สัจจะอธิษฐานต่อหน้าเรือนทองของคุณยาย
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งหลายด้วยเศียรเกล้า กราบคารวะพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และลูกหลานของคุณยายทุก ๆ ท่าน
วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ เราทั้งหลายได้มาฟังสวดอภิธรรมให้แด่คุณยาย ตั้งแต่วันแรกคือวันที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๓ รวมถึงวันนี้เป็นเวลาทั้งหมด ๑๗๖ วัน ท่านใดที่มาฟังสวดอภิธรรมให้แด่คุณยายตลอด ไม่เคยขาด ยกมือขึ้นหน่อย ดีจังเลย หลวงพี่ขออนุโมทนาบุญด้วย
บางท่านเองในที่นี้หลาย ๆ ท่านพอว่างจากภารกิจการงาน ไม่ว่าฝนจะตก รถจะติด ก็ยังอุตส่าห์รักบุญ จะเอาบุญกะยาย จึงมาฟังพระสวดอภิธรรมคุณยายกันตลอด อย่างนี้จึงจะสมกับเป็นลูกหลานของคุณยายโดยแท้จริง
หลวงพี่เองไม่เคยได้ยินได้ฟังธรรมะจากคุณยายโดยตรง แต่ได้รับความปราณี ความเมตตาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย และพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ท่านได้ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ เอาไว้ในหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าของคุณยาย หรือที่พระอาจารย์หลาย ๆ รูป ได้เขียนบูชาธรรมไว้ในหนังสือ หลวงพี่ก็ได้อาศัยจากตรงจุดนั้นค้นคว้าและศึกษาในข้อวัตรปฏิบัติของคุณยาย ถึงแม้ว่าหลวงพี่จะไม่ได้ยินไม่ได้ฟังจากปากของคุณยายเอง แต่ว่าถ้อยคำและอรรถรสของธรรมะหรือคุณธรรมของคุณยายที่ถ่ายทอดมา ก็ไม่เคยที่จะลดค่าความศักดิ์สิทธิ์จากคำสอนของคุณยาย ยังคงมีอานุภาพอยู่เสมอ อ่านครั้งใด ศึกษาครั้งใดยิ่งทำให้ใจสว่าง ยิ่งทำให้รักการสร้างบารมีมากขึ้น และเพิ่มความรักในการที่จะสร้างบารมียิ่งขึ้นไป
เราอ่านครั้งใดคุณค่าธรรมะของคุณยายไม่เคยลบเลือน มีคุณค่าทุกยุคทุกสมัย เพราะธรรมะของคุณยายที่ท่านได้เอามาถ่ายทอด ท่านได้รู้ได้เห็นจากประสบการณ์ภายใน ฉะนั้นทุกครั้งไม่ว่าลูกหลานของคุณยาย หรือบุคคลอื่นได้อ่านได้ศึกษาแล้วจะเกิดความเห็นแจ้ง คือเข้าใจในเส้นทางการสร้างบารมีมากขึ้น
ตรงจุดนี้เองที่คุณยายท่านพยายามค้นคว้า และพยายามถ่ายทอด เพื่อมุ่งหวังที่จะให้เราได้สร้างบารมีไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง ท่านจึงพยายามที่จะแนะนำ ชี้แนวทางและวิธีการให้เราได้ประพฤติปฏิบัติตามอย่างที่คุณยายได้กระทำ
และอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราได้สร้างบารมีไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง ก็คือเรื่องของกัลยาณมิตร ซึ่งเราจะต้องมีกัลยาณมิตรคอยชี้ขุมทรัพย์ คอยประคับประคอง คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกันตลอดเส้นทางการสร้างบารมี อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสกับพระอานนท์ไว้ว่าความสำคัญของกัลยาณมิตร มีค่าเท่ากับพรหมจรรย์ และพระองค์ก็ทรงอธิบายว่าอาศัยเราเป็นกัลยาณมิตร สัตว์ทั้งหลายผู้มีชาติเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากชาติ ผู้มีชราเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากชรา ผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากมรณะ เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่นที่เป็นเหตุให้ธรรมะที่ยังไม่บังเกิดขึ้นให้เกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นให้เสื่อมไปเหมือนความมีกัลยาณมิตร
ถ้าเราย้อนนึกไปถึงยุคที่ยังไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น สัตว์โลกทั้งหลายยังมืดบอดอยู่ ยังไม่เห็นแสงสว่าง ตกอยู่ในภวังค์ของความกลัว ฉะนั้นการที่จะสร้างบารมีไปได้ตลอดรอดฝั่ง เราจะต้องเป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน กัลยาณมิตรเป็นผู้ที่ชี้ทางที่งามพร้อม ตั้งแต่ชาตินี้จนถึงชาติสุดท้ายคือจนถึงพระนิพพาน ฉะนั้นเราจะต้องช่วยกันเป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน
และหน้าที่ของกัลยาณมิตร เป็นหน้าที่ที่คนธรรมดาทำไม่ได้ ต้องเป็นบุคคลที่มีหัวใจเหมือนพระโพธิสัตว์ ดูแบบอย่างพระโพธิสัตว์ ขณะที่ท่านบำเพ็ญเพียรบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นสัตว์ เกิดเป็นมนุษย์ ท่านก็สอนมนุษย์ เกิดเป็นสัตว์ ไม่ว่าจะเกิดเป็นลิง เกิดเป็นนก เกิดเป็นช้าง ท่านก็สอนสัตว์ด้วยกันเอง เพราะท่านมีหัวใจของกัลยาณมิตร มีความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ นี่แหละคือหัวใจของกัลยาณมิตร
พวกเราที่นั่งในที่นี่ทุกคน เป็นบุคคลพิเศษ เพราะพวกเรามีคุณธรรมข้อหนึ่งของกัลยาณมิตรอยู่ในจิตใจ ไม่ว่าจะก้าวย่างไปที่แห่งหนตำบลใด เราก็จะทำหน้าที่อย่างองอาจ สมกับการที่เราเกิดมาเพื่อสร้างบุญสร้างบารมี
ในช่วงนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านให้ความสำคัญเกี่ยวกับการไปเชิญชวนผู้มีบุญได้ร่วมอบรมธรรมทายาททั้งหญิงทั้งชาย ทำให้หลวงพี่เองได้นึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ ที่เคยอบรมธรรมทายาทเมื่อสมัยปี ๓๓ หลาย ๆ ท่านในที่นี้ก็คงจะเคยอบรมธรรมทายาททั้งหญิงทั้งชายมา คงจะเข้าใจบรรยากาศได้ดี วันนี้หลวงพี่ก็จะขอถ่ายทอดให้ฟังย่อ ๆ เพื่อที่จะได้ทราบแล้วจะไปทำหน้าที่ ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่วันจะอบรม จะได้ไปเชิญชวนลูก ๆ หลาน ๆ หรือคนที่รู้จักได้มาร่วมอบรมในครั้งนี้กัน
หลวงพี่เองได้เข้าวัดครั้งแรกเมื่อปี ๓๓ เป็นวันมาฆบูชา มาถึงวัดครั้งแรก หน้าที่แรกที่ได้รับก็คือไปโบกรถเข้าพื้นที่จอด พอช่วงเช้าก็ได้ไปแจกข้าวสาธุชน วันนั้นได้ทำหน้าที่หลาย ๆ อย่าง ซึ่งในใจเองพอเสร็จสิ้นจากงานบุญวันนั้นก็นึกอยู่ในใจว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องกลับมาที่นี่อีก แล้วมันก็เป็นความจริง พอปลายเดือนมีนาคม ก็มีกัลยาณมิตรจากจังหวัดพิษณุโลก (ซึ่งหลวงพี่เองเป็นคนจังหวัดพิษณุโลก) มาชวนให้มาอบรมธรรมทายาท ครั้งแรกก็ยังไม่เข้าใจว่าอบรมธรรมทายาท เขาอบรมกันยังไง ทายาทคืออะไร ก็ยังไม่เข้าใจ ตอนนั้นอายุได้ ๑๙ ปี ก็ไหน ๆ คนที่มาอบรม คนที่เชิญชวนมาเป็นกัลยาณมิตรให้ เขาเป็นอาจารย์ ก็เอ้า ขัดอาจารย์ไม่ได้ก็มาอบรม
การที่เข้ามาอบรมทำให้ได้รู้ ได้ทราบอะไรหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะคุณธรรมของคุณยายที่พระอาจารย์ท่านเอามาถ่ายทอด เป็นธรรมทายาทมันต้องฝึกตั้งแต่เช้า ตื่นนอนขึ้นมาจนถึงเข้านอน ฝึกกันตลอด หลาย ๆ ท่านคงจะทราบดี ตื่นนอนขึ้นมา ถ้าเรานึกถึงบรรยากาศในห้องนอนของเราเป็นยังไง มีเตียงใหญ่ ๆ ใช่ไหม มีผ้าห่มผืนหนา ๆ ปู เราก็นอนอยู่ในผ้าห่ม ตื่นนอนขึ้นมา บางคนก็ลุกจากที่นอนแล้วก็มีคนใช้ มาเก็บมาดูแลให้
แต่ชีวิตของธรรมทายาทไม่ใช่อย่างนั้น ที่นอนมีเสื่อ ๑ ผืน ไม่มีหมอน ต้องใช้ผ้าจีวร ที่พับเรียบร้อยแล้วก็เอาผ้ารัดอกพันเอาไว้ใช้หนุนศีรษะแทนหมอน บางครั้งหลวงพี่นอน เท้ามันยาวกว่าเสื่อ ยุงก็กัดอีก ก็ต้องอดทน ตื่นนอนขึ้นมา พระอาจารย์ท่านก็สอนว่า ตื่นนอนขึ้นมาแล้วต้องพับเสื่อเข้ากลาง ผ้าห่มก็พับเข้ากลาง แต่ละมุมต้องเท่ากันทั้งหมด ตอนแรกก็ไม่เข้าใจและยังสงสัยว่า ทำไมต้องพับเข้ากลาง บ้านเรามีแต่ม้วนเรียบร้อย แล้วก็มัดผูกไว้อย่างดี เมื่อพับเสร็จแล้วก็วางเรียงจากเสื่อ แล้วก็มาผ้าห่ม แล้วก็เป็นผ้าเล็ก ๆ พับเข้ากลางทั้งหมด พระอาจารย์ก็จะสอนอย่างนี้ และบางวัน ก็แอบไปตรวจดูที่กลด
จากจุดนี้ทำให้หลวงพี่มารู้ทีหลังว่าคุณธรรมที่คุณยายถ่ายทอดตรงจุดนี้ฝึกให้เราเป็นผู้ที่รักความเป็นระเบียบเรียบร้อย ตอนแรกก็ไม่สังเกตแต่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้ซึมซาบเข้าไปในจิตใจ ไม่รู้ว่าซึมเข้าไปเมื่อไหร่ แต่พอทำทุก ๆ วัน ทำอะไรก็ทำให้เรียบร้อยทั้งหมด มันเข้าไปอยู่ในจิตใจของเรา ก็ทำให้ไปเจออะไร เห็นอะไรที่ไม่เรียบร้อย เราก็จะช่วยกันเก็บ ช่วยกันดูแลอย่างดี
สังเกตดูคนใหม่ ๆ ที่เข้ามาวัด เห็นวัดเรามีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะอะไร ก็จากคุณธรรมของคุณยายที่ท่านเอามาถ่ายทอดให้เรา ได้เอามาใช้ เอามาประพฤติปฏิบัติ นี่แหละที่คุณยายท่านถ่ายทอดให้เรา แล้วพระอาจารย์ก็มาถ่ายทอดให้กับลูก ๆ หลาน ๆ ลูกศิษย์ลูกหารุ่นต่อ ๆ ไป ก็ถ่ายทอดกันไปเรื่อย ๆ เพราะคุณยายท่านบอกเอาไว้ชัดเลย คุณธรรมต่าง ๆ ที่เอาไปใช้ คนใหม่ ๆ ที่เข้ามา เขาเข้ามาวัด เพราะเขาเข้ามารู้มาเห็น เขาก็จะได้รับประโยชน์กลับไปมากที่สุด ไม่ใช่เข้ามาวัดแล้ว ไม่ได้อะไรเลย
ฉะนั้นคุณยายท่านมองเห็นการณ์ไกล เหมือนอย่างที่เราไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร หลวงพี่รู้ว่าทุกคนมีประสบการณ์อยู่แล้ว ถ้าหากว่าเราก้าวเข้าไปในบ้านของเขา เห็น บ้านเขารกรุงรังเลย เราต้องทำหน้าที่หนักหน่อย กว่าจะตะล่อมเขาได้ กว่าจะชวนเขาทำบุญได้แต่ละครั้ง จะยากมาก แต่พออีกบ้านหนึ่งเขาเก็บข้าวของเป็นระเบียบเรียบร้อยเวลาไปพูดคุย เขาจะออกมาต้อนรับ สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับ เอ้า ทานข้าวทานน้ำหรือยัง เชิญชวนกันอย่างนี้ พอเราพูดคุยข่าวบุญ เชิญชวนเขาไม่นาน เขาก็ทำบุญกับเรา
นี่แสดงออกให้เห็นถึงว่าคนที่มีใจเป็นระเบียบเรียบร้อย มันจะส่งผลถึงสภาวะแวดล้อมข้าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของอะไรต่าง ๆ ก็ตาม มันจะบ่งบอกได้ และมันจะเป็นจุดที่ทำให้เราเป็นผู้ที่มีความสังเกตเวลาไปทำหน้าที่ อาศัยจากการฝึกจากคุณธรรมของคุณยายเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงนี้ ทำให้เราทำหน้าที่ได้อย่างสะดวก แล้วก็รู้ว่าเราจะไปเชิญชวนเขาลักษณะไหน ฉะนั้นเราจะต้องพยายามซึมซับเอาคุณธรรมของคุณยายไปใช้ให้ได้มากที่สุด
ชีวิตของธรรมทายาทได้เรียนรู้ ได้ศึกษาคุณธรรมของคุณยายหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขบฉัน การดื่มน้ำ การเดิน การนอน เป็นต้น คุณยายท่านถ่ายทอดมาให้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ถ่ายทอดให้กับพระอาจารย์ พระอาจารย์ท่านก็ถ่ายทอดให้กับธรรมทายาทที่เข้ามาฝึกฝนอบรมอย่างนี้ หลวงพี่รับรองได้เลยว่าไม่เคยมีที่ใดถ่ายทอดและชี้แนะคุณธรรมต่าง ๆ ได้เท่ากับวัดพระธรรมกาย เพราะหลังจากที่หลวงพี่อบรมธรรมทายาทรุ่นที่ ๑๘ จบมาแล้ว ก็ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปศึกษาระดับปริญญาตรี
และอีกส่วนหนึ่งก็เอาคุณธรรมที่ได้ไปช่วยกันสร้างธุดงคสถาน จังหวัดพิษณุโลก หลวงพี่เป็นรุ่นแรกในการสร้างธุดงคสถาน จังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่เริ่มถากถางหญ้า ขุดเสาต้นแรกนะ ท่านที่สร้างวัดรุ่นแรก ๆ คงจะทราบดีว่ามันยากลำบากขนาดไหน ขุดเสาต้นแรก ออกไปบอกบุญ เพื่อที่จะเอาปัจจัยมาสร้างสถานที่ประพฤติปฏิบัติธรรม สร้างกุฏิสงฆ์เพื่อที่จะให้พระภิกษุสงฆ์ได้ไปพัก สร้างอยู่ ๗ ปี หลวงพี่ก็ได้คุณธรรมจากที่ครูบาอาจารย์ท่านได้ถ่ายทอดเอาไปใช้ เอาไปช่วยกันทำหน้าที่ตรงนั้น
และในชีวิตของหลวงพี่เองก็ไม่เคยคิดว่าจะได้มาอยู่ในเส้นทางของนักสร้างบารมีอย่างนี้ ไม่เคยคิดไม่เคยฝันเหมือนกัน พอได้ไปอยู่ใกล้หมู่คณะ กัลยาณมิตรทุกคนเปรียบเสมือนกับเป็นคุณพ่อคุณแม่คนที่ ๒ ที่ได้ถ่ายทอด คอยประคับประคอง และคอยชี้แนะแนวทาง สิ่งใดที่เห็นว่าจะทำให้การสร้างบารมีของเราลดน้อยถอยลงไป ท่านก็ชี้แนะ และประคับประคอง จนทำให้หลวงพี่เกิดความซาบซึ้งและรักเส้นทางการสร้างบารมี
พออยู่ที่ธุดงคสถานได้ ๗ ปี หลวงพี่ก็คิดว่าเราจะต้องบวช ตอนที่อบรมครั้งแรกบวชเป็นสามเณร พอครั้งที่ ๒ ก็คิดว่าเราจะต้องกลับไปบวชที่วัดพระธรรมกายอีกครั้งหนึ่งให้ได้ ทุกครั้งที่มาร่วมงานบรรพชาอุปสมบทภาคฤดูร้อนรุ่นต่าง ๆ ก็จะคิดอยู่ตลอดเวลาว่า เมื่อไหร่เราจะได้บวช จะถึงเวลาของเราสักที หลวงพี่รอจนถึงอายุ ๒๕ ปี แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็ได้บวชง่าย ๆ มีข่าวบวชรุ่นพิเศษ รุ่น ๘๐ ปี วิชชาธรรมกาย ช่วงเดือนธันวาคมปี ๓๙ พอได้บวชตรงนั้น มันก็ได้บวชง่ายจริง ๆ
โยมพ่อโยมแม่ท่านยังไม่รู้เลยว่าหลวงพี่สมัครบวช ท่านมารู้เมื่อเหลือเวลาอีก ๓ วันหลวงพี่จะบวช หลวงพี่โทรไปบอกให้โยมอาจารย์ไปบอกโยมพ่อโยมแม่ด้วยว่าให้มาถวายผ้าไตรในวันบวช พอโยมพ่อโยมแม่ได้มาถวายผ้าไตรถวายบาตรเรียบร้อย
หลวงพี่เองก็ยังครุ่นคิดอยู่ว่า จบการอบรมแล้ว ชีวิตของเรามันจะเป็นยังไง เพราะก่อนที่จะมาบวช หลวงพี่ประสบอุบัติเหตุเมื่อปี ๓๙ ก่อนจะทอดกฐินของยายปี ๓๙ หลวงพี่ไปทำหน้าที่บอกข่าวบุญ คือเชิญชวนเขามาทอดกฐิน ขับรถไปก็ประสบอุบัติเหตุ ตอนนั้นไปคนเดียว ก็รอดชีวิตมาได้ ใบฎีกาปลิวเต็มรถไปหมดเลย ไปทำหน้าที่ตอนนั้น แต่ก็รอดมาได้นะ รอดชีวิตครั้งนั้นมาได้ทำให้เราคิดมากขึ้น ถ้าหากเราจะสร้างบารมี จะสร้างบารมีให้มากขึ้น ถ้าเราออกจากเพศบรรพชิตไปแล้ว ถ้าเกิดเดินออกจากหน้าวัดไป รถชนตายแล้วเป็นยังไง ก็จบกัน ไม่ได้สร้างบารมีกันต่อ ตอนนั้นยอมรับว่าคิดหนัก
ใจหนึ่งก็แย้งว่าออกไปช่วยงานธุดงค์ต่อ อีกใจหนึ่งก็แย้งขึ้นมาว่าเราต้องบวชต่อ มันแย้งกันอยู่อย่างนี้ ก็เลยต้องพึ่งบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ไปนั่งต่อหน้ารูปของท่าน ก็นั่งพิจารณา พิจารณาไปเรื่อย ๆ จนสรุปสุดท้ายก็ตั้งมโนปณิธานว่า เราจะบวชต่อ ซึ่งตอนนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเมตตาให้ผู้ที่จะอยู่ต่อให้อยู่ต่อได้ ก็เป็นโอกาสอันดีที่หลวงพี่จะได้นั่งสมาธิต่อ ตอนนั้นคิดว่าเราจะอยู่ต่อแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ยาวแค่ไหน ก็บวชมาเรื่อย ๆ นั่งสมาธิมาเรื่อย ๆ
พรรษาแรก พระหลาย ๆ รูปก็อาจจะเป็นเหมือนหลวงพี่ บวชมาใหม่ ๆ เนื่องจากมันยังคุ้นอยู่กับทางโลก ก็คิดแบบชาวโลกอีกเหมือนกัน ช่วงนั้นยังนึกว่าอยู่ธุดงค์ มันยังผูกพันอย่างนี้ ผ่านไป ๓ เดือน ๔ เดือน ค่อย ๆ คลายไป พอครบปีถึงจะคุ้นกับการคิดแบบพระ คุ้นกับธรรมะ พอตื่นขึ้นมาวันนี้เราเป็นพระ ใจมันคุ้นอยู่อย่างนี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยให้โอวาทว่า วันใดที่หลับไปแล้ว ถ้าฝันว่ากายละเอียดเป็นพระ ใช้ได้แล้ว กว่าเราจะฝันได้อย่างนี้ กว่าที่เราจะตัดทางโลกไปได้ มันต้องใช้เวลาไม่ใช่น้อยเลย เป็นปีเลย
ฉะนั้นหลวงพี่เห็นพระที่อื่นท่านบวช ๙ วัน ๑๐ วัน หลวงพี่เองก็นึกสะท้อนใจ นึกว่า ต่อไปพระพุทธศาสนาของเรา มันจะยาวนานได้ยังไง เพราะขนาดเราเองต้องใช้เวลาตั้งเป็นปี ถึงจะคุ้นกับความเป็นพระ แล้วท่านบวชได้ ๙ วัน ๑๐ วัน แล้วลาสิกขาไป แล้วมันจะได้อะไร หลวงพี่เคยฟังเทปแสดงธรรมของหลวงพ่อคูณ ท่านไปแสดงธรรมให้กับพระที่ท่านบวชฉลองให้กับในหลวงครบ ๕๒ รอบ หรืออะไร หลวงพี่จำไม่ได้แล้ว ท่านบอกว่า บวช ๙ วัน ๑๐ วัน แล้วสึกออกมา มันไม่ได้สมาร์ตอะไร ท่านพูดอย่างนี้ ซึ่งก็จริง ๙ วัน ๑๐ วัน คุณธรรมอะไรมันก็ยังไม่ได้รับการฝึก สวดมนต์ตั้งนะโมยังไม่ครบเลย บางคนตั้งอิติปิโสก็ยังไม่ครบเลย โยมที่ไปฟังพระให้พรบางครั้งก็คุยกันอะไรต่าง ๆ มันก็ทำให้พระพุทธศาสนาของเรามันก็ค่อย ๆ เสื่อมไปเรื่อย ๆ
แต่มาเจอที่วัดของเรา หลวงพี่ภูมิใจมากเลยว่า เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดพระพุทธศาสนา สืบทอดธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับว่าเราเองได้เป็นผู้ที่ยังประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนา และจากปีหนึ่งผ่านไป หลวงพี่ก็เริ่ม นึกในใจ ถ้าเราบวชไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ ถ้าเกิดสักวันพลาดพลั้งขึ้นไป หลุดออกจากเส้นทางสร้างบารมีตรงนี้ เราจะทำยังไง นึกอีก ก็คิด ไม่ได้แล้ว จะต้องหาอะไรสักอย่างหนึ่งมาค้ำไว้ มันต้องค้ำ เป็นไม้หลักปักอยู่ในเลนไม่ได้ พอเจอคลื่นมันก็เอนใช่ไหม เจอคลื่นหน่อย มันก็จะเอน เพราะฉะนั้นต้องหาอะไรมาค้ำเสาไว้ ก็เลยตั้งสัจจะในใจเราจะบวชตลอดชีวิต นึกในใจแล้วตอนนี้ ตั้งสัจจะในใจว่าเราจะบวชตลอดชีวิต
พอไปทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเหนื่อยขนาดไหน จะท้อขนาดไหน พอนึกถึงเราจะบวชตลอดชีวิตขึ้นมาปุ๊บ จะท้อถอยไม่ได้ เราลั่นวาจาในใจไว้แล้ว ก็นึกในใจ เพราะกลัว พระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายท่านเคยบอก ตั้งสัจจะไปแล้ว ถ้าหากล้มนะ สัจจะนั้นก็เท่ากับสร้างบารมี ไปเปล่าประโยชน์ นึกอย่างนี้ จึงอยู่เฉยไม่ได้ ก็ต้องลุกขึ้นมาสู้ต่อ ทำอยู่อย่างนี้มาจนได้พรรษาที่ ๓ จึงกล้าประกาศให้กับญาติโยมได้รับรู้ว่า หลวงพี่จะขอบวชอุทิศชีวิตเป็นพุทธบูชา ถวายชีวิตนี้ให้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้กับพระพุทธศาสนา
และในวันนี้เองหลวงพี่ก็ขอตั้งสัจจะอธิษฐาน ต่อหน้าร่างของคุณยายว่าหลวงพี่จะขออุทิศชีวิตนี่ให้กับพระพุทธศาสนา แล้วก็ขอบวชอุทิศชีวิตนี่บูชาธรรมคุณยาย ก็ขอให้บุญนี้บังเกิดขึ้นกับคุณโยมทุก ๆ คนด้วย เพราะว่าการที่หลวงพี่ได้ตัดสินใจ ลั่นสัจจะวาจาอย่างนี้ก็เพราะว่าต้องการที่จะล้อมรั้วให้กับตนเองเป็นชั้นแรก ถ้าเปิดรั้วให้กับตัวเองเป็นยังไง เหมือนเปิดประตูให้ข้าศึกเข้ามา มันต้องปิดประตูก่อน ปิดใจตัวเองก่อนไม่ให้คิดในเรื่องอื่น ก็ต้องปิดตรงนี้ ล็อคกลอนให้เรียบร้อย เอาไม้หน้าสามมาตอกทับไปอีกที ทำอย่างนี้แล้ว เราจะสร้างบารมีแบบท้อถอยไม่ได้ มันต้องรีบเร่งสร้างบารมีให้มากขึ้น เพื่อที่จะไม่ให้เราหลุดไปจากเส้นทางการสร้างบารมีตรงนี้
ส่วนเรื่องอื่นเช่น เรื่องการฝึกฝนคุณธรรมที่เราจะต้องฝึกฝนอีกมาก ก็ต้องค่อย ๆ ฝึกกันไป เพราะว่าอยู่ ๆ จะให้มาสึก ให้มาฝึกให้ได้ทีเดียวมันไม่ได้ มันก็ต้องค่อย ๆ ฝึก ค่อย ๆ ฝึกไปเรื่อย ๆ เหมือนกับคุณยายที่บอกว่าเกิดมาชาติหนึ่งใช่ไหม ฝึกได้ข้อหนึ่งเรียกว่าบุญมหาศาลแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ต้องค่อย ๆ ฝึกไปเรื่อย ๆ อะไรที่ขาดตกบกพร่อง ก็ต้องอาศัยกัลยาณมิตร คอยชี้แนะ คอยชี้ขุมทรัพย์ให้ เพื่อที่จะให้เส้นทางการสร้างบารมีของเราไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ถ้าหากไม่มีกัลยาณมิตรคอยประคับประคอง เส้นทางการสร้างบารมีของเรามันก็ดูเหมือนจะสั้นลงไปเรื่อย ๆ บางครั้งเราเองพอท้อถอยขึ้นมา ไม่ได้พูดไม่ได้คุยเพื่อนกัลยาณมิตรด้วยกันเอง รู้สึกเป็นยังไง คิดเองเออเองหมดเลย เดี๋ยว ใครชวนไปสวดมนต์ วันนี้ไม่ไป ฝนตก อยู่บ้าน วันหลังค่อยไป ก็จะเป็นอย่างนี้ แต่พอมีเพื่อนกัลยาณมิตรมาเชิญชวนกันหลายคน ไปเอาบุญกับคุณยาย ฝนจะตกก็ไม่เป็นไร สร้างบารมีเพิ่ม ก็ต้องออกมานะ ฟังพระสวดอภิธรรมของคุณยายกันต่อใช่ไหม ต้องอาศัยกัลยาณมิตรคอยประคับประคองตรงนี้
หลวงพี่เองก็ต้องอาศัยกัลยาณมิตร ไม่ใช่ว่าประกาศไปแล้ว จะมั่นใจ กลัวเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่กลัว แต่ว่าประกาศหรือไม่ประกาศมันก็ต้องตายใช่ไหม ฉะนั้นก็ต้องประกาศไปเลย ตายก็ขอตายในผ้าเหลืองเหมือนกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ต้องยืมคำของพระเดชพระคุณหลวงพ่อมาใช้ ขอตายในผ้าเหลืองเหมือนพระเดชพระคุณหลวงพ่อตรงนี้ พอนึกถึงตรงนี้ทีไร มันท้อไม่ได้ มันมีกำลังใจที่จะสร้างบารมีขึ้น ไม่ว่าอุปสรรคจะมากขนาดไหน มันจะยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน ก็ต้องสวมหัวใจกัลยาณมิตร ออกไปทำหน้าที่ สวมหัวใจของพระโพธิสัตว์ออกไปทำหน้าที่กัน สอนตัวเอง ยังยากเลย ต้องสอนผู้อื่นเลยยากเข้าไปใหญ่
กัลยาณมิตรคนธรรมดาทำไม่ได้ ต้องมีหัวใจพระโพธิสัตว์ถึงจะทำได้ ฉะนั้นเราทำได้ในจุดนี้ ไม่ใช่คนธรรมดา ในที่นี้ให้รู้ไว้เลยว่าไม่ใช่คนธรรมดา แล้วก็จะไม่ใช่คนธรรมดายิ่ง ๆ ขึ้นไป ยิ่งเข้าถึงพระธรรมกายภายใน ยิ่งไม่ใช่คนธรรมดา ฉะนั้นหลวงพี่ก็อยากจะให้ทุก ๆ คน หมั่นเป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน อะไรที่เห็นว่าจะทำให้เส้นทางการสร้างบารมีของเรามันมีอุปสรรค ก็ให้เราช่วยกันประคับประคองคอยชี้แนะ คอยเป็นกำลังใจให้กันและกัน
เหมือนกับที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านมาให้กำลังใจเราทุกอาทิตย์ ที่จริงหลวงพ่อท่านบอกว่าลูก ๆ ของท่าน ถ้าหากฟังธรรมะจากหลวงพ่อ ฟังการทำหน้าที่ของหลวงพ่อแล้ว เอาไปใช้ได้เลย ฟังครั้งเดียวแล้วเอาไปใช้ได้เลย อย่างนี้ถือว่ายอด แต่ว่า เราอ่านหนังสือของคุณยาย อ่านธรรมะของคุณยาย อ่านครั้งหนึ่งก็ฟูครั้งหนึ่งใช่ไหม จากเล่มหนึ่ง เล่มสอง เล่มสาม เดี๋ยวรอภาคพิสดารอีกนะ ดูว่าภาคพิสดารอ่านแล้วจะรู้สึกยังไง ฉะนั้นให้เราช่วยกัน ประคับประคองหมู่คณะของเราให้ดี อย่าหนีหายจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ฉะนั้นก่อนที่เราจะกลับบ้านกัน เดี๋ยวเรามานึกถึงบุญ หลับตานึกถึงบุญ ถวายบุญนี้บูชาธรรมแด่คุณยายกัน
*********************************** จบ ***********************************