วุฒิธรรม ๔ (ธรรมะที่ทำให้เจริญก้าวหน้า)
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า กราบคารวะพระเถรานุเถระด้วยความเคารพอย่างสูง สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และท่านสาธุชนทุกท่าน
เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒ ถ้านับย้อนจากวันนี้ไป ก็จะเป็นเวลา ๒๑ ปี ในช่วงนั้นคุณยายอาจารย์ของเรา ท่านมีอายุ ๗๑ ปี ท่านได้กล่าวถ้อยคำอันเป็นอมตะไว้อยู่ประโยคหนึ่งว่า คนเราจะหนีสิ่งที่ตนเองทำไว้ไม่ได้ จะวิ่งหนีบุญ ก็หนีไม่พ้น จะวิ่งหนีบาป ก็หนีไม่พ้น เพราะทั้งบุญและบาป ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา จะวิ่งหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้นแน่นอน ใครสั่งสมอย่างไร ก็ได้ผลอย่างนั้น สร้างความดี สร้างกุศลก็ได้กุศลได้บุญได้ความสุขไป นี่คุณยายท่านพูดเอาไว้
เราฟังดูแล้วเหมือนกับเป็นคำง่าย ๆ แต่ว่าเป็นคำพูดที่แฝงไว้ซึ่งปรัชญาของการดำเนินชีวิตที่ลึกซึ้งทีเดียว เพราะเหตุใดหลวงพี่จึงพูดอย่างนั้น เพราะว่าเรื่องของบุญกับบาป เป็นเรื่องที่ สำคัญมาก เราเคยได้ยินเรื่องของบุญกับบาปตั้งแต่เราเป็นเด็ก อาจจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง พอโตขึ้นมาเราก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น แต่ว่าเรื่องของบุญกับบาป เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องในชีวิตของเราว่าเราเองตอนมีชีวิตอยู่เราจะทำสิ่งใด เราละจากโลกไปแล้ว ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร ถูกกำหนดไว้ด้วยบุญกับบาปในปัจจุบันนี้ทั้งนั้นเลย
บุญกับบาปที่คุณยายพูดถึงว่า คนเรามีชีวิตอยู่ ถ้าเกิดทำความดี ทำกุศล สิ่งที่เป็นความดี เป็นบุญก็จะเกิดขึ้นกับตัวเราเป็นดวงใส สว่าง ติดอยู่ในกลางกาย และดวงบุญนั้นก็จะนำมาซึ่งความสุข ความสำเร็จในชีวิต ทั้งในปัจจุบันนี้ และถ้าเกิดเราละโลกไปแล้ว ก็ไปสู่สุคติแน่นอน ในทางตรงกันข้าม คนที่ทำบาปทำอกุศล ปัจจุบันนี้เมื่อบาปเกิดขึ้นกับตัวเองก็เป็นดวงบาปติดอยู่ในศูนย์กลางกายเหมือนกัน ดวงบาปก็จะชักนำสิ่งที่ไม่ดีมาสู่ตนเอง ทำให้ตัวเองประสบความทุกข์
อันนี้คือปรัชญาอย่างง่าย ๆ ในการดำเนินชีวิต แต่ว่าคนในโลกนี้จะมีสักกี่คนที่เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ หลวงพี่ใช้คำว่าถ่องแท้ เพราะว่าสิ่งที่ยายพูด ย่อมเป็นสิ่งที่คุณยายเห็น ต้องเห็นถึงจะพูดได้ว่าดวงนั้น บุญนั้น บาปนั้นเป็นอย่างไร แล้วถ่ายทอดให้เราซึ่งเป็นลูกเป็นหลานยายได้ดำเนินตามรอยของยาย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ เราเองเป็นลูกเป็นหลานยาย เราจงภูมิใจเถอะที่ยายท่านทำชีวิตของท่านเองดำเนินเป็นต้นแบบให้เราดู แล้วก็สอนเราด้วย แม้ ณ วันนี้ท่านไม่ได้อยู่กับเราแล้ว หยาบ ๆ ท่านละสังขารไป ทอดทิ้งกายอันปราศจากวิญญาณอยู่ ณ เบื้องหน้าของเราก็ตาม แต่ว่าสิ่งที่ยายทำมาตลอดชีวิต สิ่งที่เป็นคุณงามความดีหรือสิ่งที่ยายทำเป็นต้นแบบนั่นแหละ จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดกำลังใจในการที่จะดำเนินตามรอยคุณยายไป จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม
หลวงพี่เข้าวัดปี ๒๕๓๒ ก็ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ได้รู้จักคุณยายก่อนหน้านี้ก็ ได้รู้จากหนังสือ เห็นภาพของคุณยาย คุณยายเป็นแม่ชีร่างเล็ก แต่ว่าแข็งแกร่ง ในแววตาของท่าน ก็จะมีความมุ่งมั่น มีความเด็ดเดี่ยว แล้วก็เป็นแววตาที่แฝงไปด้วยความจริงจัง เป็นคนจริงว่างั้นเถอะ จริงจังในสิ่งที่ทำ เพราะมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น คนธรรมดามองไม่เห็น เพราะฉะนั้นยายเป็นผู้ที่มุ่งมั่นมาก หลวงพี่เชื่อมั่นว่าคนที่เจอยายครั้งแรกจะต้องมีความประทับใจในยายอย่างแน่นอน คำที่เรียกว่า first impression นี่ต้องมีแน่นอน คือประทับใจครั้งแรก หลวงพี่ก็เช่นกัน เจอภาพนี้ก็ประทับใจ พอมาเจอตัวก็ประทับใจจริง ๆ
หลวงพ่อบอกยายผอมมากตอนช่วงนั้น ผอมก็ผอมจริง ๆ ภาพที่คุณยายใส่หมวก ถักไหมพรมสีขาว แล้วก็ใส่ชุดอุบาสิกา หลวงพี่ไม่ได้ใกล้ชิดท่านโดยตรงไม่ได้พูดคุยกับท่านโดยตรง จะพูดคุยก็เมื่ออยู่ในกลุ่ม ในกลุ่มที่ยายมาพูดกับพระก็ดี พูดกับสามเณรก็ดี แต่บุคลิกลักษณะอย่างหนึ่งของคุณยายคือท่านยกมือ แล้วก็เอามาพนมไว้ในระดับอกของท่าน แล้วก็พูดไป หลวงพี่เคยเจอสมัยเป็นสามเณร คุณยายพูดว่า สามเณร อย่าซนนะ อย่าดื้อนะ ถ้าซนถ้าดื้อ เดี๋ยวให้พี่เลี้ยงตีได้เลย อะไรอย่างนี้ แต่ท่านพูดด้วยความเมตตา สั่งสอนเรา เมื่อเห็นภาพท่านแล้วก็รู้สึกว่า โอ้โฮ นี่ครูบาอาจารย์เรา ตอนนั้นคือเมื่อสมัยเป็นสามเณรคิดอยู่อย่างหนึ่งว่าไม่อยากให้คุณยายยกมือไหว้เราเลย เพราะว่า
ประการที่ ๑. ท่านเป็นครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ยกมือไหว้เรา ท่านทั้งหลายคงเข้าใจความรู้สึกน่ะ เป็นครูบาอาจารย์ของพระภิกษุทั้งวัด เป็นครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อ ไม่อยากให้ท่านไหว้เลย
ประการที่ ๒. ยายมีคุณธรรมมากกว่าเราเยอะเลย
ตอนนั้นคิดอย่างนี้ เพราะรู้สึกตะขิดตะขวงใจ แต่การกระทำแบบนี้เป็นสิ่งที่ยายท่านทำด้วยความอ่อนน้อม และไม่ได้ทำเฉพาะกับพระเณร ญาติโยมทั่วไปบางทีใครเคยเจอยายจะรู้ ยายเจอก็ยกมือขึ้นพนมมือแล้วก็พูดก่อนเลย หวัดดีคุณอะไรอย่างนี้ เป็นธรรมชาติของท่าน คุณยายเคยพูดเอาไว้ประมาณสักปี ๒๕๒๐ ว่ายายเป็นคนที่ยอมลดทิฐิตัวเอง เจอใคร ยายยกมือไหว้ก่อนเลย ทักก่อนเลย สมัยก่อนวัดเราเป็นศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม เราไม่รู้ว่าคนที่เข้ามามีศรัทธาหรือไม่มีศรัทธา เข้ามาจ้องจับผิดก็มีเยอะแยะมากมาย แต่พอเข้ามาแล้ว คุณยายก็ยกมือไหว้เลย ยกมือขึ้นไปก่อน พอเขาเห็นยายยกมือขึ้นไหว้ เขาก็เลยต้องยกมือขึ้นไหว้ ไอ้ใจที่มันจะจ้องจับผิดมันเลยหายหมดไป กลายเป็นจับดีไป ยายก็บอกว่า เท่ากับยายได้ปิดนรกให้กับพวกเขา ดูความเมตตาของคุณยายที่เป็นคุณธรรมของท่าน ความเมตตาบางทีมันอยู่ในใจ การแสดงออกมาทางกายเราก็มองไม่เห็น แต่เราเห็นได้ด้วยการประพฤติอ่อนน้อมออกไป เราสัมผัสได้ นี่คือคุณยาย
หลังจากที่หลวงพี่ได้เข้ามาอยู่วัด ได้มาฟังเรื่องราวของคุณยายมากมาย หลวงพี่ก็รู้สึกว่าคุณยายประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างสูงสุด ยิ่งกว่าผู้ใดเลย ประสบความสำเร็จมาก มีลูกศิษย์ลูกหา เต็มแผ่นดินเลย และยังล้นออกไปต่างประเทศอีกมากมาย หลวงพี่ดูว่าคุณยายมาถึงจุดนี้ เพราะท่านมีคุณธรรมอะไรบ้าง เราคงจะเคยได้ยินมาเยอะแยะเลย แต่วันนี้หลวงพี่จะขอพูดในประเด็นที่ว่าคุณยายท่านมีหลักธรรมอยู่ประการหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของคุณยาย ก้าวหน้ามาถึงจุดแห่งความสำเร็จในวันนี้ได้ ก็คือวุฑฒิธรรม วุฑฒิธรรมหมายถึงธรรมที่ทำให้เราเจริญก้าวหน้า ที่จะนำชีวิตของเราให้ไปสู่ความก้าวหน้า หรือประสบความสำเร็จในชีวิตของเราเอง หรือทำให้เราเป็นคนดี ที่โลกต้องการนั่นเอง มีอยู่ ๔ ประการด้วยกันคือ
ข้อที่ ๑. สัปปุริสสังเสวะ คือคบสัตบุรุษ เข้าหาสัตบุรุษ
ข้อที่ ๒. สัทธัมมัสสวนะ คือการฟังพระสัทธรรม ฟังคำสั่งสอนของสัตบุรุษหรือครูบาอาจารย์
ข้อที่ ๓. โยนิโสมนสิการ คือการคิดโดยแยบคายในใจ การพิจารณาไตร่ตรองคำสอนของสัตบุรุษ หรือครูบาอาจารย์โดยแยบคาย
ข้อที่ ๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ คือการปฏิบัติตามคำสอนของครูบาอาจารย์ การปฏิบัติตามคำครู
ทีนี้มาดูทีละข้อนะ ข้อที่ ๑. สัปปุริสสังเสวะ ก็คือคบสัตบุรุษ สัตบุรุษคือคนดี คือกัลยาณมิตรหรือคนที่เป็นครู สอนให้เราจัดการอะไรกับชีวิตของเราได้ ทำให้ชีวิตของเราก้าวหน้าอย่างไรได้บ้าง ครูคนนั้นคือครูสอนชีวิตของเรานั่นเอง คือเข้าหาท่าน ครูอาจจะมีหลายประเภทเยอะแยะมากมาย แต่ว่าอาจจะเป็นครูสอนวิชาชีพ ครูสอนอะไรต่าง ๆ มากมาย แต่ว่าครูสอนให้กับเราในเรื่องของชีวิตซึ่งจำเป็นที่สุด ต้องไปหาคนนั้น พูดง่าย ๆ คือเข้าหาครู คบสัตบุรุษคือเข้าหาครู เข้าหาครูเพื่อจะได้เป็นการปรับปรุงตัวของเราเอง
เราลองคิดดูซิว่า คนจะเป็นคนดีหรือคนเลวเพราะอะไร ดีเลวเพราะตนเอง คือดีจากเนื้อใน คือเราดีแล้วหรือไม่ หรือดีเลวเพราะว่าคนอื่น หรือสิ่งแวดล้อม เพื่อน พ่อแม่ ครูอาจารย์หรือไม่ ถ้าเรามองให้ดี เราจะเห็นว่าทั้ง ๒ ประการนี้ ทั้งสิ่งแวดล้อมก็ดี ทั้งตัวเราก็ดี เราดีได้ด้วยตัวเองก็ส่วนหนึ่งแล้ว ดีด้วยสิ่งแวดล้อม ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ที่ดี ๆ นี่ก็ส่วนหนึ่ง
ในทางตรงกันข้าม ก็เลวก็อีกแบบหนึ่งนะ ก็ตรงกันข้ามจากตรงนี้ มันมีส่วนที่สัมพันธ์กัน เป็นปัจจัยหนุนกันและกันอย่างนั้น อันนี้เป็นสาเหตุที่บอกว่าการที่เราเข้าหาครูดี ทำให้ชีวิตของเราดี นอกจากเรามีเชื้อดี มีความรักดีแล้ว หาครูดีแล้วเราดีแน่นอน
คุณยายของเรา ท่านอยู่อำเภอนครชัยศรี ตอนนั้นเราได้ยินประวัติของท่านว่า ท่านไม่ได้ขอขมาพ่อ แต่รู้ว่าพ่อต้องไปตกนรกแน่นอน เพราะว่าดื่มสุราเป็นประจำ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้ยินข่าวเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ เจอครูดี แต่ว่าเจอครูดีต้องเข้าไปหาครู ไม่ใช่อยู่ที่อำเภอนครชัยศรีแล้วจะเรียนธรรมะได้ อยากจะเรียนธรรมะ อยากจะเรียนวิชชา อยากจะไปหาพ่อในนรก จึงตัดสินใจจะไปเรียนธรรมะที่วัดปากน้ำ เมื่อกราบลาแม่ให้ทราบแล้ว แม่ก็ร้องไห้ แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้ท่านสูญเสียกำลังใจ ต่อจากนั้นก็เดินทางออกจากบ้านมามีเงินติดตัวแค่ ๒ บาท เงิน ๒ บาทในสมัยนั้นหลวงพ่อธัมมชโย ท่านเล่าให้ฟังว่า ๒ บาทนี่ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ ๖๐ ชาม ปัจจุบันนี้ซื้อไม่ได้สักชามหนึ่ง หรืออาจจะซื้อได้เฉพาะเส้นอะไรอย่างนี้
ในตอนสุดท้ายต้องมาหาหลวงพ่อวัดปากน้ำ และมาเจอหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลังจากเจอหลวงพ่อ ชีวิตท่านก็ดำเนินมาตามลำดับ ถูกส่งเข้าไปในโรงงานทำวิชชา หลังจากนั้นก็ทำวิชชาเป็นต้นมา นี่คือคุณยายมุ่งแสวงหาครูบาอาจารย์ ต้องเข้าหาสัตบุรุษ
อย่างพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเราก็เช่นเดียวกัน ท่านออกจากบ้านมานี่นะ สมัยก่อนท่านอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี ท่านจะมาหายายที่วัดปากน้ำ ออกจากบ้านเอากระเป๋าต่าง ๆ ออกมาขึ้นรถเมล์ที่จังหวัดเพชรบุรี ขึ้นรถมาไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว พอขึ้นรถมา เจอเพื่อน โชคดีจริง ๆ เจอเพื่อนอยู่บนรถ เพื่อนก็มีเงินอยู่ ๓๐๐ บาทแบ่งให้หลวงพ่อครึ่งหนึ่ง ร้อยห้าสิบบาท ร้อยห้าสิบบาทในสมัยหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกว่าซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ ๕๐ ชาม ซึ่งน้อยกว่าคุณยายไป ๑๐ ชาม
นี่คุณยาย หลวงพ่อเรา ออกมาเพื่อที่จะไปหาครู อยากจะไปเรียนธรรมะกับครู ตัวเองจึงก้าวหน้าไปตามลำดับ นี่คือข้อแรกนะ
ข้อที่ ๒. เรียกว่าสัทธรรมสวนะ สัทธรรมสวนะก็คือการฟังคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ พูดง่าย ๆ ฟังคำครู อันแรกนี่คือเข้าหาครู ประการที่ ๒. เข้าหาแล้วก็ต้องฟังคำครู การฟังคำครูนี่คือเชื่อฟัง เราฝากตัว เป็นศิษย์แล้ว เข้ามาต้องเชื่อฟัง คนที่จะเชื่อฟังได้ สภาพใจต้องมีความอ่อนโยน มีความเคารพอ่อนน้อม จึงจะเหมาะสมที่เหมือนจะเป็นภาชนะที่ดีรองรับได้อย่างนั้น รองรับที่ใส สะอาด ก็อ่อนนุ่ม คุณภาพที่อ่อนน้อม รับฟัง เชื่อฟัง แล้วก็ปฏิบัติธรรมตามไป ต้องเชื่อฟัง เพราะอยู่กับท่าน
เมื่อคุณยายของเรามาอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็เชื่อฟังหลวงพ่อวัดปากน้ำทุกอย่างเลย ว่าอย่างไรว่าตามกัน หลวงพ่อสั่งอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่เคยขาด จนกระทั่งคุณยายพัฒนาตัวเองรู้เห็นญาณได้แม่นยำ ได้ทำวิชชาที่เชี่ยวชาญกว่าใคร ๆ ได้ จนกระทั่งเป็นหัวหน้าเวร หัวหน้ากะในการทำวิชชา ที่เมื่อก่อนนั่ง กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง ยายเป็นหัวหน้าเวร หัวหน้ากะอย่างนั้น นี่เป็นการเชื่อฟังครูบาอาจารย์ ทำให้คุณยายมาถึงตรงนั้นได้
มีตัวอย่างอีกประการหนึ่ง ก็ในสมัยที่คุณยายอยู่วัดปากน้ำ สมัยโน้นคุณยายก็ต้องไปกินข้าวบ้านนั้นบ้านนี้นี่ หลวงพ่อวัดปากน้ำก็เตือนคุณยายว่าลูกจันทร์กินข้าวบ้านพ่อคนเดียวนี่ เป็นหนี้บุญคุณพ่อไม่พอหรือ ไม่พอหรือ ทำไมต้องไปกินข้าวชาวบ้าน คุณยายก็เลยไม่ออกไปกินข้าวข้างนอกเลย อยู่กินข้าวหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ที่นั่นแหละ เชื่อฟัง และชีวิตเราจะก้าวไปข้างหน้าจะเจริญรุ่งเรือง
หลวงพ่อธัมมชโยของเราในสมัยที่ท่านเป็นนิสิต คุณยายก็สอนว่าอย่ามีความลับกับยายนะ เพราะว่ายายเป็นเหมือนพ่อเหมือนแม่ เหมือนปู่ย่าตายายของคุณ พ่อแม่ห่วงคุณเฉพาะชาตินี้ แต่ยายน่ะห่วงคุณข้ามภพข้ามชาติ ถึงชาติหน้าเลย ยายกลัวว่าคุณตายแล้วจะไปตกนรก เดี๋ยวไม่เจอยายนะ ไม่เจอหลวงพ่อ หลวงพ่อในที่นี้ก็คือหลวงพ่อวัดปากน้ำนะ ไม่เจอวิชชา ไม่เจอธรรมะ ยายก็เลยห่วงคุณ ตอนนั้นหลวงพ่อก็เชื่อฟังยายนะ หมู่คณะในสมัยนั้นก็เชื่อฟังยาย ชีวิตก็เลยก้าวหน้ามาเป็นลำดับ ๆ อันนี้คือข้อที่ ๒ ฟังคำครู
ข้อที่ ๓. โยนิโสมนสิการ แปลว่าการตรึกการตรองในใจโดยแยบคาย หรือการพิจารณาไตร่ตรองให้เห็นซึ้งถึงคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ อันนี้พูดง่าย ๆ ก็คือตรองคำครู เราเข้าหาครูแล้ว ฟังคำครูแล้ว ต้องไตร่ตรองพิจารณาคำครู การไตร่ตรองการพิจารณานี่ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเป็นการฝึกให้เราสังเกต ที่ท่านสั่งสอนมา มันมีสิ่งที่มันแฝงอยู่ข้างใน บางทีเราอาจจะไม่เข้าใจได้ถ่องแท้ อาจจะเข้าใจได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ให้นำมาพิจารณา การพิจารณามาก ๆ ทำให้เรามองเห็นแง่มุมในการฝึกตัวของเราได้ยิ่งขึ้น
การที่เรามองเห็นแง่มุมในการฝึกตัวยิ่งขึ้น นั่นหมายถึงการพัฒนาตัวของเราตามอย่างครูบาอาจารย์ของเรา แทนที่เราคิดไตร่ตรองได้อย่างถ่องแท้ เหมือนกับเป็นการที่เราสังเกตการคิดให้เป็นกระบวนการ การคิดเป็นกระบวนการก็เหมือนกับนำคำสอนท่านมาไว้ในใจเรา พอมันอยู่ในใจเรา นั่นคือเราเข้าใจ ไม่ใช่ว่าเป็นการฟังแบบผ่าน ๆ ไป เข้าหูซ้ายหรือทะลุหูขวา หรือบางทีเข้าหู ๒ หูแล้วก็เราก็หลับไป ไม่ได้ยินไปอะไรอย่างนั้น ต้องมาไตร่ตรอง แล้วการที่เราเข้ามาหาครู การฟังคำครู มันจะได้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
อันนี้คุณยายท่านมีอยู่อย่างเต็มที่ ไม่เช่นนั้นแล้วคุณยายท่านไม่มาสั่งสอนให้กับเราได้ เพราะสิ่งที่ท่านสั่งสอนก็เหมือนอย่างที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่งสอน สิ่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่งสอนก็เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสั่งสอน เป็นลำดับมาอย่างนั้นแหละ
ข้อสุดท้าย ข้อที่ ๔. เรียกว่าธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ก็คือการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ การปฏิบัติตามคำครู ข้อนี้พูดง่าย ๆ ก็คือทำตามครู ดูครูเป็นแบบอย่าง ท่านทำอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น เอาอย่างท่าน เอาเยี่ยงท่าน ปฏิบัติตามท่านไป เพราะว่านั่นคือแบบอย่างที่ดี แน่นอนว่าทำตามท่านแล้วต้องประสบผลสำเร็จแน่นอน เพราะว่าท่านคือสิ่งที่การันตีให้เราอย่างดี ท่านทำแล้วท่านสำเร็จ เราทำตามท่าน เราก็สำเร็จแน่นอน
ทีนี้ถ้าเกิดว่าเรามาไม่ทันคุณยาย หรือมาทันแต่ไม่ได้ใกล้ชิดไม่ได้เห็นด้วยตาของเราได้ชัดเจน ทำอย่างไรล่ะ เราฟังคำสอนท่าน ได้ยินคำสอนท่าน เราก็ปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ทำตามคำสอนของท่านโดยการเอาตัวของเราไปทำนะ แล้วสิ่งที่เราทำ เราจะได้ด้วยตัวของเราเอง ยายสอน ท่านก็เป็นเพียงผู้สอน เป็นต้นแบบ ช่วยเหลือเราได้ มีขอบเขตจำกัด แต่ผู้ที่ทำคือผู้ที่ได้ ตัวเราทำตามอย่างท่าน เราก็ได้อย่างท่าน เช่นเดียวกัน อยากดีเหมือนยายก็ต้องทำอย่างที่คุณยายท่านทำมาอย่างนี้ คุณยายท่านก็ทำตามหลวงพ่อวัดปากน้ำ คือเชื่อฟัง เข้าหาท่าน เชื่อฟัง ตรองตามคำท่าน แล้วก็ทำตามด้วย หลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งให้คุณยายอยู่ที่วัดปากน้ำ หลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว อย่าไปไหน ให้ปักหลักเผยแผ่วิชชาอยู่ที่นี่แหละ คุณยายอยากกลับบ้าน แต่ไม่ได้ไป เคารพในคำสั่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็เลยอยู่ที่วัดปากน้ำ ทำให้หลวงพ่อของเรามาเจอคุณยาย ทำให้หลวงพ่อทัตตชีโวมาเจอ ทำให้พระอาจารย์ พระเถระต่าง ๆ ทยอยกันมาตามลำดับจนกระทั่งมีวัดพระธรรมกาย มีเราในวันนี้แหละ นี่แหละคือสิ่งที่ยายท่านเชื่อฟังหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านทำตามหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นต้นมา
หลวงพ่อของเราท่านเคยพูดเอาไว้อยู่ในช่วงหนึ่งว่าความสำเร็จของท่านกับหมู่คณะที่ผ่านมาในปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับความมีวินัยของท่านกับหมู่คณะ ท่านอยู่ในโอวาทของครูบาอาจารย์ตลอดเลย คำสั่งของครูบาอาจารย์ก็คือคำสั่งซึ่งหลวงพ่อท่านถือเสมอเหมือนเป็นคำสอน เพราะเราจะต้องเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ เราต้องอยู่ในโอวาทของท่าน เพราะเราได้ฝากฝังชีวิตจิตใจไว้กับท่านแล้ว ถ้าคุณยายสั่งให้หลวงพ่อไปทางซ้าย หลวงพ่อก็จะไปทางซ้าย ถ้าสั่งให้หลวงพ่อไปทางขวา หลวงพ่อก็จะไปขวา บอกไม่ให้ไป ก็จะไม่ไป จะไม่โต้แย้งอะไรเลย หลวงพ่อท่านก็เลยทำตามอย่างนี้แหละ จนกระทั่งชีวิตท่านมาถึงจุดแห่งความสำเร็จในวันนี้ แม้กระทั่งยายละสังขารไป
อันนี้คือคุณธรรมส่วนหนึ่งของคุณยาย ที่หลวงพี่คิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่ตัวของพวกเราเอง คือตัวของผู้พูด ตัวของพวกเราที่กำลังฝึกฝนตนเอง ตามอย่างคุณยายไป แล้วเราจะได้อย่างที่คุณยายท่านได้ คือ
๑. วุฑฒิธรรม ธรรมที่ทำให้เราเจริญรุ่งเรืองในชีวิต คือเข้าหาครู เข้าหาบัณฑิต
๒. ฟังคำครู
๓. ตรองคำครู
๔. แล้วก็ทำตามครู เราจะได้เข้าถึงจุดแห่งความสำเร็จอย่างที่ผ่านมาได้
คุณยายของเรานะ ท่านทำเป็นแบบอย่างไว้ให้เราแล้ว เราทั้งหลายลูกหลานยายจงภูมิใจในความเป็นลูกหลานของยาย แล้วก็ทำอย่างนี้ไปตลอดชีวิตของเรานะ
เรื่องของคุณยายอย่างที่หลวงพี่พูดในวันนี้ ก็คงจะมีประโยชน์แก่ ท่านสาธุชนทั้งหลาย ดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่ในท่ามกลางท้องฟ้า เป็นดวงจันทร์ที่งดงามตา นำมาซึ่งความสบายอกสบายใจ นำมาซึ่งความชุ่มชื่นใจให้แก่ผู้ที่มองอยู่ฉันใด คุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของเราก็เช่นกัน ท่านก็เป็นต้นแบบ เป็นแบบอย่าง เป็นมหาปูชนียาจารย์ ให้เราผองศิษย์ได้ร่มเย็นเป็นสุข คือนึกถึงท่านแล้วก็มีความสุข อย่างเช่นดวงจันทร์ฉันนั้น ดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญงดงามลอยเด่นในท่ามกลางนภากาศ แม้ว่าจะมีเมฆมาบดบัง ดวงจันทร์นั้นเคลื่อนคล้อยเข้าไปในหมู่เมฆ เรามองไม่เห็นดวงจันทร์ มองไม่เห็นแสงสว่างของดวงจันทร์ แต่เราต่างตระหนักรู้ว่าดวงจันทร์นั้นก็ยังงดงาม มีความสว่างอยู่เสมอฉันใด
คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน แม้ท่านจะละสังขารจากโลกนี้ไป ทอดร่างอยู่ในเรือนทองที่อยู่เบื้องหน้าของเราทั้งหลาย เป็นร่างที่ปราศจากวิญญาณไปแล้ว แต่สิ่งที่คงอยู่ให้เราเห็น เป็นสิ่งที่เราต่างทราบดีว่าเป็นสิ่งที่เป็นมรดก และเป็นของสำคัญคือยายตั้งประดุจเป็นปูชนียบุคคล เป็นบุคลาธิษฐานแห่งธรรม ที่ทำให้เราตรึกระลึกนึกถึงท่าน เห็นตัวอย่างท่าน อยากประพฤติปฏิบัติตามตัวอย่างของคุณยาย อยากประพฤติตามยาย ชีวิตก้าวเดินตามยายไป จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรมโดยที่ไม่หวาดหวั่นย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งมวลทั้งหลายได้
เก็บดวงจันทร์ ทั่วหมื่นหล้า มารวมร้อย
แสงยังน้อยกว่า ดวงจันทร์ ในใจหลาน
รวมความดี ทั่วทั้ง จักรวาล
ไม่อาจปาน เปรียบความดี ที่ใจยาย
แม้ดวงจันทร์ ในดวงจันทร์ ครรไลลับ
ความดีกลับ ยิ่งสว่าง กว่าเดือนฉาย
งามโดดเด่น เป็นสง่า อยู่กลางกาย
ของหลานยาย ทุก ๆ คน จนสุดทาง
เป็นต้นแบบ เป็นต้นบุญ คอยหนุนส่ง
เป็นดั่งธง แห่งชัย ใสกระจ่าง
คำพร่ำสอน ทุก ๆ คำ ย้ำในกลาง
จะเร่งสร้าง ฝึกฝน ตนต่อไป
ลูกหลานศิษย์ กราบกราน หมั่นระลึก
ก่อผนึก รวมพลัง ครั้งยิ่งใหญ่
สร้างบารมี ตามติดยาย ทุกชาติไป
น้อมดวงใจ ศิษย์บูชา กว่าสุดธรรม
ณ โอกาสนี้เป็นโอกาสที่ดี ขอเรียนเชิญทุกท่านน้อมใจของเราระลึกถึงคุณยายด้วยการหลับตากันสักครู่หนึ่ง ให้พวกเรารวมใจของเราให้หยุดให้นิ่งลงไปในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หยุดใจของเราไปในท่ามกลางความใส ความสว่างภายใน ตรึกระลึกนึกถึงธรรมที่อยู่ภายในใจของเรา อยู่ในกลางกายที่ใส ที่สว่าง ให้เบิกบาน ให้นึกให้ใส ให้สว่างทีเดียว
ในที่มีอานุภาพ ที่จะนำมาซึ่งสิริมงคลทั้งหลาย ที่จะมาอยู่กับตัวของเรา ยิ่งใจเราละเอียด ใจเราลึกซึ้ง หยุดนิ่งเข้าไปในกลางมากเพียงใด เราจะยิ่งสัมผัสได้ถึงความสุขที่อยู่ภายในมากเท่านั้น
ก็ให้รวมใจของเราให้หยุดให้นิ่ง ดิ่งลงไป กลางของกลาง นึกอย่างสบาย ๆ ให้ใจของเราเกลี้ยงเกลา ปราศจากเรื่องราวต่าง ๆ ในโลกนี้ ให้ตัวของเราเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นแหล่งรวมของความบริสุทธิ์ แหล่งรวมของความสว่างไสว ให้สว่าง ให้ใส นึกอาราธนาบุญบารมีของคุณยาย มาลงซ้อนในกลางเรา รวมถึงบารมีธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ บารมีธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ บารมีธรรมของพระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ให้มารวมอยู่ในศูนย์กลางกาย ให้ใส ให้สว่าง เป็นดวงบุญที่มีฤทธิ์ มีเดช มีอานุภาพ ให้ดึงดูดเอาสิ่งดี ๆ ทั้งหลาย สิ่งที่เป็นสิริมงคลมาสู่ชีวิต สู่ครอบครัวญาติสนิทมิตรสหายสัมพันธชน ให้ดวงบุญนี้ดึงดูดเอาโภคทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ดึงดูดเอาโภคทรัพย์สมบัติที่เป็นสมบัติจักรพรรดิมาใช้สร้างบารมีอย่างไม่รู้หมดสิ้น ให้เป็นผู้ที่มีจิตใจที่แข็งแกร่ง อาจหาญร่าเริงบันเทิงในธรรมอยู่ตลอดเวลา เป็นจิตใจที่รักในการสร้างบารมีเหมือนอย่างคุณยาย รักที่จะติดตามยายไป ให้มีจิตใจที่ใส สะอาด บริสุทธิ์อย่างเช่นยาย
จะประพฤติปฏิบัติธรรมก็ขอให้ได้เข้าถึงธรรมะได้รวดเร็ว สุขภาพพลานามัยก็ขอให้แข็งแรง จะได้สร้างบารมีไปนาน ๆ ทุกข์โศกโรคภัยใด ๆ อย่าได้มากล้ำกราย ให้ดวงบุญอันศักดิ์สิทธิ์ของเราไปขจัดปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายเป็นทุกข์โศกโรคภัย ให้ห่างไกลจากชีวิต จากครอบครัว ให้ห่าง ให้หายสูญสิ้นไปให้หมด มีแต่ความเจริญ มีแต่ความสำเร็จ มีแต่คำว่า ได้ คำว่า สำเร็จอย่างเดียว ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกายที่สว่างไสวติดตัวไปทุกภพทุกชาติ ได้ติดตามสร้างบารมีกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อกับคุณยาย พระอาจารย์ไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม เรานึกอธิษฐานสิ่งใด ปรารถนาสิ่งใดให้อธิษฐานของเรากันทุก ๆ ท่านเลยนะ
*********************************** จบ ***********************************