คำอธิษฐานของคุณยาย
(ม้วน 1/A)
พระสมชาย : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระผู้มีพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษาแก่กว่ากระผมทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และลูกหลานยายทุกๆ คน (สาธุ)
วันนี้หลวงพี่ก็คงจะมาเล่าเกี่ยวกับเรื่องคุณธรรมที่พวกเราทุกคนจะได้ดูคุณยายเป็นแบบแผน แล้วก็สิ่งใดที่อยู่ในวิสัยที่พวกเราสามารถที่จะน้องนำท่านมาเป็นแบบ แล้วก็ปฏิบัติตามท่านได้ ก็นำคุณธรรมเหล่านี้มาไว้ในตัวของเรา พวกเราทุกคนก็จะเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าได้บูชาธรรมด้วยการปฏิบัติ เป็นปฏิบัติบูชา
ในวันนี้เรื่องแรกก็จะพูดถึงเรื่องของการ คุณยายนี่ท่านชอบการนอนตื่นเช้า ในวัยเด็กของท่านนี่ถ้าเผื่อได้ฟังประวัติ ได้ศึกษาประวัติของท่าน ท่านจะตื่น คือท่านเป็นลูกชาวนาแล้วออกไปทำนา ท่านจะตื่นแล้วก็ออกไปทำนาตั้งแต่เวลาประมาณตี ๔ ก็อาศัยแสงดาว พูดง่ายๆ ว่าส่องสว่าง ก็เดินไป ก็ในยุคนั้นก็จะไม่มีไฟฟ้า ไม่มีความสว่างเหมือนกับปัจจุบันนี้ คุณยายท่านฝึกเรื่องการนอนตื่นเช้ามาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว
ฉะนั้นเมื่อพวกเราก็หมายถึงว่าตอนที่หลวงพี่นี่ยังได้ คือพูดง่ายๆ มาฝึกตัวได้มาอาศัยบารมีของท่านฝึกตัวเอง ท่านก็จะพูดในเรื่องของการนอนตื่นเช้านี่ว่าการนอนตื่นเช้านี่ดี แล้วท่านไม่ชอบเรื่องการนอนตื่นสายนะ คุณยายท่านบอกว่าพวกเราทุกคนนี่จะมีเทวดาเขาลงรักษา ทุกคนเลย เทวดาเขาลงรักษา ที่เขาลงรักษาพวกเราเพราะเขาอยากจะได้บุญ ไม่ใช่เฉพาะเด็กเท่านั้นที่จะมาผู้ลงรักษา ที่โบราณเขาจะเรียกว่าแม่ซื้อ ฉะนั้นเด็กๆ นั้นเวลาเขา พ่อแม่ไม่ได้อยู่กะเขา แล้วเขาหัวร่อ เหมือนเขา เขากำลังคุยอยู่กับใคร นั่นแหละผู้ลงรักษาเขานี่คอยดูแลเขา เป็นเพื่อนเขา
ท่านบอกว่าพวกเราทุกคนนี่จะมีเทวดาลงปกปักษ์รักษาดูแล ทำไมเทวดาเขาถึงจะมาลงรักษาพวกเราล่ะ เพราะเขาบอกว่าเขา เขาบอกว่าคือเขาน่ะได้บุญเวลาเขาลงรักษาพวกเรา เขาได้บุญไปกับพวกเราด้วย สมมติพวกเราทำความดีอะไร แล้วก็เขาก็จะได้บุญอันนั้นไปด้วย
ฉะนั้นในเวลาใกล้รุ่ง เขาก็จะคงจะไปสู่เป็นเทวสมาคมก็ คือเป็นที่ประชุมแห่งหมู่เทพทั้งหลายนี่ เมื่อเขาจะไปนี่ เขาก็ต้องหันมามองเรา ถ้าเรายังนอนหลับอุตุนะ คุณยายท่าน ท่านก็บอกว่าเทวดาเขา ถ้าเผื่อเขาหมั่นไส้มากๆ เข้า เขาก็จะหันมาแล้วก็ เหมือนกับ พูดง่ายๆ ว่าท่านเปรียบเทียบเท่านั้นเองว่าเหมือนท่านจะบ้วนน้ำลายบอก ทำไมนอนไม่ตื่นสักทีนะ ฉะนั้นใครที่นอนตื่นสายนี่ ก็ต้องรับน้ำลายเยอะหน่อย คือคุณยายท่านบอกว่าต้องหัดนอนตื่นเช้า การตื่นเช้านี่มันดีนะ
เพราะจริงๆ ในเวลากลางคืนนี่นะ มันไม่ใช่เวลาสำหรับเรื่องของการนอนอย่างเดียว ถ้าเราศึกษาพุทธประวัตินะ พระพุทธเจ้าในเวลาเที่ยงคืนท่านก็ทรงพยากรณ์ปัญหาแก่เทวดา คือเทวดาจะมาหาท่าน มาทูลถามปัญหาในเวลากลางคืน เพราะเวลากลางคืนนี่สงัด เป็นเวลาที่บัณฑิตนักปราชญ์นี่ จะใช้เวลานี้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องราวต่างๆ เพราะมันสงัดจากสรรพเสียง สรรพสิ่งทั้งหลาย พวกสิงสาราสัตว์ มันก็พักผ่อน ฉะนั้นจึงเป็นเวลาที่สมองก็ปลอดโปร่ง อากาศก็เย็นสบายแล้วก็เงียบ
พระอนุรุทธซึ่งท่านเป็นผู้เลิศในทางมีตาทิพย์ ท่านก็ใช้เวลาเข้าที่แล้วก็ตรวจดูการไปเกิดมาเกิดของสรรสัตว์ทั้งหลาย ในเวลาใกล้รุ่งพระพุทธเจ้าท่านก็จะมี ท่านก็จะตรวจดู คือท่าก็แผ่ข่ายพระญาณตรวจดูอัธยาศัยของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ผู้ที่มีบุญที่ท่านจะไปโปรด ฉะนั้นเวลากลางคืนสำหรับนักปราชญ์ สำหรับบัณฑิตทั้งหลาย เขาไม่ได้ใช้เป็นเวลานอนอย่างเดียว
ในยุคปัจจุบันตั้งแต่ทีวีเข้ามาครั้งแรก หลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ทักเลย ทีวีนี่ดึงเอาเวลาของมนุษย์ในยุคปัจจุบันนี่ไปหมดเลย เมื่อดูทีวีก็นอนตื่นสาย เมื่อนอนตื่นสายมันก็ไปอีกหลายๆ เรื่อง ปัจจุบันบางคนนี่นอนตื่นกัน ๑๐ โมง ๑๑ โมงมีนะ และในยุคปัจจุบันนี่ การทำงานของมนุษย์นี่ มันมีการทำงานประเภททำงานเป็นกะ กลางคืนทำงาน กลางวันนอน กลางวันทำงาน กลางคืนนอน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมานี่
เขาบอกว่าเวลาในตัวของมนุษย์นี่ มนุษย์นี่มันมี มันมีเวลาประจำตัว คือมันเหมือนกับร่างกายของเรานี่ มันมีเวลาของ เขาเรียกว่า biotic clock คือเป็นเวลาที่ประจำตัวของมนุษย์มันมีอยู่ ถ้าเราสลับไปสลับมาบ่อยๆ นี่ สิ่งต่างๆ ร่างกาย พูดง่ายๆ ระบบในร่างกายมันก็รวน ฉะนั้นปัจจุบันนี่เราทำลายสมดุลย์ของชีวิตของเราเอง
ในเวลากลางคืนนี่ นักปราชญ์หรือบัณฑิตเขาใช้เป็นเวลาที่ศึกษาหาความรู้ต่างๆ โบราณนี่ โดยเฉพาะการบันทึกเกี่ยวกับเรื่องสิ่งที่เป็นไปในจักรวาล เขาอาศัยการสังเกตดวงดาว การเดินทาง การโคจรของดวงดาวทั้งหลาย เขาใช้เวลากลางคืนทั้งนั้นแหละนะ
แล้วเมื่อก่อนนี้ความเชื่อของคนจีนนี่ จากหลักฐานทางด้านภาษาจีน ภาษาจีนเป็นภาษาภาพ คือเขาเอาภาพนี่มาแปลงเป็นตัวภาษา เขาบอกในสมัยโบราณนี่ แต่เดิมมานี่ มนุษย์ทั้งหลายนี่จะเกิดในเวลากลางคืน โดยเฉพาะผู้หญิงนี่จะเกิดเวลากลางคืน แล้วก็มันมีประเพณีว่าเวลาเกิดแล้วนี่ เขาจะต้องตั้งชื่อ จะมีชื่อตัว แล้วก็ชื่อวงศ์สกุล เขาก็ตั้งชื่อนี่ ทุกคนหมู่ญาติก็จะมารวมกันแล้วก็ประกาศชื่อว่าบุคคลคนนี้เกิดขึ้นมาแล้วในโลก ชื่อนั้นนะ ชื่อสกุลเป็นเออ ผู้อยู่ในวงศ์สกุลนั้นๆ ชื่อตัวเอง ชื่อนั้นๆ เขาประกาศท่ามกลาง พูดง่ายๆ หมู่ดาวหมู่เดือนอะไร เหมือนกับให้ฟ้ารับรู้ว่าบุคคลคนนี้เกิดขึ้นมาแล้วในโลก
แล้วปรากฏว่าธรรมเนียมอันนี้นี่ในประเทศแถบอัฟริกา มันมีธรรมเนียมอันนี้อยู่ ก็เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากว่า แสดงว่าในสมัยโบราณนี่ การสื่อสาร การติดต่อมันถึงกัน ถึงเวลา ในเวลากลางคืนเมื่อเด็กเกิด เขาจะไปตั้งชื่อแล้วก็ทุกคนมาก็ประกาศ พูดง่ายๆ ร้องเรียกชื่อของเด็กคนนี้ขึ้นมาพร้อมๆ กัน เหมือนกับจะประกาศให้ฟ้าดินนะ เทวดาฟ้าดินได้รู้ว่าอ๋อ บุคคลคนนี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วในโลกนะ ชื่อนั้นนะ เป็นลูกของคน จากชื่อแล้วก็จาก เออ ชื่อสกุลที่ตั้งให้
ฉะนั้นในเวลากลางคืนจึงไม่ใช่เวลาสำหรับนอนอย่างเดียว เวลาพักผ่อนก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ฉะนั้นพวกเราทุกคนใครที่นอนตื่นสาย ก็ตั้งแต่ปีใหม่ปีนี้นะ วันนี้วันที่ ๒ ปรับแก้ไขเสีย ให้นอนตื่นเช้า ขยับมา ถึงทีเดียวมันไม่ไหว ก็ขยับค่อยๆ ร่นเวลามาวันละครึ่งชั่วโมงนะ เดี๋ยวไม่กี่วันมันก็ทำได้
ฉะนั้นคุณยายท่านไม่ชอบเรื่องการนอนตื่นสาย ฉะนั้นลูกหลานยายทุกคนนะ ใครนอนตื่นสายไปแก้ไขเสีย แล้วนอนตื่นเช้าดี พูดง่ายๆ ว่ามันสดชื่น แล้วก็นั่งธรรมะเสียก่อน ก่อนที่จะล้างหน้าล้างตา หรือจะล้างหน้าล้างตาก่อนแล้วก็มานั่งธรรมะก็ได้ ฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนเอาคุณยายเป็นแบบ เรื่องนี้ไม่มีใครสอนคุณยาย คุณยายท่านถูก ท่านเป็น คือท่านเป็นเองตั้งแต่ตอนที่ท่านยังในวัยเด็กแล้วนะ สังคมของชาวไร่ชาวนาก็จะต้องตื่นเช้า แล้วท่านก็ ท่านก็ตื่นสายสม่ำเสมอ คุณยายนี่ท่านตื่นเช้านี่แล้วก็มานั่งธรรมะนะ เวลาที่คุณยายตื่น บางทีก็ประมาณตี ๓ ท่านก็มานั่งธรรมะ
ฉะนั้นพวกเรานี่ นับตั้งแต่นี้ต่อไป นับตั้งแต่วันนี้นะ ค่อยๆ แก้ไขให้ตื่นเช้าๆ กันนะ ใครตื่นหลังจากพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ก็ให้ตื่นก่อนพระอาทิตย์นะ ไม่ต้องให้พระอาทิตย์มาเรียกนะ
ข้อต่อไป สิ่งที่จะเป็น ต้องถือว่าตอนหลังก็มาเข้าใจ คุณยายนี่เวลามีเรื่องอะไร เป็นข้อบกพร่องเป็นข้อผิดพลาดนี่ ถ้าเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าจะพูดเรื่องนั้นซ้ำเป็นเรื่อง ท่านจะพูดเรื่องเดียวกันซ้ำ บางทีก็ไม่ใช่เรื่องของตัวของเรา แต่ท่านก็จะพูดซ้ำให้ฟัง คือเหมือนอยากย้ำว่านอกจากให้มันเข้าไปในโสตประสาทของเราแล้ว ให้มันเข้าไปในใจ แต่ถ้าศัพท์ให้ลึกกว่านั้นนะ ก็คือให้มันเข้าไส้ไปแล้ว ท่านพูดเป็นเดือน แล้วก็ได้ผลจริงๆ เราจะจำเรื่องนั้นไปตลอด เรื่องอื่นเราลืม เรื่องนี้ไม่ลืม เพราะคุณยายท่านพูดซ้ำจนกระทั่งเราจำได้
เราได้มาศึกษาในเรื่องของทางด้านจิตวิทยาก็คือเรื่องของมนุษย์นี่ เขาบอกว่าเมื่อมนุษย์พวกเราทุกๆ คนนี่นะทำสิ่งใดก็ตามเวลาเดียวกัน เวลาเดียวกัน ทำสิ่งเดียวกัน ทำย้ำบ่อยๆ ติดต่อกันนี่นะประมาณสัก ๓๐ ครั้ง สิ่งนั้นก็จะเป็นนิสัยที่แท้จริง หรือมันเป็นนิสัยของเราไปโดยอัตโนมัติ เช่นเราอยากจะอาศัย สมมติว่าเราจะดูหนังสือ เราก็บอก เอ้าเวลานี่เรากำหนดเวลาไว้ ๒ ทุ่มครึ่งดูหนังสือ ทุกวันเราก็จะต้องดูหนังสือเวลานี้ ทำไปสักประมาณเดือนหนึ่ง หลังจากนั้นนี่เราไม่ต้องฝืนแล้ว มันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่เราย้ำทำ มันก็จะเป็นสิ่งที่เป็นประจำอยู่ในนิสัยของเรา
ฉะนั้นมนุษย์ทั้งหลายนี่ ทุกๆ คนนี่ ถ้าย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในสิ่งใด มันก็จะมีสิ่งนั้นอยู่เป็นนิสัย เราจะรู้เลยบางคนนี่ บางทีเราพูดคุยกันเท่านั้นเอง เรารู้แล้วคนนี้ทำงานอย่างนั้นอย่างนี้ คนนี้เพาะนิสัยไอ้การย้ำคิด ย้ำทำ ย้ำพูด ในอาชีพเฉพาะของตัวเองนี่ มันกลายเป็นบุคลิกที่ออกมาข้างนอก จนกระทั่งคนๆ ไปเขารู้ได้
ฉะนั้นตรงจุดนี้นี่ ถ้าเผื่อเราอยากจะแก้ไข อยากจะปรับปรุงนิสัยของเรานะ อยากสร้างนิสัยที่ดีๆ ก็ทนสักนิดหนึ่ง เช่นเราจะต้องนั่งสมาธิทุกๆ วัน เราก็กำหนดเวลาเลย คิดไปเลยว่าเวลานี้ยังไงก็เป็นเวลาที่สะดวกที่สุด จัดให้ตัวของเราเองแล้วมันจะไม่มีธุระ หรือธุระที่มีมาในเวลานี้จะน้อยที่สุด ตัดใจไปเลย หรือไม่จะนั่งสัก ๑ ชั่วโมง ทุกวันเรานั่งตรงเวลานี้ให้ได้ตามที่เราตั้งใจ ทำติดต่อกันไปสักเดือนหนึ่ง เดี๋ยวเราก็ทำได้
เราจะแก้ไขนิสัยอะไรของเราก็เช่นเดียวกัน เราก็ทำสิ่งที่มันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม นิสัยที่ไม่ดี เราก็ทำสิ่งที่ดี มันแก้ตรงไอ้ที่ไม่ดีของเรา ทำสักเดือนหนึ่ง เดี๋ยวเราก็ได้นิสัยที่ดีๆ เดือนละนิสัย เดือนละอย่าง ปีหนึ่งก็ได้ ๑๒ อย่าง ๑๐ ปี ก็ได้ร้อยยี่สิบอย่าง ชีวิตนี้โอ้โฮ เราได้นิสัยที่ดีๆ ติดตัวไม่ต้องสักร้อยหรือนะ สัก ๑๐ ๒๐ นะ มันก็ถือว่าเราเกิดมานี่คุ้มค่าแล้ว เรามาแก้ไข มาฝึกฝน มาปรับปรุงตัวของเราเอง
ฉะนั้นเราเอง นี่คุณยายท่านจะย้ำเรื่องพวกนี้ อ้อ ตอนหลังก็เลยเข้าใจว่านอกจากเรื่องนั้นเราจะจำตลอดไป แล้วเราจะไม่ทำผิดพลาดอีก เราก็เอาเรื่องนี้มาเป็นข้อคิดที่จะแก้ไขนิสัยของเรา คนเรานี่เวลาจะร่ำเรียนเขียนอ่านใดๆ บอกสติปัญญาเราไม่ดี ดูอะไรก็ไม่จำ ดูอะไรแล้วไม่จำนี่ ก็ให้ใช้ ๔ อย่าง จริงๆ มันก็เป็นสิ่งที่อยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านเลยนะ คือเราจะทำอะไรนี่ เราใช้ตาดู หูฟัง ปากพูด มือเขียน แล้วก็เพียรทำตรงนื้ให้สม่ำเสมอ แล้วในโลกนี้ไม่มีวิชาใดๆ สิ่งใดๆ ที่เราทำไม่ได้ เราอยากจะทำอะไร บอกจำไม่ได้ ทำ ๔ อย่างพร้อมกันไปเลย ตาดู ดูแล้วก็จำ หูฟัง ปากก็พูด มือก็เขียน พูดง่ายๆ ๔ อย่างนี่ รับรองจำได้
จริงๆ มนุษย์ทั้งหลายนี่นะ จำอะไรนี่ ถ้าเผื่อเราเข้าใจแล้วนี่ ให้จำเป็นภาพ จำเป็นภาพนี่เราจะจำได้นาน เปลี่ยนให้มันเป็นภาพให้ได้ แล้วความจำที่เราบอกว่าเราจำอะไรไม่ค่อยได้ ความจำเราไม่ดี ไม่จริงหรอก เรายังไม่รู้จักการจัดระเบียบ ยังไม่รู้จักตัวของเราเอง ประสิทธิภาพของตัวเรานี่ ของมนุษย์นี่มันยิ่งกว่าอุปกรณ์ที่มนุษย์เราค้นคว้า ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรืออะไร เรามีประสิทธิภาพ เก่งกว่ามันเยอะแยะ เพราะมันเกิดจากมันสมองของมนุษย์ เพียงแต่เรายังจัดตัวของเราเอง จัดระเบียบตัวของเราเองไม่ได้
ฉะนั้นเรื่องของการที่จะย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในสิ่งที่ดีๆ จะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวของเรา แต่ถ้าเรารู้ว่าเราเป็นคนย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในสิ่งที่ไม่ดี ก็แก้ไขเสีย กลับมา เปลี่ยนแปลงมาเป็นสิ่งที่ดีๆ แทน เราก็จะได้นิสัยที่ดีติดตัวของเราไป
อีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณยาย ถ้าเผื่อใครจะใกล้ชิดก็ตามหรือพวกเราก็ตามที่ได้พบคุณยาย คุณยายนี่เมื่อท่านประสบกับเหตุการณ์ หรือมีเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นนี่ ท่านมักจะอธิษฐานนะ อธิษฐานกันไว้สำหรับตัวท่านเอง ล้อมคอกไว้นะ คุณยายท่านจะอธิษฐาน เช่นเห็นภัยพิบัติมันเกิดขึ้นนะ มีข่าวเรื่องภัยพิบัติที่มันเกิดขึ้น ท่านก็เมตตา ท่านก็สงสาร แล้วท่านก็อธิษฐานว่าเมื่อท่านจะเกิดอยู่ในที่ใดๆ ก็ขออย่าให้มีภัยพิบัติ อันนี้ยกตัวอย่าง
คือท่านจะเอาเหตุการณ์นั้นน่ะ ไม่ใช่มองผ่านหรือเพียงแค่รับรู้ ท่านเอามาเป็นประโยชน์ต่อตัวของท่านด้วย หรือว่าบางทีไปเห็นข่าวการ พูดง่ายๆ ตีรันฟันแทง ฆ่าฟันกัน ท่านก็อธิษฐานบอกเออ ข้าพเจ้าจะเกิดไปในภพใดๆ ก็ขออย่าให้ใครมาฆ่าข้าพเจ้าเลย เพราะ
๑. ถ้าเผื่อใครมาฆ่าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ พูดง่ายๆ เมื่อตายแล้ว มันก็หมดโอกาสที่จะสร้างความดี แล้วข้าพเจ้าก็อย่าไปฆ่าใคร เมื่อฆ่ากันแล้ว มันก็ผูกเวร มันก็จะเป็นเวรนะ กันไปเรื่อยๆ ฉะนั้นคุณยายท่านถึงบอกว่าท่านก็ไม่อยากให้ใครมาฆ่าท่าน แล้วท่านก็ไม่อยากไปฆ่าใครเหมือนกัน
คราวนี้มันไม่ได้อยู่เพียงแค่ในความคิดอย่างเดียว ท่านออกมาเป็นคำอธิษฐาน คำอธิษฐานของคุณยายมีเขียนอยู่ในหนังสือนะ ที่พวกเราได้ คงจะคำสอนของยาย ลองไปเปิด แล้วก็ไปเขียน อันไหนเป็นคำอธิษฐานของคุณยายที่เราเห็นว่าเราชอบใจ ให้เราจดแล้วก็จำ แล้วก็นำมาอธิษฐาน เรื่องของคำอธิษฐานนี่ บังเอิญหลวงพี่ได้มีโอกาสได้ไปอ่านนะ ในมังคละทีปนี มันตรงกันว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านได้ตรัสแสดงไว้นิธิกันตสูตร ในนิธิกันตสูตรนี่เป็นบทว่าด้วยเรื่องของขุมทรัพย์ ขุมทรัพย์ภายนอก แล้วท่านก็โยงมาว่าขุมทรัพย์ภายในก็คือบุญ เขาเรียกว่าบุญนิธิ คำว่านิธิก็คือขุมทรัพย์ นิธิก็หมายถึงบุญนั่นเอง บุญนิธิก็คือขุมทรัพย์คือบุญ
ในสูตรนี้ท่านกล่าวว่าบุญนิธิหรือบุญนี้นี่ให้สมบัติทั้งปวงแก่ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลาย ความเป็นเศรษฐีมหาศาล ความเป็นพระราชา ความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ สาวกบารมี คือเป็นพระพุทธสาวก พระปัจเจก การเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แม้กระทั่งการจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือเป็นพระพุทธเจ้านี่ได้ด้วยบุญนิธิ ก็คือได้ด้วยบุญนี้ทั้งนั้นแหละ
แล้วท่านก็กล่าวว่าบุญนิธิก็คือบุญนี่ ที่จะให้สมบัติที่น่า น่าใคร่ทุกอย่างนั้นย่อมมีได้ด้วยความปรารถนา เว้นความปรารถนาเสียแล้ว หามีได้ไม่ ตรงนี้หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าคำว่าความปรารถนา ตั้งความปรารถนา อธิษฐานบารมี สิ่งนี้นี่หลายๆ คนยังไม่เข้าใจ บางคนบอกทำบุญแล้วไม่อธิษฐาน บอกกลัวว่าจะเป็นเรื่องของการที่อะไรล่ะ แหม เราทำบุญแล้วต้องไม่หวังผลอะไร พระพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านชี้ไว้ในสูตรนี้ว่าสิ่งที่เราจะได้จากบุญนิธิหรือบุญที่เราทำนี้ ย่อมได้ด้วยความปรารถนา เว้นความปรารถนาเสียแล้ว หามีได้ไม่ ก็คือต้องตั้งความปรารถนา ก็ต้องอธิษฐานนั่นเอง อธิษฐานด้วยวาจา อธิษฐานด้วยใจ ตั้งใจแล้วก็อธิษฐานด้วยวาจา ทั้งวาจา ทั้งใจ ถ้าไปด้วยกันมันหนักแน่น
ฉะนั้นสิ่งที่คุณยายท่านไปเจอสิ่งใด ท่านก็นึกถึงบุญ แล้วท่านก็อธิษฐาน นี่ถูกต้อง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นี่เห็นไหมคุณยายท่านตรง เพียงแต่ว่าเวลาท่านทำก็ เคารพท่านก็เออ ก็ทำตามอย่างท่าน แต่ถ้าเผื่อไปศึกษาในพระไตรปิฎกแล้ว ใช่ เพราะอธิษฐานบารมีเป็นบารมีข้อหนึ่งในบารมีทั้ง ๑๐ ประการที่จะทำให้พระโพธิสัตว์ได้สำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณ คือเป็นพระพุทธเจ้าได้ บารมีทั้ง ๑๐ ประการจะต้องเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ฉะนั้นอธิษฐานบารมี พวกเราเองนี่ขอให้รู้จักใช้บารมีข้อนี้ แล้วก็อธิษฐาน แล้วก็อธิษฐานทุกวัน คำอธิษฐานประจำวันนั้นเป็นเพียงแค่ฉบับย่อ ฉบับกระเป๋า เป็นของกลางๆ
แต่คำอธิษฐานอย่างอื่นนี่ ให้เราใช้ปัญญา เมื่อเราศึกษาธรรมะ เราปฏิบัติธรรม เราก็จะได้ขึ้นมา ดูของยายเป็นตัวอย่าง ไปหาอ่านจากหนังสือคำสอนยายนะ แล้วก็ขีดนะ ตรงนี้คือคำอธิษฐาน ดี เราชอบ เอามาเลย คุณยายท่านทำไว้ให้เป็นแบบอย่าง ฉะนั้นพวกเราเองก็ต้อง พูดง่ายๆ ได้เอาเรื่องการอธิษฐานของคุณยายมาใช้กับชีวิตประจำวันของเรานะ ทำอะไรก็ต้องอธิษฐานนะทุกเรื่อง เรามีบุญแล้ว เราหาบุญได้เราต้องใช้บุญเป็น ใช้บุญเป็น เราก็อธิษฐานจิต ด้วยบุญนี้เราต้องการอะไร เราก็ตั้งความปรารถนาไปนะ
คนมีบุญนี่ คุณยายท่านบอกคนมีบุญนี่เตือนตัวเองเป็น สอนตัวเองเป็น แล้วท่านก็อธิษฐานว่าขอให้ท่านนี่เตือนตัวเอง ท่านสอนตัวเองได้ ท่านเตือนตัวเองได้ คนในโลกนี้นี่นะ คนบางคนนี่ไม่ต้องมีใครไปสอนเขาหรอก ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ จะเป็นเด็กก็ตาม หรือว่าเป็นผู้ใหญ่ก็ตาม เขารู้จักว่าสิ่งนี้ควร สิ่งนี้ไม่ควร เขาสอนตัวเองเป็น เขาเตือนตัวเองเป็น คุณยายท่านบอกคนที่จะเป็นอย่างนี้ก็คือคนที่มีบุญ คนที่มีบุญจะสอนตัวเองได้ จะเตือนตัวเองได้ สอนตัวเองเป็น เตือนตัวเองเป็น
คนในโลกนี้ประเภทที่ ๒ ถ้าสอนตัวเองไม่ได้ เตือนตัวเองไม่เป็น ก็อาศัยผู้อื่น ครูบาอาจารย์ กัลยาณมิตรหรือผู้ที่เป็นบัณฑิตนักปราชญ์เขาแนะนำสั่งสอนแล้วก็ปฏิบัติตาม อันนี้ก็เอาตัวรอดได้
แต่ก็มีคนอีกประเภทหนึ่ง ตัวเองก็สอนตัวเองไม่ได้ คนอื่นนักปราชญ์บัณฑิตผู้เป็นกัลยาณมิตรครูบาอาจารย์สอนก็ไม่เอา เพราะดื้อ ดื้อดั้น สอนตัวเองก็ไม่ได้ คนสอน คนอื่นสอนก็ไม่ได้ คนประเภทนี้ก็เป็นคนที่มีบุญน้อยที่สุด
แล้วจริงๆ ถ้ามาดูนะ ก็จริงๆ ก็เหมือนกับบัว ๔ เหล่านั่นแหละ คนที่สอนตัวเองได้ เตือนตัวเองได้ก็คือเป็นบัวที่พร้อมที่จะบานแล้ว ปัญญามันพร้อมแล้วที่จะ พูดง่ายๆ ว่าจะรู้แจ้งกระจ่างในสิ่งทั้งหลายทั้งในเรื่องของชีวิต และในเรื่องของเออธรรมะ
ส่วนคนที่ตัวเอง สอนตัวเองไม่ได้ ผู้อื่นสอนแล้วรู้เลยนะฮะ แล้วยินดี พอปฏิบัติตาม เป็นคนว่าง่าย เป็นคนเชื่อฟัง เป็นคนเออ มีปัญญา ตัวเองไม่รู้ คนอื่นเขารู้เขามาแนะนำ ก็เอามาทำหรือว่าไตร่ตรอง พวกนี้ก็คือเป็นผู้ที่พร้อมที่จะบรรลุหรือว่ารู้แจ้งในเวลาต่อไป ก็เป็นบัวประเภทที่ว่าพร้อมที่จะบาน
ส่วนประเภทที่สอนก็ไม่ได้ เตือนก็ไม่ได้ พวกนี้เป็นประเภทอาหารของเต่าและปลา หรือเป็นพวกปทปรมัท บัวใต้น้ำประเภทนั้น จริงๆ แล้วก็ถือว่ามันก็สิ่งที่คุณยายท่าน เอามาสอนตัวเอง มันก็เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คำสอน มันก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ
ฉะนั้นพวกเราทุกคนธรรมะของคุณยายเราก็ฟังกันมามาก อ่านกันมาเยอะ แต่อย่าฟังผ่าน อย่าอ่านเปล่า ขอให้เอามาปฏิบัติ ทำให้ได้เดือนละอย่าง ๒ เดือน หรือว่า ถ้าเผื่อปัจจุบันไตรมาสละอย่าง ๓ เดือนอย่างหนึ่ง ก็ยังดีนะ นี่ได้ชื่อว่าปฏิบัติบูชา การปฏิบัติบูชา เป็นบูชา เป็นการบูชาที่เลิศที่ประเสริฐกว่าอามิสบูชา
บิดามารดาทั้งหลายในโลกนี้เป็นผู้ให้กำเนิดแก่กุลบุตรกุลธิดา จึงได้ชื่อว่าชนก เป็นผู้ให้การเลี้ยงดู จึงได้ชื่อว่าชนนี เป็นผู้สอนแก่บุตรทั้งหลาย กุลบุตรทั้งหลาย จึงได้ชื่อว่าบูรพาจารย์ คือเป็นครูคนแรก เป็นผู้มีความเมตตา มีพรหมวิหารธรรมต่อกุลบุตรกุลธิดาทั้งหลาย จึงได้ชื่อว่าเป็นพรหมของบุตร แต่บิดามารดาทั้งหลายในโลกนี้จะให้สมบัติอย่างมากก็เพียงแค่ได้ใช้ มีชีวิตที่สุขสบายในอัตภาพนี้ในชีวิตนี้ชีวิตเดียวเท่านั้นเอง บิดามารดาไม่สมารถให้จักรพรรดิสมบัติ ไม่สามารถที่จะให้ทิพยสมบัติ ไม่ต้องพูดถึงการให้เส้นทางที่จะไปถึงพระนิพพานคือนิพพานสมบัติ มารดาทั้ง บิดามารดาทั้งหลายในโลกไม่สามารถให้สิ่งเหล่านี้ได้
แต่คุณยาย คำสอนของคุณยายที่เรานำมาปฏิบัติ ให้เราตั้งอยู่ในฐานะแห่งความเป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติตามธรรม ประพฤติตามคำสอนที่เป็นอรรถเป็นธรรม แล้วก็เป็นคุณธรรมประจำตัวของเรา ให้สมบัติทั้งสามนี้ได้ จักรพรรดิสมบัติ ทิพยสมบัติ แล้วก็นิพพานสมบัติ ฉะนั้นพระคุณของคุณยายจึงเป็นพระคุณที่เลิศ เป็นพระคุณที่ประเสริฐ ที่พวกเราควรจะระลึกถึงคุณยาย แล้วก็น้อมปฏิบัติบูชา นำเอาคำสอนของยายมาปฏิบัตินะ ยาย (หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
ต่อจากนี้ก็ขอให้ตั้งใจทำใจหยุดทำใจนิ่งสักครู่หนึ่งนะ เรานึกน้อมอาราธนาคุณยายท่าน มาไว้ในศูนย์กลาง แล้วก็วางใจของเราไปในศูนย์กลางของท่าน แล้วก็นึกถึงบุญของเราที่ได้กระทำมาตั้งแต่ร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ แล้วที่ได้กระทำมาในปัจจุบันนี้มากน้อยเพียงใดก็ตาม ให้ตั้งใจอุทิศบุญนี้ถวายเป็นประดุจมาลาบูชาพระคุณของท่าน เราอธิษฐานจิตขอบารมีของท่าน ขอให้ท่านเมตตาลงปกปักษ์รักษาให้พวกเราทั้งหลายนี่อยู่ในเส้นทางแห่งคุณงามความดี เส้นทางแห่งพระรัตนตรัย เส้นทางของกัลยาณมิตร ให้เป็นลูกหลานคุณยายที่ดี ให้เป็นลูกหลานคุณยายที่คุณยายเมื่อท่านรู้ด้วยญาณอันใดแล้ว ท่านชื่นใจ
แล้วก็นึกขอคุณธรรมของคุณยายก็ให้มาอยู่ในใจของพวกเรา ให้พวกเราสามารถดูท่านเป็นแบบอย่าง แล้วก็นำเอาคุณธรรมของท่านมาประพฤติมาปฏิบัติ
สัพเพ….
หน้า PAGE 10
440102FW-AAT