ยอดกัลยาณมิตร
หลวงพ่อธัมมชโย · นางสิริมา หญิงงามเมืองผู้บรรลุโสดาบัน
นางอุตตรานั้นมีวิญญาณของยอดกัลยาณมิตร ต้องการให้นางสิริมาได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อโปรดเธอให้พ้นจากฐานะของการเป็นหญิงงามเมือง ยกระดับจิตของเธอให้สูงขึ้น นี่คือความคิดของนางอุตตรา พระโสดาบันผู้มีจิตใจที่งดงาม คิดหากุศโลบายที่จะทำให้นางสิริมามีโอกาสได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงกล่าวว่า “สิริมา ฉันเป็นหญิงที่มีบิดานะ ถ้าหากบิดาของฉันยกโทษให้ ฉันก็จะยกโทษให้เธอเช่นกัน”
สิริมากล่าวว่า “คุณแม่ เรื่องนั้นไม่ลำบากหรอก ฉันจะไปกราบแทบเท้าท่านปุณณเศรษฐีบิดาของคุณแม่”
นางอุตตราบอกว่า “ท่านปุณณะเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดฉันในวัฏสงสารเท่านั้น แต่ว่ามีบิดาอีกท่านที่ทำให้ฉันเกิดใหม่แล้วหลุดพ้นจากวัฏสงสารอีกด้วย ฉันต้องการให้บิดาท่านนี้ยกโทษให้เธอ”
นางสิริมา “ก็ท่านใดหรือเป็นบิดาที่ท่านกล่าวว่า ทำให้ท่านเกิดแล้วพ้นจากวัฏสงสาร”
นางอุตตรา “พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างไรเล่า”
นางสิริมา “โอ คุณแม่ ฉันไม่คุ้นเคยกับพระองค์ท่าน”
นางอุตตรา “ไม่เป็นไรฉันจะช่วยเธอเอง พรุ่งนี้พระบรมศาสดาจะเสด็จมาที่นี่พร้อมภิกษุสงฆ์ เธอจงถือเครื่องสักการะตามแต่เธอจะหาได้แล้วก็มาที่นี่ โดยเธอต้องจัดเครื่องสักการะเอง แล้วฉันจะพาเข้าไปกราบ ขอให้พระองค์ยกโทษให้”
นางสิริมารับคำว่า “ได้ค่ะ คุณแม่” จากนั้นก็กลับไปยังบ้านของเธอ สั่งการให้หญิงบริวาร ๕๐๐ ของตน จัดเตรียมอาหารอย่างดี
วันรุ่งขึ้น นางสิริมาพร้อมด้วยบริวารก็มาที่บ้านของนางอุตตรา นางสิริมาได้แต่ยืนประคองเครื่องสักการะ อันได้แก่ภัตตาหารที่ปรุงและจัดแต่งอย่างประณีตสวยงาม แต่ไม่กล้าใส่บาตรพระภิกษุสงฆ์ที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข จึงยืนอยู่ห่างๆ เพราะสำนึกว่าตัวมีความผิด แล้วมีความรู้สึกลึกๆ ในใจว่า อาชีพที่เธอทำอยู่นี้ไม่เหมาะสมที่จะเข้าไปใกล้พระพุทธองค์ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของนางอุตตรา เธอจึงเดินเข้าไปรับเอาเครื่องสักการะจากมือของนางสิริมา แล้วนำมาถวายแทนให้
พระผู้มีพระภาคเจ้าและคณะสงฆ์รับภัตตาหารแล้วก็ลงมือขบฉัน นางสิริมาเห็นว่า พระพุทธองค์เสวยภัตตาหารของตน ภิกษุสงฆ์ก็ขบฉัน จึงคิดว่า ‘ท่านเหล่านี้ไม่ได้รังเกียจเราเลย’ นางสิริมาพร้อมบริวารจึงค่อยๆ กล้าเข้ามาหมอบกราบใกล้พระบาทของพระบรมศาสดา
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระสงฆ์ทำภัตกิจเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระบรมศาสดาก็ทรงทักทายเพื่อให้เธอสบายใจ แล้วถามว่า “เธอมีความผิดอะไรหรือ”
นางสิริมากราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อวานนี้หม่อมฉันได้ทำร้ายนางอุตตราผู้เป็นธิดาของพระองค์ แต่นางไม่ถือโกรธเลย กลับห้ามนางทาสีที่พากันเบียดเบียนหม่อมฉัน ทั้งยังได้ทำอุปการะแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันรู้สึกซาบซึ้งถึงคุณของนาง จึงขอให้นางยกโทษให้ แต่นางกล่าวว่า ถ้าหากพระองค์ยกโทษให้ จึงจะงดโทษนั้นให้ด้วย”
พระบรมศาสดา “อุตตรา เป็นอย่างที่สิริมาว่าอย่างนั้นหรือ”
นางอุตตรา “อย่างนั้นเจ้าค่ะ เมื่อวานนี้สิริมาหญิงสหายของหม่อมฉันได้ราดรดเนยใสที่เดือดพล่านลงบนศีรษะของหม่อมฉัน”
พระบรมศาสดา “เมื่อเป็นอย่างนั้น เธอคิดอย่างไร”
นางอุตตรา “หม่อมฉันคิดว่า จักรวาลนี้แคบนัก พรหมโลกก็ต่ำเกินไป คุณของสิริมานั้นมากอย่างยิ่ง เพราะว่าหม่อมฉันได้อาศัยเธอให้มาปฏิบัติหน้าที่ภรรยาชั่วคราวแทน หม่อมฉันจึงมีโอกาสสั่งสมบุญถืออุโบสถศีล ได้ให้ทานและฟังธรรม ถ้าหากว่าหม่อมฉันมีความโกรธต่อนางแม้แต่นิดเดียว ก็ขอให้เนยใสที่เดือดพล่านนั้นจงลวกหม่อมฉันเถิด แต่ถ้าหากความโกรธไม่มีแม้แต่นิดเดียวก็จงอย่าลวก แล้วหม่อมฉันก็แผ่เมตตาให้นางสิริมาเจ้าค่ะ”
พระบรมศาสดาตรัสว่า
“ดีแล้วอุตตรา การชนะความโกรธได้อย่างนี้สมควรแท้”
(ตรัสพระคาถานี้ว่า)
อกฺโกเธน ชิเน โกธํ อสาธุํ สาธุนา ชิเน
ชิเน กทริยํ ทาเนน สจฺเจนาลิกวาทินํ.
พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
พึงชนะคนไม่ดี ด้วยความดี
พึงชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้
พึงชนะคนพูดเหลวไหล ด้วยคำจริง.