ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณยายตามหมู่คณะมาสร้างบารมีได้อย่างไร

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระครูปลัดภูเบศ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ขอถวายความเคารพแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองและพระเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทั้งหลาย เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้นำบุญ ผู้เป็นลูกหลานของคุณยายทั้งหลาย (เสียงสาธุ) วันนี้มีโอกาสมาพลิกเหลี่ยมมุมของเพชรอีกมุมหนึ่งของคุณยาย ซึ่งได้ขึ้นมาพูดถึงคุณธรรมของคุณยายว่าเป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายว่า คำกล่าวนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ได้พูดถึงคุณยายได้ระดมทีม ระดมทุน เพื่อที่จะระดมธรรม ได้แสดงให้พวกเราได้เห็นว่าคุณยายได้ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเมื่อไหร่มามากมายแล้ว วันนี้จะขอโอกาสพูดถึงเรื่องของการระดมทีม ซึ่งคุณยายได้ตามคนมาร่วมทีมสร้างบารมีกันอย่างไร คุณยายน่ะไปตามพวกเราที่ไหน ครั้งก่อนเคยบอกแล้วว่า คุณยายน่ะตามที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ไปตามพวกเราที่เคยร่วมสร้างบุญสร้างบารมีมาด้วยกันแต่กาลก่อน ผู้มีเชื้อสายของธรรมกาย และเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ว่า ตั้งแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นต้นมาน่ะ ท่านได้วางแบบอย่างในการสร้างทีมแล้วก็รักษากันมาเป็นแบบเป็นสายกันเลย การที่เราจะมาสร้างบารมีกันนั้น พวกเราที่มาร่วมกันสร้างวัดตั้งแต่แรกเลยล้วนแต่เป็นคนอยู่ในวัยหนุ่มวัยสาวทั้งสิ้น การเกิดขึ้นของวัดพระธรรมกายนั้นเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของสังคม เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการพระพุทธศาสนา และมีอิทธิพลสั่นสะเทือนอย่างยิ่งเป็นอย่างไร เมื่อสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเข้ามาบวชเมื่ออายุ ๒๒, ๒๑ ท่านก็อธิษฐานว่าท่านจะบวชอุทิศชีวิตถวายเป็นพุทธบูชาด้วยวัยเพียงขนาดนั้น ยังหนุ่มยังแน่น ท่านตั้งปณิธานมุ่งมั่นไว้ขนาดนั้นเชียว แล้วก็อยู่ในเพศพรหมจรรย์มาตลอด พอมาถึงสมัยคุณยาย คุณยายเองก็ได้ประพฤติพรหมจรรย์ออกบวชเป็นอุบาสิกาเช่นเดียวกัน ทั้งๆ ที่พี่ๆ น้องๆ หรือเพื่อนของคุณยายในสมัยวัยเยาว์ต่างก็ออกเรือนมีเหย้ามีเรือนกัน แต่คุณยายก็มาประพฤติพรหมจรรย์ พอมาถึงสมัยพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยก็อีกเช่นกัน เมื่อสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับปริญญาแล้วท่านประกาศตัวออกบวชประพฤติพรตพรหมจรรย์ อุทิศถวายชีวิตเป็นพุทธบูชาเพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ ซึ่งการประกาศตัวของหลวงพ่อธัมมชโยนั้นเป็นที่ทราบกันค่อนข้างจะกว้างขวางในยุคนั้น ต่างกับสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี ซึ่งมาทราบกันในวงจำกัดภายหลัง หรือแม้แต่คุณยายอาจารย์ ซึ่งมาประพฤติพรตพรหมจรรย์บวชเป็นอุบาสิกา ก็ทราบเฉพาะไม่กี่คน แต่ตั้งแต่มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยได้อุทิศชีวิตบวชเข้ามาสู่ร่มกาสาวพัสตร์ มีการทราบกันค่อนข้างกว้าง แล้วก็เป็นปรากฏการณ์ที่ถือว่าท้าทายต่อวงการสงฆ์ ต่อวงการพระพุทธศาสนาในเรื่องของความมุ่งมั่นที่จะประพฤติพรหมจรรย์ เพราะว่าการประกาศเช่นนี้ไม่ค่อยได้ปรากฏให้เป็นที่ทราบกันนัก อาจจะมีแต่อาตมาไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน ครั้นเมื่อหลวงพ่อประกาศแบบนี้ ทำให้วงการมีปฏิกิริยาตอบโต้อยู่หลายอย่างด้วยกัน บางคนไม่เชื่อแล้วก็ประมาทน้ำหน้าว่าจะไปได้สักกี่มากน้อย บางพวกก็เฉยๆ กลางๆ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก็รอดูกันต่อไป แต่บางพวกที่อยู่ใกล้ชิด มาปฏิบัติธรรมร่วมกับคุณยายที่บ้านธรรมประสิทธิ์ต่างมีความมั่นใจว่า ท่านทำเช่นนั้นจริงๆ และเป็นไปได้ แม้แต่ในวงการของพระ พระสงฆ์ด้วยกัน สมัยแรกๆ เมื่อหมู่คณะของพวกเราได้ทยอยกันบวชอุทิศชีวิตถวายเป็นพุทธบูชา ตามรอยของบูรพาจารย์มาทีละองค์ ๒ องค์ ทางพระสงฆ์บางรูป พระผู้ใหญ่บางรูปท่านยังพูดจา บางท่านๆ พูดจาดูหมิ่นเลยว่า ไม่เชื่อ เรื่องแบบนี้พูดกันไม่ได้ แต่ว่าพวกเราไม่ได้โอ้อวด ไม่ได้ประกาศอะไร แต่เราต้องการให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แล้วเราก็ดำเนินชีวิตของเราเรื่อยมาในเพศพรหมจรรย์ อยู่ในร่มเงาบวรพระพุทธศาสนาด้วยดีตลอดมา ณ บัดนี้น่ะพระผู้ใหญ่ท่านนั้นที่เคยประมาทเอาไว้น่ะ ท่านเปลี่ยนความคิดแล้ว ท่านหันกลับมานับถือ แสดงความนับถือชื่นชมในหมู่คณะของพวกเรา ว่าพวกเราเอาจริงกัน ท่านแสดงมาอย่างไร แสดงออกมาจากคำพูดและการกระทำคือท่านพูดให้ญาติโยมของเราที่ไปกราบท่านน่ะ เคยบวชอยู่กับท่านให้ฟัง แล้วญาติโยมนั้นก็มาเล่าให้อาตมาฟังอีกครั้งหนึ่ง แล้วแสดงออกด้วยการกระทำคือท่านมาตักบาตรขณะที่ท่านบิณฑบาตแล้วท่านก็มาตักบาตรให้กับพระสงฆ์ของวัดเราด้วย กาลเวลาน่ะนอกจากจะกลืนกินชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้วน่ะ ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงอีกด้วย ที่ว่าระยะทางพิสูจน์ม้าน่ะ กาลเวลาพิสูจน์คนก็เป็นเช่นนี้ บัดนี้ล่วงไปแล้วน่ะ ๓๐ ร่วม ๓๐ ปี แต่ละท่านๆ เจอกันสมัยก่อนยังหนุ่มยังแน่นกัน ยังหนุ่มยังสาวกัน ณ วันนี้น่ะมองหน้ามองตากันแล้วต่างเห็นสังขารร่วงโรยกันเป็นแถวๆ ผมเปลี่ยนสี ผิวหนังที่เคยเต่งตึงก็เริ่มเหี่ยวย่น สายตาที่เคยดีๆ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยดีกัน พละกำลังที่เคยมีสมัยก่อนเดี๋ยวนี้ก็ถดถอยกันไปตามอายุขัย นี่พูดถึงสมัยรุ่นแรกๆ เลยนะ สมัยก่อนน่ะเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อน พวกหนุ่มๆ สาวๆ น่ะที่เรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยบ้าง หรือว่าที่มาเข้าวัดบ้าง มาแล้วน่ะรักในการปฏิบัติธรรม ฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของคุณยายก็อยากจะปฏิบัติธรรม เห็นคุณค่าของการปฏิบัติธรรม เห็นความสุข ได้รับความสุขอันยิ่งใหญ่ อันไพบูลย์จากการปฏิบัติธรรม ก็ไม่อยากที่จะครองเหย้าครองเรือนแต่งงานแต่งการไป คุณยายเองนอกจากจะเป็นต้นแบบในการประพฤติพรหมจรรย์แล้ว คุณยายยังส่งเสริมสนับสนุนหรือว่าชี้ให้เห็นว่าการประพฤติพรหมจรรย์นั้นน่ะดีอย่างไร เป็นอิสระ มีเสรีภาพ มีความเป็นใหญ่ในตัวได้อย่างไร เส้นทางของการสร้างบารมีจะสะดวกสบายแค่ไหนเมื่อประพฤติพรหมจรรย์ สมัยก่อนน่ะถ้าหนุ่มๆ สาวๆ นี่ไม่แต่งงานไม่แต่งการแล้วน่ะ พ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงจะมองด้วยสายตาที่เคลือบแคลงสงสัยว่า ผิดปกติอะไรหรือเปล่า ฮอร์โมนทางเพศวิปริตไปหรือเปล่า ไม่เหมือนกับสมัยนี้ซึ่งการทำมาหากินลำบากขึ้น หรือว่าสังคมมันกว้างขวาง โลกทัศน์กว้างขวางจากสื่อต่างๆ มาก ความส่งเสริมอิสระเสรีภาพความเท่าเทียมกันระหว่างเพศมากขึ้นบ้าง ทำให้คนไม่ค่อยแต่งงานกัน แต่คนไม่ค่อยแต่งงานกันในสมัยนี้จะปรากฏว่าไม่ได้ควบคุมทางด้านการประพฤติพรหมจรรย์มากนัก หรือว่าที่ไม่ได้แต่งงานเพราะว่ามีความเบี่ยงเบนทางเพศเกิดขึ้นมาก ไม่เหมือนกับสมัยก่อน ๓๐ กว่าปีก่อนน่ะความเบี่ยงเบนทางเพศมีน้อย หรือว่ามีต้องหลบๆ ซ่อนๆ ต้องปกปิด ต้องซ่อนเร้น เพราะฉะนั้นการที่มีหนุ่มๆ สาวๆ อยู่กลุ่มหนึ่ง คณะหนึ่ง ที่อยากจะประพฤติพรหมจรรย์ ไม่อยากจะครองเหย้าครองเรือน ไม่อยากจะแต่งงานน่ะจึงเป็นปรากฏการณ์ใหม่ แล้วก็ต้องต่อสู้ต้องอธิบายให้กับคนรอบข้าง คนในครอบครัวมากพอสมควร บางครั้งบางคนก็อธิบายได้ บางคนก็ไม่รู้จะอธิบายกันอย่างไร ต้องอดทนเอา เพราะฉะนั้นรุ่นแรกๆ เลยนี่จึงถือว่าเป็นแบบอย่างให้กับรุ่นน้องๆ รุ่นต่อๆ มา ไม่ว่าจะได้บวชเป็นพระภิกษุหรือไม่ก็ตาม หรือว่าจะครองสถานะเป็นอุบาสิกาอุบาสกก็ตาม ได้เจริญรอยตามการบวชเป็นพระภิกษุครองผ้ากาสาวพัสตร์นั้นน่ะมีพระวินัยครอบคลุม ควบคุมความประพฤติคำพูด การกระทำที่มีปรากฏมาในพระปาฏิโมกข์ถึง ๒๒๗ ข้อ และที่มีมานอกพระปาฏิโมกข์นั้นอีกนับไม่ถ้วนเลย ดูแล้วเหมือนกับสิ้นอิสรภาพ กระดุกกระดิกไม่ได้เลย รู้สึกเหมือนถูกพันธนาการในสายตาคนอื่น เพราะทำอันนั้นก็กลัวอาบัติ ทำแบบนี้ พูดแบบนี้ก็กลัวความผิด นี่ในสายตาของคนภายนอกที่มองเข้ามา หรือแม้แต่พระภิกษุที่บวชใหม่ๆ ก็จะมีความรู้สึกแบบนั้น แต่ความจริงแล้วน่ะตรงกันข้ามเลย เมื่อเราคุ้นกับอาจาระกับพระวินัยต่างๆ แล้วน่ะ เราจะสัมผัสถึงอิสรภาพที่ยิ่งใหญ่ ที่กว้างขวางแต่อยู่ในกรอบภายในได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นหนุ่มๆ สมัยนั้นน่ะที่มาที่บ้านธรรมประสิทธิ์ นิสิตโดยมากจะเป็นนิสิตนักศึกษา เมื่อมาปฏิบัติธรรม มาพบครูบาอาจารย์เช่นคุณยายอาจารย์ พบพระเดชพระคุณหลวงพ่อและหลวงพ่อทั้งสอง ได้รับธรรมะการชี้แนะจากท่านแล้วน่ะ ก็ค้นพบถึงเส้นทางชีวิตที่ตัวเองจะต้องดำเนินว่าจากนี้ไปเราจะไปทางไหน ไปอย่างไร เป้าหมายอยู่ที่ไหน แล้วเราจะเจอะเจออะไรบ้าง เราก็เกิดความมั่นใจและเดินในเส้นทางนี้ สมัยแรกๆ เลยน่ะเคยปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่หลายฉบับว่า คณะของพวกเราน่ะบวชอีกแล้ว บวชอุทิศชีวิตถวายเป็นพุทธบูชาอีกแล้ว ซึ่งในสังคมสมัยนั้นน่ะ เมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อนไม่ค่อยได้ปรากฏ แต่หมู่คณะของเราเกิดขึ้นมาแล้วน่ะข่าวเช่นนี้น่ะก็ปรากฏขึ้นมา เดี๋ยวปีหนึ่งก็เอาอีกแล้ว ประกาศมีคนเข้ามาบวชอุทิศชีวิต อีกปีหนึ่งมาแล้ว ๓ รูปบ้าง ๑ รูปบ้าง เป็นระยะๆๆ มาต่อเนื่อง คนก็ได้ร่วมอนุโมทนา อนุโมทนากัน การเข้ามาเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาน่ะในสมัยเมื่อ ๓๐ ปีก่อนหรืออาจจะก่อนหน้านั้นก็ได้ และก็ต่อมาระยะหลังๆ ทุกคนมองด้วยความเป็นห่วงว่าการศึกษาและการศึกษาในสมัยใหม่ การสื่อสารในสมัยใหม่มันกว้างขวาง คนที่มาบวชเป็นพระนี่ เป็นเณรนี่ นับวันจะน้อยลงๆ มันปรากฏภาพอย่างหนึ่งขึ้นมาว่า ผู้ที่มาบวชเป็นพระเป็นเณรนั่นน่ะ เป็นภาพที่ เป็นบุคคลที่หมดหนทางทางโลกแล้ว หรือว่าด้อยโอกาสทางโลก ต้องมาอาศัยพระศาสนา พูดง่ายๆ ว่ามาใส่ผ้าเหลือง มาเรียนหนังสือ มาแสวงหาโอกาส ภาพมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ สมัยก่อน เพราะฉะนั้นเมื่อมีหมู่คณะหนึ่งเกิดขึ้นมาว่ามีคนหนุ่มๆ สำเร็จการศึกษาแล้วมาบวชน่ะจึงเป็นที่ตื่นตาตื่นใจให้กับสังคมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าหากว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อและหมู่คณะของเราหยุดอยู่แค่นั้น วัดพระธรรมกาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองและหมู่คณะจะไม่ได้รับภัยได้รับการโจมตีอย่างรุนแรงเช่นปรากฏเมื่อปี ๒๕๓๑ หรือปี ๒๕๔๑ นี้หรอก ถ้าเราทำแบบนั้น สังคมอยู่แค่ ๑๙๖ ไร่ อยู่ในวัดพระธรรมกายเท่านั้น คนจะชื่นชมนับถือมาก จะมีแต่ชื่อเสียงเกียรติยศที่ดีไม่มีใครมาโจมตีเลย ในสมัยนั้นเป็นอย่างนั้นจริงๆ คนชื่นชมมาก แต่ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อมองเห็นประโยชน์ใหญ่และความดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนา ท่านจึงต้องคิดการใหญ่ แล้วก็รู้มาแล้วด้วย คุณยายก็เตือนแล้วว่าการสร้างบารมีน่ะจะมีมารผจญ เหนื่อยนะ แต่ว่าพวกพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองและหมู่คณะก็คิดว่า ก็ชีวิตเราได้อุทิศถวายเป็นพุทธบูชาแล้ว ยังจะมาห่วงอะไรกันอีก ถ้าหากว่ากิจการงานใดเป็นไปเพื่อจะขยายพระพุทธศาสนา ขยายคำสั่งสอนพระธรรมทั้งหลายไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไปยังชาวโลก เราจะมัวรีรออยู่ทำไม ไม่ว่าจะต้องเจอคมหอกคมดาบเรายังต้องไป เพราะนี่คือภารกิจของเรา เป็นหน้าที่ของเรา แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองด้วยความกล้าหาญก็ทำขยายๆ คำสอนของพระพุทธศาสนา ขยายวิชชาธรรมกายไปทั่วทั้งโลก ให้ชาวโลกได้รู้จักพระรัตนตรัย รู้จักพระธรรมกายที่มีอยู่ในตัวของเราทุกๆ คน ไม่ว่าจะเจ็บปวด ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสขนาดไหนก็ตาม แต่ก็ทำ นี่คือหมู่คณะของพวกเรา เมื่อขยายไปแบบนั้นก็เป็นที่แน่นอนล่ะว่าไปกระทบกระเทือนกับศาสนิกของศาสนาอื่นบ้าง กับความหวาดระแวงของทางฝ่ายที่ดูแลความสงบหรือความมั่นคงของบ้านเมืองบ้าง หรือว่าไปขวางทางของคนที่จะมากลืนกินวัฒนธรรมของเราบ้าง มันก็เป็นธรรมดา แต่ว่าที่พูดมาทั้งหมดนี้อยากจะชี้ให้พวกเรารู้ว่า การที่เราได้มาร่วมกันสร้างวัด มาสร้างศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลก สร้างธรรมกายเจดีย์ หรือว่าสร้างที่พึ่งทางใจ ที่รวมใจของชาวพุทธล้วนเกิดมาจากการมีเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของพวกเราทั้งสิ้น และการที่เราจะทำงานใหญ่ขนาดนี้ได้เราจำเป็นที่จะต้องมีอิสระ มีเสรีภาพอยู่ในตัว อยู่ในหัวใจพอสมควร เพราะฉะนั้นหนุ่มๆ สาวๆ เมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อนที่มาเป็นพระ หลวงตาแก่ๆ หลวงลุง หลวงน้า หรือหลวงพ่อ ในวันนี้น่ะก็เพราะมีต้นแบบ วันเวลาที่ผ่านมานี่เราขบฉันอยู่ที่นี่ เราทำงานอยู่ที่นี่ เรานอนอยู่ที่นี่ และเราก็คิดว่าจะตายที่ไหนไม่สำคัญ แต่ถ้าได้ตายที่นี่ก็ยังดี เราไม่ได้คิดไปไหน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราไม่ได้ต้นแบบที่ดีงามเช่นพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี สด จันทสโร ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายเป็นต้นแบบในการประพฤติพรหมจรรย์ คุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายเป็นต้นแบบ พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หลวงพ่อธัมมชโยเป็นต้นแบบ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระภาวนาวิริยคุณ หลวงพ่อทัตตชีโวเป็นต้นแบบ และรุ่นพี่ๆ ต่อๆ มาจนถึงเราทุกวันนี้ เราก็คงจะไม่มีวันนี้ เราคงจะทำงานได้ไม่เต็มที่ ชีวิตการครองเหย้าครองเรือน การเป็นคฤหัสถ์นั้นน่ะมันอึดอัด มันคับแคบ วันเวลาวันหนึ่งก็มี ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงเท่าๆ กัน แต่ต้องเสียเวลาไปในการบริหารครอบครัวแล้วก็ไปทำงานหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องหมดไปวันกี่ชั่วโมงแล้ว เวลาที่จะให้กับการนั่งสมาธิสวดมนต์ไหว้พระ เจริญภาวนาศึกษาพระธรรมน่ะจะเหลือสักกี่นาทีกันเชียว สมบัติที่ไปสู้ไปสู้รบตบมือไปแย่งไปชิงกันมา ไปขวนขวายหามาด้วยความเหนื่อยยากเลือดตาแทบกระเด็นน่ะ กว่าจะได้มาแต่ละบาทแต่ละสตางค์น่ะ จะมีสักกี่สตางค์กี่บาทกันที่มาเป็นบุญเป็นกุศล มาสร้างบารมี อารมณ์ความคิดสติปัญญาของเราจะมีสักกี่มากน้อย เหลือสักกี่มากน้อยที่จะเอามาทำประโยชน์ให้กับพระศาสนา เพราะฉะนั้น คุณยายจึงให้โอวาทพวกลูกศิษย์ ลูกๆ หลานๆ ทั้งหลายอยู่เสมอว่า ถ้าหากว่าพวกคุณไปแต่งงาน ได้มา ๑๐๐ บาทจะทำบุญสัก ๕ บาทยังยากเลยนะ แต่ถ้าพวกคุณไม่แต่งงานประพฤติพรหมจรรย์ คุณหามาร้อยคุณทำบุญ ๕๐ ยังไงก็ได้ และนั่นคือสิ่งที่คุณจะได้ติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ นี่เองคือที่มาของหมู่คณะ ของการระดมทีมที่คุณยายพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้วางแบบอย่างเอาไว้ และเราก็เดินกันตามกันมา ณ วันนี้เราบอกได้เลย มองเมื่อมองย้อนหลังกลับไปเมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน ๓๐ กว่าปีก่อน ว่าเวลาทั้งหมดของเราน่ะมี ๒๔ ชั่วโมง เราถาโถมไปให้กับงานของพระศาสนาน่ะแต่ละท่านๆ น่ะวันหนึ่งนี่กว่าครึ่ง นอกนั้นก็มาบริหารขันธ์บ้าง อาบน้ำ ขบฉันภัตตาหาร ขับถ่าย บริหารร่างกายเล็กๆ น้อยๆ อย่างอื่นไม่มีเลย ไม่ได้ไปเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์กับเรื่องไร้สาระอย่างเรื่องอื่นๆ ที่ชาวโลกเขาเป็นกัน สังขารของเราวัยหนุ่มวัยสาวของพวกเรา พละกำลังเรี่ยวแรงของพวกเราทั้งหมดถูกโถมเข้าไปเป็นงานของพระพุทธศาสนา มาเป็นวัดพระธรรมกาย มาเป็นศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลก มาเป็นพื้นฐานให้พวกเราได้สร้างบุญสร้างบารมีกัน มาพบทางชีวิตที่สว่างที่สะดวก ที่ราบรื่นกันทุกวันนี้ไงล่ะ สำหรับวันนี้ขอบรรยายคุณธรรมข้อการประพฤติพรหมจรรย์ (หมด 1/A) (ม้วน 1/B) … คุณยายอาจารย์ หลวงพ่อธัมมชโย หลวงพ่อทัตตชีโวและหมู่คณะได้เป็นแบบอย่างไว้เพื่อเป็นเครื่องบูชาคุณครูบาอาจารย์ และพวกเราซึ่งนั่งอยู่ในที่นี้ส่วนใหญ่จะไม่มีโอกาสได้มาประพฤติพรหมจรรย์โดยการบวชเป็นพระภิกษุ แต่มีภาระทางครอบครัวแล้ว จะทำอย่างไร ก็ขอให้ทราบว่าการประพฤติครองเหย้าครองเรือนของเรานั้น ถ้าเราซื่อสัตย์ต่อคู่ครองของเราในครอบครัวๆ เราก็จะอยู่เป็นสุข ครอบครัวเราก็สงบร่มเย็นไม่ไปแวะเวียนข้างนอก ไม่ไปเอาโรคเอาภัย ไม่ไปหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ครอบครัวเราก็อยู่เย็นเป็นสุข ลูกหลานในครอบครัวเราก็อยู่เย็นเป็นสุข บริษัทกิจการร้านค้าเราก็เจริญรุ่งเรือง เราก็เป็นตัวอย่างที่ดี และเราก็ยังมีโอกาสที่จะสร้างบุญสร้างบารมีมากๆ ขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นขอให้พวกเรามั่นคงในศีล ๕ สำหรับท่านที่มีครอบครัวแล้วหรือผู้ที่ยังไม่มีครอบครัวก็ขอให้เพิ่มระดับความเข้มข้นของการสร้างบารมีของเราด้วยการถือศีล ๘ แล้วมันจะเป็นนิสัยวาสนาติดตัวข้ามภพข้ามชาติกันไป ดังเช่นพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญน่ะ คุณยายอาจารย์ของเรา พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองของเราเป็นตัวอย่าง ท่านประพฤติพรหมจรรย์มาข้ามภพข้ามชาติ เพราะฉะนั้นชาตินี้ท่านจึงได้อยู่ในร่มเงาของพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ เคยมีโยมอยู่หลายท่านได้มีโอกาสมาคุยสนทนากับอาตมา สนทนาธรรมกันและเมื่อเห็นหมู่คณะเราแบบนี้ ต่างมาปรารภกันว่า เสียดายมาเจอคุณยาย มาเจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองช้าไป ถ้าหากมาเจอเร็วกว่านี้ก่อนที่จะมีพันธะผูกพันเขาก็คงจะไม่แต่งงานแต่งการหรอก อยากจะประพฤติพรหมจรรย์เพื่อจะได้สร้างบารมีให้เต็มที่ ดังเช่นหลวงพ่อ ดังเช่นคุณยาย เพราะฉะนั้นพวกเราในที่นี้น่ะ ก็จะได้แนวทางไปในการดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว ลูกๆ หลานๆ ของเรา และเพื่อที่จะให้เป็นบุญเป็นกุศล ก็ขอให้พวกเราน่ะได้ทำใจของเราให้สงบ ให้ระงับ ให้อยู่กับคุณยาย ให้คุณยายอยู่ในใจของเรา และให้เราไปอยู่ในใจของคุณยาย ไปอยู่ในญาณทัสสนะของคุณยาย ให้คุณยายได้ปกปักรักษาคุ้มครองพวกเราพร้อมทั้งครอบครัวบริษัทบริวาร ให้คุณยายได้กลั่น กลั่นธาตุกลั่นธรรมในตัวของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้มีความรักในบุญ รักในการสร้างบารมี รักในการประพฤติพรหมจรรย์ รักในการความสะอาด ความบริสุทธิ์ ให้เราวางใจนิ่งๆ ไว้ที่ศูนย์กลางกาย น้อมนำอาราธนาคุณยายน่ะให้มาอยู่ในใจของเรา แล้วเราก็ไปอยู่ในคุณยาย อยู่ในใจของคุณยาย ให้ทำใจนิ่งๆ กันนะ สัพเพ … หน้า PAGE 8 440101FW-CNT