้องมีทางแก้ พระองค์ก็ค่อยๆ แก้ของพระองค์ไป นั่งทรงนั่งสมาธิไป ทรงนั่งไปๆ ในที่สุดก็เจอจนได้พบว่าอ๋อ มันนั่งสมาธิไปแล้ว ใจหยุดใจนิ่งไปแล้วความสว่างก็เกิด เมื่อความสว่างเกิดก็เห็นทางแก้ขึ้นไปตามลำดับๆ จนกระทั่งเข้าถึงธรรมกายแล้วก็ปราบกิเลสหมดมาเป็นบรมครูของเรา ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการตั้งปัญหาเป็น ทรงมีความเฉียบมากในการตั้งปัญหา เพราะมีความเฉียบขาดมากในการตั้งปัญหาจึงนำไปสู่การแก้ปัญหา นำไปสู่การเตือนสติ เตือนพระองค์ในแง่มุมต่างๆ ได้จนกระทั่งมาเป็นบรมครูของพวกเรา ณ ตรงนี้ถ้าเราได้มองย้อนกลับมาถึงตัวของพวกเราแล้วเราจะพบว่า แต่ละครั้งที่เราประสบทุกข์ประสบปัญหา วิธีการมองปัญหาและการตั้งปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขของพวกเราเมื่อเทียบกับพระองค์แล้วมันห่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับดิน ฟ้ากับดินว่าห่างแล้ว วิธีการแก้ปัญหาของพวกเรากับพระองค์ยิ่งห่างกว่านั้นเข้าไปอีก แทบจะไม่เฉียดเลยและก็เพราะเหตุนี้เราจึงมีทุกข์กันไม่ค่อนจะรู้จบ เอาล่ะเราก็ยอมรับ ก็บารมีของเราบุญของเรายังไม่แก่กล้าเท่าพระองค์ พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมา เป็นอสงไขยอสงไขยกัปแล้วเราล่ะมันยังไม่ได้กี่กัป ได้แต่ก้าบๆๆ เป็นเป็ดอยู่นั่นล่ะ ได้แต่กลับไปกลับมาพลิกซ้าย พลิกขวานอนหลับฉิบ ไม่ยักลุกขึ้นมานั่งสมาธิน่ะ เรามันเป็นอย่างนี้ เอ้า ยอมรับว่าบารมีมันยังหย่อน แต่ถึงกระนั้นก็ตามมันก็เป็นเรื่องว่าเอาเถอะ มันจะหย่อนยานขนาดไหน ในฐานะที่ประกาศตนเป็นชาวพุทธ ก็ควรที่จะได้เป็นข้อคิดได้อย่างน้อยว่าเออ ต่อไปข้างหน้าไม่ว่าเกิดเหตุเภทภัยมีความทุกข์ มีความเดือดร้อนอะไรก็ตาม ขอให้มีความรัดกุม (ไอ) ขอให้มีความรัดกุม ในการแก้ปัญหาหน่อยด้วยการทำอย่างไร ด้วยการตั้งปัญหาให้เป็น และในการตั้งปัญหาเป็นอย่างที่บอก เริ่มจากมองที่ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งไปมองคนอื่นทุกข์นี้เกิดจากใคร อย่าเพิ่งไปมองว่าคนนั้นนี้คนโน้น ทุกข์นี้ยังไงๆ เกิดจากเรานี่แหละแต่มันตรงไหนและไปโยงกับใครนั่นอีกเรื่องหนึ่งแต่ทุกข์นี้ความเดือดร้อนนี้อย่าเพิ่งไปมองว่าจากคนอื่นเด็ดขาดเลยมองมาที่ตัวเองก่อนในเรื่องนี้ (กระแอม) หลายๆ ครั้งที่มีเหตุเภทภัยเกิดขึ้นในวัดคุณยายได้ทำตัวอย่างให้ดูเป็นอย่างดี ยกตัวอย่าง เมื่อตอนที่เราซื้อที่นี่แหละ ๒ พันไร่ที่เรานั่งอยู่นี้ จนกระทั่งได้มาทำมหาธรรมกายเจดีย์ได้สภาธรรมกายสากล นั่งกันอยู่นี้ตอนที่ซื้อที่ก็มีอุปสรรคนานาประการ อุปสรรคจากลูกนา อุปสรรคจากคนอื่นที่เข้ามายุให้รำตำให้รั่วสารพัด เราเห็นอยู่นี่ว่าปัญหานี่มันเกิดจากคนพวกนี้ เออ ตัวเองไม่ใช่เจ้าของเขาเปิดโอกาสให้ซื้อตัวเองก็ไม่ซื้อ ครั้งพอเรามาซื้อก็มาโวยเรา โวยเราก็ยังไม่พอเราก็ช่วยเหลือด้วยความเมตตา เอ้อ ค่ารื้อถอนก็ให้ ค่าชดเชยการออกจากที่ทำกินก็ให้สารพัดจะให้เขาก็ยังไม่พอใจไปเดินขบวนไปประท้วงโน่นประท้วงนี่แกล้งกันสารพัดยกพวกจะมาเผาวัดอีกด้วย สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นไม่ว่าใครในวัดก็มองไปที่พวกที่ก่อเหตุทั้งนั้นน่ะเพราะทุกอย่างเราทำถูกต้องตามกฏหมายแล้ว พวกที่พูดไม่รู้เรื่อง แล้วว่าอย่างงั้น ชาวนาที่พูดไม่รู้เรื่องนี่คือตัวปัญหาจ่ายชดเชยทุกอย่างแล้วก็ยังมาแกล้งเราอีกเพราะฉะนั้นนี่คือตัวปัญหา คุณยายท่านไม่พูดอะไรท่านก็เรียก เรียกหลวงพ่อทั้งสององค์ไป โดยเฉพาะหลวงพ่อธัมมชโย คุณยายเรียกไปนั่งสมาธิเยอะเลยให้หลวงพ่อยันๆ เอาไว้ก่อนเจรจาไปอะไรไป เจรจาต้าอ่วยกันไปยับๆยั้งๆ ผ่อนสั้นผ่อนยาวกันไปแต่คุณยายหลวงพ่อธัมมชโยท่านกลับไปนั่งเข้าที่ไปแก้ละเอียดแล้ววันหนึ่งก็ไปบ่นกับยาย ยายพวกนี้มันพูดไม่รู้เรื่องเลยนะยายอันธพาลแท้ๆ ยายไม่ว่าอะไรยายมองหน้านิ่งๆ เห็นยายมองหน้านิ่งๆ เราก็ชักต้องเหลียวซ้ายแลขวาเอ๊ะทำไมยายมองหน้านิ่งๆ เราพูดผิดตรงไหน แล้วยายก็พูดชัดเจน ตั้งปัญหาดีจังเลย ท่านอย่าไปโทษใครเลย เราสร้างบุญมานี่มันยังไม่ค่อยจะพอ มันยังไม่เต็มที่เมื่อบุญมันยังไม่ค่อยพอมันก็ต้องเจออย่างนี้แหละ ถ้าบุญเรามากพอปัญหาอย่างนี้มันก็ไม่เจอ อ๋อ คุณยายตั้งปัญหาไม่เหมือนเรา เราตั้งว่าไอ้เจ้าพวกนั้นน่ะมันก่อเหตุ แต่คุณยายตั้งว่าเออ ยังสร้างบุญไม่พอแก่เหตุที่จะได้ที่ ๒ ไร่มาง่ายๆ เอ้า เป็นความผิดของเรานะ มันมาจบตรงนี้ ยายไม่ได้โกรธใครสักคนปล่อยให้เราโกรธอยู่ได้ดูมุมมองให้ชัดเจน ว่าอ๋อ คนมีบุญเขามองอย่างไร ไอ้เราบุญมันก็มีล่ะแต่มันมีแบบเราน่ะนะ มันก็เลยมองแบบเราเมื่อไหร่ๆก็ให้กระโหลกบังปัญญาทุกที มันเป็นอย่างไงกะโหลกบังปัญญา เออ กะโหลก ของมนุษย์นี่กะโหลกของพวกเราทุกคนซึ่งมีตาอยู่คนละสองตานี่จากโครงสร้างของกะโหลกจากตำแหน่งของลูกนัยน์ตา ๒ ข้างที่วางเอาไว้ในกะโหลกนี้มันบังคับมา มันบังคับให้มองออกไปข้างนอกตัว มันไม่ให้เรามองเข้ามาในตัว มันบังคับให้เรามองออกไปข้างนอกตัว เมื่อมองออกไปข้างนอกตัวมันก็เห็นแต่คนอื่นน่ะสิ เมื่อมันเห็นแต่คนอื่นมันก็ต้องวิจารณ์คนอื่นน่ะสิ เรื่องอะไรจะมาวิจารณ์ตัวเองเสียให้ยากล่ะ มันเป็นอย่างนั้น วิจารณ์ไปวิจารณ์มาทั้งโลกไม่มีใครดี เห็นมีอยู่คนเดียวดี ใครตัวเองไอ้ตัวที่เราก็ยังไม่เคยหน้าเราเลยนี่มีใครกล้าปฏิญาณบ้างในนี้ว่าข้าพเจ้าเคยหน้าตัวเองชัดๆ มีไหม ช่วยยกมือ หน่อยซิไม่มีนะ ไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกเคยเห็นหน้าตัวเอง อย่างมากเห็นแต่เงาหน้าจ๊ะอยู่ในกระจกไม่ใช่หน้าตัวเองหรอก เงาเท่านั้นแหละกะโหลกของเรามันบังปัญญาเราทำให้เรามองไม่เห็นหน้าตัวเอง แล้วเราก็เมื่อมีปัญหามันเลยมุ่งแต่จะไปโทษคนอื่นหาสักคนก็ทำยายากที่จะเมื่อเกิดปัญหาแล้วหันมาโทษตัวเอง ดูให้ชัดนะ อ๋อมิน่าคุณยายท่านจึงบอกว่า เออ คนมีบุญมากบุญน้อยก็มาดูได้ตรงที่ใครสามารถเตือนตัวเองเอ่อ ได้มากได้น้อยแค่ไหน เตือนตัวเองได้มากก็แสดงว่า เออ ๆนั่นแหละๆ มีบุญมากเตือนว่าไง เตือนให้ตั้งประเด็นตั้งปัญหาให้ถูกแล้วจึงแก้ไขได้ถูกต้องเออ ผู้มีธรรมมีบารมีแก่กล้าน่ะเขามองอย่างนั้นเราบารมียังไม่ถึงท่านอย่าว่าแต่ถึงพระโพธิสัตว์ท่านเลย อย่าแต่ว่าพระบรมโพธิสัตว์ ถึงพระอรหันต์ท่านเหล่านั้นน่ะบารมีของเรายังไม่ถึงยายยังไกลยายอีกเยอะ ยายจึงให้นัยไว้อย่างนี้ว่าเออวัดบุญวัดบารมีคน หรือวัดบารมีวัดบุญตัวเราวัดได้อย่างไง วัดได้ตรงที่สามารถเตือนตัวเองได้มากหรือน้อย ถ้าเตือนตัวเองได้มาก เตือนตัวเองได้รัดกุมก็แสดงว่าเป็นคนมีบุญมาก ถ้ายังเตือนตัวเองไม่ได้ เตือนตัวเองได้น้อยมีอะไรขึ้นมาก็เอะอะโวยวายโทษชาวบ้านก่อนล่ะก็ เฮ้อ รู้ไว้เถอะบุญเรายังแค่ ยังแค่หิ่งห้อยเสียแล้วดวงบุญเรามันแค่หิ่งห้อย ดวงบุญเรายังไม่เป็นดวงอาทิตย์ดวงจันทร์เสียแล้วนี่ขอให้มองอย่างนี้ เอาล่ะในเมื่อเราก็ยอมรับกันมาตั้งแต่ต้นว่าเราน่ะบุญมันยังน้อยแล้วแก้อย่างไรจะมีวิธีประคับประคองตัวเองอย่างไรให้สามารถเตือนตัวเองได้ ได้เร็วขึ้น ได้ดีขึ้นถูกเป้า เออ ง่ายขึ้นตรงขึ้นสมเด็จพ่อได้ทิ้งวิธีอะไรไว้ให้บ้างไหม ให้ทำไมจะไม่ให้ แล้วได้ยินมาคนละเยอะๆ ด้วยแต่ว่าพอถึงคราวเกิดปัญหาแล้วเขาไม่ค่อยได้นำมาใช้กัน สมเด็จพ่อให้ไว้ ๖ ข้อเรื่องนี้หลวงพ่อเทศน์อยู่เป็นร้อยเป็นพันครั้งครั้งแล้วไม่ถึงพันหรอก เป็นร้อยแล้วบ้าง ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรกับใครสั่งนักสั่งหนา ๖ ข้อ ข้อที่ ๑ อนูปวาโท อย่าเพิ่งไปว่าร้ายหรืออย่าเพิ่งไปโทษคนอื่นเขานะ เที่ยวไปโทษคนนั้น คนนี้ คนโน้น ไปๆ มาๆ เดี๋ยวเถอะๆอย่างที่เคยเทศน์เอาไว้แล้วในมงคลสูตรเอามือ เอานิ้วชี้ไปที่คนอื่นแล้วไอ้คนนั้นแหละเป็นต้นเหตุชี้ไปหนึ่งนิ้ว เอ่อ นิ้วชี้ชี้โทษเขาไปหนึ่งนิ้ว อีก ๓ นิ้วว่ะ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อยมันชี้กลับมาที่ตัวเองว่ะ มีเหตุขึ้นมาล่ะก็นะคนอื่นน่ะ ต้นเหตุน่ะแค่หนึ่งส่วนแค่นั้นนะ อยู่ที่ตัวเอาอีก ๓ ส่วนไปดูไว้ให้ดี อือ ช่วยดูให้ดีน่ะก็อย่างนี้เล่าให้ฟังแล้วหลวงพ่อล่ะโทษชาวนาพวกนี้พูดไม่รู้เรื่อง แต่คุณยายบอกไม่ใช่ล่ะ ท่านสร้างบุญมาน้อยไปก้มหน้าก้มตาสร้างไปเยอะๆ เถอะ มันคนละเรื่องกันนะ แต่ว่าคุณยายพูดไม่ผิด ดูให้ดีนะ เพราะฉะนั้นไม่ว่ามีเหตุร้ายมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นตั้งปัญหาให้ดีนะขณะที่ยังตั้งปัญหาได้ไม่ชัดเจน ข้อแรกที่พึงต้องทำข้อที่ ๑ อย่าเพิ่งไปว่าร้าย หรือว่าอย่าเพิ่งไปโทษคนอื่นเขานะ เดี๋ยวไล่ไปไล่มาน่ะ หน้าแหกเย็บไม่ติดเองนะทำเป็นเล่นไปนี่คือข้อที่หนึ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสเตือนเอาไว้ อนูปวาโต ห้ามว่าร้ายห้ามโทษคนอื่นไม่เอา ดูให้ดีกัน ข้อที่ ๒ อนูปฆาโต ห้ามทำร้ายอย่าเพิ่งไปทำร้ายใครนะ ไปล้างไปผลาญไปเข่นไปฆ่าใครก็ไม่เอา เพราะว่าอย่างที่พูดมาเมื่อกี้นี้ ต้นเหตุทั้งหลายพอเอาจริงๆ เข้าเรามันยังบุญน้อย ถ้าบุญมากกว่านี้ไม่เจอหรอก เพราะฉะนั้นไปโทษคนอื่นเขาด้วยหนำซ้ำไปเล่นงานเขาพลึกๆ พลั๊กๆ เข้าไปด้วย เดี๋ยวเถอะเรื่องมันจะลามใหญ่นะ ว่าที่จริงเรื่องนี้พวกเราเจอมาสองปีซึ้งแล้วนี่สองปีนี่ยังไม่ได้ด่าใครสักคำหนึ่งนะนี่ ยังไม่ได้โทษใครสักคำนั่งยิ้มอยู่นี่ นี่ถ้าไปด่าใครไว้แล้วป่านนี้มันคงโขลกเละไปแล้วนี่ไม่ได้ว่าร้ายใครสักคำหนึ่ง เออ กำลังบุญมันยังไม่พอ แล้วก็ยังไม่ได้ทำร้ายใครเลย เขามายั่วมายุให้ออกไปลุยกันข้างนอกวัดเราก็ไม่ไป เออ นั่งหลับตาเฉยอยู่นี่ไงล่ะ ตอนนี้มันก็เงียบไปเยอะ เราไม่ได้โทษใคร เราโทษแต่ว่า เออ สร้างบุญมาน้อยไปเพราะฉะนั้นจะต้องเร่งสร้างบุญให้มันเยอะๆ ขึ้นมาอีก นั้นข้อที่หนึ่งนะ ไม่ว่าร้ายใคร ข้อที่สองก็ไม่ทำร้ายไม่ไปลุยกับใคร ไม่โทษใครแล้วก็ไม่ลุยกับใคร ข้อที่ ๓ ปาติโมกเขจะสังวะโร ก้มหน้าก้มตารักษาศีลเข้าไป ศีลเหมือนยังกับเกราะของนักรบนักรบออกศึกก็ต้องใส่เกราะป้องกันอาวุธฉันใดพวกเราก็เหมือนกัน อดทนรักษาศีลไป ถ้าศีลห้าก็เกราะอ่อน ศีล ๘ ก็เกราะแข็งขึ้นมาหน่อย ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ มันก็เป็นเกราะแข็งยิ่งขึ้น อือ ก็มาอย่างนี้ทั้งศีลด้วย ทั้งมารยาทด้วยน่ะล่ะสารพัดล่ะฝึกเข้าไปเถอะนี่สมเด็จพ่อนี่ทรงสั่งให้ทำอย่างนี้ เออ ข้อที่ ๓ แล้วนะ ข้อที่ ๔ มัตตัญญุตาจะภัสตัสสมิง รู้ประมาณในการกินเจอปัญหาแล้วกินไม่ได้ เออ แพ้ตั้งแต่ในครัว แพ้ฉิบ ก็กินไม่ได้แล้วจะไปรบกันใคร แต่ว่ามีปัญหา ถ้ามีปัญหากินให้พุงพลิกก่อนโว้ย ถ้าอย่างนั้นจุกตายก่อนอีกไม่ได้รบอีก พระองค์เลยทรงสั่งเอาไว้ เออ มัตตัญญุตา จะภัสตัสสมิง รู้ประมาณในการกินให้ดี รู้ประมาณทั้งปริมาณที่จะกินเลยไปกระทั่งกินให้เป็นเวล่ำเวลามีวินัยในการกิน รวมเข้าไปด้วยในนั้นแหละแม้ถึงเวลามันจะกินไม่ลงยังไงก็ตามเมื่อมันได้เวลาก็ต้องลุกขึ้นมาฝืนกิน ไม่กินแล้วมันจะมีแรงไปรบกันเขาได้อย่างไร ไปรบกับใคร รบกับกิเลสเราก่อนแล้วก็หาทางยันๆ เอาไว้ก่อนอย่าเพิ่งไปลุยอะไรกับมันมาก แต่ว่าสร้างบุญยิ่งๆ ขึ้นไปเดี๋ยวมันก็แพ้เองแหละนอกนั้นก็ยันๆ กันเองไว้ แก้เป็นเปราะๆ เอาไว้ แต่ยังไงๆ กินได้ก่อน กินพอประมาณ ประการที่ ๕ สั่งอีก แค่นั้นยังไม่พอถ้ากินไม่ได้ละก็ แพ้ตั้งแต่ในครัว ข้อที่ ๕ สั่งอีก ปัญตัญจะ สยนาสนัง นอนนั่งในที่สงบหรือว่าอยู่ในที่สงบ มันเป็นอย่างไร เออ ยิ่งมีเรื่อง ยิ่งมีปัญหาจะต้องแก้ไข เอาเถอะ จะมีกุนซือ มีที่ปรึกษามีเสนาธิการมากน้อยแค่ไหนจะอย่างไรก็ตามความเป็นตัวของตัวเองก็ต้องมีอยู่ในที่สงบ สงบสติสงบอารมณ์ซะมั่งมีความเป็นตัวของตัวเอง ถึงเวลาจะนอนก็ต้องนอนนอนให้หลับด้วย ถ้ามีเหตุเภทภัยกินก็ไม่ได้ นอนก็ไม่หลับ มันก็แพ้ตั้งแต่ในครัว แพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้วจะไปสู้อะไร มันจะอย่างไรๆ นอนให้หลับให้ได้ ถ้านอนไม่หลับแพ้แน่นอน และการที่จะนอนให้หลับ เออ จะต้องฝึกให้เป็นปกติว่าแม้ปกติไม่มีเรื่องมีราวก็ เราก็รักจะนอนอยู่ในที่สงบ ที่สงัดอยู่แล้วไม่ใช่ประเภทเอาวีดีโอ เอาทีวี เอาเครื่องเสียงไปตั้งเอาไว้ในห้องนอนดูวีดีโอไปจนกระทั่งหลับดูทีวีไปจนกระทั่งหลับฟังดนตรีไปจนกระทั่งหลับ ไอ้นี่ไม่ใช่เรา ไอ้อย่างนี้นอนนั่งในที่อึกทึกครึกโครมฝึกอย่างนี้ล่ะก็ถึงคราวมีเรื่องมีราวล่ะหลับไม่ลงแน่นอน อย่าไปเป็นอย่างนั้น แม้ปกติธรรมดาก็เออ วันโกนวันพระหัดไปนอนในห้องพระมั่ง วันธรรมดาให้เอาทีวีไปไว้ในห้องห้องนอนน่ะอย่าไปทำน่ะ เอาวีดีโอไว้ในห้องนอนอย่าไปทำน่ะ แม้ที่สุดไอ้คอมพิวเตอร์ไว้ในห้องนอนน่ะนะ ลืมตาขึ้นเมื่อไหร่จะได้ จะได้ส่งอินเตอร์เน็ตอะไรให้วุ่นวาย อย่าเลยไม่สงบหรอก อีทีจะนอนก็นอนให้มันสงบๆ เถอะจัดห้องหับให้ดี แยกสัดแยกส่วนให้ดีนอนนั่งในที่สงบ ถึงเวลามีปัญหาแล้วจะตั้งปัญหาไม่พลาดและจะแก้ปัญหาก็ไม่พลาดจะตั้งปัญหาที่ถูกประเด็นและจะแก้ไขปัญหาได้เฉียบพลัน มองตรงนี้ให้ชัด และข้อที่ ๖ ข้อสุดท้าย ทรงสั่งนักสั่งหนาว่าอธิจิตเต จะ อาโยโค ฝึกสมาธิไปเถอะ เข้ากลางไปเถอะ แล้วไม่แพ้หรอก เดี๋ยวมันเห็นวิธีแก้ของมันไปเองหลายคนในที่นี้เวลาเกิดปัญหาแล้วหลับตาไม่ลง หลับตาไม่ลงแล้วจะเอาอะไรมาสู้เขาล่ะ ก็ในเรื่องของปัญญาน่ะมันอยู่ข้างใน มันอยู่ตรงกลาง เมื่อเราหลับตาไม่ลงเสียแล้ว แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนมาสู้กับเขา จะเอาปัญญาที่ไหนมาตั้งปัญหาให้ถูกประเด็น สมเด็จพ่อสั่งไว้ ๖ ประการอย่างนี้แหละ ตั้งแต่หนึ่งนะ ประสบปัญหาประสบเหตุเภทภัยใดๆ หนึ่งนะ อย่าโทษใคร สองนะ แล้วอย่าเที่ยวไปลุยกับใครเขาเข้าไปนะ สามนะใส่เกราะพระอรหันต์ให้มั่นคือรักษาศีลและมารยาทให้ดีนะ สี่นะ กินให้ได้นะ แล้วกินพอประมาณ ห้านะ นอนให้หลับด้วยนะ หกนะ เออ เข้ากลางเข้าไปอย่าไปถอย (หมดม้วน 2/A) (เริ่มม้วน 2/B) ถ้าไม่เข้าศูนย์กลางกายเดี๋ยวเถอะๆ เดี๋ยวจะไปเอาบาปมาสู้กับมัน เอ็งเบี้ยวมาได้ข้าก็เบี้ยวมั่งสิวะ เออ เอาบาปมาสู้กันแล้วเดี๋ยวจะแพ้เขานะเอ้า เอาบุญมาสู้กันคนที่เอาบาปมาสู้กับเขาแสดงว่านั่นๆ เตือนตัวเองไม่ได้ถ้าคนที่เอาบุญมาสู้กันว่ากันไปตามทำนองครองธรรม เออ นั่นน่ะคนบุญเยอะเขาทำอย่างนั้นแหละ เอาบุญมาสู้กับบาป ไม่เอาบาปมาสู้กับบาป โบราณบอกว่าเอ้ย อะไรมันเปื้อน เออ น้ำหมากมันเปื้อนนี่กับพื้น เออ ขออภัย น้ำลายมันเปื้อนอยู่กับพื้น เสลดมันเปื้อนอยู่กันพื้น น้ำมูกมันเปื้อนอยู่กับพื้นห้ามไปเอาหมากมาล้างมันนะ เดี๋ยวมันยิ่งเลอะหนักเข้าไปอีก นี่ก็ปู่ย่าตาทวดก็ให้ข้อคิดเอาไว้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นมีเหตุเภทภัยอะไรก็สู้กันด้วยบุญ สู้กันด้วยบุญทำอย่างไร ก็ทำ ๖ อย่างที่ว่ามานี้ ตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมาที่เจอวิกฤติมา ๒ ปีกับ ๖ เดือนเข้าไปแล้วบ้าง ๒ ปีกับ ๕ เดือนเศษเข้าเดือนที่ ๖ แล้ว จำแม่นเลยเริ่มตั้งแต่ ๒๔ ตุลา ๒๔ ตุลาปี ๔๒ มันไล่กันมาตอนนี้ปี ๔๔ เข้ามาเมษาแล้ว ๒ ปีกับ ๖ เดือนเข้าไปแล้ว ก็เราก็ใช้หลัก ๖ ประการนี้แก้ปัญหาโดยเริ่มแก้ที่ตัวไม่ไปแก้ที่คนอื่นแก้ที่ตัวก่อนมีข้อบกพร่องที่ตรงไหนในวัดในหมู่คณะของเราแก้ซะที่เราไม่ได้ไปแก้ที่เขา แก้ที่เราให้เหมาะสม ที่อื่นก็จะต้องแก้จากตัวเราหมู่คณะพวกเราแล้วเดี๋ยวมันก็เลิกรากันไปเอง มองภาพตรงนี้ให้ชัดทำแค่นั้นเหรอ ไม่ใช่ ๖ ข้อนี่มันแค่ยันๆ กันไว้นะ เอ้างั้นแสดงว่ามีข้อที่ ๗ น่ะสิ ก็ใช่น่ะสิ อ้าวแล้วทำไมพุทธองค์บอกไว้แค่ ๖ ล่ะ อือ ๖ ข้อน่ะเอาไว้ยันๆ ข้อที่ ๗ น่ะมี ท่านให้ทำอย่างไง ก็บอกเอาไว้แล้วอีกหมวดหนึ่งทำไง ก็สร้างบุญเยอะๆ น่ะสิ สร้างมันเข้าไป ๒๒ เมษา นี่ก็เถอะ นี่อีกบุญเยอะๆ อีกแล้วนี่สร้างมันเข้าไปเพราะวันนี้มองออกแล้วว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกนี้แท้ที่จริงเกิดจากพวกบุญน้อยทั้งนั้นแหละ พวกคนบุญน้อยแต่ไปอยู่ในตำแหน่งใหญ่ ช่วยจำไว้ด้วย บุญน่ะมันน้อยใจมันเลยแคบตามบุญมันนั่นแหละ แต่ว่าจับพลัดจับผลูไปอยู่ในตำแหน่งใหญ่ เมื่อคนบุญน้อยไปอยู่ในตำแหน่งใหญ่ มันก็ก่อปัญหาน่ะสิ ไม่ต้องอะไรบุญอย่างพวกเราน่ะแหละก็ว่าเป็นคนดี คนเรียบร้อย รับผิดชอบครอบครัวอย่างดี รับผิดชอบที่ทำงาน รับผิดชอบบริษัทห้างร้าน เอ่อ หน่วยงานที่เราสังกัดอยู่ รับผิดชอบอย่างดีเลยตามกำลังบุญของเรานี่ทำเต็มที่แต่นั่นแหละกำลังบุญของเราก็เท่านี้ แต่ถ้าสมมุติเขามาเชิญให้ไปอยู่ในตำแหน่งใหญ่ให้ไปเป็นนายกรัฐมนตรี สมมุติ นี่สมมุตินะเพราะตัวจริงเขายังอยู่นะ ตัวจริงชื่อทักษิณยังอยู่นะนี่สมมุติ ดี ๆ อย่างเรานี่แหละกำลังบุญขนาดนี้นี่แหละก็ไม่น้อย แต่ให้ไปอยู่ในตำแหน่งนายกฯเข้ากำลังบุญของเรามันไม่พอกับตำแหน่งเดี๋ยวเราก็ทำบ้านเมืองยุ่งอีกเหมือนอย่างไอ้ที่คนก่อนๆ ที่มันทำยุ่งเอาไว้น่ะ อาจจะไปทำยุ่งกว่าเขาก็ได้เพราะนั้นอย่าไปโทษใครเลย ไอ้ที่ใครมันทำยุ่งก็เออ เรามันโง่เอง คิดซะอย่างนั้น เอาเลือกคนบุญน้อยๆ ไปอยู่ในตำแหน่งใหญ่แล้วมันก็เลยทำให้เราเดือดร้อนก็สมหน้าเราแล้วนี่ เออ คิดอย่างนี้สบายใจ ก็ทำไง สร้างบุญในตัวเองให้เยอะๆ ขึ้น พอพูดถึงตรงนี้แล้วเราก็คงจะเข้าใจล่ะนะ ว่าอ้อ ทำไม หลวงพ่อธัมมชโยเจอหน้าท่าน เอ้อ มีแต่รายการบุญใหญ่ทุกทีเลยบางทีรับแทบไม่ไหว รับมาแต่ละทีวิ่งกันขาขวิดเลย บางทีจะวิ่งก็ยังวิ่งไม่ไหวเลยบุญหนัก ยืนขาสั่นตัวสั่น ปีติมาก ครางฮือเลยก็แล้วกันแต่ว่าทั้งๆที่อย่างงั้นแหละ อู้ฮูไหวเหรอก็เห็นไหวทุกที พอกัดฟันทำไปมันก็สำเร็จเพราะไอ้ที่ท่านพูดท่านชี้ท่านแนะให้ทำบุญแต่ละครั้งน่ะมันเห็นทางชัดๆตลอดเวลาว่ามันมีความเป็นไปได้ ไม่ใช่ท่านโมเม ท่านชี้ให้เรามีทางเป็นไปได้อย่างนี้ๆ เพียงแต่ว่ามันหนักแรงหน่อยก็มาดูสมเด็จพ่อ เอ๊ะทุกข์นี้จะแก้ได้หรือไม่ได้ พระองค์ไม่เห็นทางนะ ได้แต่อุปมาเอา เออ ดูธรรมชาติแล้วมันมีมืดก็ยังมีสว่างมาแก้มันมีร้อนก็ยังมีเย็นมาแก้ เออ น้ำขึ้นก็มีน้ำลงมาแก้ ถ้าอย่างงั้น อือ ถ้าอย่างงั้น มันก็ต้องมีธรรมชาติที่แก้ทุกข์ได้ล่ะน่ะนี่ขนาดไม่เห็นทางนะเลยนะ ยังเออ ยังจับประเด็นถูกให้กำลังใจตัวเองได้ แล้วก็แก้จนได้นั่นสมเด็จพ่อเรา แต่นี่เออ รายการบุญใหญ่มาอีกแล้ว ไหวไหม ก็ท่านก็บอกช่องทางให้อย่างนี้ๆ เรียบร้อยแล้วทำไมมันจะไม่ไหว ไอ้ที่ว่าไม่ไหวน่ะ ไหวกี่ที พอถึงเวลาเข้าเห็นวิ่งตัวปลิวกันทุกที ก็ไหว ก็สำเร็จกันมาทุกที สร้างเจดีย์เบ้อเร่อนี่จะไหว ก็เสร็จแล้วไหวไม่ไหว มันก็เสร็จแล้วนั่น เกิดมากี่ภพกี่ชาติก็ไม่เคยเห็นน่ะ กลั่นแผ่นดินเขาทำยังไง ก็เห็นมานั่งกลั่นกันจนกระทั่ง กลั่นงวดนั้นคนก็เป็น ตั้งหลายหมื่น ดินไม่เคยกลั่นก็กลั่นแล้ว เจดีย์ไม่เคยสร้างก็สร้างแล้วก็เสร็จแล้วน่ะ ศาลาสำหรับฟังเทศน์ ตั้งแต่เกิดมาจุได้เป็นพันก็ว่าใหญ่แล้วเอ้ากัดฟันสร้างมาเป็นหมื่นก็ว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแล้ว เอ้าไม่เคยเห็นศาลาเป็นแสนก็ได้แล้วนี่ก็ว่าไม่ไหวๆ แล้วก็ไหวล่ะนี่ มันก็ฟ้องว่าอะไรก็ฟ้องว่าบุญเดิมของเราน่ะมันก็ไม่น้อยเหมือนกันนะ ถ้ามันน้อยล่ะก็มานอนแผ่แล้วมันไม่เอาล่ะ หลวงพ่ออยากสร้างอะไรก็สร้างไปเถอะ กูกลับบ้านแหละ แต่พอ โอ้ จะไหวเหรอ พอท่านบอกว่าไหว ไหวก็ไหว น่า ไหวน่ะ น่าก็น่า ก็วิ่งกัน มันก็ไหว มันก็บอกว่าเราต้นทุนบุญเก่ามันก็ไม่น้อยเหมือนกันนะ ทำเป็นเล่นไป มันยังไม่ได้เป็นนายกฯ แต่ไม่น้อยนะเอ้า ทำเป็นเล่นไปนะ เพราะฉะนั้น ๒๒ เมษา ที่จะถึงนี่พระเณรท่านตั้งใจจะเป็นพระแท้ เณรแท้ตั้งใจจะมาสอบน่ะ ไปบอกใคร บอกว่าจะมาเลี้ยงพระเลี้ยงเณร เอ้าว่าจะมาเลี้ยงพระ จะให้พระให้เณรเป็นแสนมาสอบที่เดียวกัน คำถามของเขามันจะไหวเหรอนี่ พอดีเราเคยทำมาแล้ว ไหวแน่นอน ไปบอกเขาว่า สร้างบุญจะทำบุญจะเลี้ยงพระที่มาสอบเป็นแสน เลี้ยงพระเลี้ยงเณรเป็นแสนไปบอกคนอื่นเขาก็จะถามอีก ไหวเหรอ ไอ้คำพูดคำนี้ ไอ้ไหวเหรอนี่พูดมาหลายปี ไหวทุกทีเลยเพราะฉะนั้นงวดนี้มันก็ไหวอีกนั่นแหละ อีกกี่งวดกี่งวดก็เห็นไหวทุกทีก็มีแต่ไหวใหญ่ๆ ขึ้นๆทุกทีน่ะ (หัวเราะ) ของเรามาโดยเส้นทางนี้ เออ มีปัญหาอะไรขึ้นมาเราก็แก้ด้วยวิธีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้เอาไว้คือ ยันปัญหานั้น ยันเอาไว้เลย ๖ ข้อไม่โทษใครไม่ไปทำร้ายไม่ไปลุยกันใคร ใส่เกราะคือศีลของเราเอาไว้ถึงเวลาถึงมื้อก็กินกินก็กินพอประมาณเตรียมกำลังเอาไว้ เตรียม energy เอาไว้ถึงเวลาจะนอนก็นอนหนักหนาสาหัสอย่างไรนอนก่อนแหละตื่นแล้วค่อยมาลุยกันต่อแล้วขณะที่ลุยก็เข้ากลางเรื่อยไปเดี๋ยวก็เห็นทางไปเอง ๖ ข้อที่พระองค์สั่งเอาไว้ และทั้ง ๖ ข้อที่ต้องทำเพราะว่าบุญมันยังน้อยแล้วทำไงก็เพิ่มข้อที่ ๗ เข้าไป พระองค์ทรงสั่งไว้แล้วนี่ ให้สร้างบุญเยอะ ก็ทุ่มเททำบุญกันไปเมื่อบุญมันมากเข้า มากในระดับที่เรียกกันว่าน้ำมันล้นเขื่อนน่ะกำลังมันเกินที่อุปสรรคจะขวาง เดี๋ยวมันก็ข้ามไปจนได้ นักสร้างบารมีจำไว้นักสร้างบารมีไม่ยอมหนีอุปสรรค เพราะว่าอุปสรรคมีเอาไว้ให้ข้าม มีเอาไว้ให้แก้ ไม่ได้มีเอาไว้ให้หนีข้ามมันไปให้ได้ แก้มันให้ได้ ข้ามมันไปให้ได้ อุปสรรคไหนเราข้ามมันไปได้ แก้มันไปได้ครั้งต่อไปมันไม่กล้ามาเจอหน้าเราหรอก ชาติต่อไปมันก็ไม่กล้ามาสู้หน้าเราหรอก รู้ว่าเราจะไปถึงอีตรงนั้นน่ะนะ มันวิ่งหางจุกตูดเองแหละ ไอ้พวกปัญหาพวกนี้มันไม่ยอมอยู่มาเจอหน้าเราหรอก มันรู้ อยู่กูก็โดนแก้ โดนข้าม โดนแน่นอนกูไปดีกว่า แต่ถ้าชาตินี้เจอปัญหาหนี เจอปัญหาหนี อย่าว่าชาติหน้าจะต้องเจออีก ชาตินี้ก็ยังต้องเจออีก อีกไม่รู้เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นนะ ปัญหามีไว้แก้ แก้แล้วก็เดินข้ามมันเฉยเลย สบายๆชาติหน้าไม่ต้องมาเจอหน้ากัน อย่างนี้จึงจะเป็นเส้นทางของนักสร้างบารมีอย่างนี้จึงจะมีสิทธิ์ตามคุณยายเกาะเอวคุณยายไปได้ ถ้าไม่งั้น เออ ฝุ่นก็ไม่เห็น อย่าว่าแต่ตามยายเกาะเอวยายไปฝุ่นยายก็ไม่เห็น ก็ทำไม เพราะไปวิ่งหนีอุปสรรค อุปสรรคมาพวกหนึ่งก็วิ่งหนี พวกหนึ่งตั้งปัญหาไม่เป็นจับประเด็นไม่ถูก สู้ สู้ก็สู้แบบโง่ๆ ตายอย่างเขียดน่ะก็ใช้ไม่ได้ ถ้าสู้อย่างนักสร้างบารมี มีวิธีสู้ อย่างที่ว่ามาแล้วสำหรับวันนี้ก็คิดว่าได้นำพระคุณอันเล็กน้อย เอ่อ พระคุณส่วนที่เล็กน้อยของคุณยายมาเล่า มาขยายความให้พวกเราฟังเผื่อว่าจะได้เป็นข้อคิดในการดำเนินชีวิตในอนาคต แล้วก็จะได้เป็นแนวทางในการสร้างบารมีให้เต็มที่ จะได้ตามยายไปทัน มิฉะนั้นเดี๋ยวฝุ่นก็จะไม่เห็น ก็ด้วยอำนาจแห่งกุศลผลบุญที่พวกเราทั้งหลายได้ตั้งใจฟังคำแนะคำชี้นำในการวัดบารมีของตัวเองจากคุณยายแล้วหลวพ่อก็ได้นำมาขยายความตามหลักธรรมหลักฐานที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกตรงตามความเป็นจริงทุกประการ ด้วยอำนาจแห่งสัจธรรมแห่งสัจวาจาที่หลวงพ่อได้นำมาชี้แจงแสดงให้แก่พวกเราขอให้พวกเราทุกๆ คนได้บุญเยอะมีบุญบารมีเยอะๆ เหมือนอย่างคุณยายแล้วก็ติดตามคุณยายไปสร้างบุญบารมีไปได้โดยง่ายทุกภพทุกชาติตราบไปได้จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งพญามารตามคุณยายไป สมเจตนารมณ์จงทุกประการทุกท่านเทอญ (สาธุ) PAGE PAGE 20/ NUMPAGES 20 FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับถอดเทปเทศน์งานคุณยาย\2544\เมษายน\44-04-01 EW-TTT.doc