ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

อานิสงส์ของการคบบัณฑิต

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระบุญลือ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า ขอกราบนมัสการพระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป ขอเจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ยอดกัลยาณมิตร ผู้ใจบุญ ลูกหลานคุณยายทุกท่านนะ (สาธุ) วันนี้ก็เป็นวันที่ ๑๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ เป็นวันดีของลูกหลานยายที่พวกเราตั้งใจมาร่วมงานบุญบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมคุณยาย ณ บ้านเรือนทองของยาย วันนี้เป็นวันที่ร้อยที่เจ็ดสิบเจ็ดนะ ก็เรียกว่าร้อยกว่าวันที่คุณยายท่านได้ละสังขารไป มตฺตาสุขปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ จเช มตฺตาสุขํ ธีโร สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขํ นักปราชญ์ มองเห็นอยู่ว่าเพราะสละสุขอันพอประมาณ จึงประสบสุขอันไพบูลย์ ฉะนั้นจึงสละสุขอันพอประมาณเสีย เพื่อสุขอันไพบูลย์ วันนี้ลูกหลานคุณยายทุกท่าน พวกเราก็ตั้งใจ บางท่านนี่ตั้งใจมาสวดฟังพระอภิธรรม และเทศนาทุกวันเลยนะ หลวงพี่ก็ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านนะ หลวงพี่ทราบว่าบางท่านนี่นอกจากเวลาไปทำงานแล้ว ก็เหลือจากเวลาทำงานก็รีบมาร่วมงานบุญยาย มีน้องเยาวชนบางท่านช่วงนี้สอบเอ็นทรานส์เป็นวันที่ ๓ แล้ว หลังจากสอบเอ็นทรานส์แล้ว เรียบร้อยแล้วก็มาเอาบุญกับคุณยาย โดยการฟังสวดพระอภิธรรมกันนะ หลวงพี่ก็ขออนุโมทนาบุญกับพวกเราอีกครั้งหนึ่ง ที่พวกเรามาเอาบุญกับคุณยายอย่างนี้ เพราะว่าพวกเรานี่สละสุขอันเล็กน้อย เพื่อสุขอันไพบูลย์ เหมือนกับในกาลก่อนของพระบรมโพธิสัตว์สมัยเกิดเป็นสังฆพราหมณ์ สมัยสังฆพราหมณ์บังเกิดขึ้นมา ก็มีลูกชายอยู่คนหนึ่งชื่อว่าสุสิมะพราหมณ์ ก็ส่งลูกชายนี่ จากบ้านเกิดเมืองนอนเดิมเลย จากเมืองตักกะศิลา ก็ส่งลูกชายนี่มาเรียนที่เมืองพาราณสี ณ ประเทศอินเดียสมัยก่อนโน้น สมัยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรายังสร้างบารมีอยู่ เป็นพระบรมโพธิสัตว์อยู่ ก็ส่งลูกชายสุสิมะพราหมณ์นี่อายุ ๑๖ ปี มาเล่าเรียนในเมืองพาราณสี สุสิมะพราหมณ์นี่เป็นคนที่มีปัญญามากเลย ได้เล่าเรียนเบื้องต้น ท่ามกลางของอาจารย์ที่อบรมสั่งสอนด้วยความเคารพนี่ เรียนด้วยความเคารพนี่ เรียบร้อยแล้วนี่ ก็เข้าไปกราบอาจารย์ว่า อาจารย์ ข้าพเจ้านี่เรียนเบื้องต้น ท่ามกลาง ตามทันอาจารย์ทุกอย่างแล้ว อาจารย์มีเบื้องปลายสอนข้าพเจ้าอีกไหม อาจารย์ก็ดีจังเลย ก็บอกว่าเบื้องปลายเราก็ไม่รู้หรอก เราก็ทราบแค่เท่านี้แหละ ดังนั้นกระผมขอกราบลาอาจารย์วันนี้นะ ผมจะไปขอเรียนสำนักอื่นนะ อาจารย์ก็เป็นยอดกัลยาณมิตรดีจังเลยนะ ไม่หวงศิษย์ ไม่กีดกันศิษย์ ก็ชี้แนะบอกว่านี่ มีนะ ในป่าโน่นแน่ มีกลุ่มฤาษีนะ อาจารย์ท่านนี้เรียกว่าฤาษี บอกมีกลุ่มฤาษีอยู่กลุ่มหนึ่งนะ อยู่ในป่า นุ่งเหลืองห่มเหลืองนี่ ย้อมฝาดนี่อยู่ในป่า สุสิมะพราหมณ์ก็ร่ำลาอาจารย์เสร็จเรียบร้อยแล้วนี่ ก็เดินทางไป พอไปเจอนะ แต่ว่าฤาษีกลุ่มนั้นนี่นะ ไม่ใช่ฤาษีธรรมดา เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระปัจเจก ไปขอเรียน ไปขอเรียนกับกลุ่มพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วนี่ พระปัจเจกพุทธเจ้าบอกว่าถ้าท่านนี่ไม่บรรพชานะ เราไม่สอนมนต์ให้ เราไม่สามารถจะสอนมนต์ให้ได้ ดังนั้นท่านต้องบรรพชาเสียก่อน ก็จะทำยังไง สุสิมาพราหมณ์นี่เลยต้องขอบรรพชา ณ ที่นั้น พอบรรพชาเสร็จเรียบร้อยแล้วนี่ พระ กลุ่มพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งกลุ่มนี่ ก็บอกมนต์ให้ ทำให้สุสิมะพราหมณ์นี่บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าอีก ๑ พระองค์นะ เป็นพระพุทธเจ้าอีกประเภทหนึ่งนะ ที่ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง แต่ไม่สอนสรรพสัตว์ทั้งหลายนะไม่เหมือนกับพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนของเรานะ ถ้าพระสัพพัญญูพุทธเจ้านี่จะสอนสรรพสัตว์ได้ด้วยนะ ตรัสรู้เองได้ และสามารถสอนผู้อื่นได้ พระปัจเจกพุทธเจ้านี่ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง แต่ด้วยบุพกรรมเก่าของท่าน ทำให้ท่านอายุขัยท่านสั้น สั้น ก็เลยเรียกว่าละโลกไปก่อนนะ เสด็จดับขันธปรินิพพานไป มหาชนทั้งหลายก็เสียอกเสียใจ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายก็ช่วยกันเผาสรีระของท่าน เผาสรีระเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ทำสถูปไว้ ณ ทาง ๓ แพร่ง ที่เมืองพาราณสี ส่วนพ่อสังฆพราหมณ์นี่เป็นยังไงล่ะ คิดถึงลูก คิดถึงลูก เอ๊ะ ลูกของเรานี่ไปเรียนนานแล้วไม่ยอมกลับมาบ้านซะทีนี่ ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง ก็เลยเดินทางไปเมืองพาราณสี เดินทางไป พอเดินนี่ไป ไปเห็นมหาชนทั้งหลายนี่แวดล้อมกันอยู่ อยู่ที่สถูปนั้น ก็เลยสอบถามได้ความว่าสุสิมะพราหมณ์ของเรานี่ได้บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว แล้วได้ละสังขารเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว พ่อนี่ สุสิมะ เอ่อ พ่อของสุสิมะพราหมณ์ หรือพระปัจเจกพุทธเจ้านี่คือสังฆพราหมณ์นี่ เสียอกเสียใจ ร้องห่มร้องไห้นะ ร้องห่มร้องไห้ ทำยังไงล่ะ ร้องห่มร้องไห้ โอ้โฮนี่ เรียกว่าลูกจากมาไม่เห็นหน้าเห็นตากันนมนานเลย ต้องมาละโลกไปด้วยอายุขัยที่สั้น ด้วยความรักลูกนะ พ่อนี่ พ่อพราหมณ์นี่ สังฆพราหมณ์ก็เลยถอนหญ้า ถอนหญ้ารอบ รอบๆ สถูป รอบเจดีย์ ถอนหญ้าไป ร้องไป ร้องไห้ไป ถอนหญ้าไป ร้องไห้ไป ร้องห่มร้องไห้ พอถอนหญ้าเสร็จเรียบร้อย แล้วก็เอาผ้าสาฎก ผ้าห่มของตัวเองนี่แหละ เอาไปห่อทราย เก็บเอาทรายมานะ ห่อทรายมา มาโรยรอบๆ สถูปรอบเจดีย์ พอโรยทรายเกลี่ยให้เรียบร้อยแล้วปราศจากสิ่งที่รกร้าง ที่รกชัฏแล้วนี่นะ ก็เอาไป เอาดอกไม้ป่ามา ๑ กำ บูชาสถูป บูชาเจดีย์ บูชาคุณของพระปัจเจกพุทธเจ้า พอบูชาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เอาผ้าห่มของตัวเองอีกนี่แหละ อีกผืนหนึ่ง ก็ทำร่มนะ ทำร่มกั้นเสวตฉัตร แล้วก็พ้นนะ รอบเจดีย์ทำเป็นธง แล้วก็ทำร่มให้กับเจดีย์ เรียกว่าเสวตฉัตรนะ พอทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ปักพรมน้ำด้วยจากรักจั่น เป็นน้ำหอมจากรักจั่น ปักพรมเรียบร้อยแล้วก็เดินทางกลับยังเมืองตักกะศิลา ด้วยผลานิสงส์นี่แหละ ทำให้เกิดสุขอันไพบูลย์ ในสมัย เกิดสุขอันไพบูลย์ตรงไหนล่ะ นี่ ที่สังฆพราหมณ์ได้ทำ ประกอบเหตุเพียงเท่านี้ ด้วยความรักลูก มาเกิดขึ้นในสมัยปัจจุบัน คือสมัยเมื่อ ๒๕๔๔ ปีที่ผ่านมานี่นะ ก่อนที่ในสมัยพุทธกาลนี่แหละ ก็มีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อว่าเมืองเวสาลี เมืองเวสาลีนะ เกิดข้าวยาก ๑. ข้าวยากหมากแพง ๒. โรคระบาดหรือโรคอหิวานะ ๓. เกิดอมนุษย์นี่เข้ารบกวนในเมืองนะ เรียกว่าเกิดภัยพิบัตินี่ในเมืองนี่นี่ถึง ๓ ประการ ถึง ๓ ประการนี่ ตอนนี้เมืองไทยของเราเป็นไง คุณโยม ตอนนี้เราพบกับเศรษฐกิจฝืดเคืองนิดๆ หน่อยๆ นะ ไม่มากนะ ไม่มาก แต่นี่เมืองเวสาลีของเมืองพระเจ้าลิจฉวีนี่ เกิดถึง ๓ ประการเลยทีเดียวนะ มนุษย์นี่ล้มตายกันเป็นเบือเลยนะ สัตว์เล็กสัตว์น้อยล้มตายกันเป็นเบือเลย มากมายเหม็นเน่าไปทั้งเมืองเลย เหม็นเน่าไปทั้งเมือง ชาวเมืองทั้งหลายนี่ พระเจ้าลิจฉวี กษัตริย์ทั้งหลายประชุมกัน เอ๊ะ เราทำยังไงดี ให้เมืองของเรานี่เป็นสิริมงคลให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ หายจากภัยพิบัติทั้งหลาย ก็ประชุมกัน ท่านนั้นก็ว่าจะเชิญอาจารย์ทั้ง ๖ มา ท่านนี่ก็ว่าจะเชิญบุคคลนั้นมา จะเชิญคนต่างๆ มาอะไรมา แล้วก็มีพระเจ้าลิจฉวีอยู่กลุ่มหนึ่ง ก็ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าเอ๊ะ เรานี่น่าจะไปเชิญองค์ ไปอาราธนานิมนต์นะ สมเด็จองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี่ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐนี่นะมาเมืองเรา ถ้าศาสดาองค์นี้นี่นะ เมืองของเราจะเป็นสิริมงคลนะ ในที่มติเอกฉันท์ก็ตกลง ตอบตกลงกัน ก็เลยเอ๊ะ เวลาเราไปนิมนต์นี่เราจะทำยังไง ในเมื่อสมเด็จองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่อยู่ในเมืองของพระเจ้าพิมพิสาร ทำยังไงล่ะ ก็ต้องไปขออนุญาต ก็แต่งตั้งมหาอำมาตย์ ปุโรหิตทั้งหลาย แต่งตั้งมหาอำมาตย์ไป ไปขออนุญาต ขออนุญาตเสร็จเรียบร้อยแล้วนี่ ก็ตอบตกลง ตอบตกลง ตกลงก็องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ ก็เลยกราบอาราธนาองค์สัมมาสัมพุทธเจ้านี่ ก็เสด็จมา พอเสด็จมาเท่านั้น มหาชนทั้งหลายพอรู้ ทราบข่าวว่าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จมานี่นะ โอ้โฮนี่ ได้ช่วยกันเกลี่ยทรายทำถนนนี่นะ ระยะทางของ เมืองของพระเจ้าพิมพิสารนี่ ระยะไกลจากถึงแม่น้ำนี่นะถึง ๕ โยชน์ โยชน์หนึ่ง ๑๖ กิโล มหาชนทั้งหลายนี่ก็เกลี่ยเส้นทาง โรยกลีบดอกไม้ด้วยสีสวยเลย ๕ สีนะ ทำเสวตฉัตร ทำธง ทำลมพริ้ว เออ ทำธงทำทิวทั้งหลายนี่ระยะทางถึง ๕ โยชน์เลย ทุก ๑ โยชน์นี่ ทุก ๑๖ กิโลนี่นะ มหาชนทั้งหลายและพระราชานี่ก็ได้ทำพลับพลาเป็นที่ประทับ และแสดงธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำอย่างนี้ตลอดเลยทุก ๑ โยชน์ ๑ โยชน์ ๑ โยชน์ พอไปถึงแม่น้ำคงคง พระเจ้าพิมพิสารก็แต่งเรืออย่างสวยงามเลย แต่งเรือ กั้นเสวตฉัตรด้วยรัตนชาติ ๒ ลำ พระเจ้าพิมพิสาร พอองค์พระพุทธเจ้าเสด็จลงนี่ พระเจ้าพิมพิสารนี่โดดลงน้ำเลยนะ ตูมเลยนะ ลอยคอเลย ลอยคอไปส่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในแม่น้ำถึงพระศอ ถึงคอเลย เรียกว่าถึงพระศอแล้วนี่ ก็เลยเสด็จกลับ ก็กราบทูลองค์พระพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าจะรออยู่ฝั่งนี้แหละ จนกว่าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จกลับมา ส่วนเมืองเวสาลี พระเจ้าลิจฉวีทั้งหลายนี่ทำยังไง เห็นพระเจ้าพิมพิสารทำอย่างนั้น ก็โอ้ เรานี่ต้องคูณ ๒ นะ ต้องคูณ ๒ เหมือนกับคุณโยมนะ พอพระเดชพระคุณหลวงพ่อมอบบุญให้พวกเรานี่ เราเป็นยังไง ต้องคูณ ๒ นะ คูณ ๒ จำแกนกลางเจดีย์ได้หรือเปล่าคุณโยมนะ คูณ ๒ เพราะงั้นพระเจ้าลิจฉวีนี่เหมือนกันนะ คูณ ๒ เลยนะ ทุก ๑ โยชน์นี่ พอองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่เสด็จนะ ลงจากเรือ พอพระบาทของท่านนี่นะ แตะลงพื้นแผ่นดินที่ชายแม่น้ำคงคา ของเมืองเวสาลีเท่านั้น เกิดอะไรขึ้น เกิดอัศจรรย์ ฝนโบกขรพรรษตกทันทีเลย ฝนนี้นะ ที่อาตมาศึกษาจำได้ว่าตกอยู่ ๒ ครั้งนะ ๒ ครั้ง คือฝนนี้จะมีลักษณะเป็นฝนสีแดง สีแดง ใครที่ปรารถนาจะให้ฝนนี้เปียกก็ได้ ใครจะคิดปรารถนาไม่ให้ฝนนี้เปียกก็ได้ พอฝนนี้ตกปุ๊บนี่นะ เป็นไง เกิดอะไรกับเมือง ชะล้างสิ่งเน่าเหม็นปฏิกูลทั้งหลาย มนุษย์ อมนุษย์ทั้งหลายนี่นะที่ตายเต็มไปหมดเลยนี่นะ ลงแม่น้ำคงคาหมดเลย ไม่ทราบว่า ตรงนี้นะ หลวงพี่มองวิเคราะห์ดูว่าเอ๊ะ ตรงนี้เป็นต้นกำเนิดของประเพณีของฮินดูอินเดียหรือเปล่าว่า พอศพ พอละสังขารแล้ว ตายแล้ว เอาศพโยนลงแม่น้ำ หรือทิ้งลงแม่น้ำ ที่ว่าชำระล้างบาปอะไร ล้างบาปแบบนี้หรือเปล่านะ เมืองนี้สะอาดไปทั้งเมืองเลย พอองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่เสด็จไปนี่ ทุก ๑ โยชน์ ๑ โยชน์นี่นะ พระเจ้าลิจฉวีนี่ก็แต่ง ทำพลับพลา สร้างมหาทาน บริจาคทานอย่างยิ่งใหญ่เลยนะ แล้วประโคมเป่าร้องเรียกว่าใครใคร่ฟังธรรมก็มาฟังนะ มหาชนทั้งหลายก็มาฟังธรรม องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จไปถึงเมืองเวสาลี ทั้งหมดรวมเป็นอีก ๓ โยชน์ ทั้งหมดรวมเป็น ๘ โยชน์ แม่น้ำอีก ๑ โยชน์นะ เป็น ๙ โยชน์ พอถึงเมืองประตูเมือง องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ก็มอบบาตรศิลาให้กับพระอานนท์ มอบให้ เพื่อทำน้ำมนต์เรียบร้อยแล้ว พอทำน้ำมนต์ปะพรมเมืองนี้ทั้งเมืองเลย เรียกว่าอมนุษย์ทั้งหลาย เทวดามีอานุภาพมาก ก็ลงรักษา ลงรักษา อมนุษย์ทั้งหลายนี่ก็เผ่นหนีไปหมดเลยนะ หนีมา เมืองนี้เป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ก็ตรัสนะ เทศน์สอนอยู่ทั้งหมด ๗ วัน มหาชนส่วนใหญ่นี่ก็บรรลุธรรม บรรลุธรรมเข้าถึงธรรมมากมายอย่างมหาศาลเลย นี่นะ นี่เพราะว่าสมัยพระพุทธองค์นี่ประกอบเหตุไว้เพียงสละสุขอันเล็กน้อย คือเพียงไปเกลี่ยทรายที่รอบๆ สถูป รอบเจดีย์ ไปบูชาเจดีย์ด้วยดอกไม้ป่า ๕ สี ปะพรมรักจั่น น้ำจากรักจั่น นี่ทำให้โบกขรพรรษนี่ตกนะ ตก ตกลงนี่อย่างมากมายมหาศาล เกิดสิริมงคลนี่ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสอีกบอกว่าธงทิวต่างๆ นี่นะที่มหาชนทั้งหลายชักขึ้นไปนี่ เพราะผลานิสงส์นี่จากที่ท่านทำธงให้กับเจดีย์ แล้วก็มีเสวตฉัตรมากมายนี่นะ ตลอดระยะทาง ๘ โยชน์เลยนี่ เพราะว่าท่านนี่เอาผ้าโพกหัวในสมัยท่าน เกิดเป็นสังฆพราหมณ์นี่ สังฆพราหมณ์นี่ทำกับกั้นร่มให้กับสถูปเจดีย์ ผลานิสงส์นี้เลยเกิดสุขอันไพบูลย์ ในปัจจุบันที่สมัยที่พระองค์นี่เกิดเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่แหละ ท่านก็บอกว่าไม่ใช่อานุภาพของพระพุทธ พุทธานุภาพ ไม่ใช่อานุภาพของยักษ์ ไม่ใช่อานุภาพของนาค ไม่ใช่อานุภาพของใคร แต่เป็นอานุภาพของสมัยท่านที่เป็นปุถุชนสมัยเป็นพระบรมโพธิสัตว์ สมัยเกิดเป็นพ่อของสุสิมะพราหมณ์ ที่ท่านคิดถึงลูก ไปถึงด้วยความคิดถึง เลยคิดถึงนะ นี่ขนาดทำด้วยความคิดถึงนะ กับพระปัจเจกพุทธเจ้า ยังได้ผลานิสงส์ถึงขนาดนี้ ยังเกิดสุขอันไพบูลย์ คุณโยมทุกท่านนี่ตั้งใจมาทุกวันเลย มาเอาบุญกับคุณยาย คุณยายนี่ทุกวันทุกวันนี่นะ วันละเล็กวันละน้อย คุณโยมได้สละสุขอันส่วนตัว เรียกว่ากามสุขนะ กามสุข เรียกว่าสุขอันเล็กน้อย แต่ว่ามีทุกข์มากนี่นะ คุณโยมก็สละมา มาเพื่อมาเอาสุขอันไพบูลย์ในวันข้างหน้าจะเกิดขึ้น สุขที่มากขึ้นไปก็เรียกว่าฌานสุข จะมีสุขเป็นส่วนมากนะ สุขเป็นส่วนมากนะ สุขอีก ๑ ประการ อีก ๑ ประการ เรียกว่าประการที่ ๓ นั้น เรียกว่านิพพานของเรา ที่เราตั้งใจอธิษฐานจิตว่าจะไปพระนิพพาน จะไปถึงที่สุดแห่งธรรม นี่เรียกว่าเป็นสุขอันไพบูลย์นี่ วันนี้สุขนี้จะเกิดขึ้นกับคุณโยมทุกท่าน สำหรับอาตมาภาพ เรียกว่าที่อาตมาภาพมานั่งอยู่ ณ ตรงนี้ได้ทุกวันนี้ ทุกวันนี้ก็เรียกว่าเดิมทีนี่ หลวงพี่นี่เข้าวัดพระธรรมกายเป็นครั้งแรก หลวงพี่ตั้งใจมาจับผิดวัดพระธรรมกาย ตั้งใจมาหาข้อเท็จจริงวัดพระธรรมกาย ถามว่าทำไมถึงมาจับผิดวัดพระธรรมกาย หรือมาหาข้อเท็จจริง เพราะมันมีเหตุเกิดขึ้น เหตุเกิดขึ้นนี่ มันขึ้นในชีวิตของหลวงพี่ หลวงพี่เห็นรูปถ่ายของพระอุโบสถของวัดพระธรรมกายเป็นครั้งแรกนี่ เป็นขนาดรูปภาพขนาดฝ่ามือ พอหลวงพี่เห็นรูปโบสถ์ พระอุโบสถนี่ คิดยังไงล่ะ อึม คิดเป็นกุศลนะ อึม วัดนี้วัดที่ไหนนี่ แหมสวยงาม ดูสงบ ยิ่งใหญ่ สง่างามขนาดนี้ ดูเรียบร้อยนะ ดูเรียบร้อย สะอาดตาจริงๆ เลย มีใจปรารถนาอยากจะมามาก ปรารถนาอยากจะมามากเลย หลวงพี่ก็เลยถามโยมพี่สาว เจ้าของรูปถ่ายนี้ว่าพี่ไปรูปที่ไหน รูปนี้ที่ไหนมา โยมพี่สาวเขาบอกว่านี่เพื่อนให้มา ก็ไปวัดพระธรรมกาย สมัยพี่สาวอยู่ม. ๔ อาตมานี่ หลวงพี่นี่อยู่ม. ๑ ม. ๑ จังหวัดฉะเชิงเทรา พอเห็นรูปถ่าย ก็ถามพี่สาวเป็นยกใหญ่เลยว่าวัดนี้ชื่อว่าวัดอะไร ก็วัดพระธรรมกาย อยู่ตำบลอะไร ก็บอกตำบลคลองสาม อำเภออะไร อำเภอคลองหลวง จังหวัดอะไร จังหวัดปทุมธานี เออ เท่านั้นแหละก็มีเสียงอันเป็นมงคลดังมา เสียงอันคุ้นเคย เสียงนั้นเป็นเสียงบิดาผู้บังเกิดเกล้าของอาตมาเอง หรือของหลวงพี่เอง ท่านบอกว่ามึงอย่าไปนะ วัดนี้วัดคอมมิวนิสต์ เอาละซิ เป็นยังไงล่ะ วันนั้นการสนทนาก็เป็นอันเลิกราแยกย้ายกันคนละทิศคนละทาง คนละทิศคนละทาง แต่ว่าใจปรารถนาอยากจะมาวัดพระธรรมกายนี่ ก็ยังอยากมาอีกนะ ยังมีใจที่ผูกพันอยากจะมา ก็ได้แอบไปสนทนากับโยมพี่สาวที่ใต้ถุนบ้าน เป็นใต้ถุนเรือนสูง เป็นบ้านอยู่ต่างจังหวัด พ่อเขาได้ยินอีก ว่าลูกชายคนนี้นี่ไปแน่ ไปวัดพระธรรมกายแน่ ตอนนั้นหลวงพี่อายุประมาณ ๑๒ ๑๓ ๑๓ ขวบ พ่อตะโกน โยมพ่อตะโกนมาอีก มึงอย่าไปนะ วัดนี้มันวัดคริสต์ อ้าว เอ๊ะ ตกลงวัดคริสต์หรือวัดคอมมิวนิสต์กันแน่ ก็มีความคิดอยู่อย่างนั้น ก็เรียกว่างงๆ นะ งงๆ แต่ก็เป็นคนที่อุปนิสัยเดิมนี่ เป็นคนเชื่อฟังผู้ใหญ่ เชื่อฟังผู้ใหญ่ ก็ฟังท่าน แต่ถามว่าเชื่อไหม ยังไม่เชื่อ ยังไม่เชื่อ แล้วทำยังไงล่ะ ที่จะไปวัดพระธรรมกายได้ ปกติแล้วพ่อนี่จะไม่ให้ออกไปไหนง่ายๆ เลยทำยังไง หลวงพี่เองก็เลยไปค้นเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้า ค้นๆ ก็ได้กางเกงมา ๑ ตัว กางเกงขาบาน ขาบานรุ่นสมัยสงครามเวียดนามนะ ยี่ห้อ max ยีนสีขาว แล้วไปเอาเสื้อของพ่อ แบบเสื้อมรรคทายกของพ่อมาให้ แล้วก็เข็มขัดของพ่อมาใส่ เพราะหลวงพี่นี่อายุสัก ๑๓ ปี กางเกงตัวนี้เป็นกางเกงของพี่ชาย พี่ชายก็สูงประมาณสักร้อยแปดสิบ ร้อยแปดสิบ ก็เรียกว่านุ่งแล้วมันเลยขาไปนี่ประมาณสัก ๑ ศอก จะทำยังไงล่ะ หลวงพี่ก็ต้องขัดขา ทีแรก ตัดสินใจว่าจะตัดขากางเกง แต่ไม่กล้า เพราะว่าเกรงใจพี่เขา ก็เลยขัดกางเกงขึ้นมา แล้วก็เอาเข็มขัดพ่อมานี่ ใส่ไปแล้วนี่ รูมันไม่พอ เลยทำยังไง หันซ้ายหันขวา คว้าตะปูกะค้อน เจาะรู เจาะรูเลย มัดนุ่ง ไปวัดครั้งแรกนี่ ไปวัดแถวบ้านกับเพื่อนบ้านนะ เรียกเพื่อนร่วมรุ่นก็ว่าได้ ป้าข้างบ้านชื่อว่าป้าใจ แกเคี้ยวหมาก ก็ไป หิ้วตะกร้ากันไป ๒ คน กรุ๊งกริ๊งไปเรื่อยนะ เดินตามคันนาไปสักกิโลครึ่ง ไปนี่ไปครั้งแรก ก็ไปสวดมนต์ถือศีลอุโบสถศีลกับเขา เพราะมีความปรารถนาอยากจะมาวัดพระธรรมกาย พอเขาสวดมนต์กันอะไรกัน ก็มีอาวุโสสุด เพื่อนร่วมรุ่นในการสวดมนต์ในครั้งนั้น อาวุโสสุดก็ประมาณสัก ๙๐ ปี สัก ๙๐ ปี ก็ไล่ลดหลั่นลงมานี่นะ ๙๐ ๘๐ ๗๐ ๖๐ ๕๐ ก็เรียกว่าน้อยในรุ่นที่สุดน่าจะอยู่ ๑๔ ๑๕ กว่าๆ ก็มีน้องใหม่น่ารักอยู่คนหนึ่ง อายุ ๑๓ ปี คือหลวงพี่เอง นั่งอยู่ข้างหลัง วันแรกนี่ไปทำความดีนี่นะ มันไม่หมูอย่างที่คิดคุณโยม นะไม่หมูอย่างที่คิด เพราะว่าอาวุโสสุดรุ่นพี่นี่เขาก็สวดมนต์นะ ทำวัตรเย็นขึ้น โย โส โอ กว่าจะลงสัมมาสัมพุทโธ ภควา ได้นี่โอ้โฮ หลวงพี่โอ้โฮ นี่ทำวัตรมันยากขนาดนี้เชียวหรือนี่ หลวงพี่ก็ทำยังไงล่ะ หลวงพี่ก็หนุ่มวัยรุ่นใจร้อนนี่นะ ก็ขึ้นเลย โยโส ภควา อรหัง สัมมา สัม ตาลุงหันมานะ ข้างๆ หันมา ไอ้หนุ่ม มึงช้าๆ หน่อย กูตามไม่ทันนะ กูตามไม่ทัน ลุงแกว่าอย่างนั้น และนั่นเป็นครั้งแรกที่หลวงพี่มีความปรารถนาอยากจะมาวัด ทำให้หลวงพี่ไปถือศีลในครั้งนั้น ทำให้หลวงพี่ประสบความสำเร็จในการที่จะมาวัดพระธรรมกาย หลวงพี่ก็ได้ไปพบอาจารย์ท่านหนึ่ง เดิมทีหลวงพี่นี่เป็นคนยังไง บอกนิสัยใจคอดั้งเดิมเสียหน่อยหนึ่ง ปกติแล้วนี่ก็เป็นคนที่เรียกว่าใจร้อนสักนิดหนึ่ง ก็ใจร้อนไม่มากหรอก แต่หลวงพี่ยังไงก็ยืนยันว่าหลวงพี่เป็นคนน่ารักนะ ก็คนอื่นเขาว่าน่ะ เพราะว่าใจร้อนยังไงล่ะ ปกติแล้วนี่หลวงพี่เข้าอนุบาล โรงเรียนแถวบ้านนี่ ยกเว้นเสาร์อาทิตย์นี่ หลวงพี่ก็จะเป็นคนที่ว่าง่าย ใครบอกให้ต่อยคนไหน ก็ต่อยทุกวัน ยกเว้นเสาร์อาทิตย์ไม่ต่อยนอกบ้าน ก็พี่ชายเพื่อนบ้าน เป็นลักษณะอย่างนั้น เขาเรียกว่ารู้สึกว่าจะเชื่อคนง่ายหรือเปล่าไม่ทราบ เป็นลักษณะนั้น ในชีวิตหลวงพี่นี่ โยมแม่คงเห็นอนาคตก็เลยไว้หางเปียรับประกันคุณภาพ รับประกันคุณภาพไว้ เขาเรียกว่าโตมานี่ หลวงพี่เองนี่ ในชีวิตหลวงพี่นี่ทำอะไรนี่ เรียกว่าเป็นคนใจร้อน ทำอะไรก็ไม่เสร็จ ไม่สำเร็จ เรียกว่าทำนองว่าทำได้นิดๆ หน่อยๆ นี่ทิ้งแล้ว ทิ้งแล้ว แต่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ครั้งนั้นนี่เรียกว่าหลวงพี่เองนี่ ลักษณะเป็นคนใจร้อน ก็มีอาจารย์ท่านนี่นะ สมัยโรงเรียนประถม หลวงพี่รู้สึกไม่ชอบท่านเลย ถามว่าทำไมไม่ชอบ เพราะท่านนี่คอยจ้ำจี้จ้ำไช คอยแนะ คอยบอกหลวงพี่ คือ พูดง่ายๆ ท่านเป็นกัลยาณมิตรให้หลวงพี่มา แต่หลวงพี่ไม่ฟังท่าน แต่ครั้งนั้นนี่นะ ความปรารถนาอยากมาวัดพระธรรมกายนี่นะ ทำให้หลวงพี่นี่สละทิฏฐิมานะตรงนั้นทิ้งเลย เข้าไปกราบอาจารย์ ไปสวัสดีอาจารย์ ไปไหว้อาจารย์ อาจารย์ โยมอาจารย์ ได้ข่าวว่าโยมอาจารย์ไปวัดพระธรรมกาย เมื่อกี้ผมเห็นอาจารย์ขับรถมาจากวัดพระธรรมกาย ผมถามป้าเขาว่าโยมอาจารย์ไปไหน เขาบอกว่าอ๋อ ไปวัดพระธรรมกาย โยมอาจารย์ใส่เสื้อคอตั้งๆ ด้วย บอกงั้น เมื่อก่อนพระก็ไม่รู้จักเสื้ออุบาสก เสื้อพระราชทานนี่อะไร ก็เรียกว่าคอตั้งๆ บอกว่างั้น หลวงพี่ก็ อาจารย์บอกเอ้า รีบไปซิ หลวงพี่ก็เลยตกลงนะ มาวัดพระธรรมกายครั้งแรกนี่ประมาณปี ปลายปี ๒๘ ขึ้นปี ๒๙ มาวัดพระธรรมกายครั้งแรก พอมาวัดพระธรรมกายครั้งแรกนี่ ใจปรารถนาเก่าอยากจะมาเพราะเห็นอุโบสถ แต่อีกใจหนึ่งก็ได้ข้อมูลอื่นเพิ่มเติมมากมาย หลวงพี่ก็ทำไง ก็เริ่มสอดส่ายหาความจริง พอเข้ามาปุ๊บนี่ หลวงพี่ก็เดินผ่านพระอุโบสถนี่นะ เดินก็เห็นรูป เมื่อก่อนนี้ประกอบพิธีนี่ก็ยังประกอบอยู่ที่อุโบสถ ก็เห็นรูปถ่ายหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ดูความคิดของหลวงพี่สมัยก่อน เห็นรูปถ่ายหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ ก็มายืนมอง เอ๊ะ ใครเอารูปพระแก่ๆ มาตั้งไว้ มีดอกไม้ด้วย มีดอกไม้ คือไม่เห็นความสำคัญ เพราะว่าใจนี่นะ อยากมา พออยากมาเสร็จแล้วก็อยากจะมาพิสูจน์ ก็เลย ก็เดินผ่านไป เดินผ่านรอบๆ เพราะได้ข่าวว่า เขาบอกว่ามีอุโมงค์จริงไหม มีคลังเก็บระเบิดจริงไหม มีห้องใต้ดินจริงไหม ว่าอย่างนั้น ก็ดูๆ เอ๊ะ ก็ไม่เห็นมี เอ๊ะ เราทำยังไงล่ะ ดังนั้นเลยตัดสินใจ เราต้องแฝงตัว แฝงตัวหาข่าว ปี ๓๑ ก็มีโอกาส มีโอกาสแฝงตัวไป สมัครบวชอบรมธรรมทายาทรุ่นที่ ๑๖ สมัยนั้นเริ่มเรียนม.๔ แล้ว รุ่นที่ ๑๖ ก็มาบวชนะ พอมาบวชเป็นสามเณร ก็กะว่า ทีแรกยังไม่ตั้งใจ กะมาอบรมอย่างเดียวแล้วก็จะไป กลับไปเรียนต่อม.๕ มาอบรม มาวันแรกนี่เป็นไง มาสมัครนี่ เขาบอกให้ไปรายงานตัว ไปตรวจร่างกายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลวงพี่ก็ไป พอไปเสร็จแล้วเขาบอกให้ขึ้นรถ ตรวจร่างกาย ตรวจปอด ตรวจอะไรเสร็จแล้ว เอ็กซเรย์เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ขึ้นรถ ก็ขึ้นรถ นึกว่ามาวัดพระธรรมกาย รถวิ่งออกเลย บึ่ม วิ่งออกไปเลย ๒ ขบวน ช่วงนั้น รุ่นนั้นนี่อบรมพันกว่ารูป เออพันกว่าคน พันกว่ารูป ปี ๓๑ นี่ อีกขบวนหนึ่งแยกไปทางเพชรบุรี อีกขบวนหนึ่งแยกไปปากช่อง หลวงพี่ก็ไปทางปากช่อง ไปถึงเขาบอก ไปถึงค่ายทหาร บอกหมอบๆ ลงๆ ลง ซ้ายหัน ขวาหัน เขาให้ทำอยู่อย่างนี้นะ แถวตอนหนึ่งสี่ เอ๊ะ ทำไมเราจะมาบวช ว่างั้น เราจะบวช ให้มาทำอะไรนี่ แถวต่อหนึ่งสี่ อยู่อย่างนั้นแหละนะ ซ้ายหัน ขวาหัน สรุปวันสุดท้ายกลับ เอ้าเขาบอกให้กลับก็กลับนะ กลับ พอกลับมาเสร็จแล้วนี่ มี ๒ อย่างที่เขาให้ทำ คือนั่งแล้วก็รับประทานอาหาร รับประทานเสร็จแล้วก็นั่งเป็นส่วนใหญ่ พูดง่ายๆ นั่งกับรับประทาน รับประทานกับนั่งอยู่ ๒ อย่าง ๗ วันแรกที่ไม่ให้ทำอะไรเลยนะ มีพระอาจารย์ฐานวุฒโฑนี่เป็นพระอาจารย์เออ พระอาจารย์ไพบูลย์ ธัมมวิปุโล เป็นพระอาจารย์ และพระอาจารย์พระอนุชานี่เป็นพระอาจารย์ แล้วก็มีหลวงพ่อทัตตชีโวนี่เป็นประธาน เป็นประธานอบรมในครั้งนั้น โอ๊ยนั่งนี่ ความรู้สึกของหลวงพี่ครั้งแรกนี่ นั่งสมาธินี่โอ้โฮ อะไรปานนี้มันเหมือนกับเนื้อมันแตกเพี๊ยะ ก็ลืม ก็คิดว่าพระอาจารย์เมื่อไหร่จะลืมตาหนอ พระอาจารย์เมื่อไหร่จะลืมตาหนอ มันเหมือนเนื้อมันแตกนี่นะ กระดูกเหมือนกระดูกนี่นะมันกระดก ดีดออกมาเลยนะ มันดีดออกมา ความรู้สึกตรงนั้นอยู่ ๗ วันนะ ๗ วัน โอ้โฮ พอ ๗ วันก็เริ่มให้เปลี่ยนอิริยาบถ ให้ทำกิจกรรมอื่นมากขึ้น อะไรขึ้นก็ เพราะ ๗ วันการนั่งสมาธิก็เริ่มอยู่ตัว อยู่ตัว ก็เรียกว่าไอ้ความตั้งใจของเรานี่คือมาหาข้อเท็จจริง หาข้อเท็จจริง พอเขาหลับตา ตอนนั้นเป็นสามเณร สามเณรก็ลืมตา พวกนี้เป็นคอมมิวนิสต์หรือเปล่าวะ พวกนั้นก็หลับตา เพราะว่าหลับตานี่ลืมตาใหญ่ โตๆ ไม่ได้นะ เดี๋ยวพระอาจารย์เห็น เดี๋ยวพระอาจารย์เห็นให้นั่งธรรมะพิเศษ ก็เลยหลับตาหรี่ๆ ดู หรี่ๆ ดู ก็มีข้างๆ ข้างหลังก็มีพระอาจารย์บดินทร์ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นในสมัยนั้น ในสมัยนั้น แต่ท่านอยู่กลุ่มถัดไป กลุ่ม ๙ ประมาณกลุ่ม ๙ ก็มี ก็พระอาจารย์บดินทร์ท่านนั่งธรรมะดีตอนสมัยเป็นธรรมทายาท ก็นั่ง นั่งไปเรื่อย หลับๆ ตื่นๆ หลับๆ ตื่นๆ อยู่เดือนหนึ่ง เป็นอุบาสกอยู่เดือนหนึ่ง ก็มี เลยตัดสินใจเอ๊ะ เรายังไม่เคยสัมภาษณ์ชีวิตสมณะเลย เพศสมณะเลย เรามีความปรารถนาอยากจะบวชตั้งแต่เด็กๆ ก็เลยตัดสินใจบวช ๑๒ วัน ที่จริงเปิดเทอมแล้ว ตัดสินบวช ช่วงตอนมาบวชนี่นะ หลวงพี่บวชนี่ บวช ๑๒ วันนี่ ทำให้หลวงพี่นะ ถ้าหลวงพี่ไม่บวช หลวงพี่ไม่มีชีวิตในเพศสมณะมานั่งอยู่ ณ ตรงนี้ หลวงพี่คงไม่มีชีวิตที่เรียกว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในชีวิตหลวงพี่มากมายเลย พอหลวงพี่ตัดสินใจบวชในครั้งนั้น แล้ววันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๓๑ นี่ หลวงพี่ก็ลาสิกขาออกไปเรียนต่อม. ๕ ชีวิตหลวงพี่เปลี่ยนแปลงมากมายเลย ถามว่าเปลี่ยนอะไร หลวงพี่จะบอกทีหลัง ไอ้การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น เดิมทีหลวงพี่ก็เกริ่นบอกแล้วนะว่าความแสบหรืออะไรนี่ ซิกม่าเรียกพี่ เป๊ปซี่นับว่าญาติ อะไรอย่างนี้เลยนะ พอกลับไปนี่ชีวิตหลวงพี่เปลี่ยนเลย เดิมทีนี่หลวงพี่เป็นคนที่พูดไม่เป็น พูดไม่เป็นเลย แต่พูดเยอะ พูดไปเรื่อย แต่พูดไม่เป็น แต่กลับไป เออ เริ่มเป็นอรรถเป็นธรรม คุณโยม พูดจานี่เพื่อนๆ ครูๆ นี่ อาจารย์ก็รัก ให้ความรัก ให้ความเอ็นดู ชีวิตเปลี่ยนมากมายเลยนะ หลวงพี่ไม่คิดเลยว่าในการบวชในครั้งนั้นจะเปลี่ยนแปลง หลวงพี่ก็ได้โอกาสรับบุญกับคุณยาย ทอดผ้าป่าสร้างกุฏิ สร้างกุฏิ หลวงพี่ก็รับไป ๑๐ กอง ๑๐ กอง สมัยนั้นก็กองละพันบาท ก็ ๑๐ กอง เอาไปแล้วก็ไปให้ครูคนที่บอกพูดถึงว่าสมัยนั้นไม่ชอบท่านน่ะ เดี๋ยวนี้รักท่านมาก ก็เอาไปให้ท่าน หลวงพี่ก็เอาไว้ ๑ กอง ๑ กอง ก็เรียกว่าช่วยกันนะ ช่วยกัน หลวงพี่ก็ไปบอกบุญในโรงเรียน บอกบุญครู บอกบุญนักเรียนในโรงเรียน จุดนี้ทำให้หลวงพี่เปลี่ยน ไม่ใช่เปลี่ยนตรงนี้อย่างเดียว เปลี่ยนตั้งแต่สมัยอยู่วัดแล้ว ทำให้หลวงพี่ประสบความสำเร็จในชีวิต ถามว่าประสบความสำเร็จอะไร ครั้งแรกนี่ ก่อนหลวงพี่จะมาวัด หลวงพี่ไม่ประสบความสำเร็จในการไปพูดในที่ชุมชนในวันวิทยาศาสตร์ ครั้งนั้นอาจารย์บอก บุญลือ คุณบุญลือนี่นะ วันวิทยาศาสตร์จะถึงแล้วนะ คุณน่ะทำได้ พูดได้นะ หลวงพี่เลยสมัครนะ สมัครพูดวันวิทยาศาสตร์ในที่ชุมชน ผลปรากฏว่าได้อันดับที่เท่าไหร่หรือเปล่าคุณโยม อันดับ ๑ เออ ได้อันดับ ๑ ไม่กี่อาทิตย์ผ่านมา ก็มีการโต้วาที เดิมทีหลวงพี่บอกตรงๆ ว่าพูดไม่เป็นอยู่แล้ว พอจับผลัดจับผลูไปโต้วาทีกับเขา เขาแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีม พอโต้เสร็จแล้ว คู่ต่อสู้เขาพูดไม่ทัน ได้อันดับ ๑ อีก ๒ แล้ว สองหนึ่งแล้วนะ อีกไม่กี่สัปดาห์หลวงพี่ก็อุตส่าห์ไม่ไปร่วมกิจกรรมเขานะ คือกีฬาสี เขาเลือกประธานสีกัน เขา ก็เรียกว่าไว้อกไว้ใจ เชื่อฝีมือ เชื่อฝีมือนะ ไว้อกไว้ใจ แต่งตั้งให้เรียบร้อยเลยเป็นประธานสี สีม่วงในโรงเรียน เพราะว่าวันนั้นน่ะที่ไม่ไป คือเตรียมตัวจะมาวัดพระธรรมกายนี่แหละ มาวัดพระธรรมกายอาทิตย์ต้นเดือน ไม่ไปวันนั้น พอเสร็จแล้วทำยังไง แข่งกีฬา กีฬาตีกลองแล้วนะ (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) ก็มองเอ๊ะ สีเรานี่มันซบเซาจังเลย สีอื่นเขาคึกครื้นจังเลยนะ สีอื่นเขาคึกครื้นจังเลยนะ เพราะมีกองเชียร์มีอะไรมากเลย หลวงพี่ทำยังไง หลวงพี่ก็มองซ้ายมองขวา ไม่คิดเลยว่าในชีวิตของหลวงพี่จะกล้าขนาดนี้มาก่อน หลวงพี่ก็เห็นไป เหลือบไปเห็นนะ สีแดงเหมือนพรมเลย กระโปรงเพื่อนผู้หญิง หลวงพี่ก็คว้าใส่เลย ใส่ปุ๊บ หลวงพี่ก็วิ่งออกข้างหน้าเลย เต้นเลยนะ ทั้งๆ ในชีวิตหลวงพี่เต้นไม่เป็น เต้น ส่ายใหญ่ ผลปรากกฏว่ายังไง สีอื่นนี่นะรวมพลัง รวมพลังแยกย้ายจากสีตัวเองมารวมกลุ่มสีม่วงหมดเลย ผลปรากฏว่าวันที่ ๒ อ้าว วันอาทิตย์ต้นเดือนแล้ว ทำยังไงล่ะ หลวงพี่ก็เลยถอดกระโปรงสีแดง มาวัดพระธรรมกาย มาวัดพระธรรมกาย ทั้งๆ ที่หลวงพี่มีหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่ คือเดี๋ยวนี้เป็นลีดเดอร์จำเป็นไปแล้ว มาวัดพระธรรมกาย พอมาวัดกลับไป ก็ไปทำหน้าที่นั้นต่อ เชื่อไหมคุณโยม ไม่คิดว่าลีดเดอร์จำเป็นในครั้งนั้น รางวัลจะเป็นของเรา แต่ว่าไม่ใช่รางวัลชนะเลิศหรอกนะ รองชนะเลิศอันดับ ๑ เออ อย่างน้อยมีเลข ๑ นะ พอจะเป็นลูกศิษย์คุณยายได้นะ มีเลข ๑ นี่หลวงพี่เปลี่ยนแปลงมากมายเลยนะ ทำให้หลวงพี่เป็นที่ยอมรับของนักเรียนทั้งโรงเรียนหลายพันคน พอขึ้นม. ๖ ปุ๊บนี่นะ หลวงพี่ไม่คิดว่าประสบความสำเร็จขนาดนี้ อาจารย์เอา ปกติแล้วนี่ เพื่อนๆ เอาใบ เรียกว่าใบกรอกใบสมัครประธานโรงเรียนมามอบให้ในห้องเลยนะ เรียกว่าล็อค จับมือเขียนเลยนะ เป็นประธานโรงเรียน ในการบอกบุญและการแสดงครั้งนั้นนี่ การประสบความสำเร็จหลวงพี่นี่ก็ได้เป็นประธานสภานักเรียนอันดับ ๑ นะ อันดับ ๑ เรียกว่าทิ้งคะแนน คะแนนทิ้งนี่ เอาฝุ่นให้เห็นนะ ปกติแล้วนี่ปีผ่านๆ ไป เขาจะคะแนนนิดๆ หน่อยๆ นะ ๑ คะแนน ๑๐ คะแนนเต็มที่ ลวงพี่ทิ้งหลายร้อย หลายร้อย นี่แหละเพราะว่าหลวงพี่มาวัดพระธรรมกาย ที่จริงที่มาวัดพระธรรมกายขณะนี้ ยังไม่เพียงเท่านั้นนะ หลวงพี่เองพอขึ้นระดับสถาบัน ปริญญาตรีนี่ หลวงพี่ได้เป็นหัวหน้า ได้เป็นประธานสภาสถาบัน เป็นที่ปรึกษาสถาบันอีกหลายแห่ง พูดง่ายๆ นอกจากเป็นประธานสภาในโรงเรียนแล้วนี่ เพราะว่าอะไร เพราะหลวงพี่มาจากวัดพระธรรมกาย การมาวัดพระธรรมกายในครั้งนั้น หลวงพี่มาเจอคุณยาย คุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง หลวงพี่ได้รับฟังพระอาจารย์ที่ท่านมาเทศนา ณ ที่นี้ ท่านบอกว่าคุณยายได้สอนท่านสมัยเป็นอุบาสกให้ขัดห้องน้ำ ล้างห้องน้ำ ล้วงไป แล้วก็ทำใจให้ใส สว่าง สัมมา อะระหัง ไปด้วย เอาใจจรดศูนย์กลางไปด้วย หลวงพี่ก็ยินดี อนุโมทนาบุญกับท่าน โอ้ดีจังเลย ท่านได้ใกล้ชิดคุณยาย ครูบาอาจารย์ ได้พูดได้คุย พระมหาท่านได้รับปากกาจากคุณยาย ทำให้ท่านมีกำลังใจสูงส่ง สามารถสอบบาลีประโยคสูงๆ ได้ ถึงประโยค ๙ ได้ หลวงพี่ก็อึม ดีจังดี ยินดีอนุโมทนาบุญกับท่าน และอนุโมทนาบุญกับคุณยาย สามณร พระท่านบวชจากสามเณร ท่านบอกว่าท่านได้รับบาตรจากคุณยาย แล้วคุณยายได้อวยพรท่านให้อยู่ในเพศสมณะไปนานๆ ให้บวชเอาบุญกับคุณยาย สามเณรไปกวาดลานวัด กวาดใบไม้ คุณยายก็มาแนะนำสิ่งต่างๆ แล้วก็บอก คุณยายบอกว่าอย่าให้คุณยายบาปนะ ให้คุณยายได้บุญเยอะๆ หลวงพี่ได้ยิน หลวงพี่ก็ชื่นใจกับท่าน แต่สำหรับอาตมาสิ่งเหล่านั้นไม่เคยขึ้นกับอาตมาเลย แต่ถามว่าอะไรเกิดขึ้นกับอาตมาหรือหลวงพี่ การมาบวชในครั้งนั้นนี่ หลวงพี่เจอคุณยาย หลวงพี่เป็นสามเณร ที่ว่าแรกเดิมทีจะไม่ตั้งใจบวช จะกลับไปเรียน แต่หลวงพี่ตัดสินใจบวชในครั้งนั้นที่เดินไปอุโบสถ ก่อนจะผ่านศาลาดุสิต เจอคุณยาย อาจารย์อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง หลวงพี่ก็ไม่รู้จักว่าแม่ชีคนนี้คือใคร หลวงพี่ไม่รู้จักจริงๆ ไม่มีใครแนะนำมาก่อน ได้ยินแต่พระอาจารย์ฐานะพูดถึงคุณยายอาจารย์ปลูกต้นกล้วยเก่ง ปลูกกล้วยเก่ง คัดพันธุ์กล้วยเก่ง อะไรเก่ง ได้ยินแค่นั้น หลวงพี่ไม่รู้จักเลย ก็เดินไปกับสามเณร ภาพนั้นยังติดตาติดใจตรึงใจหลวงพี่ไม่มีวันลืม คุณยายนี่เจอสามเณรนะ คุณยายเดินถอยหลัง ลงจากถนนปูน คุณยายนั่งคุกเข่าลงกับพื้น คุณยายกราบสามเณร กราบ กราบ กราบ ๓ ครั้ง หลวงพี่ก็จ้องมองดู ก็มองดูไปที่พื้นที่ท่านนั่งคุกเข่านี่เป็นดินลูกรัง ที่ตามสโลแกนวัดเรา ประหยัดสูง ประโยชน์สุด คือเป็นลูกรังชนิดราคาถูก เป็นหินแหลมคมมาก แต่คุณยายกราบ ในความคิดหลวงพี่ตอนนั้นก็คิดว่า นึกว่าเหมือนแม่ชีทั่วๆ บ้าน คิดแบบนั้น ไม่คิดว่าท่านจะมีคุณวิเศษหรือว่าท่านจะมีคุณธรรมอะไร หลวงพี่หลังจากที่จะลาสิกขาวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ปี ๒๕๓๑ หลวงพี่ก็ได้อ่านหนังสือพิมพ์ที่พระอาจารย์ฐานะมาติดให้สำหรับคนที่ลาสิกขานี่ ได้อ่านได้ศึกษา อ่านเอ๊ะ เรื่องนี้เราไม่ได้ เราเจอนี่ แต่มันไม่ใช่นี่ อ่านหนังสือพิมพ์หลายๆ เรื่อง เรื่องนี้เอ๊ะ เราก็เจอนี่ มันไม่ใช่นี่ และเรื่องนั้นอีกเรื่องที่คุณสื่อมวลชนเขาเขียนไว้ว่านอกจากอุบาสก อุบาสิกาแล้วนะ ต้องฟังแม่ชีจันทร์ ขนนกยูงนี่ เขาพูดว่างั้นในหนังสือพิมพ์ แม่ชีหรือคุณยายอาจารย์ของเรานี่ ต้องเชื่อฟัง นอกจากอุบาสก อุบาสิกา พระเณรนี่นะยังต้องกราบคุณยาย ต้องกราบคุณยาย เอ๊ะ สามเณรเห็นวันนั้นมันไม่ใช่นี่ ทำให้ความคิดที่จะมาจับผิดวัดพระธรรมกายในครั้งนั้น ทำให้หลวงพี่ต้องยกเลิกเครดิตหนังสือพิมพ์ไปโดยปริยาย ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาหลวงพี่ก็ได้กลับมาวัดพระธรรมกายเป็นระยะๆๆ เรียกว่าไม่ว่าจะทำงานอะไร เสร็จเรียบร้อยแล้วนี่ หรือมีภารกิจอะไร อาทิตย์ต้นเดือนหรืองานบุญใหญ่ หลวงพี่ก็ต้องมา อาจารย์ที่ว่าไม่เคยชอบท่านมาก่อน ก็รักท่าน ก็มาด้วยกัน อะไรด้วยกัน คืออาจารย์วิสิทธิ์ อยู่ยืนยง ส่วนของหลวงพี่เป็นยังไงล่ะ พ่อของหลวงพี่นี่นะ แรกเดิมบอกว่ามึงนะ อย่าไปนะ มึงนะ อย่างนั้นอย่างนี้นะ ว่าวัดคริสต์ วัดคอมมิวนิสต์ ณ ปัจจุบันนี่นะพ่อของหลวงพี่นี่บวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ท่านก็เป็นพระเถระแล้ว และเมื่อเร็วๆ นี้ ท่านก็มาเป็นตัวแทนของพระสังฆาธิการเจ้าคณะตำบลบางเตย ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ท่านก็ได้รับมอบหมายให้มาสวดพระอภิธรรม ท่านเป็นพระกัมมวาจาจารย์อยู่ จากที่ท่านเรียกว่า ท่านแอนตี้มาตลอดนี่ พอท่านมานี่ ท่านมาพูดกับหลวงพี่อยู่อย่าง อยู่ประโยคหนึ่งทำให้หลวงพี่นี่ดีใจ นึกคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ว่า พ่อดีใจ ที่ท่านบวชวัดนี้ พ่อดีใจ ที่ท่านอยู่ที่นี่ พ่อประทับใจ น้ำตาพ่อนี่ ตาพ่อนี่แดง แดง ทำให้หลวงพี่นี่ปิติมากที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำบอกว่าทำให้บุคคลที่ไม่มีศีล จากคนที่ไม่มีศรัทธาให้มีศรัทธา ให้จากคนที่ไม่ปฏิบัติธรรม ให้ได้ปฏิบัติธรรม หลวงพี่ก็ได้ทำหน้าที่อย่างน้อยทำหน้าที่ของพระลูกชาย ทำหน้าที่ปิดประตูนรก เปิดประตูสวรรค์ให้กับบิดามารดาและครอบครัวหลวงพี่ เหมือนกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสกับพระอานนท์ว่า อานนท์ แม้เราเองตถาคตก็ยังต้องการกัลยาณมิตร เป็นผู้ชี้หนทางแห่งความดีให้ ดังนั้น เราจึงได้กล่าวกับเธอว่ากัลยาณมิตรนั้นเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ ถ้าหลวงพี่ไม่มีคุณยายในวันนั้น ที่ท่านเป็นกัลยาณมิตรให้กับหลวงพี่ ถึงแม้ท่านจะไม่ได้พูดไม่ได้คุยกับหลวงพี่ แต่ท่านเป็นกัลยาณมิตรให้หลวงพี่โดยการแสดงออก เรียกว่าเป็นต้นแบบทางกาย แล้วคุณธรรมของคุณยายทั้งหลายต่างๆ นี่ ที่หลวงพี่ได้มีโอกาสมาใกล้ชิดคุณยาย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้พูดได้คุย แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คุณยายก็มาให้กำลังใจหลวงพี่ หลวงพี่ตั้งใจจะเทศน์ถวายบูชาธรรมคุณยาย คุณยายก็มาให้กำลังใจหลวงพี่เป็นครั้งที่ ๒ หลวงพี่ฝันว่า หลวงพี่กำลังซ้อมเทศน์อยู่ ก็เอามือก่ายหน้าผากนอนเทศน์วันนั้น ที่ครัวยามา ข้างๆ ครัวยามา หลวงพี่ก็เอะใจ เอ๊ะ เทศน์ๆ ไปหันซ้ายไปดู เห็นคุณยายนั่งยิ้ม อมยิ้ม แต่คุณยายไม่พูดนะ อมยิ้ม แววตานี่ เหมือนกันเลยที่หลวงพี่เจอเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา เมื่อก่อนนี้ก็ ปัจจุบัน เหมือนกับรูปถ่าย แล้วก็เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ยิ้ม หลวงพี่เอานี่แหละ เอาประวัติเราที่เจอคุณยายตรงนี้แหละ นี่แหละอานิสงส์จากเจอคุณยาย การคบกัลยาณมิตร คุณยายเป็นกัลยาณมิตรให้เรา จึงเรียกว่าคบบัณฑิต อานิสงส์ของการคบบัณฑิต ว่าด้วยมีความเจริญ ๕ ประการ ๑. ที่คุณยายสมบูรณ์ด้วยศีล ๑. ย่อมเจริญด้วยปัญญา ทำให้หลวงพี่นี่ อ้าวขออภัย ๑. ย่อมเจริญด้วยศรัทธา ทำให้หลวงพี่มีศรัทธาในวัดพระธรรมกาย ศรัทธาพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ศรัทธาหมู่คณะที่จะมาสร้างบุญสร้างบารมีกับหมู่คณะพระเดชพระคุณหลวงพ่อ และคุณยายครูบาอาจารย์ในครั้งนี้ ทำให้หลวงพี่กลับมาบวชเมื่อจบปริญญาแล้ว ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงพี่ก็ลาออกจากงานมาบวชในครั้งนี้ ๒. ย่อมเจริญด้วยศีล ทำให้พวกเราลูกหลานคุณยายทุกท่านนี่ นอกจากพระเณรแล้วนี่ พวกเราก็ ทำให้พวกเรามีศีลมีธรรม เพราะมีคุณยายเป็นกัลยาณมิตร ๓. ย่อมเจริญด้วยสุตตะทำให้เรารู้สิ่งต่างๆ นอกจากเรารู้ทางโลกแล้ว ยังรู้ทางธรรมตามครูบาอาจารย์ ตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายด้วย ๔. ทำให้เรารู้จักจาคะ ย่อมมีความเจริญด้วยจาคะคือทำให้เรารู้จักการประหยัด ทาน การให้ทาน การทำบุญที่ถูกต้อง แม้คุณยายทำบุญนี่นะ ๑ บาทกับคนขอทาน คุณยายยังให้ด้วยความเคารพ ก่อนจะให้นี่ จบแล้วจบอีก อธิษฐานแล้วอธิษฐานอีกนะ นี่คุณยายเป็นต้นแบบของพวกเรา เวลาเราจะทำบุญกับหมู่คณะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อและหมู่คณะครูบาอาจารย์นี่ เราก็ทำด้วยความเคารพนี่ เราก็ทำเยี่ยงอย่างครูบาอาจารย์ คือคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ของเรานี่แหละ ประการที่ ๕. ทำให้เรานี่ย่อมเจริญด้วยปัญญาทำให้เรานี่ได้ฝึกสมาธิ เจริญภาวนา ทำให้เรานี่มีปัญญา ได้ศึกษาธรรมะมากมายนี่แหละ ก็อานิสงส์จากการที่พวกเรานี่แหละมาร่วมบุญ เอาบุญกับคุณยาย ดังนั้นขอให้พวกเรานะ ลูกหลานยายทุกคนเอาบุญกับคุณยายโดยการนั่ง ตั้งจิตตั้งใจเจริญสมาธิภาวนาคุณยายสักครู่หนึ่งนะ ก็ให้เราหลับตาตั้งจิตภาวนาเอาบุญกับคุณยาย ตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้แนะนำเลยนะ สัพเพ (หมด 1/B) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ ธัมมปทคาถา หน้า PAGE 1 440313FW-AAT