ยายเป็นเช่นโพธิ์พฤกษ์ ที่ระลึกและพึ่งพาของศิษยานุศิษย์
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบนมัสการพระเถรานุเถระ และเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
วันนี้วันศุกร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน นับเป็นเวลา ๒ เดือนเต็มแล้วที่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ได้ละสังขารจากพวกเราไป หลวงพี่ก็เชื่อว่าภาพของคุณยาย คุณงามความดีของยายจะยังคงประทับอยู่ในความทรงจำ อยู่ในจิตใจของลูกหลานยายทุก ๆ คน
หลวงพี่เองมีภาพของคุณยายซึ่งอยู่ในความทรงจำที่ประทับใจ มีอยู่ ๓ ช่วง สำคัญ ๆ
ช่วงแรกเป็นภาพในช่วงที่คุณยายนั้นยังแข็งแรงอยู่ สมัยที่หลวงพี่เริ่มเข้าวัดใหม่ ๆ เมื่อปี ๒๕๒๗ ช่วงนั้นคุณยายอาจารย์ท่านยังแข็งแรง เห็นท่านอยู่ในชุดอาภรณ์สีขาว เดินตัวปลิวเลย ส่วนใหญ่จะพบคุณยายท่านที่ครัวก่อน เจอท่านที่ครัว ภาพท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้หวาย สอน ให้โอวาทเด็กวัด ลูกศิษย์ต่าง ๆ ภาพที่ท่านรับญาติโยม รับแขกที่อาคารยามา บ่ายวันอาทิตย์ จะมีญาติโยมมากราบท่าน มาทำบุญถวายปัจจัยท่าน บางคนก็เอารูปของญาติพี่น้องของตัวเองที่ถึงแก่กรรมหรือเสียชีวิตแล้ว มาให้คุณยายเพื่อขอให้คุณยายช่วย บางคนได้รับความทุกข์เจ็บป่วยอะไรก็ขอพรคุณยาย ให้คุณยายช่วย ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่คุ้นตา แล้วก็ทุกครั้งที่พบคุณยายสมัยนั้น ก็จะรู้สึกว่าคุณยาย ท่านน่าเกรงขาม เนื่องด้วยความที่ท่านเป็นคนจริง พูดจริง ทำจริง แล้วก็ความที่ท่านเป็นผู้มีระเบียบวินัยอย่างดี แม้ว่าท่านจะพูดน้อย
ภาพในช่วงที่ ๒ ที่หลวงพี่ประทับใจคุณยายก็คือภาพช่วงที่คุณยายบอกบุญกฐิน กฐินยายตั้งแต่ครั้งแรก ปี ๒๕๓๑
ภาพอีกช่วงหนึ่ง ที่เป็นภาพแห่งความทรงจำของหลวงพี่ก็คือช่วงที่คุณยาย ท่านชราภาพแล้ว ในช่วง ๒-๓ ปีหลังที่ได้พบคุณยาย จะพบคุณยายท่านเดินเกาะแขนโยมพี่อารีพันธุ์ เดิน ช้า ๆ ช้า ๆ แต่ใบหน้าของคุณยายอิ่มเอิบ ผ่องใส ดวงตานี่แจ่มใส ในเวลายายเจอลูกหลาน เจอพระเจอเณร คุณยายก็จะให้ศีลให้พรตลอด เป็นภาพแห่งความประทับใจ
หลวงพี่เริ่มเข้ามาวัดเมื่อปี ๒๕๒๗ มาอบรมธรรมทายาท สมัยนั้นยังเรียนหนังสืออยู่ ใช้เวลาช่วงปิดเทอมอบรมธรรมทายาท สมัยนั้น สถานที่อบรมใช้ที่ศาลาจาตุมหาราชิกาภายในวัด ปักกลดพักกันที่หลังวัด ติดกำแพงหลังวัด ปัจจุบันก็เป็นอาคารภาวนาตรงนั้น
ระหว่างที่อบรม ๒ เดือนนี้ ทุก ๆ วันจะต้องเดินผ่านหน้ากุฏิยาย คือเดินจากที่ปักกลดหลังวัด เดินมาที่ศาลาจาตุมหาราชิกา เช้ามืดก็เดินมารอบหนึ่ง ประมาณตี ๔ ครึ่ง ตี ๕ พอตอนค่ำ ๓ ทุ่มไปแล้ว ก็เดินกลับ ทำอย่างนี้ทุกวันเลย ตลอด ๓ เดือนเดินผ่านหน้ากุฏิคุณยาย พระอาจารย์ ท่านก็สอนย้ำอยู่เสมอว่าธรรมทายาทนะ เวลาเดินผ่านกุฏิคุณยายนี่ คุณยายท่านกำลังปฏิบัติธรรมอยู่ ให้เดินด้วยอาการสงบสำรวม อย่าเดินลากเท้า แล้วก็ไม่ต้องพูดคุยกัน อย่าพูดคุยกัน เพราะคุณยายท่านไม่ชอบเสียงดัง ท่านชอบความสงบ ความเรียบร้อย
สิ่งเหล่านี้ แม้ว่าหลวงพี่ไม่ได้รับการปลูกฝังจากคุณยายโดยตรง แต่ก็ได้ยินได้ฟังจากครูบาอาจารย์ที่ท่านตอกย้ำแล้วก็ปลูกฝังมาตลอด เพราะอย่างนั้นเวลาสาธุชนมาวัด เวลาปฏิบัติธรรม หลวงพ่อท่านนำปฏิบัติธรรม ทุกคนจะอยู่ในอาการสงบ สำรวมเงียบกันหมดทั้งศาลา คนมาเป็นหมื่นเป็นแสนก็จะง่าย สิ่งเหล่านี้พวกเราสาธุชนทั้งหลายได้รับการปลูกฝังมานับ ๑๐ ปี จนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว แต่สำหรับบุคคลภายนอกก็ดี หรือชาวต่างประเทศก็ดี เขามาพบเห็นหมู่คณะของพวกเรา เขารู้สึกเป็นเรื่องแปลก เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจ
เมื่อปี ๒๕๓๗ ทางวัดได้มีโอกาสต้อนรับอาคันตุกะพิเศษชาวต่างประเทศท่านหนึ่ง คือท่านซินหวินต้าซือ ซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้งวัดฝอกวงซัน ซึ่งเป็นวัดใหญ่ที่สุดในประเทศไต้หวัน มีศูนย์สาขาอยู่นับร้อยแห่งทั่วโลก ท่านมาร่วมงานมาฆบูชาในพิธีภาคเย็น หลวงพี่ได้มีโอกาสต้อนรับต้าซือ นั่งอยู่ข้างหลังท่าน สังเกตว่าพอหลวงพ่อเริ่มนำประกอบพิธี นำญาติโยมสาธุชนนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมกัน วันนั้นสาธุชนมาหลายหมื่นคน แต่ทุกคนอยู่ในอาการสงบ สำรวม เงียบ ต้าซือถึงกับลืมตาดูตลอด มองซ้ายมองขวา มองตลอดเลย
พอเสร็จงานจุดโคมมาฆะประทีปเรียบร้อยแล้ว ท่านต้าซือได้มีโอกาสพบกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ หลังจากที่ได้ปฏิสันถารกันเรียบร้อยแล้ว คำถามแรกที่ต้าซือยิงคำถามคือถามว่าหลวงพ่อทำยังไงนี่ เวลาหลวงพ่อจัดพิธีกรรมต่าง ๆ ผู้คนมาหลายหมื่น แต่ทุกคนอยู่ในอาการสงบสำรวม เงียบเหมือนกับไม่มีคนอยู่เลย แล้วระเบียบขั้นตอนวิธีการต่าง ๆ ก็ดูเรียบร้อย ไม่มีคนลุกเพ่นพ่าน เดินไปไหนมาไหน ทุกอย่างเรียบร้อยหมด เป็นระเบียบมีขั้นมีตอน ถามหลวงพ่อ
พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ตอบเรียบ ๆ หลวงพ่อธัมมะนะ ท่านก็ตอบว่า ท่านไม่ได้ทำอะไร ท่านก็บอกให้ญาติโยมนั่งหลับตาทำสมาธิ สัมมาอะระหัง ไปเรื่อย ๆ แล้วพอสนทนาไปมากเข้ามากเข้า เรื่องระเบียบขั้นตอนวิธีการอะไรต่าง ๆ ท่านต้าซือก็ทราบว่าสิ่งเหล่านี้นี่ก็ได้รับการปลูกฝังจากคุณยายอาจารย์ ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อท่าน แล้วก็เป็นผู้ก่อตั้งวัดพระธรรมกาย ซึ่งต้าซือก็ชื่นชมคุณยายอาจารย์ของเรามาก
ต้าซือบอกว่าสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างสาธุชนชาวไทย สาธุชนที่วัดพระธรรมกาย กับญาติโยมของท่านที่ไต้หวันก็คือว่า ท่านบอกของเรานี่ สาธุชนของเราเวลามาวัดปฏิบัติธรรม ใช้หูมากกว่าใช้ปาก ท่านบอกอย่างนี้ ใช้หูมากกว่าใช้ปาก หมายความว่าฟังมากกว่าพูด ฟังว่าหลวงพ่อว่ายังไง ท่านสอนยังไง ให้ทำยังไง ต่างกับญาติโยมของท่าน ท่านบอกญาติโยมของท่าน ใช้ปากมากกว่าหู ก็คือพูดมากกว่าฟัง ต่างคนต่างพูด เพราะอย่างนั้นเสียงก็เลย ค่อนข้างดังนิดหนึ่ง
ท่านก็บอกว่า ท่านกลับไปนี่ ท่านจะกลับไปฝึกลูกศิษย์ท่านใหม่ เอาแบบวัดพระธรรมกาย จัดขั้นตอนระเบียบพิธีอะไรต่าง ๆ ด้วยความสงบเรียบร้อย ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งต้าซือท่านก็ชื่นชมมาก
พอต้าซือท่านทราบข่าวการจากไปของคุณยายอาจารย์ ต้าซือท่านอยู่ที่ออสเตรเลียนะตอนนั้น ท่านก็โทรศัพท์บอกลูกศิษย์ท่านที่อยู่กรุงเทพฯ บอกให้มาร่วมงานที่วัดพระธรรมกาย มาร่วมงานของคุณยาย ปรากฏว่าช่วงนั้นลูกศิษย์ท่านติดภารกิจอะไรไม่ทราบ เร่งด่วนไม่ได้มา ต้าซือโทรมาตามอีกทีว่ามาร่วมงานคุณยายหรือยัง พอทราบว่ายังไม่มานี่ กำชับลูกศิษย์บอกให้มาด่วนเลย พอวันรุ่งขึ้นลูกศิษย์ของท่านต้าซือก็มาร่วมงานของคุณยาย
ท่านต้าซือท่านให้ความสำคัญกับการละสังขารของคุณยายมาก ท่านเคยพบคุณยายในงานวันมาฆบูชา ปี ๒๕๓๗ ด้วย หลวงพี่ก็อยู่ตรงนั้น ก็เจอกัน คุณยายก็ทักทายต้าซือ ต้าซือก็ทักทายพูดคุยกับยาย ก็คุยกันไม่รู้เรื่อง แต่ก็ทักทายยิ้มแย้มแจ่มใสกัน
เพราะอย่างนั้นสิ่งที่พวกเราทำอยู่ การที่พวกเราปฏิบัติธรรมก็ดี อยู่ในอาการสงบ สำรวม มีระเบียบต่าง ๆ นี่ เราอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นเรื่องที่เราคุ้นเคย แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถือได้ว่าเป็นต้นแบบทีเดียว สำหรับชาวพุทธและชาวโลกที่เขาได้มาเห็น เพราะอย่างนั้นสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณยายท่านได้ฝึกพวกเรามา สืบทอดกันมา แล้วก็ปลูกฝังกันมา
หลวงพี่ย้อนกลับไปนิดหนึ่งว่าระหว่างที่อบรมนี่ เดินผ่านกุฏิยายทุกวันทุกวัน แต่ก็ไม่ได้พบคุณยายเลยนะ จนกระทั่งสิ้นสุดการอบรมธรรมทายาท สมัยนั้นยังเรียนไม่จบ ก็ลาสิกขาออกไป ไปเรียนหนังสือ วันสุดท้ายของการอบรม พระอาจารย์ก็ได้พามากราบคุณยาย โดยตอนนั้นมากราบคุณยายที่ตรงครัว คุณยายท่านก็ให้โอวาท แล้วก็มอบเหรียญที่ระลึก เป็นเหรียญพระธรรมกายรุ่นผูกพัทธสีมา ปี ๒๓ หลวงพี่ได้รับจากมือของคุณยายตอนนั้น แล้วก็เก็บรักษาติดตัวเอาไว้
พอสิ้นสุดการอบรมก็กลับไป เรียนหนังสือต่อ ทีนี้ก็ได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมรับน้องที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้น จัดที่จังหวัดชลบุรี หลวงพี่ก็ไปร่วมกิจกรรมขากลับจากงานรับน้องที่ชลบุรีนี่ กลับมาจะเข้ามากรุงเทพฯ อาศัยรถของเพื่อนมา ก็มีคุณพ่อเพื่อนขับมาด้วย เป็นรถเก๋งนะ ขับมาก็ผ่านถนนบางนา-ตราด สมัยนั้นกำลังสร้างถนนอยู่ อุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อย ๆ ทีนี้วันนั้นกลับมาค่อนข้างดึกประมาณสัก ๓ ทุ่ม ก็ประสบอุบัติเหตุ รถเก๋งที่นั่งมานี่ประสานงากับรถ ๑๐ ล้อ ประสานงาแบบเต็ม ๆ เลย รถ ๑๐ ล้อนี่เพลาหน้ารถหัก ส่วนรถเก๋งคันที่หลวงพี่นั่งข้างหน้าก็ยุบมาเลย เพื่อนหลวงพี่กับคุณพ่อที่ขับรถมาด้วยก็เสียชีวิตในสถานที่เกิดเหตุนั่นเอง
ตัวหลวงพี่เองนั่งอยู่ตอนหลังของรถ จำได้ว่านั่งอยู่ในรถ ก็นั่งสมาธิบ้าง หลับบ้าง ตอนนั้นหมดสติไปไม่รู้ตัว มารู้ตัวอีกทีตอนที่นอนอยู่บนรถเข็น เขากำลังจะเข็นเข้าโรงพยาบาลบางนา กำลังเข็นอยู่ สั่นสะเทือน ๆ รู้สึกตัวขึ้นมา ตำรวจก็เข้ามาถาม ชื่ออะไร บ้านอยู่ไหน เบอร์โทรศัพท์อะไร คำสุดท้ายที่ตำรวจถามก็คือว่ามีพระอะไรติดตัว จำได้ตำรวจมาจับพระเลยนะ ซึ่งก็เป็นพระเหรียญที่ได้รับจากคุณยาย ถือว่าได้ผ่านเหตุการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตครั้งนั้นมาได้ด้วยบารมี ด้วยบุญของพระธรรมกาย และบารมีของคุณยายท่านคุ้มครอง
จากนั้นมาหลวงพี่ก็เข้าวัดปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งได้มาบวชเมื่อปี ๒๕๓๑ ปีนั้นคุณยายเป็นประธานกฐินปีแรก หลังจากบวชแล้วนี่ ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศไต้หวัน ไปเรียนทางด้านพุทธศาสนาที่นั่น ก่อนจะเดินทางก็ได้ไปลาคุณยาย บอกคุณยายว่า พระจะลาคุณยายไปเรียนหนังสือ เรียนพุทธศาสนาที่ไต้หวัน หลวงพ่อให้ไป มาลายาย ยายก็ให้พร ยายบอกว่าขอให้ท่านเรียนหนังสือเก่ง ๆ ให้ท่านสอบได้ที่ ๑ ตอนนั้นก็สาธุ รับพรคุณยาย แล้วก็ออกมา ออกมานี่ยังจำได้เลยนะ พูดกับตัวเองในใจว่า แหม คุณยาย พระนี่ภาษาจีนก็งู ๆ ปลา ๆ แล้วต้องไปเรียนกับคนจีน แล้วจะเอาอะไรไปสู้เขาได้นะ แต่ยายให้พรก็รับไว้ก่อน สาธุไว้ก่อน แล้วก็ลืมเหตุการณ์นั้นไปเลย ลืมไปเลย
จนกระทั่งกลับมาแล้ว พอคุณยายละสังขาร มีการจัดงานบำเพ็ญกุศล ก็มีการพูดถึงคุณยายว่า คุณยายนั้นกล่าววาจาอะไรต่าง ๆ นี่เป็นวาจาที่ศักดิ์สิทธิ์ทีเดียว เลยมานึกย้อนทบทวนถึงเหตุการณ์ที่คุณยายได้พูดด้วย ก็มานึกย้อนดูว่าเอ๊ะ ตอนหลวงพี่ไปเรียนที่ไต้หวัน การเรียนก็ธรรมดาปกติ เรียนสู้คนจีนไม่ได้ด้วยซ้ำไป แต่เนื่องจากที่ไปเรียนนี่เป็นการเรียนระดับปริญญาโท หลักสูตรปริญญาโท ไม่มีการสอบ แต่มีการเขียนวิทยานิพนธ์ ต้องทำงานส่ง ต้องสอบวิทยานิพนธ์ ก็มานึกย้อนดู ในชั้นเรียนหลวงพี่นี่มีอยู่ ๑๒ คน หลวงพี่สอบผ่านวิทยานิพนธ์เป็นคนแรกของชั้นนะ ๑๒ คน เป็นคนแรก ถ้าว่าไปแล้วก็ตรงกับสิ่งที่คุณยายให้พรไว้ สอบผ่านเป็นคนแรกเลย ที่ ๑ ของชั้นเลย จบก่อนเพื่อน มานึกทบทวนดู ก็จริงอย่างที่คุณยายพูดไว้
ยังจำได้ตอนไปไต้หวันนี่ เอารูปหลวงพ่อ รูปคุณยายติดตัวไปด้วย ทีนี้เพื่อน ๆ ที่เป็นพระจีนก็ดี ภิกษุณีก็ดี เห็นรูปคุณยาย ท่านถามว่าใครนี่ มารุมดูเลยนะ ถามว่าใครนี่ คือแบบเห็นหน้าคุณยายโดยเฉพาะเห็นดวงตาของยาย บอกเห็นแล้วรู้สึกคุณยายมีเมตตามาก อยากไปพบคุณยาย ถามว่ายายเป็นใคร ก็บอกให้ทราบว่านี่คุณยายเป็นผู้ก่อตั้งวัดพระธรรมกาย เป็นครูบาอาจารย์ พอท่านทราบ ท่านก็ดีอกดีใจท่านบอกนี่ท่านจะต้องมาที่เมืองไทย มาที่วัด มาพบคุณยายให้ได้ แล้วหลังจากนั้นเพื่อนของหลวงพี่ที่เป็นพระจีนที่สนิทก็ได้มา แล้วก็ได้มาพบคุณยาย สมดังปรารถนา
ทีนี้ เรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ของยายนี่ ก็มีเกร็ดนะ มีชาวต่างชาติอยู่คนหนึ่ง เป็นคนสิงคโปร์ แต่มาอยู่เมืองไทยร่วม ๆ ๒๐ ปีแล้ว เป็นคนที่สนใจศึกษาพุทธศาสนา แต่ก็ศึกษาด้วยความสงสัย สงสัยเรื่องนรก เรื่องสวรรค์ เรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องการทำสมาธิ มาวัดก็มา แต่ก็มาด้วยความสงสัย เห็นโน่นเห็นนี่ สงสัยไปหมด
มีอยู่วันหนึ่งเดินแล้วก็เจอคุณยายโดยบังเอิญ คุณยายกวักมือเรียกคนสิงคโปร์นี่เข้ามา แล้วก็พูดกับชาวสิงคโปร์คนนี้ว่าคุณ คุณ นรกมีจริงนะ ทักแค่นี้แหละ คนสิงคโปร์คนนั้นตกใจเลย บอกไม่กล้าฟุ้งซ่านเลย เจอยาย ไม่กล้าฟุ้งซ่านเลย นี่เรื่องหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งมีคนที่เคยไปวัดปากน้ำ พบคุณยายตั้งแต่สมัยอยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ก็มาเล่าให้ฟัง บอกคุณยายนี่ศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ มีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณยายก็พาโยม สาธุชนนั่งปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิ์ เพราะตอนนั้นเป็นตอนบ่าย นั่งสมาธิกัน เสร็จแล้วคุณยายนั่ง ๆ อยู่ คุณยายลุกขึ้นมา แล้วก็ไปสะกิดเรียกโยมผู้หญิงคนหนึ่ง ที่นั่งข้างหน้า สะกิดบอกว่าคุณ คุณ กลับบ้านไปเสีย โยมผู้หญิงคนนั้นก็งง ปกติยายชวนนั่งสมาธิ วันนี้ยายบอกให้กลับบ้าน
ยายว่าอย่างนี้ ก็เชื่อยาย ลุกขึ้นมาเก็บข้าวเก็บของ กราบคุณยาย แล้วก็เดินออกจากบ้านธรรมประสิทธิ์ ออกจากวัดปากน้ำ พอพ้นวัดปากน้ำเท่านั้นเห็นควันไฟ ไฟไหม้อยู่ในทิศที่บ้านของตัวเองอยู่ตรงนั้น ก็รีบกลับบ้านเลย กลับบ้านไป ก็เห็นไฟกำลังจะไหม้มาถึงบ้านของตัวเอง บอกนึกถึงคุณยายตลอด เดี๋ยวสักพักหนึ่งก็เหมือนมีลมพัด ผลักไฟ โกยไฟนั้นออกไป เปลี่ยนทิศ บ้านของโยมคนนั้นไม่โดนไฟไหม้
ถัดจากนั้นไป ๓-๔ วัน มาวัดปากน้ำ มากราบคุณยาย กราบคุณยายเสร็จ ถามคุณยายว่า คุณยายช่วยหนูไว้ใช่ไหม คุณยายนิ่ง ท่านไม่พูดอะไร มาถึงช่วงแห่งความประทับใจของหลวงพี่ช่วงที่ ๒ ที่มีต่อคุณยาย คือช่วงที่คุณยายเป็นประธานกฐินครั้งแรก เมื่อปี ๒๕๓๑ ย้อนกลับไปนิดหนึ่ง ปีนั้นหลวงพี่เพิ่งบวช อยู่ในปี ๓๑ ปีนั้น ก็ได้พบเห็นคุณยายทำหน้าที่กัลยาณมิตรผู้นำบุญอย่างแท้จริง จริง ๆ อย่างที่พวกเราได้ทราบกัน คุณยายเจอใครเป็นบอกบุญ ใจยายจรดจ่อมาก เจอพระ เจอเณร บอกบุญหมด แม้ยายเจอหลวงพ่อ ยายก็บอกบุญหลวงพ่อ บอกหลวงพ่อร่วมบุญกับยายนะ พระอยู่ที่กุฏิ ยายไปเยี่ยมที่กุฏิ ไปบอกบุญหมดเลย
ความรู้สึกของหลวงพี่ เมื่อเทียบกับงานวันกฐินครั้งประวัติศาสตร์ ครั้งที่ผ่านมาวันที่ ๕ พฤศจิกายนนี้ ซึ่งเป็นกฐินครั้งประวัติศาสตร์ ครั้งสุดท้ายของคุณยายอาจารย์ก็ว่าได้ หลวงพี่มีความรู้สึกว่ามีบางอย่าง หรือหลาย ๆ อย่างก็ได้ที่คล้ายกับงานกฐินครั้งแรกของคุณยายเมื่อปี ๒๕๓๑ ถ้าใครได้มาร่วมงานในวันนั้น ลองนึกเทียบเคียงดู
ประการที่ ๑. ก็คือบรรยากาศของงานวันที่ ๕ ที่ผ่านมา กับเมื่อปี ๓๑ คล้าย ๆ กัน อากาศจะเย็นสบาย ฟ้าจะใส โปร่ง ลมเย็นสบาย แล้วสาธุชนที่มาวัดแต่เช้านี้ หน้าตาทุกคนจะเบิกบานแจ่มใสกันทุกคนเลย ถ้าเราสังเกตดู เบิกบาน แจ่มใส ใจอยู่ในบุญ มองไปที่ไหนก็จะเห็นแต่รูปของคุณยาย เห็นล็อคเก็ตยาย เห็นเต็มไปหมดเลย บรรยากาศในงานราบเรียบ ขั้นตอนทุกอย่าง Smooth ทุกคนใจอยู่ในบุญตลอดเลยตั้งแต่เช้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงถวายผ้ากฐิน หลวงพี่เห็นงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นึกถึงงานที่คุณยายเป็นประธานครั้งแรกปี ๓๑ ตอนคุณยายยังอยู่ กล่าวคำถวายผ้ากฐิน ทุกคนทั้งศาลาเงียบหมด บรรยากาศนิ่งเงียบ ทุกคนจรดจ่ออยู่กับบุญตลอด ทุกถ้อยคำที่คุณยายท่านเปล่งคำถวายผ้ากฐิน ใจทุกคนก็จะอยู่รวมกับคุณยาย ร่วมทอดผ้ากฐิน เป็นบรรยากาศแห่งบุญแห่งกุศลล้วน ๆ ทุกคนมีความสุข ปีติเบิกบานกันมาก นี่คือภาพแห่งความประทับใจในงานกฐินที่คุณยายเป็นประธาน ครั้งปี ๓๑ จนกระทั่งถึงกฐินครั้งประวัติศาสตร์ที่เพิ่งผ่านมาเมื่อ ๔-๕ วัน
อีกภาพหนึ่งของคุณยายที่ประทับอยู่ในความทรงจำของหลวงพี่คือ ภาพของคุณยายในยามที่ท่านชราภาพแล้ว แม้ว่าคุณยายท่านชราภาพ แต่หลวงพี่มีความรู้สึกว่ายายเหมือนเพชร เหมือนเพชรที่ยิ่งเจียระไน ยิ่งกล้ายิ่งแกร่ง โดยเฉพาะแววตา สีหน้าของยายจะเอิบอิ่มมาก ช่วง ๒-๓ ปีหลัง เห็นคุณยายหน้าตาอิ่มเอิบ ดวงตาสดใส ใจดี๊ดี เวลาอยู่ใกล้คุณยายนี่รู้สึก ถ้าเราใจจรดกับยาย จะรับรู้ถึงกระแสแห่งความบริสุทธิ์ของคุณยาย เราได้สัมผัสถึงความรู้สึกนั้น รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ มีความสุขเมื่ออยู่ใกล้คุณยาย บรรดานิวรณ์ธรรมทั้งหลาย ความลังเลสงสัย ฟุ้งซ่านรำคาญใจ หายหมดเลย เคยเจอคุณยาย คิดจะไปถามปัญหาอะไรคุณยาย เจอหน้ายายลืมหมด ไม่คิดจะถามเลย แล้วก็มีความสุข มีความสุขที่ได้มองคุณยาย เห็นแววตา เห็นรอยยิ้มของยาย และทุกครั้งที่ยายเจอลูกเจอหลาน ลูกพระลูกหลาน ยายก็จะให้ศีลให้พรอย่างที่ทราบกัน
เมื่อช่วงไม่นานที่ผ่านมา หลวงพี่ได้ยินหลวงพ่อธัมมะพูดถึงคุณยาย วันนั้นหลังฉันท่านก็เดินออกกำลังกายไปด้วย เดินตรวจวัดไปด้วย เดินผ่านกุฏิยายไปศาลาจาตุฯ สี่แยกหน้าโบสถ์ ท่านก็เดิน ท่านบอกที่ดินผืนนี้ กว่าจะได้มาลำบากมาก บอกครั้งแรกสุด เขาพาคุณยายไปดูที่ดินตรงฝั่งเมืองปทุม หลวงพ่อท่านก็เล่าว่า คุณยายพอไปถึงตรงนั้น บอกโอ้โฮ เดินทางลำบากมาก ไปถึงที่ปุ๊บ คุณยายบอกไม่ใช่ ไม่ใช่ ที่นี่ไม่ใช่ ก็กลับกันมา จนกระทั่งภายหลังมาได้ที่ผืนนี้ร้อยเก้าสิบหกไร่ บอกว่าวันนั้นมีหลวงพ่อทัตตะ มีป้าหวินที่เพิ่งจากพวกเราไปก็พาคุณยายมาดูที่ผืนนี้ พอคุณยายมาเห็นที่ผืนนี้เท่านั้น คุณยายบอกใช่แล้ว ตรงนี้แหละสร้างวัด แล้วทุกคนก็ลงมือสร้างวัดกัน หลวงพ่อท่านบอกสมัยแรก ๆ นี่ สร้างด้วยความยากลำบาก หลวงพ่อท่านบอกท่านเองก็เพิ่งบวช ถ้าไม่ได้คุณยายเป็นหลัก วัดนี้สร้างไม่ได้
หลวงพี่ก็เลยนึกถึงว่าคุณยายนี่ท่านเป็นผู้บุกเบิก เป็นผู้ก่อตั้งวัดมาด้วยความยากลำบาก เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับลูกหลานของท่านที่จะมาสร้างบารมีในภายหลัง เปรียบแล้วคุณยายท่านก็เหมือนต้นไม้ต้นใหญ่ที่มีลำต้นที่สมบูรณ์ มีรากที่แข็งแรง มีกิ่งก้านสาขา มีใบที่หนาดก แล้วก็มีผลที่มากมาย ฝูงนกย่อมอาศัยร่มไม้นั้น นกที่ต้องการร่มไม้ก็อาศัยร่มไม้ ที่ต้องการดอก ต้องการผล ก็อาศัยดอกผลนั้น
คุณยายท่านเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา ที่เราเองมาในภายหลังก็ได้อาศัยร่มไม้นี้ อาศัยวัดที่คุณยายสร้าง อาศัยธรรมะปฏิบัติของคุณยาย คำสอนของคุณยาย เป็นหลักประพฤติปฏิบัติธรรมสืบต่อกันมา
ในคัมภีร์มิลินทร์ปัญหาได้พูดถึงองค์แห่งต้นไม้ว่ามีอยู่ ๓ ประการ
ประการที่ ๑. บอกว่าต้นไม้นั้นย่อมแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา คุณยายอาจารย์ก็เช่นเดียวกัน ใครก็ตามที่มาถึงวัดพระธรรมกาย ย่อมได้รับความร่มเย็น โดยเฉพาะสมัยที่คุณยายยังแข็งแรง คุณยายพาเด็กวัดต้อนรับสาธุชนทีเดียว มาถึงยายก็มีธรรมะปฏิสันถาร มาถึงยายก็มีข้าวปลาอาหารเลี้ยง มาพันเลี้ยงพัน มาหมื่นเลี้ยงหมื่น มาแสนมาล้าน เลี้ยงได้หมด คุณยายเลี้ยงต้อนรับ
ประการที่ ๒. องค์แห่งต้นไม้คือต้นมีดอกมีผล ดอกและผลนี่หมายถึงธรรมะปฏิบัติ ใครมาถึงยายนี่ ยายมีธรรมะให้ ทั้งธรรมะปฏิบัติก็ดี ทั้งธรรมในเรื่องของการฝึกตัวเองก็ดี มาถึงยาย ฝึกยายขัดเกลาหมด นี้เป็นองค์คุณประการที่ ๒.
ประการที่ ๓. ต้นไม้ให้ร่มเงาที่เสมอกันหมด ใครเข้ามาถึงร่มไม้ก็ได้รับความร่มเย็น ไม่ใช่ว่าคนนี้เข้ามาได้รับความร่มเย็น อีกคนเข้ามาไม่ได้ ไม่ใช่ ต้องได้รับความร่มเย็นเหมือนกันหมด ใครเข้ามาวัด มาถึงคุณยาย คุณยายมีเมตตา มีกรุณากับทุก ๆ คน เสมอหน้ากันหมด ไม่เลือกที่รัก มักที่ชัง เพราะฉะนั้นคุณยายจึงเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่พวกเราทั้งหลายเปรียบเหมือนฝูงนกสกุณาได้พึ่งพา อาศัยยายสร้างบารมี สมดังคำกล่าวในบทสรรเสริญคุณยายที่ว่า ยายเป็นเช่นโพธิ์พฤกษ์ ให้ระลึกและพึ่งพา ศิษย์ดั่งสกุณา ได้อาศัยใต้บารมี นี่เราได้อาศัยยาย มียายเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ปฏิบัติธรรมอยู่กับยาย ก็จะได้รู้ธรรมเห็นธรรม
ไปพบหลวงปู่วัดปากน้ำ คืนวันนั้นคุณยายหลับ แล้วก็ฝันว่าตัวเองยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ ตรงกันข้ามของฝั่งแม่น้ำนี่ มีต้นโพธิ์ต้นใหญ่ต้นหนึ่ง ที่มีกิ่งก้านสาขา มีใบดก ให้ความร่มรื่น แล้วก็มีนกอยู่ใต้ต้นโพธิ์นั้นน่ะ เยอะแยะไปหมดเลย ในความฝัน คุณยายข้ามแม่น้ำตรงนั้นไป แล้วก็เข้าไปที่ใต้ต้นโพธิ์ต้นนั้น ยายรู้สึกสดชื่นเย็นสบาย มีความสุขอยู่ที่ตรงนั้น แล้วยายก็ตื่นขึ้นมา
เช้าวันนั้นคุณยายก็ไปที่วัดปากน้ำ ได้พบหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วก็อยู่ที่วัดปากน้ำเรื่อยมา ได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย ได้ทำวิชชากับหลวงปู่วัดปากน้ำ สมัยนั้นคุณยายได้ไปพึ่งพิงอาศัยใต้บารมีของหลวงปู่วัดปากน้ำ
แต่บัดนี้ ยายจะทราบหรือไม่ก็ตามว่ายายนั้นได้มาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกศิษย์หลานศิษย์ทั้งหลายได้อาศัยร่มโพธิ์พฤกษ์ของคุณยายสร้างบารมีอย่างมีความสุข ได้หล่อหลอมกล่อมเกลาจิตใจ ได้ฝึกฝนอบรมตนอยู่ในเส้นทางแห่งการสร้างความดี โดยอาศัยบารมีของคุณยายนั่นเอง เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่ยายละสังขารไป พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านพูดถึงคุณยาย ซึ่งวันหนึ่งหลวงพี่ได้มีโอกาสเดินตามท่าน หลังจากที่ท่านฉันเช้า ท่านก็พาเดินไป แล้วท่านก็เดินกลับมา ผ่านหน้ากุฏิยายในวัด ท่านก็หยุดลงครู่หนึ่ง แล้วท่านก็พูดว่าเวลานี่ผ่านไปแล้ว ตอนเจอคุณยายใหม่ ๆ คุณยายแข็งแรง ยังจำภาพได้ว่าเห็นคุณยายยืนอยู่บนเก้าอี้ที่บ้านหมายเลข ๑ ยืนอยู่บนเก้าอี้ มือถือผ้าชุบน้ำมันขัด บอกคุณยายขัดที่ฝา ขัดฝาขัดพื้นที่บ้านหมายเลข ๑ ขัดเสียมันแพลบเลย ท่านบอกเวลาผ่านไปแป๊บเดียว ๒-๓ ปีหลัง เห็นคุณยายเดินเกาะแขนพี่อารีพันธุ์ โยมพี่อารีพันธุ์ เดินช้า ๆ ช้า ๆ มาหาหลวงพ่อ (แล้วท่านก็ทำท่าเดิน) เดินช้า ๆ ช้า ๆ เดินมาหาหลวงพ่อ และคุณยายได้บอกกับหลวงพ่อว่า หลวงพ่อ สมบัติชิ้นนี้ ยายยกให้หลวงพ่อ ท่านหมายถึงร่างกายท่านน่ะนะ สมบัตินี้ยายยกให้หลวงพ่อนะ แล้วก็บอกต่อไปว่าอีกหน่อยหลวงพ่อก็เหมือนยายแหละ หลวงพ่อท่านก็นิ่งไป นิ่งไป
หลวงพี่ฟังอยู่ตอนนั้นก็มีความรู้สึกหลายอย่างนะ ความรู้สึกประการแรก ก็คือเห็นความผูกพันของหลวงพ่อที่มีต่อคุณยายอาจารย์ ในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์ของท่าน ท่านพูดถึงช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาว่าเหตุการณ์มันผ่านไปเร็วเหลือเกิน แล้วก็มีความรู้สึกว่าหลวงพ่อท่านได้ปฏิบัติตามสิ่งที่คุณยายท่านพูด ในเมื่อคุณยายมอบสมบัติคือร่างกายท่านให้อยู่ในความดูแลของหลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อท่านก็ดูแลคุณยายอย่างดีตลอดเลย คอยดูแลเรื่องที่พัก เรื่องการรักษาพยาบาล ดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่ท่านจะดูแลได้ แม้กระทั่งคุณยายละสังขารไปแล้ว หลวงพี่ก็เห็นหลวงพ่อท่านดูแลสมบัติที่คุณยายมอบให้ ดูแลอย่างดีที่สุด จัดงานให้คุณยายอย่างดีที่สุด จัดหาข้าวของต่าง ๆ สำหรับคุณยาย อย่างดีที่สุดเท่าที่ท่านจะทำได้ นี่เป็นความรู้สึกที่หลวงพี่รู้สึกเมื่อหลวงพ่อท่านพูดอย่างนั้น
อีกประการหนึ่ง ที่หลวงพี่รู้สึกก็คือว่าคุณยายท่านบอกหลวงพ่อไปด้วยว่า อีกหน่อยหลวงพ่อก็เป็นอย่างคุณยาย เพราะว่าสังขารทุกอย่างมันก็ไม่เที่ยง ถึงเวลาก็จะเปลี่ยนแปลงไป อีกหน่อยหลวงพ่อ ก็ต้องเหมือนอย่างคุณยาย ถึงวัยชรา
เพราะอย่างนั้นหลวงพี่ก็เลยคิดว่าเราเองในฐานะที่เป็นลูกศิษย์เป็นหลานศิษย์ของคุณยาย แล้วก็เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ เราได้อาศัยคุณยายสร้างบารมี ใช้สถานที่แห่งนี้สร้างบารมี ถ้าไม่มีคุณยาย ก็ไม่มีหลวงพ่อ ไม่มีหลวงพ่อก็ไม่มีวัดพระธรรมกาย พวกเราก็ไม่มีโอกาสที่จะสร้างบารมีด้วยความสุขอย่างเช่นทุกวันนี้ เพราะอย่างนั้นเราจะตอบแทนคุณของท่านอย่างไร ที่จะเรียกว่าตอบแทนคุณทั้งหลวงพ่อ ทั้งคุณยายด้วย
ประการแรก หลวงพี่คิดว่าคุณยายเองก็มีความปรารถนาที่อยากจะเห็นมหาธรรมกายเจดีย์นั้นเสร็จสมบูรณ์ รัตนบัลลังก์ลานธรรมเสร็จสมบูรณ์ เราก็ต้องช่วยกันทำความปรารถนาของคุณยายให้สำเร็จสมบูรณ์
อีกประการหนึ่ง หลวงพี่คิดว่าการที่เราช่วยกันทำโครงการนี้ให้สำเร็จ จะเป็นการถวายเวลาให้หลวงพ่อของเราด้วย เพราะวันเวลานี่ ทุกวันเวลาที่ผ่านไป ก็จะกลืนชีวิตทุก ๆ ชีวิตไป แม้แต่เวลาของหลวงพ่อก็ตาม เพราะอย่างนั้นการที่เราทุกคนได้ร่วมแรงร่วมใจกัน ช่วยกันทำโครงงานต่าง ๆ ของหลวงพ่อให้สำเร็จ เราจึงได้ชื่อว่าได้ถวายเวลาให้กับหลวงพ่อด้วย ตอบแทนคุณของคุณยายด้วย แล้วก็ถวายเวลาให้กับหลวงพ่อ สงวนเวลา เพื่อให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ทำวิชชา ได้ทำหน้าที่ของท่านได้อย่างเต็มที่ เราก็จะได้ช่วยปลดปล่อยภารกิจหยาบของท่าน เพราะอย่างนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราลูกหลานยายทุก ๆ คนนะจ๊ะ
ในที่สุดนี้ หลวงพี่ขอเชิญชวนทุกท่านได้หลับตาทำภาวนากันสักครู่หนึ่งนะ ให้เรารวมใจหยุด รวมใจนิ่ง ที่กลางกายของเรา ให้ใจใส ใจสว่างไสวอยู่ภายใน ให้ภาพของคุณยายอาจารย์ประทับอยู่ที่กลางใจของเรา ให้ภาพของคุณยายใส ใสสว่างที่กลางกาย กลางใจของเรา คุณยายอาจารย์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเปรียบเทียบว่า กายคุณยายนี่เป็นประดุจพระเจดีย์ ที่ศูนย์กลางกายของคุณยายมีองค์พระธรรมกายที่ใสที่สุด ใสบริสุทธิ์ นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วนทีเดียว เราจรดใจไปตรงกลางของคุณยาย นึกภาพคุณยายที่ตรงกลาง วางใจไว้ที่ตรงกลาง องค์พระใส บริสุทธิ์ จะนับจักประมาณมิได้ ผุดที่กลางกาย
ขอบุญบารมีของคุณยาย ส่งผลให้ลูกหลานทุกคนมีความสะอาด บริสุทธิ์ทั้ง กาย วาจา ใจ เหมือนอย่างคุณยาย ให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ให้อายุยืนยาว ให้ได้สร้างบุญสร้างบารมี ได้ตลอดชีวิต ธรรมใดที่คุณยายได้เข้าถึง ได้บรรลุ ก็ขอให้พวกเราลูกหลานยายทุก ๆ คนได้บรรลุกันด้วย ให้ได้ติดตามคุณยายสร้างบารมีไปได้ตลอดตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ขอบุญยายให้ลูกหลานยายทุก ๆ คนได้มีบุญพิเศษ ที่จะไปทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร ชักชวนหมู่ญาติให้มาสร้างบุญร่วมกับคุณยาย เพื่อทำความปรารถนาของคุณยาย ทำความปรารถนาของหลวงพ่อให้สำเร็จ โดยการสร้างลานธรรมรัตนบัลลังก์ให้สำเร็จอย่างสมบูรณ์ ขอบุญพิเศษคุณยาย ให้ใจหยุด ใจนิ่ง ใจใส ใสบริสุทธิ์ ทั้งกาย วาจา ใจทีเดียว
*********************************** จบ ***********************************