งานหลักของชีวิต
ชีวิตในโลกหล้า ลวงตา
เห็นทุกข์เป็นสุขพา โศกสิ้น
ดังเหยื่อที่ล่อปลา ติดเบ็ด
แสบเผ็ดเดือดร้อนดิ้น กว่าได้เห็นธรรม
ตะวันธรรม
------------------------------
7.งานหลักของชีวิต
วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ (๑๓.๓๐ น.)
**ปรับกาย-ปรับใจ**
เมื่อเราได้จุดเทียนใจไฟนิรันดร์อนันตชัย เพื่อบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปให้ลูกทุกคนนั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนากัน
หลับตาเบาๆ พอสบายๆ คล้ายกับตอนที่เราใกล้จะหลับ แล้วรวมใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ อย่างสบายๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ จำง่ายๆ ว่าอยู่ในกลางท้อง
เราปรับตรงนี้ให้ถูกส่วน คือ หลับตาเบาๆ ผ่อนคลายสบาย หยุดใจไว้ที่กลางกาย พยายามจับจุดให้ได้ โดยวางใจของเราประสานสอดคล้องกับการหลับตา ตรงนี้สำคัญนะลูกนะ อย่าฟังผ่าน อย่าดูเบา ถ้าลูกทุกคนฝึกตรงนี้ได้ จับจุดได้ มันจะง่ายในการที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว หรือง่ายต่อการทำให้ใจโล่ง โปร่ง เบา สบาย ตัวจะขยายแล้วก็หายไป
ต้องฝึกฝนทุกวันอย่างสม่ำเสมอ และหมั่นสังเกตว่า วันไหนเราทำได้ดี เราก็จำวิธีการทำนั้น โดยสอดคล้องกันระหว่างการหลับตากับการหยุดใจในกลางกายที่พอเหมาะพอดีกัน
**บริกรรมนิมิต**
กำหนดบริกรรมนิมิตเป็นดวงใส องค์พระ พระเดชพระคุณหลวงปู่ เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง เราต้องจำวิธีการที่เราทำได้ผลซึ่งไม่มีอะไรยาก คือ ทำธรรมดาง่ายๆ คล้ายๆ กับเรานึกถึงสิ่งที่คุ้นเคย ตรงนี้สำคัญนะลูกนะ ต้องฝึกทุกวัน
**กรณียกิจของชีวิต**
ต้องมีจิตสำนึกว่า สิ่งที่เรากำลังกระทำอยู่นี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เมื่อชีวิตในสังสารวัฏล้วนแต่มีทุกข์โทษ เราจะต้องฝึกฝนอบรมใจให้หยุดให้นิ่งเช่นเดียวกับบัณฑิตนักปราชญ์ในกาลก่อน หรือผู้ที่พ้นแล้วที่ท่านเห็นภัยในวัฏสงสาร ท่านเหล่านั้นก็มาหยุดนิ่งอย่างนี้
กิจที่เราทำอยู่เป็นกรณียกิจเป็นงานที่แท้จริงของชีวิต ส่วนงานอื่นเป็นแค่เรื่องรองลงมา เช่น การศึกษาเล่าเรียน การทำมาหากินเพียงเพื่อให้ได้ปัจจัย ๔ มาหล่อเลี้ยงสังขาร แต่ถ้าชีวิตหนึ่งเราทำเพียงแค่นี้ เราจะไม่พบความสุขที่แท้จริง ชีวิตก็ยังทุกข์ทรมาน เวลาใกล้จะละโลกเราจะไม่มีที่พึ่ง เมื่อมีชีวิตใหม่หลังจากตายแล้วก็จะลำบาก เพราะไม่ได้สั่งสมบุญเอาไว้ เนื่องจากไม่เข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงและวัตถุประสงค์ของชีวิต
ดังนั้น ต้องมีสำนึกลึกๆ ว่า การหลับตาเจริญสมาธิภาวนานี้เป็นงานหลักงานที่แท้จริงของชีวิต ถ้าลูกทุกคนคิดอย่างนี้ได้ เราจะขยันมีความเพียรในการทำสมาธิ เพราะเห็นคุณค่าและความสำคัญอย่างถูกหลักวิชชา จะได้ดำเนินรอยตามพระอริยเจ้าที่ท่านเป็นผู้พ้นทุกข์แล้ว
สำนึกลึกๆ นี้ จะทำให้เราขยันในการทำความเพียรและหมั่นสังเกต เราจะจับจุดได้ว่า หลับตาอย่างไรถึงจะสอดคล้อง ผสมผสาน และกลมกลืนกันเป็นหนึ่งเดียวกับการหยุดนิ่งภายใน หรือการกำหนดบริกรรมนิมิต หรือการประคองใจด้วยบริกรรมภาวนาสัมมาอะระหัง ทั้งหมดนี้ต้องผสมผสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนวงดนตรีอย่างนั้น หรือเหมือนอาหารที่มีอะไรหลายอย่างมาผสมปรุงกันให้ถูกส่วนอยู่ในจาน อาหารทางใจก็ต้องปรุงให้เป็น ตรงนี้ต้องฝึกกันทุกวัน หมั่นสังเกต เดี๋ยวเราจะพบหนทางแห่งความสำเร็จ หลังจากนั้นก็ง่ายแล้ว ให้เราทำอย่างนั้นจนกว่าใจจะตั้งมั่นเป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตา เบาๆ สบายๆ นี่คือสิ่งสำคัญนะลูกนะ
ไม่ว่าจะมีเวลากี่นาทีที่ว่างจากภารกิจทางโลก ก็หมั่นตรึก หมั่นนึก หมั่นคิดในทุกอิริยาบถ และทุกกิจกรรม ใจจะได้คุ้น แค่การได้นึกถึงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างเบาสบาย ไม่ว่าจะหลับตาลืมตา จะอยู่ในอิริยาบถหรือกิจกรรมใด ถือว่าเป็นช่วงที่งดงามของชีวิต นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ
**หยุดเป็นตัวสำเร็จ**
หมั่นตรึก หมั่นนึก หมั่นคิดเรื่อยๆ อย่าไปกังวลเรื่องความมืด เพราะเราไม่ได้ไปควานหาอะไรในที่มืด เรากำลังฝึกหยุดนิ่งให้สอดคล้องกับการหลับตาและการวางใจที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพราะความสุขและความสว่าง รวมทั้งแผนผังชีวิตมีอยู่แล้วในตัวของเรา
ไม่ต้องกังวลว่า เราจะทำไม่ได้ ไม่เห็น หรือเห็นช้ากว่าคนอื่นหรืออะไรต่างๆ ไม่ต้องไปคิดกังวล ฝึกตรงนี้ให้ได้ ถ้าทำเป็นก็เห็นภาพ ทำเป็นเร็วก็เห็นเร็ว ทำเป็นช้าก็เห็นช้า แค่นั้นเอง เรามาฝึกตรงนี้ ฝึกหยุดฝึกนิ่ง
เราจะต้องจับหลักให้ได้ตามที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านสอนเราว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ มืดสว่างไม่ต้องไปคำนึงถึง นี่คือถ้อยคำของท่าน เราก็หยุดนิ่งๆ
เราจะต้องได้ความสุขทุกครั้งที่เกิดจากการทำสมาธิภาวนา ไม่ว่าสุขน้อยหรือสุขมาก หรืออย่างน้อยก็ตัวโล่ง โปร่ง เบา สบาย หรือนิ่งๆ นุ่มๆ อยู่ในกลางกาย เป็นรางวัลในทุกๆ รอบทุกครั้งที่เราหลับตา ต้องทำกันอย่างนี้ให้ได้ทุกวัน
ต่อไปก็จะค่อยๆ ขยายเวลาแห่งความสมหวังขึ้นมาเอง จากหยุดนิ่งได้ ๑ นาที ก็เป็น ๒ นาที ๓ นาที ค่อยๆ ขยายไป จากมืดมากก็มามืดม่วง แล้วก็มืดมั่ง แล้วก็ไม่มืด เป็นขั้นเป็นตอน เป็นรางวัลของชีวิตที่เกิดจากการหลับตาเจริญสมาธิภาวนา
ลูกทุกคนจะมีความรู้สึกว่า สนุก เบิกบาน ไม่มีการฝืนใจในการทำสมาธิ ไม่มีการพยายามจนเกินไปที่จะทำให้สมาธิเกิด แต่เป็นไปตามกระบวนการตามธรรมชาติ เหมือนการหายใจเข้าออกเราไม่จำเป็นต้องไปตั้งใจเลย การหายใจเข้าออกมันก็มีเป็นไปตามปกติ จะช้าจะเร็วก็เป็นอย่างที่หลวงพ่อพูดไว้ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งถึงตรงนี้
ถ้าเราทำได้ มันก็เร็ว ถ้าทำยังไม่ได้แล้วไม่ค่อยได้ทำ มันก็ช้า ถ้ารักตัวเอง เราต้องทำอย่างที่แนะนำไปนะลูกนะ
หลวงพ่อธัมมชโย