ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

กตัญญูมหาบูชาหลวงปู่

หลวงพ่อธัมมชโย · ปกิณกะ

กตัญญูมหาบูชามหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนาพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ วันนี้เป็นวันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ เป็นวันที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้บรรลุวิชชาธรรมกาย เราก็ได้เดินทางไกลกันมาจากบ้าน บ้านบางคนก็อยู่ต่างประเทศ บ้านบางคนก็อยู่ต่างจังหวัดไกล ๆ อยู่ในแดน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มี อยู่ที่ขอบ ๆ ประเทศก็มี แปลว่า มากันไกล ๆ กันทั้งสิ้นเลย การมาวันนี้ เป็นการมาดีแล้ว ถูกต้องที่สุด ปีละ ๑ ครั้ง ที่เราจะมาแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ผู้สละชีวิตจนกระทั่งบรรลุวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้เราได้เข้าใจวิธีการบรรลุมรรคผลนิพพานว่า เขาทำกันอย่างไร จากมหากรุณาที่ท่านได้ถ่ายทอดความรู้ที่ท่านได้เข้าถึงนั้นมายังพวกเรา เพราะฉะนั้นวันนี้เราจึงพร้อมใจมากัน ด้วยความเต็มใจ สมัครใจ จึงบอกว่า เป็นการมาดีแล้ว และถูกต้องแล้ว สำหรับนร.อนุบาลฝันในฝันวิทยาต่างประเทศ ที่ดูผ่านจานดาวธรรม เวลาธรรมกายตรงกันแต่เวลาทางโลกไม่ตรงกัน ก็ขวนขวายที่จะมาตามศูนย์ต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ต้องฝ่าพายุบ้าง หิมะบ้าง ความร้อน ทางไกล ความง่วงอะไรต่าง ๆ นั่นก็ถือว่า เป็นการมาดีแล้วเหมือนกัน ก็ให้รักษาข้อวัตรปฏิปทาอันนั้นให้ดี การมาในวันนี้ เท่ากับเราจะได้เชี่อมสายบุญกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ของเรา แปลว่า ท่านไปบังเกิดที่ไหน เราก็ไปเกิดที่นั่น ไปเพื่อสร้างบารมี ไปศึกษาวิชชาธรรมกายกับท่าน ซึ่งเป็นวิชชาที่สำคัญเกี่ยวข้องกับตัวเราโดยตรง ที่จะทำให้เราพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าหากว่า ไม่วันนี้เมื่อ ๘๘ ปีที่ผ่านมา เราจะไม่เข้าใจวิธีการเจริญภาวนาให้ได้บรรลุมรรคนิพพาน และไม่เข้าใจคำว่า “อกาลิโก” จะไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับพญามาร ทางมรรคผลนิพพานมีอยู่ในพระไตรปิฎก ผู้สืบทอดต่าง ๆ ที่ต่อเนื่องกันมา ๒๐๐๐ กว่าปี ก็พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เวลาที่ท่านขึ้นธรรมาสน์ เทศนาอบรมสั่งสอน แต่เราก็ดูเหมือนจะเข้าใจ รู้ว่าดี แต่ว่าจะทำอย่างไร เราไม่ทราบ จนกระทั่งเราไม่มั่นใจเลยว่า ถ้าเราปฏิบัติไปแล้วมันจะถูกไหม จะบ้าหรือเปล่า หรือนั่งแล้วจะไปเห็นสิ่งที่น่ากลัว หรือหลุดแล้วตายไปเลยไม่หวนคืนกลับมาได้อีก ความไม่มั่นใจทำให้เราพลาดโอกาสในการปฏิบัติธรรมและเข้าถึงสิ่งที่ดีที่มีอยู่ในตัว สมหวังในชีวิตด้วยการเข้าถึงความสุขที่แท้จริงภายใน เพราะฉะนั้น เมื่อท่านบังเกิดขึ้นและท่านมายืนยันอย่างนี้ว่า พระนิพพานมีอยู่ภายในตัวของเรา เริ่มต้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ด้วยวิธีการหยุดนิ่ง บอกทั้งวิธีการ สถานที่ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ความมั่นใจเกิดขึ้น และเมื่อเราปฏิบัติ เราก็เห็นไปตามลำดับ ตามที่ท่านได้สอน อย่างที่พวกเราก็ได้เข้าถึงในสิ่งที่ท่านได้สอนมา ตามภูมิจิตภูมิธรรมความละเอียดของแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน แต่ก็เป็นพยานยืนยันในการบรรลุธรรมของท่านว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องว่า เรามาถูกทางแล้ว และเป็นการยืนยันว่า มรรคผลนิพพานเป็นอกาลิโก ไม่เกี่ยวกับเรื่องกาลเวลา เพราะมรรคผลนิพพานอยู่ภายในตัวของเรา ในมนุษย์ทุกคน ทำเมื่อไหร่ หยุดนิ่งเมื่อไหร่ ก็เข้าถึงเมื่อนั้น แม้มีอยู่ ถ้าไม่ทำ ไม่หยุดนิ่ง ก็เข้าไม่ถึง เพราะฉะนั้นคำว่า “อกาลิโก” นี่เป็นเรื่องจริงแท้ที่พระสัมสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ เรามั่นใจตรงนี้ ก็เพราะการบรรลุธรรมของพระเดชพระคุณหลวงปู่ของเรา กับเรื่องของพญามาร มีกล่าวเอาไว้ในประไตรปิฎกเยอะ แต่เราฟังแล้วก็ไม่ชัดเจน เพราะไม่มีการให้รายละเอียดในพระไตรปิฎก มีแต่กล่าวไว้ว่า ก่อนบวชพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนจะออกผนวช ก็มีพญามารมาขวางหน้าบอกว่า อย่าออกบวชเลย คอยสัก ๗ วันเถิด สมบัติจักรพรรดิจะเกิดขึ้น เราฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ยังสงสัย ก็เก็บความสงสัยเอาไว้ ไม่กล้าถามบ้าง หรือ ถามแล้วก็ไม่ได้รับคำตอบ พอตอนจะบรรลุธรรม วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ บรมโพธิสัตว์ มหาบุรุษมีมารมาผจญอีกแล้ว แต่เราก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี พอจะนึกภาพออกก็ตามฝาผนังโบสถ์ ซึ่งก็เกิดจากจิตนาการของศิลปินที่เขียนด้วยกุศลศรัทธา อยากได้บุญกุศลในทางพระพุทธศาสนา อยากให้เรื่องราวของพระพุทธศาสนานี้ดำรงคงอยู่คู่โลกต่อไปก็บันทึกกันเอาไว้ เรารู้จักมารจากฝาผนัง และก็ถ่ายทอดเป็นภาพในหนังสือ แต่พูดจริง ๆ ก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่า พระสัมสัมพุทธเจ้าบรรุลอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว สัปดาห์ที่ ๕ ท่านไปอยู่ที่ใต้ต้นอชปาลนิโครธ ใต้ต้นไทรใหญ่ อยู่ตามลำพังเพียงพระองค์เดียว กำลังเข้านิโรธสมาบัติ โลกุตตรสมาบัติ พญามารมาอีกแล้ว มาทูลให้เข้านิพพาน ตามตำราบอกเอาไว้อย่างนั้นว่า ได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว หลุดพ้นกิเลสอาสวะแล้ว ขออาราธนาเข้านิพานเถอะ อย่าไปโปรดสัตว์โลกเลย ตกลงว่า มารตอนก่อนบวช บวชแล้วที่ใต้ต้นโพธิ์ กับมารหลังตรัสรู้ มารเดียวกันหรือคนละมาร เราก็ไม่รู้ แต่เราก็เก็บความสงสัยเอาไว้ สำหรับผู้ใคร่ต่อการศึกษา ไปค้นคว้า ก็ไม่รู้จะไปหาคำตอบที่ไหน ก็ได้แต่สันนิษฐานด้นเดาเอา ในที่สุดก็พลัดไปสู่มิฐฉาทิฏิ คือไม่เชื่อว่ามี ต่อ ๆ มาก็มีเกี่ยวกับเรื่องมารอีก บางทีพระสาวก พระโมคคัลลานะเจอมารก็มี พระกุมารกัสสปะเจอมารก็มี หลาย ๆ พระองค์เจอกันเยอะแยะ ครั้งสุดท้ายล่าสุด คือก่อนดับขันธปริพพาน มารมาทูลอาราธนาให้ปริพาน นั่นก็มีอีกแล้ว ตกลงว่าก็ไม่เข้าใจอยู่ดี แล้วมารที่มีอยู่ตามฝาผนังก็มีอยู่มารเดียว คือมารที่ใต้ต้นโพธิ์ ไปดูเถอะเราจะไม่เห็นปรากฏเป็นหลักฐานว่า มีศิลปินวาดภาพมารตรงไหนบ้าง จะมีแถมก็ตอนก่อนบวช จะมีรูปยักษ์อะไรต่าง ๆ รูปยักษ์เป็นรูปมารบ้าง มารจริง ๆ ที่น่ากลัว หน้าตาไม่น่ากลัว แต่มารที่เขาวาดหน้าตาน่ากลัว มันไม่ค่อยน่ากลัว วาดไปตามจินตนาการ แต่มารที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ไปเจอ หรือที่พระสัมสัมพุทธเจ้าไปเจอโดยเฉพาะที่ใต้ต้นอชปาลนิโครธ เป็นมารเดียวกับที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ค้นเข้าไปเจอ เป็นมารที่หน้าตาไม่น่ากลัวเลย สวย สง่างาม มีรัศมี แต่ไม่มีวาดเอาไว้ตามฝาผนังหรือในหนังสือเลย ไม่มีเลย แม้กระทั่งบัดนี้ก็ไม่มี ดังนั้นเรามารู้เรื่องของพญามารเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับเรา ที่เกี่ยวข้องก็คือ พญามารทำให้เกิดความทุกข์ทรมานในชีวิต ให้มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย มีการพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก ประสบสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ปรารถนาอะไรก็ไม่สมปรารถนา มารบังคับให้เราเกิดอกุศลจิต คิดไม่ดี พูดไม่ดี และทำไม่ดี ต่อตนเองก็ดี ต่อผู้อื่นก็ดี ต่อสัตว์ทั้งปวงก็ดี แล้วมีวิบากกรรม วิบากกรรมนั้นรองรับกันตั้งแต่ในอบายภูมิ อบายภูมิตั้งแต่ เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก ในมหานรก ภพภูมิต่าง ๆ อีกมากมายก่ายกองทีเดียว ซึ่งเราไม่เคยรู้เรื่องอย่างนี้มาก่อนเลย เคยได้ยินก็ฟังผ่าน ๆ พอไม่ได้ยินคำอธิบายที่ชัดเจนก็ไม่เชื่อ แล้วในที่สุดก็น้อมลงไปในมิจฉาทิฐิ คือ ไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้ ไม่มี อะไรต่าง ๆ เหล่านั้น มารทำให้เกิดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ให้เราไม่รู้จักตัวเราเองเลย ให้ไม่รู้เรื่องราวประวัติชีวิตของเราเลยว่า ก่อนมาเกิดมาจากไหน และก็อยู่ที่ตรงไหน และมีชีวิตอยู่กันยังไง เราผ่านมากี่ชีวิตแล้ว ไม่รู้เลยนะ เพราะฉะนั้นคำว่า “อวิชชา” ยังมีอยู่ แปลว่า ความไม่รู้จริง มันก็เอาตรงนี้มาบังคับ ทำให้เราไม่รู้เรื่องราวของเรา ไม่รู้เรื่องราวของคนอื่น ไม่รู้เรื่องราวในสังสารวัฏว่า ทำไมหน้าตาเราถึงแตกต่างกัน อ้วนผอม ดำขาว สูงต่ำ ฐานะความเป็นอยู่ ความนึกคิด ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณีที่แตกต่าง แตกต่างคือความแตกแยก เมื่อแตกแยกมันก็ไม่รวมกัน นี่เราไม่รู้เรื่องเลยนะ สิ่งเหล่านี้ ทำไมมนุษย์ ไปมาหาสู่กันไม่ได้ ทำไมมนุษย์สื่อสารกันไม่ได้แม้ในบ้านเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน บางทีก็สื่อสารไม่ได้ นี่แหละคือส่วนหนึ่งที่พญามารเขาทำเอาไว้ หรือทำไมถึงมีความโลภ มีความโกรธ มีความหลง โดยสรุปก็คือ มาร ๕ ฝูง คือ กิเลสมาร ขันธมาร เทวบุตรมาร มัจจุมาร อภิสังขารมาร มาร ๕ ฝูงนี้เป็นเครื่องมือของพญามารตัวจริง ที่เขาปล่อยมาร ๕ ฝูง เข้ามาบังคับบัญชาสรรพสัตว์ทั้งหลาย บังคับตั้งแต่ อรูปพรหม พรหม ทิพย์ มนุษย์ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ตลอดแสนโกฎิจักรวาล อนันตจักรวาล นี่บังคับบัญชากันมาเยอะแยะ แล้วบังคับทำไม เชื่อไหมเราตอบไม่ได้ แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ตอบได้ ว่าบังคับทำไม ที่ให้แตกต่างกันนี้ ไม่เหมือนกันสักคน แม้ฝาแฝดก็ไม่เหมือนกัน ก็เหมือนแฝดคนละฝา จะมีความแตกต่าง แตกต่างคือแตกแยก มนุษย์จึงรวมกันไม่ได้ แล้วทำไมมนุษย์จึงรวมกันไม่ได้ เชื่อไหมจ๊ะ พระเดชพระคุณหลวงปู่ตอบได้ ท่านตอบได้ เพราะท่านเข้าไปค้นถึงต้นเหตุ เหตุมันมาอย่างไร ในที่สุดก็ค้นพบว่า มีแต่บุญกับบาปเท่านั้นที่สู้กันอยู่ ปะทะกันอยู่ แต่เดิมมนุษย์ไม่ได้เป็นสภาพอย่างนี้ มีสภาพดีกว่านี้เยอะแยะ แต่มันเสื่อมมันแตกต่างเรื่อย ๆ กันมาเลย ท่านค้นเข้าไปเจอตรงนั้น จนกระทั่งรู้วิธีที่จะหลุดพ้นจากตรงนี้ไปได้ ในเส้นมรรคผลนิพพานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บรรลุ เพราะฉะนั้นการมาวันนี้ เป็นการมาดีแล้วนะลูกนะ ที่เราได้มาบูชาครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย คือพระเดชพระคุณหลวงปู่ และสืบสายวิชชาธรรมกายไปถึงผู้ที่ต้นคิดวิชชาธรรมกายนี้ให้บังเกิดขึ้น ซึ่งสักวันหนึ่งเมื่อเราหยุดนิ่งได้ถูกส่วน ได้เข้าถึงธรรมแล้ว ความเข้าใจของเราก็จะค่อย ๆ มากเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เราก็จะยิ่งมีความซาบซึ้งและเคารพบูชาพระเดชพระคุณหลวงปู่มากขึ้นไปเรื่อย ๆ นะลูกนะ