ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ง่ายแต่ลึก

หลวงพ่อธัมมชโย · ง่ายแต่ลึก 6

ไม่เห็นยากหากได้ หยุดใจ ปล่อยจิตสู่ภายใน เท่านั้น หยุดสนิทไม่ทันไร กายเกิด ละเอียดจนถึงขั้น ผุดแล้วกายในกาย ตะวันธรรม ------------------------------ 14. ง่ายแต่ลึก วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ (๐๙.๐๐ น.) **ปรับกาย** เมื่อเราสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้วต่อจากนี้ไป ตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะลูกนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายกับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา หลับพอสบายๆ **ปรับใจ** แล้วทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ให้คลายความผูกพัน ยึดมั่นถือมั่นในคน สัตว์ สิ่งของ ธุรกิจการงาน บ้านช่อง การศึกษาเล่าเรียน เรื่องครอบครัว เรื่องร่างกายของเรา หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจของเราให้ว่างๆ แล้วสมมติว่า ภายในร่างกายของเราปราศจากอวัยวะ ไม่มีปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น ให้เป็นที่โล่งๆ ว่างๆ กลวงภายใน ใส บริสุทธิ์ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรงกลวงภายในคล้ายลูกโป่งหรือท่อแก้วท่อเพชรใสๆ **วางใจ** คราวนี้เราก็รวมใจที่คิดแวบไปแวบมาในเรื่องราวต่างๆ รวมกลับมาหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดยสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึงจากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไปด้านซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม เหนือจุดตัดนั้นขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เราเรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น ที่สำคัญคือเป็นทางไปสู่อายตนนิพพาน ที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายท่านเริ่มหยุดใจอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ หยุดอย่างเดียว ไม่ได้ทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งท่านเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า **ใครรู้จักฐานที่ ๗ เป็นผู้มีบุญบารมีมาก** ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี้ เราต้องทำความรู้จักและให้ความสำคัญ เพราะตรงนี้เป็นที่สำคัญ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นที่เกิด ที่หลับ ที่ดับ ที่ตื่น ทางดับทุกข์ ทางบรรลุมรรคผลนิพพาน ที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านเริ่มต้นหยุดใจอยู่ที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้น ใครรู้ว่าฐานที่ ๗ เป็นที่หยุดใจ ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้มีบุญบารมีมาก ใครหยุดใจได้ ก็ได้ชื่อว่าสมหวังในชีวิต ประสบความสำเร็จในชีวิตในระดับหนึ่งทีเดียว เพราะฉะนั้น ให้รวมใจมาหยุดนิ่งๆ อยู่ที่ตรงนี้ แต่ในแง่ของการปฏิบัติจริงๆ นั้น เราไม่ต้องกังวลกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มากเกินไป การที่เราเอาใจมาหยุดนิ่งๆ ตรงนี้ มันตรงเป๊ะเลยไหมกับฐานที่ ๗ แค่กะประมาณเอาว่า อยู่แถวๆ บริเวณกลางท้อง เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ทำความรู้สึกว่าใจมาอยู่ที่ตรงนี้ แม้ความจริงอาจจะไม่ตรงเป๊ะเลยกับฐานที่ ๗ ก็ไม่เป็นไร เพราะเรายังเป็นผู้ฝึกอยู่ ยังเป็นนักเรียนอยู่ **บริกรรมนิมิต** ตอนนี้เราก็รวมใจมาหยุดนิ่งๆ ที่กลางท้อง ทำความรู้สึกว่า กลางท้องของเรานั้นมีดวงกลมๆ ใสๆ คล้ายเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย โตเท่ากับแก้วตาของเรา หรือจะใหญ่เล็กกว่านี้ก็ได้ แล้วแต่ใจของเราชอบ เรามาสมมติสร้างมโนภาพขึ้นทางใจซึ่งเรียกว่า บริกรรมนิมิต ให้ภาพนิมิตนี้เป็นที่ยึดที่เกาะของใจเรา ใจจะได้ไม่ฟุ้งคิดไปในเรื่องอื่นที่ไม่มีสาระแก่นสาร ซึ่งเราคิดกันตั้งแต่เกิดเรื่อยมาคือ ค่อยๆ คิดเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วก็ทำให้ชีวิตมีแต่ความทุกข์ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เศร้า ซึม เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม จนกระทั่งไปหาทางผ่อนคลายด้วยการหาสิ่งที่เพลิดเพลินกันไปวันๆ ตามรสนิยม แล้วเข้าใจผิดว่านั่นคือความสุข แต่ความจริงไม่ใช่ มันแค่ความเพลิน ปล่อยให้หมดเวลาของชีวิตกันไปวันต่อวันเท่านั้น ให้เราเอาใจมาหยุดนิ่งๆ ตรงนี้ นึกถึงดวงใสๆ หรือเพชรสักเม็ดหนึ่งกลมรอบตัวขนาดไหนก็ได้ อยู่ตรงกลางท้องของเรา ให้นึกอย่างสบายๆ คล้ายๆ กับนึกถึงสิ่งที่เราชอบ เรารัก เราคุ้นเคย ให้นึกธรรมดาอย่างนั้น สิ่งใดที่เราคุ้นก็นึกได้ง่ายได้ชัดเจนมากกว่าสิ่งที่ไม่คุ้น เพียงแต่ว่าเราคุ้นกับการนึกที่สมองหรือ นึกภายนอก ไม่คุ้นกับการนึกภายในกลางท้อง เพราะฉะนั้นใหม่ๆ ก็นึกได้ยากสักนิดหนึ่ง คำว่า ยาก ในที่นี้คือ จะให้เห็นได้ชัดเจนเหมือนสิ่งที่เราคุ้นเคย คงยากในตอนแรกแต่ยากไม่มาก สิ่งที่เราจะต้องทำคือ นึกได้แค่ไหนก็นึกแค่นั้นไปก่อนอย่างสบายๆ แม้ไม่ชัดเจนก็ไม่เป็นไร ทำให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ จะนึกเป็นภาพองค์พระก็ได้ นึกอย่างสบายๆ ให้ต่อเนื่องกันไป นึกเป็นพระแก้วขาวใสบริสุทธิ์ ปางสมาธิ หรืออิริยาบถที่ท่านนั่งสมาธิหันหน้าออกไปทางเดียวกับเรา เหมือนเรามองจากด้านบนลงไปแบบท็อปวิวอย่างนั้น ไม่ชัดเจนก็ไม่เป็นไร ให้นึกอย่างใดอย่างหนึ่ง นึกไปเพื่อให้ใจเราหยุดนิ่งๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ใจหยุดจะทำให้เราได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง และจิตก็จะถูกกลั่นให้บริสุทธิ์ในระดับที่เราเห็นความบริสุทธิ์ปรากฏเป็นดวงใสๆ ขึ้นมาชัดเจน เหมือนเราลืมตาเห็นวัตถุภายนอก และหลังจากนั้นเราก็ดูไปเรื่อยๆ **บริกรรมภาวนา** ระหว่างที่เรานึกถึงบริกรรมนิมิตนี้ แต่ใจอดไม่ได้ที่จะฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น เราต้องประคองใจด้วยบริกรรมภาวนาในใจเบาๆ โดยให้เสียงคำภาวนาดังออกมาจากในกลางท้อง จากกลางบริกรรมนิมิต กลางดวงแก้วหรือองค์พระดังกล่าว เราภาวนาในใจเบาๆ สบายๆ ว่า สัมมาอะระหัง อย่าให้เร็ว อย่าให้ช้านัก เอาพอดีๆ พอดีในระดับที่ใจสบาย ทุกครั้งที่เราภาวนาสัมมาอะระหัง จะต้องไม่ลืมนึกถึงภาพบริกรรมนิมิต ดวงใสๆ หรือองค์พระใสๆ อย่างใดอย่างหนึ่งควบคู่กันไปให้ต่อเนื่อง สัมมาอะระหังอย่างนี้ไปเรื่อยๆ กี่ครั้งก็ได้ จนกว่าจะเกิดความพึงพอใจสูงสุดที่เราไม่อยากจะภาวนาต่อไป อยากหยุดใจนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ อย่างนี้อย่างเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้ เราไม่ต้องหวนคืนกลับมาภาวนาใหม่ แต่ถ้าใจฟุ้งไปคิดเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ เรื่องสนุกสนานเพลิดเพลินอะไรก็แล้วแต่ จึงค่อยย้อนกลับมาภาวนาใหม่ ทำกันไปอย่างนี้ แต่ถ้าใครถนัดที่จะวางใจนิ่งเฉยๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรเลย และใจไม่ฟุ้งด้วย ก็กำหนดใจหยุดใจนิ่งเฉยๆ ทำความรู้สึกไว้ที่กลางท้องอย่างนี้อย่างเดียวก็ได้ หรือจะไม่นึกอะไรเลย แล้วภาวนาสัมมาอะระหังอย่างเดียวก็ได้ วัตถุประสงค์คือต้องการให้ใจมาหยุดมานิ่งตรงนี้ อย่าสงสัย ถ้าใจหยุดนิ่งไปได้ระดับหนึ่ง ภาพนิมิตเกิดขึ้นมาเป็นดวงใสๆ องค์พระใสๆ ก็ให้ดูไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ อย่าเสียเวลาคิดว่า เอ๊ะ นี่เรานึกไปเองมั้ง เราถึงได้เห็น ถ้าจะนึกไปเองหรือไม่ได้นึกแล้วเห็นเอง ก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น เราควรจะดูต่อไปเรื่อยๆ อย่าลืมว่า แต่ก่อนเรานึกเองยังไม่เห็นเลย แต่พอเห็นเองมันง่ายเสียจนเราสงสัย พอภาพเกิดขึ้น จะเกิดด้วยการนึกขึ้นมาเองหรือเห็นขึ้นมาเองก็ตาม ให้ดูไปเฉยๆ ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปสงสัยว่าคิดเองหรือเห็นเอง ใช่ของจริงไหม หรือว่าไม่ใช่ มันยังไม่ถึงเวลาที่เราจะไปวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ประสบการณ์ นั่นเป็นเรื่องของระดับธรรมะขั้นสูงขั้นละเอียดไปแล้ว แต่ตอนนี้เราเป็นนักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา เราก็ต้องเรียนแบบนักเรียนอนุบาล เมื่อเราเห็นภาพภายใน เราไม่ต้องไปสงสัยหรือไปแสวงหาคำตอบว่า เราคิดขึ้นมาเองหรือเห็นขึ้นมาเองจริงๆ อย่าไปคิดนะลูกนะ มีอะไรให้ดูก็ดูไป ดูไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา หรือบางที ภาพไม่ปรากฏแต่ความสว่างเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ข้างหน้า ก็ไม่ต้องไปสงสัยว่าใครเอาไฟมาส่องหน้า หรือถ้ามันสว่างไปทั่วก็อย่าไปนึกว่า เอ๊ะ ใครเปิดไฟเอาไว้ ไม่ต้องไปนึก ไม่ต้องไปคิดอะไร หรือถ้าสว่างกลางกาย กลางท้อง ก็ไม่ต้องไปสงสัยว่า เอ๊ะ มันสว่างได้อย่างไร แสงมาจากไหน ความสงสัยก็คือการเอาใจมาคิดแล้ว แปลว่าใจเริ่มเคลื่อนจากสมาธิ จากในระดับที่ดีเริ่มจะไปสู่ระดับที่กำลังจะแย่แล้ว **หยุดนิ่งอย่างเดียว** สิ่งที่เราจะต้องทำคือหยุดใจนิ่งอย่างเดียว อย่าไปฝืนในทุกๆ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น จะเป็นความโล่ง โปร่ง เบา สบาย ตัวหายไป หรือตัวขยายจนหายไป หรือแสงสว่าง หรือเห็นดวงใสๆ องค์พระใสๆ หรืออะไรที่นอกเหนือจากนี้ เราอย่าไปฝืนประสบการณ์ ตอนนั้นอย่าลืมตา อย่าขยับตัว แล้วไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องกลัวเป็นบ้า คนบ้านั่งไม่ได้ แล้วเรารู้ตัวเราเองก่อนนั่งว่าเราบ้าหรือเปล่า ไม่ต้องกลัวตาย คนเราจะตายมันต้องเจ็บต้องป่วยต้องไข้เสียก่อน นี่ร่างกายเรายังแข็งแรง ไม่ต้องกลัวหลุดไปเลย หรือจะกลับมาไม่ได้ มันยังไม่ถึงเวลา อย่างไรก็ต้องกลับมา อย่าไปกลัวว่าจะเห็นภาพที่ไม่ดีทำให้ตกใจ จะเป็นภาพที่สวยงามหรือไม่สวยงาม จะเป็นสุภะหรืออสุภะให้เราดูไปเฉยๆ มีหน้าที่เป็นผู้ดูที่ดี ดูเหมือนดูทิวทัศน์ สมมติว่าภาพมันเกิดขึ้นมา จะเป็นภาพอะไรก็ตาม คือเรากำหนดเบื้องต้นเป็นดวงแก้ว เป็นองค์พระ แต่เกิดไปเห็นเป็นภูเขา ต้นไม้ ก้อนเมฆ ทะเล เป็นภาพอะไรก็แล้วแต่ อย่าไปคิดว่าเรานั่งไม่ถูกทางหรือไม่ถูกวิธี หรือนั่นไม่ใช่ นั่นคือช่วงที่ใจกำลังเดินทาง เป็นขั้นตอนของสมาธิ ให้เราดูภาพเหล่านั้นไปเรื่อยๆ เหมือนดูทิวทัศน์ เมื่อเรานั่งรถผ่านทิวทัศน์ต่างๆ เราก็ดูไปเรื่อยๆ แล้วเดี๋ยวภาพเหล่านั้นจะเปลี่ยนไปสู่ภาพที่เราต้องการในที่สุด ลูกทุกคนจะต้องจำคำที่แนะนำทุกๆ ถ้อยคำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อลูกทุกคน จำแล้วก็เอาไปทำ เอาไปปฏิบัติ อย่าทำนอกเหนือจากนี้ จะทำให้เสียเวลาของการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ซึ่งน่าเสียดายว่า เราให้โอกาสตัวเองมาหลับตาทำภาวนาแล้ว พอกำลังจะดีอย่างนี้เลิกเสีย เกิดสงสัยขึ้นมา ไม่เข้าใจอะไรต่างๆ เหล่านั้น ตอนนี้เรายังไม่จำเป็นจะต้องเข้าใจอะไรที่มากไปกว่านี้นอกจากเข้าใจตามที่หลวงพ่อแนะนำแค่นี้อย่างนี้ไปก่อน เพราะเราเป็นนักเรียนอนุบาล เราก็ต้องทำตัวทำใจของเราให้อินโนเซนต์เหมือนเด็กนักเรียนอนุบาล แล้วลูกทุกคนจะสมปรารถนา จะมีความสุขที่ยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต และหาความสุขชนิดนี้จากที่อื่นไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ ลาภ ยศ สรรเสริญ อำนาจ วาสนา คนยกย่องชื่นชม เป็นต้น ความสุขไม่มีในสิ่งนั้น แต่มีอยู่ที่หยุดกับนิ่งของใจเรา ตรงกับพระบาลีที่ว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ ความสุขที่แท้จริงมีอยู่ที่หยุดกับนิ่งเท่านั้น หยุดใจเท่านั้นถึงจะเข้าถึงได้ **ธรรมะเป็นของลึกซึ้งแต่เข้าถึงได้** ลูกทุกคนเป็นผู้มีบุญที่ได้สั่งสมบุญมาอย่างดีแล้ว จึงมาได้ยินได้ฟังและให้โอกาสตัวเองในการทำความเพียรในการฝึกใจให้หยุดนิ่ง ซึ่งเป็นกรณียกิจ เป็นงานที่แท้จริงของการมาเกิดเป็นมนุษย์ในแต่ละชาติ เพราะฉะนั้นลูกจะต้องมั่นใจว่า ลูกคือผู้มีบุญมีบารมีที่สั่งสมมาอย่างดีแล้ว เหลืออย่างเดียวให้มีความเพียรและทำให้ถูกหลักวิชชา จำให้ได้ทุกคำที่แนะนำ ฟังดูเผินๆ เหมือนเป็นคำเรียบๆ ง่ายๆ ไม่น่าจะมีอะไรสำคัญ และยิ่งเราเคยได้ยินได้ฟังว่า ธรรมะเป็นของลึกซึ้งคงเข้าถึงยาก คงจะต้องแบกกลดเข้าป่าปลีกวิเวก นั่นถูกส่วนหนึ่งแต่ไม่ทั้งหมด ความจริงแล้วธรรมะเป็นของลึกซึ้งแต่เข้าถึงได้ ถ้าเรานึกถึงในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ในธรรมสภาในวัดเชตวัน และมีพุทธบริษัท ๔ เข้ามานั่งฟังธรรมและปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระองค์ ได้บรรลุธรรมาภิสมัย คือเข้าถึงไตรสรณคมน์ เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวก็เยอะ เป็นพระอริยบุคคลก็มาก ทั้งพระโสดาบัน พระสกิทาคามีพระอนาคามีก็มี พระอรหันต์ก็มี เพราะฉะนั้น ธรรมะแม้เป็นของลึกซึ้ง แต่สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายๆ ถ้ารู้หลักวิชชาและมีความเพียร ประกอบกับต้องมีบุญเก่าที่สั่งสมมา บุญเก่าของลูกทุกคนมีมากพอแล้วที่จะเข้าถึงได้ ถ้ามีบุญน้อยก็ไม่อาจที่จะมานั่งอยู่ตรงนี้ หรือนั่งปฏิบัติอยู่ที่หน้าจานดาวธรรมได้ เพราะเราจะไม่สนใจเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ แต่นี่เรามีบุญถึงในระดับที่จะเข้าถึงแล้ว ดังนั้นปัญหาเรื่องนี้ให้ตัดทิ้งไปเลยในข้อสงสัยว่า เรามีบุญเพียงพอไหม เหลือแต่เพียงให้มีความเพียรขยัน และทำถูกหลักวิชชา ต้องเข้าถึงอย่างแน่นอน เช้านี้อากาศกำลังสดชื่น ไม่ร้อน ไม่เย็น ไม่อ้าวเกินไป เหมาะสมที่ลูกทุกคนจะเข้าถึงธรรม ให้ตั้งใจทำความเพียรตามหลักวิชชา และขอให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวทุกคนนะลูกนะ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะจ๊ะ หลวงพ่อธัมมชโย