ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

มาฆบูชา

หลวงพ่อธัมมชโย · ปกิณกะ

มาฆปูรณมี เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนาพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) วันจันทร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ วันนี้เป็นวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เป็นวันมาฆบูชา เป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งต่อตัวเรา และมวลมนุษยชาติทั้งหลาย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประทานโอวาทปาติโมกข์แก่พระอรหันต์รุ่นแรก ๑,๒๕๐ รูป เพื่อให้ทุกรูปได้ไปเป็นต้นบุญต้นแบบแก่ชาวโลก แล้วก็ช่วยกันขยายพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปสู่มวลมนุษยชาติ โดยไม่จำกัดเชื้อชาติศาสนาและเผ่าพันธุ์ เราเป็นชาวพุทธ เราจะต้องศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และช่วยกันทำนุบำรุงวัดวาอาราม และพระภิกษุสามเณรผู้สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา แล้วก็มาตามระลึกนึกถึงความสำคัญของวันมาฆบูชา ซึ่งก็มาพ้องตรงกับวันนี้ ที่เมื่อราว ๒,๕๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา ณ พระอารามเวฬุวัน ในเวลาตะวันบ่าย ได้มีการมาชุมนุมของพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ที่ท่านมาพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมายกันทางวาจา แต่ทว่ารู้กันด้วยใจของพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญาที่หมดกิเลสแล้ว และทุกรูปล้วนเป็นผู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานการอุปสมบทให้ ในกาลครั้งนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงประทานโอวาทปาติโมกข์ เพื่อให้พระอรหันตสาวกทุกรูปได้นำไปประพฤติปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยพระพุทธองค์ได้ให้อุดมการณ์ในการเผยแผ่ว่า “ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา” ซึ่งแปลว่า ความอดทนเป็นตบะธรรมอย่างยิ่ง หมายถึงผู้ที่จะไปทำหน้าที่เป็นต้นบุญต้นแบบ เป็นผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร จะต้องมีความอดทนเป็นคุณธรรมประจำใจขั้นพื้นฐาน คือ จะต้องรู้จักอดทนต่อความยากลำบาก อดทนต่อทุกขเวทนา อดทนต่อการกระทบกระทั่ง และก็อดทนต่อกิเลสสิ่งยั่วยุทั้งหลาย ถ้าหากอดทนอดกลั้นต่อสิ่งเหล่านี้ได้ ก็จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลาย ไปสู่เป้าหมายของชีวิตคือพระนิพพานได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ตรัสเหมือนกันหมดว่า “นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา” ท่านผู้รู้คือพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตรัสว่าพระนิพพานเป็นเยี่ยม คือทุกๆ พระองค์ทรงเห็นพ้องต้องกันว่า สิ่งที่เยี่ยมที่สุดคือพระนิพพาน ดังนั้นมนุษย์ทุกคนที่มีบุญได้อัตภาพเกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนาแล้ว จะต้องมาทำพระนิพพานให้แจ้ง เพื่อแผ้วถางหนทางไปสู่อายตนนิพพาน แม้ว่าในระหว่างทางจะมีอุปสรรคมากมายเพียงไรก็ตาม จะต้องไม่เบียดเบียนทำร้ายใคร ดังพุทธพจน์ที่ว่า “น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี, สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต” คือ ผู้ฆ่าสัตว์อื่น และเบียดเบียนผู้อื่น ไม่เรียกว่าเป็นผู้สงบ “เอตฺ พุทฺธานสาสนํ” นี้เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วต่อจากนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงให้หลักการในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องปลอดภัยในสังสารวัฏว่า “สพฺพปาปสฺส อกรณํ” การไม่ทำบาปทั้งปวง “กุสลสฺสูปสมฺปทา” การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม “สจิตฺตปริโยทปนํ” การทำจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส “เอตํ พุทฺธานสาสนํ” นี้เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย พูดง่ายๆ ก็คือ ให้ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ใส หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ให้งดเว้นบาป สร้างแต่บุญกุศล มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา เป็นต้น หลังจากนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงให้วิธีการในการเผยแผ่ และการวางตัวให้เหมาะสมในการไปทำหน้าที่ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร เพื่อที่จะได้ประพฤติตัวได้อย่างเหมาะสม เป็นที่เคารพเลื่อมใส และเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีให้กับชาวโลก ทรงให้แนวทางปฏิบัติดังนี้คือ “อนูปวาโท” ไม่ให้ไปว่าร้าย หรือไปกระทบกระทั่งกับใคร “อนูปฆาโต” ไม่ให้ไปทำร้าย หรือไปขู่บังคับให้ใครเขามาเชื่อเรา แต่ต้องให้เขาได้ตรองตามด้วยเหตุด้วยผล จนเกิดดวงปัญญา และเกิดศรัทธาความเชื่อด้วยตัวเอง “ปาติโมกฺเข จ สํวโร” ให้สำรวมระวังในศีลและมารยาท จะได้เป็นที่รักที่เคารพนับถือ และน่าเลื่อมใส น่ากราบไหว้บูชาของบุคคลทั้งหลาย “มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺสมึ” ให้รู้จักประมาณในการบริโภคแต่พอเหมาะพอดี “ปนฺตญฺจ สยนาสนํ” ให้อยู่ในที่นอน ที่นั่งอันสงบ ที่เอื้ออำนวยต่อการประพฤติปฏิบัติธรรม และประการสุดท้าย “อธิจิตฺเต จ อาโยโค” ให้ประกอบความเพียรในอธิจิต คือหมั่นเจริญสมาธิให้ใจละเอียด บริสุทธิ์ สูงส่งยิ่งๆ ขึ้นไป “เอตํ พุทฺธานสาสนํ” นี้เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่กล่าวมาทั้งหมดโดยสรุปนี้ เป็นพุทธโอวาท ที่เราและชาวโลกจะต้องนำไปประพฤติปฏิบัติกันในชีวิตประจำวัน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สุขทั้งต่อตัวเรา ต่อครอบครัว ต่อสังคม และประเทศชาติ ทั่วโลก เมื่อน้อมนำมาปฏิบัติแล้วจะทำให้เราได้เข้าถึงความสุขในปัจจุบันทันทีด้วยตัวของเราเอง กระทั่งได้หลุดพ้นจากทุกข์เข้าถึงบรมสุข คือพระนิพพาน ซึ่งโอวาทปาติโมกข์นี้เป็นหลักธรรมแม่บท ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทุกยุคทุกสมัย ทรงตรัสสอนตรงกันหมด เป็นเนติแบบแผนเดียวกันเลย หากเราและชาวโลกทุกคน ได้น้อมเอาพุทธโอวาทดังกล่าวนี้มาปฏิบัติกันอย่างจริงจัง การฟื้นฟูศีลธรรมโลกก็จะบังเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ ที่มีระบบระเบียบแบบแผนไปในทิศทางเดียวกัน แล้วสิ่งที่ดีๆ ก็จะบังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มวลมนุษยชาติจะมีการให้อภัยกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันกัน และจะให้ความรักความปรารถนาดีต่อกันอย่างแท้จริง ที่เรียกว่าเป็นความรักสากลเกิดขึ้น รวมทั้งสันติสุขที่แท้จริง และสันติภาพโลกก็จะบังเกิดขึ้นในยุคของเรานี้ และนอกจากเราจะได้มาทบทวนโอวาทปาติโมกข์แล้ว เราก็จะได้จุดมาฆประทีปถวายเป็นพุทธบูชา และก็บูชาพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ซึ่งการบูชาด้วยดวงประทีปก็จะทำให้เราเป็นผู้มีจักษุ เราจะสมบูรณ์พร้อมทั้งมังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ สมันตจักษุ และธรรมจักษุ จะมีรัศมีกายสว่าง มีดวงปัญญาสว่างไสว ได้รู้ทั่วถึงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เราจะต้องให้ความสำคัญกับวันมาฆบูชากันนะลูกนะ