สมุดบันทึกที่ทรงคุณค่า บนรถสามล้อของคุณยาย
(ม้วน 1/A)
พระประดิษฐ์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอกราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกๆ รูป กราบนมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ รูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา แล้วก็ผู้มีบุญทุกๆ คน (สาธุ)
วันนี้ก็เป็นโอกาสดีที่ลูกหลานยายได้มาพร้อมกัน เอาบุญกับท่าน ซึ่งคุณยายเรา หลายท่านที่เคยมากราบขอบุญท่านในช่วงที่ท่านแข็งแรง คงจะนึกภาพคุณยายออก ภาพแรกก็คือยิ้ม ทักก่อน ไหว้แต่ไกลเลย เราเห็นเราก็อุ่นใจ ดูไกลๆ ก็น่ารัก เข้าไปใกล้ก็อุ่นใจ ได้พูดได้คุยก็ ได้ทราบว่าคุณยายนั้นน่ายกย่อง น่าสรรเสริญ แล้วก็มีอีกหลายๆ อย่างที่มนุษย์ทั่วไปทำไม่ได้ ถ้าเราไปกราบยาย แล้วก็มีคำพูดหลายๆ คำที่บัณฑิตทางโลกไม่รู้จัก อ่านหนังสืออก แต่เรื่องที่ยายพูดไม่เข้าใจนะ นี่เป็นสิ่งที่เราได้พบเห็นกันนะ
สมัยหลวงพี่ได้ ได้มาเจอคุณยายก็คงเป็นช่วง ท่านก็อายุมากนะ ๗๙ ช่วงนั้น แต่เริ่มต้นก็พี่อารีพันธ์ไปชวนขับรถพาคุณยายไปหาหมอ ไปข้างนอก ตอนนั้นหลวงพี่อิทธิจินตโก หรือหลวงพี่หมู ที่ยายเรียกพระหมู พระหมู ก็เตรียมจะบวช ก็เลยเป็นบุญได้ไปใกล้ท่าน แล้วก็มีโอกาสได้ฟังสิ่งที่ท่านคุยกับหลายๆ ท่าน ผู้มีบุญทั้งหลายที่มากราบยาย
ก็ขอเริ่มเล่าเรื่องที่เคยได้ยินได้ฟังเท่าที่จะเล่าให้ฟังได้ ๒-๓ เรื่องก่อน เพราะคุณธรรมของท่านก็ซ้อนอยู่ข้างในนี่แหละ เหมือนเรามองเพชรมุมไหน ก็มีใส มีแสง มีแวว มุมไหนก็ ก็เป็นเพชรอยู่ดี คุณยายท่านคำพูดไหนก็ตาม ถ้าเราตรองทันนะ ก็เป็นบุญเป็นกุศล แล้วเป็นความใส บริสุทธิ์ของใจท่าน จะเป็นคำพูดไหนก็ตาม หรือเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม จะเต็มไปด้วยความใส ความใสกับความบริสุทธิ์ ทุกเหตุการณ์นะ
แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือ แม้คำพูดของคุณยายท่าน จะเป็นคำพูดของบุคคลสมัยก่อน เหมือนกับที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำทักยายว่า มึงมาช้าไป คือเราฟังแล้ว เพราะนะ เป็นคำพูดสมัยหลวงพ่อ คุณยายเราก็เหมือนกัน ถึงท่านจะพูดคำอย่างนี้กับ กับคนที่ถือว่าอยู่ในวัดนะ แต่กับผู้นำบุญท่านคงไม่ได้ใช้ ท่านก็น่ารักนะ แล้วฟังแล้ว คำพูดของท่านนี่ เช่นนะ ยกตัวอย่าง หรือวะ รู้สึกเข้าไปข้างใน บางทีท่านก็พูดแบบของท่านนี่ แต่ก็ใสหมด ใสทุกเรื่อง แต่ถ้าเราพูดวะนี่ มันติดอยู่ที่หู ไม่เข้าไปข้างใน ของยายฟังเข้าไปข้างในหมด ฟังแล้วดี ดี
แล้วเรื่องที่คุณยายท่านได้พูดหรือเวลาท่านรับแขกทุกวันอาทิตย์ ก็ หลวงพี่ขอถามทุกท่านก็แล้วกันว่ามีกัลยาณมิตรท่านใดที่มาทันสมัยท่านแข็งแรงแล้วรับแขกวันอาทิตย์ ยกค้าง ดูไม่ทัน เยอะเหมือนกันนะ ท่านใดมาไม่ทันบ้าง ยกมืออีกที หลายท่านเหมือนกัน ท่านที่มาทันก็จะเห็นเลยว่าเวลาคุณยายท่านรับแขกอยู่ที่ยามา อาคารยามา แล้วเท่าที่จะเล่าให้ฟังได้ก็คือให้สังเกตว่าสิ่งที่คุณยายท่านเล่าแล้วก็คุยกับผู้นำบุญ หรือกัลยาณมิตรลูกศิษย์ท่านน่ะ เป็นเรื่องที่หลวงพี่ก็ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน แล้วหลวงพี่ว่าหลายท่านก็คงคิดเหมือนกัน
เรื่องขอบุญบารมี ยายจะบอกได้ ได้หมดเลย ญาติเสีย ขอบุญคุณยายช่วย ได้ ไม่เป็นไรหรอก ยายช่วย เอารูปมา มาเสร็จก็ส่งให้พี่อารีพันธ์ เดี๋ยวคืนนี้ยายจะคุมบุญให้ ไปอ่านให้ยายฟัง พ่อป่วย ได้ ยายจะคุมบุญให้ ลูกเกเร ได้ เอาลูกมา เอาชื่อมาก็ได้ เดี๋ยวยายคุมบุญให้ ลูกจะ entrrance มาขอบุญยาย ยายก็ได้อีก จะสอบเองอ่านเอง ยังมาขอบุญยาย ยายก็บอกได้ แม้แต่ช่วงหลังๆ ยังมี แม้แต่ธรรมทายาทบางท่านบอกว่าจะเกณฑ์ทหาร ขอยายอีก นี่ขนาดจับเองนะ ต้องมาขอยาย ยายอยู่วัด ยายก็บอกได้นะได้ ไม่มีอะไรที่คุณยายบอกว่าไม่ได้เลยนะ บางคนก็ป่วยหนัก ขอบุญบารมีคุณยาย ยายก็จะคุมบุญให้ จะเก็บชื่อมา อะไรมาแล้วฝากพี่อารีพันธ์ บอกเดี๋ยวคืนนี้ยายจะเข้าที่แล้วก็จะคุมบุญให้
สิ่งที่เราฟังมานี่ ไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดา แล้วแน่ใจว่าไม่เคยได้ยินที่ไหนมาว่าครูบาอาจารย์ท่านจะพูดรับรองแล้วก็มั่นใจ แล้วสิ่งที่ท่านเล่าให้ฟังบ่อยๆ ที่ทุกท่านคงเคยฟังก็คือเรื่องปัดลูกระเบิด ท่านจะเล่าสมัยก่อน ปัดระเบิด ท่านก็บอกว่ากลัวหลวงพ่อว่าหรือว่าด่าขี้ไต้ ยายบอกยายรู้จักขี้ไต้ดี แล้วยายไม่ชอบ ไม่อยากให้หลวงพ่อเรียกท่านไอ้ขี้ไต้เหมือนกัน เวลาให้ปัดลูกระเบิดยายก็ ท่านจะทำท่าให้ดี
เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วที่ผ่านมา พระเดชพระคุณหลวงพ่อถามว่าปัดลูกระเบิด ก็คือเอามือปัดไปปัดมาหรือเปล่า บางคนคิดอย่างนั้น หลวงพ่อต้องบอกอย่างนั้นเขาเรียกปัดยุง แต่คุณยายเวลาท่านเล่าเรื่องนี้ ท่านจะทำท่าให้ดี นั่งหลับตา ยายปัดใหญ่เลย ปาฏิหารย์ธรรมกายให้เยอะที่สุด แล้วก็ปัดใหญ่เลย เราก็นึกภาพได้แค่นี้แหละ เราทำไม่ได้นะ แต่ยายก็เล่าอย่างนี้ แล้วท่าปัดลูกระเบิดท่านก็คือนั่งขัดสมาธิ ท่านก็บอกว่านี่พอปัดเสร็จเรียบร้อย ทำได้ทุกอย่าง หลวงพ่อก็จะบอกว่าไอ้จันทร์นี้ มันหนึ่งไม่มีสอง
แล้วยังจำคำยายได้ คือหลวงพี่ รู้สึกจะเป็นหลวงพี่สุวิทย์ สุวิชชาโภมั๊ง ท่านถามว่าตอนหลวงพ่อใหญ่ คือหมายถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำน่ะ ชมยายว่าหนึ่งไม่มีสองนี่ ยาย คิดยังไง พอถามอย่างนี้ท่าน ท่านก็คิดสักพักหนึ่ง ท่านบอกเออไม่คิดอะไร นึกแต่ว่าให้ปัดลูกระเบิดก็ปัดแล้ว หลวงพ่อยังว่าหนึ่งไม่มีสองอีก ท่านบอกคิดได้แค่นี้นะ ตอนหลังมาบอกว่า อ๋อ หลวงพ่อท่านชมมา คือท่าน ท่าน innocent ท่านไม่ ตอนแรกท่านไม่รู้จะได้คำชมอย่างนี้ แล้วจิตท่านนิ่งมาก ให้ปัดลูกระเบิดปัดแล้ว ยังว่าหนึ่งไม่มีสองอีก แล้วยายท่านจะจำได้ว่าคำนี้นี่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านไม่เคยให้ใครมาเหมือนกัน
แล้วก็มีอีกหลายๆ เรื่อง เวลาหลายๆ คนที่มากราบท่าน มาขอบุญท่าน บางคนก็มีความรู้ทางโลกเยอะ หลวงพี่จำได้มีอยู่ท่านหนึ่งก็คงมาใหม่ วันอาทิตย์ใส่เสื้อแดงมา เหมือนหลายคนที่มาวัดใหม่ๆ ใส่เสื้อเข้ากับวันพอดี วันอาทิตย์ จะได้รู้ว่าเป็นคนใหม่มา ท่านก็มีความรู้ ท่านไปดูศาลา ดูโบสถ์ เสร็จแล้วมากราบยาย เห็นความสะอาด ความเป็นระเบียบ ความสงบ มาคุยกะยาย คุยเยอะเลยนะฮะ คือจะมาถามคุณยายท่าน แต่ว่าแสดงความรู้นาน เทศน์ระบบระเบียบ ทำได้ยังไง ใครออกแบบ ทั้งโบสถ์ทั้งศาลา กฎระเบียบวินัย ดูแล้วเรียบร้อยไปหมด สะอาด ถามเยอะแยะเลย ยายก็ยิ้มนั่งฟัง ให้พูดไปเรื่อยๆ ก่อน หมดคำถาม หมดความรู้จะถามแล้ว ท่านบอกว่าคุณยายมีนโยบาย มีกุศโลบาย มีนโยบายยังไง คุณยายท่านก็จะแยกคนออก ท่านที่มีความรู้นี่ ยายก็จะไม่พูดเยอะ ท่านก็บอกว่ายายยึดบุญ แล้วก็เฉยๆ ท่านนี้ก็เงียบไปสักพักหนึ่ง แล้วบอกครับ ผมเข้าใจแล้ว ก็ไปเลย คือยายไม่ชวนคุยต่อ แต่ยายให้ไปเลยว่าบุญ บุญ ยายยึดบุญเป็นที่ตั้ง
แล้วก็มีอีก บางคนบางท่านมาวัดใหม่ๆ มาถามปัญหาธรรมะ อาจจะนั่งสมาธิดี แต่ดีแล้วเห็นภาพสวยงาม ภูเขา ทะเล วิมาน ท้องฟ้า ก็มากราบเล่าให้ยายฟัง ยายบอกเออๆ ดีๆ คุณ แต่คุณนิ่งๆ นะ ดูเฉยๆ นิ่งๆ เสร็จแล้วก็กราบไป ยังจำท่ายายได้เลยนะ ยายตอนนั้นใส่หมวกไหมพรมสีขาว ใส่หมวก ท่านถอดหมวกออกมาเลยนะ แล้วท่านก็บอกว่ามันเห็นอะไรเป็นนักหนา สมัยยายนั่งใหม่ๆ ยังไม่เจอหลวงพ่อวัดปากน้ำ ยังไม่ถึง ยังไม่ได้ไปทำวิชชา ยายก็เห็นแต่ดวงกับพระ นั่นก็หมายความว่า ก็นิ่งต่อ อย่าเพิ่งไปตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็นใหม่ๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่มาถามนะฮะ แต่ว่าพอดีคนนี้ท่านเห็นเยอะ เห็นเยอะมาก แต่ยายก็จะบอกว่าก่อนยายจะไปนั่งทำวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำท่าน ยายเห็นแต่ดวงกับพระ
ยังมีโรคอีกอันหนึ่งที่ยายท่าน มากราบขอบุญบารมีคุณยายให้ช่วย ส่วนใหญ่ก็ป่วยหนัก แล้วก็เป็นโรคมะเร็ง คุณยายจะเห็นใจ ท่านก็สงสาร แล้วใครที่รู้สึกมีความทุกข์มาก ยายก็จะมีการสื่อที่เห็นชัดคือ ท่านตั้งใจฟัง บางทีก็เรียกเข้ามาใกล้ๆ จับมือ ทุกท่านคงโดนจับมือ ใครที่ไปกราบท่าน ท่านก็จับมือ บางคนก็โอบไหล่ ลูบหลังให้ ให้กำลังใจ ยายสงสาร แล้วยายก็จะคุมบุญให้ทุกรายเลย
แต่บางทีท่านก็เล่าให้ฟังเหมือนกันว่าเวลานั่งสามล้อไปด้วยกัน ท่านก็จะบอก อึม โรคมะเร็งนี่มันหายยากนะ มันเป็นโรคกรรม สมัยยายปฐมพยาบาลคุณยายทองสุก ยายก็นั่งเข้าที่ดู นั่งเข้าที่ไป เออ มันไม่หาย มันเป็นโรคกรรม แล้วท่านก็จะอธิษฐาน เจ้าประคู๊ณ อย่าให้มีโรคมะเร็งไปจับใครเลย จับแล้วมันรักษายาก มันเป็นโรคกรรม ท่านบอกว่าคนในวัดก็อย่าได้เป็น ลูกศิษย์ยายก็อย่าได้เป็น ถ้าเป็นไปได้ ยายอยากเอาไปทิ้งทะเลให้หมดเลย อย่าให้มาจับคน เป็นโรคกรรม แล้วยายท่านสงสาร เพราะว่าเป็นประเภทนี้เยอะ
แล้วก็มีหลายครั้งที่พอรับแขกวัน ตอนบ่ายวันอาทิตย์ตอนเย็นๆ สักนิดหนึ่ง ก็จะนั่งสามล้อ ไปตรวจวัดอีก ตรวจวัด แล้วท่านจะอธิษฐานของท่านให้ได้ยินว่าใครก็ตามที่มาขอบารมีข้าพเจ้า ขอให้สำเร็จทุกอย่าง ส่วนใครที่จะให้คุมบุญพิเศษ เดี๋ยวกลางคืน เดี๋ยวนั่งเข้าที่ให้ แล้วยายก็ยืนยันว่ายายไม่เคยให้ข้ามคืน ใครขอบุญบารมียาย ยายจะนั่งธรรมะตอนกลางคืน แล้วก็ไม่เคยให้ข้ามคืนเลย แล้วยายก็รับประกัน คือท่านก็พูดอย่างธรรมชาติของท่าน แต่ว่าเป็นการพูดจากข้างใน
แล้วมีหลายครั้งที่เวลานั่งสามล้อไป ยายก็จะเบิกบาน ช่วงนี้ท่านก็จะนั่งระลึกถึงบุญ รู้สึกว่าท่านจะเบิกบานที่สุดเลยเวลานั่งสามล้อไปดูโน่นดูนี่ กุฏินี้บอกสร้างใครสร้าง ศาลานี้บอกบุญใครมาสร้าง ยายก็จำได้หมด มีวันหนึ่งไปหลังโบสถ์ กำลังอ้อมไปหลังโบสถ์ ยายก็จะบอกว่ายายไม่รู้หนังสือเลยนะ แต่สร้างวัดให้พระมีปริญญาทั้งนั้นเลย ลูกศิษย์ลูกหาก็ปริญญาหมดเลย ไม่รู้ทำมาได้ยังไง โบสถ์นี้ตั้งหลายล้านนะ สร้างได้สำเร็จเลย
พอท่านอารมณ์ดีก็ถาม ปกติไม่ค่อยกล้าถามท่าน จริงๆ แล้วกลัวท่านนะ กลัวยาย แต่ทำหน้าเหมือนไม่กลัว แต่จริงๆ กลัวท่าน กลัวตลอดเลย ก็เลยถามท่านว่าเมื่อก่อนสร้างคุณยายก็นั่งเห็นไม่ใช่หรือว่าโบสถ์สร้างเสร็จ วัดก็สร้างเสร็จ ท่านเลยคุยต่อว่า เออ เห็นก็เห็นแหละวะ เออ ภาษายาย นี่เวลากันเอง เห็นก็เห็น แต่เวลาสร้างมันเหนื่อยนะ ไม่มีเงินมันก็ไม่เสร็จ ข้างในเสร็จ ข้างนอกต้องบอกบุญ ต้องสอนธรรมะ ต้องบอกบุญ ต้องให้ทุกคนศรัทธา แล้วทุกคนจะมาร่วมบุญ แล้วโบสถ์ถึงจะเสร็จ เพราะงั้นมันก็เหนื่อยนะ แต่คิดว่ามันเป็นบุญเก่ายายนะ ยายว่านะ บางทีท่านก็ปรารภเอง แล้วท่านก็สรุปให้เอง เพราะว่ารู้ว่าเราสรุปไม่ได้หรอก ก็ฟังเฉยๆ ท่านปรารภขึ้นมาเอง ท่านก็สรุปว่าคงเป็นบุญเก่าใหญ่
เพราะฉะนั้นพวกเรานี่ พวกเรามาถึง มาถึงหลวงพี่กับ ไม่ใช่อย่างนี้นะ แต่ว่าอนุโลมอาจจะเหมือนกันก็ได้ บุญนี่ยายเป็นภูเขา บุญยายมีเป็นภูเขา บุญพวกเราก็เท่าขี้เล็บไม่เท่าขี้เล็บยาย บางคนเล็กกว่าขี้เล็บอีก น้อยนิดเดียว แต่ยายท่านก็พูดแบบ ด้วยความบริสุทธิ์ของท่าน ด้วยความจริง คือท่านจะเน้นให้เราขยันนั่งสมาธิ แล้วก็เอาบุญกับท่านเยอะๆ
แล้วมีหลายครั้งเวลาท่านไปในสถานที่ เมื่อก่อนที่ลานจอดรถหน้าวัด ซ้ายขวาจะเป็นที่จอดรถ แล้วจะเป็นที่เก็บเต๊นท์เหล็ก เมื่อก่อนที่ข้างนอกยังไม่ได้เก็บ ยังไม่ได้ซื้อ ตอนนั้นจะเป็นที่วางเต็นท์บ้าง กองไม้บ้าง กองเหล็กบ้าง บางทีคุณยายท่านก็ดู ท่านก็บอกว่าอึม ดูรกตานะ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ท่านก็ปรารภแค่นี้ แต่พอวันหลังท่านก็จะไปหาหลวงพี่ฌาณา แล้วบอกว่าน่าจะขยับไปไว้ตรงไหนตรงไหน
แล้ววันหลังหลวงพี่ถึงมาทราบ ท่านมาเล่าให้ฟังเวลาท่านอารมณ์ดี เบิกบานแล้วก็จะเล่าเอง หลวงพี่ไม่เคยถามท่านหรอก ท่านก็บอกว่านี่ไง บางอย่างในวัดนี่บางทียายก็คิดไม่ออกนะ ยายก็ดูๆ ไปก่อน เดี๋ยวกลับไปกุฏิ ยายไปนั่งหลับตาดูเอา ดูกองนี้จะไปไว้ตรงไหน กองโน้นจะไปไว้ตรงไหน แล้วตอนเช้ามาค่อยมาบอก ท่านก็พูดเอง พูดเอง จะไปหาครูบาอาจารย์อย่างนี้ที่ไหน
มีเรื่อง ตรงนี้ต้องพาดพิงถึงบุคคลที่ ๓ ครัววัด หลวงพี่อุดมท่านเป็นอุปัฏฐากหลวงพ่อ คุณยายด้วย คุณยายจะชมท่านนะว่าท่านขยัน ท่านขยัน แข็งแรง มีวันหนึ่งพี่อารีพันธ์ ไม่เจอ ยายไม่เจอ ไม่อยู่ มีเจ้าภาพท่านหนึ่งมากราบยาย เป็นช่วง ช่วงไม่ได้รับแขกมาเจอ มาฝากรูป ฝากรูปให้ยาย บอกว่านี่ คุณยายเป็นญาติ ตายไป ๒๐ ปี ตัวเองเพิ่งเข้าวัดพอดี ก็เลยขอบุญบารมีคุณยายช่วย ให้ช่วยด้วย คนตายไม่ได้เข้าวัดหรอก แต่คนเข้าวัดมาขอความกรุณาเมตตาจากคุณยาย ยายบอกเอ้าดี คุณมา ท่านก็รับมา เนื่องจากพี่อารีพันธ์ไม่อยู่ ท่านก็เอาไปไว้ในกุฏิ แล้วท่านก็ทิ้งเอาไว้ ในกุฏิ พอตกเย็นๆ จะไปนั่งสามล้อแล้ว ท่านนึกได้ ท่านก็บอกว่าเออ มีคนเอารูปมาให้ยายช่วย ตายไป ๒๐ ปี เดี๋ยวยายต้อง ไปดูก่อน รูปเอาไว้ไหนไม่รู้ จะเอาไปให้พี่อารีพันธ์ ก็ขี้นไปบนกุฏิ หลวงพี่ก็เดินตามไปห่างๆ อยู่แถวๆ กุฏิ
หลวงพี่อุดมก็ถูกุฏิ ทำความสะอาด ขยันขันแข็ง ยายไปก็ ตาดม มาช่วยยายหารูปหน่อย นี่เขาให้ยายช่วย ตายไปตั้ง ๒๐ กว่าปีแล้ว ไม่รู้ยายเอารูปไปไว้ไหน มาช่วยหาหน่อย อุดมก็กำลังถูกุฏิด้วยความพยายามก็เหมือนกับ ก็หยุด เครื่องกำลังร้อนแล้วโดนเบรค หยุด หลวงพี่อุดมก็ อยู่ไหนแล้ว คุณยาย ขณะที่บอกว่าอยู่ไหน ก็ช่วยหา ขณะช่วยหาก็พูดไปด้วย หลวงพี่อุดมท่านก็พูดเก่ง บอกว่าโอ๊ย ตายไป ๒๐ กว่าปี จะหาเจอหรือเปล่าก็ไม่รู้ คือใจท่านคิดว่าคนตายไป ๒๐ กว่าปี ปรารภก่อน แล้วก็จะบอกว่าจะหารูปเจอหรือเปล่าก็ไม่รู้ ท่านพูดหายไป ตายไป ๒๐ กว่าปี จะหาเจอหรือเปล่าก็ไม่รู้ ยายก็นึกว่าแหม ไม่ไว้ใจ ยายก็เอาเลยนะ หาเจอซิวะ ชำนาญแล้ว คุณยายท่าน ชำนาญแล้วเว้ย หาเจอซิวะ หารูปไปเถอะน่าเรา หลวงพี่ไปอยู่ตรงนั้นพอดี ก็ได้ยินว่า ถึงท่านจะพูดมาคำไหน นึกๆ ทั้งนั้นเลย เอามาจากข้างใน แล้วท่านก็จะพูดอย่างนี้ออกมา เพราะว่าช่วงหลังๆ ท่านจะไม่ค่อยได้พูดธรรมะละเอียดให้ลูกศิษย์ที่มาทีหลังได้ฟัง แต่หลวงพี่มารุ่นบุกเบิกสร้างวัดใหม่ๆ จะได้ฟัง เพราะงั้นหลวงพี่ได้อาศัยฟังเวลาท่านสบาย ท่านก็พูดออกมา
ส่วนเรื่องที่ ที่ท่านช่วยคนที่ละโลกไปแล้วก็ดี อะไรก็ดี ของพี่เองก็ ก็ได้ฟังหลายๆ ท่าน เวลามากราบท่านวันอาทิตย์ ยิ่งช่วงท่านอายุมากๆ มากราบท่านวันอาทิตย์ ท่านก็จะช่วย พอตกกลางคืนท่านก็นั่งเข้าที่ไป พอวันอาทิตย์ถัดมานี่ ผู้นำบุญก็จะมาถามว่ายายช่วยแล้วหรือยัง มาเช็ก เป็นห่วง เป็นห่วง บางทียายท่านก็ ท่านบอกท่านก็ ท่านจำไม่ได้ แต่รู้ว่าช่วยหมดแล้ว แต่จะมาถามว่าอยู่ชั้นไหนอะไรไหน ยายไม่ได้จำ คือเวลามาขอบุญบารมียาย ขอบุญบารมียายช่วยญาติตัวเองคนเดียว เลยจำได้ของตัวเอง แต่ของคนอื่นๆ ที่มาหายายวันเดียวกันมีอีกเยอะ เพราะงั้นยายบอก ยายก็ไม่รู้ ไม่ได้จำ ยายก็ช่วยหมด และไม่เคยข้ามคืน ไม่เคยข้ามคืนเลย
เพราะงั้นก็เลยช่วงนั้น ถ้าเกิดใครมากราบยายก็บอกว่า ถ้าคุณยายท่านได้ทราบเรื่องนะ เห็นชื่อเห็นรูปนะ ท่านช่วยเต็มที่เลย แล้วก็ไม่ต้องมาถามอีก หมดกังวลไปเลย ปรากฏว่าหลวงพี่ก็เลยเล่าเรื่องของตัวเอง โยมพ่อก็เลย โยมพ่อเสีย ตอนนั้นก็ยังไม่ได้บวช ทางแม่พี่น้องก็บอกว่าช่วยกราบยายหน่อยซิ ให้ช่วยพ่อหน่อย หลวงพี่ก็บอกว่าไม่หรอก ไม่กล้าบอก อยากให้คุณยายช่วยไปบอกเอาเองนะ คือจะหาเรื่องให้เขาเข้าวัด เขาไม่ค่อยมาวัดกัน บอกไปกราบยายเอาเอง แล้วเสร็จแล้วเขาก็มากัน หลวงพี่ก็นั่งอยู่ด้วย มีพี่อารีพันธ์ คุณยาย แล้วหลวงพี่ แล้วก็โยมแม่ พี่น้องเขาก็มาด้วย แล้วพี่อารีพันธ์ก็แนะนำว่านี่เป็นแม่ของประดิษฐ์เขา นี่เป็นพี่น้อง และพ่อก็ตาย ยายบอกอึม ยายบอกอึมดีแล้ว เดี๋ยวยายจะช่วย
พอโยมแม่ออกไป พี่น้องออกไปเสร็จ ท่านหันมาทางหลวงพี่ ท่านบอกว่าเราระวังอ้วนเหมือนแม่ ตอนนี้ไม่รู้ถึงหรือยัง จำไม่ได้ แต่ตอนนั้นผอมกว่านี้นะ ตอนนั้นผอมกว่านี้ รู้สึกคุณยายท่านแม่นมากเลยนะ ชั่งน้ำหนักไปเยอะ ปรากฏว่าหลวงพี่ก็ไม่กล้าถาม แต่ในใจนี่มั่นใจหมดทุกอย่างแต่ไม่ถามหรอก รู้แต่ว่าเรียบร้อยแล้ว ยายทราบปั๊ป ยายช่วยหมด
มีอยู่วันหนึ่ง ๒-๓ วันแล้ว นั่งสามล้อไป นั่งไปนั่งไป อยู่ๆ ท่านก็ถามขึ้นมาเอง เออ ได้ข่าวพ่อเราตายแล้วไม่ใช่หรือ แสดงว่าท่านจำได้ ไม่ต้องถามว่าช่วยหรือยังแล้ว ถามข้ามไปเลยว่ายายเจอแถวไหน ท่านบอกว่าก็เจอแถวๆ บ้าน รู้สึกห่วงเยอะเหมือนกันนะ แต่ยายช่วยไปแล้วแหละ ก็กราบขอบพระคุณท่าน ก็อย่างนี้ เราไม่ต้องถามท่าน ท่านก็เมตตาบอก แล้วบอกในสิ่งที่ละเอียดๆ ที่เราก็ทำไม่ได้ แล้วเราก็ไม่เคยได้ยินได้ฟังที่ไหนมาก่อน แต่คุณยายท่านจะออกมา เพราะงั้นทุกคำพูด ทุกกิริยาท่าทางของคุณยาย มันไหงๆ ก็ใสบริสุทธิ์จากใจของท่านทั้งนั้นแหละ
แล้วเรื่องสุดท้าย อุบาสกที่คุณยายท่านชอบเรียกว่าเด็กอ๊อดน่ะ จะคุยกันเบิกบาน คุยเล่นกันบ้าง อารมณ์ดี คุยกัน บอกว่า นี่คุณยายช่วยคุมบุญให้ คุยเล่นนะ เอ้าใครจะเป็นอะไร จะตายให้รีบตายนะ ยายยังอยู่จะได้ช่วยได้ ก็คุยเล่นกัน หลวงพี่ก็เอาคำนี้ไปถามยาย เวลานั่งสามล้อไปนี่ เวลายายเบิกบาน บอกคุณยาย นี่เห็นเด็กวัด อุบาสกนี่ เด็กวัดเขาคุยกันว่าใครจะเป็นอะไรให้รีบเป็นนะ ยายจะได้คุมบุญช่วยได้ ท่านก็ยิ้มเบิกบาน ในความไม่รู้ของพวกเรา ท่านก็พูด ยิ้มด้วยความเบิกบานนะ แล้วก็ขำด้วยนะ ท่านบอกว่า ท่านบอกว่าไอ้พวกบ้าเอ๊ยนะ ภาษาท่านนะ ไอ้พวกบ้าเอ๊ย ยายตายก่อน ยายก็ช่วยได้ นี่ท่านบอกอย่างนี้จริงๆ นะ
ก็ทุกๆ คนนะให้เอาบุญกะยาย ยายท่านละสังขารไป ก็เป็นการกระตุ้นเตือนให้ทั้งๆ ทุกคนเอาบุญกะยายให้เยอะๆ แล้วสังขารของคุณยาย ร่างคุณยายนี่ที่เป็นฐานรองรับพระธรรมกายนับไม่ถ้วน ท่านยังอยู่ที่นี่ มาเอาบุญกะท่านซิ หลวงพี่ว่านะ ท่านก็อยู่ตรงนี้อย่างมากก็ไม่เกินประมาณสัก ๗ มกรา โดยประมาณไว้ ๗ มกรา หลวงพี่มาทุกวันทุกวัน ก็ได้บุญทุกวัน มาบุญกับคุณยาย มาอธิษฐานจิตกับยาย ส่วนท่านก็คงดูอยู่แล้ว ลูกหลานคนไหนมาบ้าง แล้วท่านก็คงดูว่าใครเอาบุญกับยายบ้าง ที่ผ่านมาก็เอาบุญกับยายไปแล้ว ใครทำเพิ่มบ้าง ลานธรรมใครทำเพิ่มบ้าง ท่านก็จะคอยดู ไม่ต้องยกมือ ท่านก็จะคอยคุมบุญให้ คุมบุญให้ลูกๆ หลานๆ ทุกๆ คน
แล้วหนีนะ หลวงพี่ให้ความคิดอย่างนี้ว่าเราสร้างลานธรรม บูชาธรรมคุณยาย เราก็ได้บุญจากคุณยาย จากพระธรรมกายท่านนับไม่ถ้วน แต่คุณยายไปบูชาธรรมหลวงพ่อวัดปากน้ำอีก ก็ยิ่งนับไม่ถ้วนใหญ่ ลานธรรมเสร็จเร็วอีก เราได้จากหลวงพ่อธัมมะอีก นับไม่ถ้วนอีก แล้วใครนั่งปฏิบัติธรรมอีก เราก็ได้อีกเรื่อยๆ ทำทีเดียวได้ทับทวีไม่ถ้วนจากทั้งหลวงพ่อวัดปากน้ำ ทั้งคุณยาย ทั้งหลวงพ่อธัมมะเอง แล้วก็จะทำให้หลวงพ่อท่านปลอดกังวล ได้หลับตาทำวิชชานั่งธรรมะ ก็จะเป็นบุญใหญ่ของผู้นำบุญในช่วงนี้นะ
เพราะงั้นจริงๆ แล้วหลวงพี่มองว่านอกจากจะปฏิบัติบูชา นั่งธรรมะ ถวายตามปฏิปทาคุณยายที่อยากให้ลูกหลานได้เข้าถึงธรรมะ อันที่ ๒. ก็อามิสบูชา แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่าน (หมดหน้า 1/A)
*********************จบ*********************
หน้า PAGE 9
431003FW-AAT