บทที่ 2 ชาวป่าหิมพานต์
หลวงพ่อธัมมชโย · มักกะลีผล นารีผล
บทที่ ๒ ชาวป่าหิมพานต์
*คนธรรพ์*
คนธรรพ์ คือ อดีตมนุษย์พวกสายศิลป์ ชอบร้องรำทำเพลง การประพันธ์ กวีนิพนธ์ วรรณกรรม มี ๓ ประเภท
คนธรรพ์ชั้นสูง อย่างท่านปัญจสิขเทวบุตร ที่อยู่ในสายการปกครองของท่านท้าวธตรฐ ทำหน้าที่เล่นดนตรีเพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่พระอินทร์ ผู้เป็นเทวราชาของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
คนธรรพ์ชั้นกลาง เกิดอยู่ในป่าหิมพานต์ เป็นบริวารของคนธรรพ์ชั้นสูง มีวิมานซ้อนอยู่ในต้นไม้ของป่าหิมพานต์คนธรรพ์บางชนิดเกิดที่รากแก้วของต้นไม้ วิมานเขาจะซ้อนอยู่ข้างใน บ้างก็เกิดบริเวณลำต้น เกิดบนคาคบ เปลือก ใบ หรือดอกไม้ เกิดได้ในทุกส่วนของต้นไม้ ซึ่งจะมีวิมานซ้อนอยู่ คนธรรพ์จะเกิดแบบโอปปาติกะ คือ แวบ
โตขึ้นมาเลย โดยไม่ต้องมีพ่อแม่
ถ้าจะถามว่า ในต้นนารีผลมีคนธรรพ์มาเกิดไหมคำตอบ คือ ไม่มี เพราะคนธรรพ์จะเกิดในไม้หอม และไม่ไป เกิดในต้นนารีผล
คนธรรพ์ชั้นล่าง อยู่ในโลกมนุษย์ สิงอยู่ตามต้นไม้เช่น รุกขเทวาที่มีวิมานอยู่บนต้นไม้ เช่น ผีนางตะเคียน
นางตานี เป็นต้น เหล่านี้คือคนธรรพ์ชั้นล่าง
*เครื่องดนตรีของคนธรรพ์*
คนธรรพ์มีหลายประเภท เช่น ประเภทที่ชอบเล่นดนตรีเครื่องดนตรีของคนธรรพ์มีอยู่มากมายมหาศาล มีลักษณะหลากหลายนับพันนับหมื่นแบบที่ไม่ซ้ำกัน ถ้าเป็นของยักษ์ก็อีกอย่างหนึ่ง ของวิทยาธร ครุฑ นาค ก็จะต่างแบบกันออกไป
คนธรรพ์มีตั้งแต่คนธรรพ์ระดับร่ายรำเรื่อยไป (ระดับทั่วไป) จนกระทั่งเป็นคนธรรพ์ชั้นสูง ส่วนเครื่องดนตรีประเภทดีด สี ตี เป่า บางชิ้นก็มีลักษณะคล้ายกับเครื่องดนตรี ในโลกมนุษย์ เช่น
พิณทองรูปดอกบัวตูม เป็นพิณทองที่คล้ายดอกบัวตูมคว่ำ
พิณพญานาค ที่มีลักษณะโค้งเป็นรูปพญานาค ให้เสียงกังวาน ยามดีดจะมีเสียงและแสง ให้ทั้งความไพเราะและความสวยงาม
ซอทองคำสามสาย เป็นเครื่องดนตรีประเภทสี มีลักษณะคล้ายดอกบัวตูมที่นำมาทำเป็นซอ
กลองสองหน้า เป็นกลองทองคำที่ประดับรัตนชาติ
กลองรำมะนา เป็นกลองสั้นชนิดหนึ่งประดับรัตนชาติ
กลองสั้น รูปร่างเหมือนกลองยาวแต่สั้นลง ทรงป้อมๆ
ปี่ทองคำ รูปร่างคล้ายปี่ในโลกมนุษย์ แต่ทำด้วยทอง
ขลุ่ยทองคำ ใช้ผิวเหมือนเวลาเล่นฟลุต
แตรทองคำ เป็นแตร ๓ ชั้น แตกต่างจากแตรในเมืองมนุษย์ซึ่งเป็นแตรชั้นเดียว
วงดนตรีของคนธรรพ์นั้น เปรียบง่ายๆ ว่า ถ้าวงเล็กจะคล้ายกับวงมโหรีของไทย แต่ถ้าวงใหญ่ก็จะคล้ายกับ
วงซิมโฟนีออร์เคสตราของฝรั่ง ซึ่งเขาจะเล่นกันในทุ่ง ในสวน ดอกไม้
สวนของป่าหิมพานต์ บางช่วงจะเป็นทุ่งดอกไม้หลากสี คนธรรพ์จะร้องรำทำเพลง ร่ายรำหลากลีลา ชีวิตบนสวรรค์นั้นช่างสดชื่น มีแต่สิ่งที่เพลิดเพลินทั้งนั้น เล่นมโหรีกันเป็นหมู่ เล่นดนตรีไป ร้องรำทำเพลงไป ในทุ่งดอกไม้หลากสี ทุ่งดอกไม้ของสวรรค์มีความสวยสดงดงาม มีผีเสื้อ มีสัตว์ที่เป็นทิพย์ มีกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจอบอวลยิ่งนัก
คนธรรพ์ที่เป็นนางรำ จะร่ายรำด้วยลีลาที่สวยงามพลิ้วไหว ราวกับจะล่องลอยไปในอากาศ คนธรรพ์ชายเป็นนักดนตรี คนธรรพ์หญิงเป็นนักร้อง ร้องไปด้วยเต้นไปด้วยกับนางระบำ ตามกันเป็นขบวนอยู่ในทุ่งดอกไม้ พวกเขาร้องไปเต้นไปหลากหลายลีลาด้วยความสุข บางทีก็มีนักร้องที่ร้องเดี่ยว นางระบำก็แสดงลีลากัน ไม่มีใครดูก็ดูกันเอง
ตรงกลางขบวนเป็นเหล่านักดนตรีที่กำลังบรรเลงดนตรี บรรดานักดนตรีคนธรรพ์มีทั้งที่เป็นกลุ่มเล็กๆ และกลุ่มใหญ่ๆ มีผู้ร่วมขบวนเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน หรือมากกว่านั้น
ท้ายขบวนจะเป็นกลุ่มนางรำที่มีท่าเต้นอ่อนช้อยสวยงาม เต้นไปก็เก็บดอกไม้ไป บางทีก็เก็บจากสองข้างทาง มาร้อยเป็นพวงมาลัย แล้วนำมาคล้องคอให้นักร้อง เหมือนในเมืองมนุษย์ และตามคล้องคอให้นักเต้นทั้งหลายด้วย
ขนาดสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นล่างยังมีความสุขและสวยงามถึงเพียงนี้ บนสวรรค์มีแต่ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ไม่ต้องโดนจับกรอกน้ำทองแดงหรือน้ำกรดร้อนให้ทุกข์ทรมานเหมือนในนรก เพราะฉะนั้นสวรรค์ดีกว่านรกแน่นอน
คนธรรพ์ที่เป็นนักร้อง ไม่ต้องใช้ไมโครโฟน ไม่ต้องมีไฟสปอตไลต์ส่องหน้า แต่ละชุดของเขาสวยงาม หวานแหวว มีจำนวนมากมายไม่ซ้ำแบบกันเลย ถ้านำมารวบรวมก็จะได้เป็นเล่มเลยทีเดียว
คนธรรพ์เขาน่ารัก ผ้าพันของเขาจะหวานแหวว เก๋ๆ เท่ๆ ไม่เหมือนผ้าพาดบ่าของวิทยาธร คนธรรพ์จะดูสำอางหน่อย เป็นสิงห์สำอาง ทำลอยหน้าลอยตาเวลาตีกลอง เอียงหน้าเอียงตากันสนุกสนาน
นักร้องคนธรรพ์จะร้องและเต้นไปพร้อมๆ กับนักระบำร้องรำทำเพลง เต้นไปด้วยกัน นักดนตรีก็เพลิดเพลินเล่นกันไปเรื่อย คล้องพวงมาลัยดอกไม้กันไปถึงท้ายขบวน คล้องไปรำไป เขาไม่ได้หยุดให้คล้องก่อนแล้วค่อยรำ แต่จะรำไปด้วย คล้องไปด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะทุกอย่างจะต้องเข้ากับจังหวะดนตรี เพราะฉะนั้นเขาต้องมีจังหวะให้เข้าไปสวมไปคล้อง
ลีลาของคนธรรพ์สวยพลิ้ว มีความพร้อมเพรียงกัน นักร้องที่เป็นชุดชั้นล่างจะต้องไปฝึกหัดร้องชั้นกลางก่อน ต้องฝึกซ้อมร้อง ซ้อมเต้นรำ พอเป็นนักร้องชั้นสูงก็ต้องไปฝึกต่ออีก ต้องซ้อมให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก จนกระทั่งถึงระดับที่จะได้เข้าเฝ้าท้าวธตรฐ หนึ่งในท้าวมหาราชทั้ง ๔ ซึ่งเป็นผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ส่วนเครื่องดนตรีก็จะมีความวิจิตรพิสดารเพิ่มขึ้นด้วย เรียกได้ว่าถ้าจะแสดงให้เจ้านายดูก็จะต้องเป็นระดับชั้นหนึ่ง ส่วนชั้นสองนี้ยังเอาไว้ข้างล่างก่อน
*วิทยาธร*
นอกจากคนธรรพ์แล้ว ป่าหิมพานต์ยังมีประชากรอีกกลุ่มหนึ่ง เรียกว่า “วิทยาธร” ซึ่งอยู่ในสายการปกครองของท้าวธตรฐ ทั้งคนธรรพ์และวิทยาธรจะเรียนเกี่ยวกับเรื่องมนตร์ เขาจะมีเวทมนตร์และคาถาอาคม สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ตามธรรมชาติ
วิทยาธรเป็นพวกสายวิทย์ ศึกษาศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ แพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์
การประดิษฐ์ เป็นต้น
วิทยาธรจะอยู่ตามถ้ำ ถ้ำเงิน ถ้ำทอง ถ้ำแก้ว อยู่ในป่า เป็นต้น เก่งเรื่องเวทมนตร์ มีหลายระดับ ทั้งชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นล่าง ชั้นล่างจะอยู่ในโลกมนุษย์เรียกว่า “ภุมเทวา” เขาจะรักษาวิชาของเขา เช่น วิชาเวทมนตร์ คาถาอาคมต่างๆ
ตามปกติแล้ว เมื่อวิทยาธรทั้งหลายพบเจอกัน ก็มักจะประลองฤทธิ์ เพื่อให้รู้ว่าใครมีวิชาสูงแค่ไหน ถ้าใครสู้ไม่ได้จะยอมเป็นศิษย์ แล้วได้เรียนวิชาต่อ
สมัยที่วิทยาธรเหล่านี้เป็นมนุษย์ พวกนี้จะสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์ทางใจ เช่น ไสยขาว ไสยดำ เวทมนตร์ คาถา อาคม สามารถเสกใบไม้ให้เป็นนกได้ หรือสามารถเสกสิ่งต่างๆ ได้ ซึ่งปัจจุบันผู้ที่ทำอย่างนี้ได้ก็ยังมีอยู่มาก
วิทยาธรบางพวกแต่งกายคล้ายพระธุดงค์ ห่มสีกรัก พวกนี้มักจะเคยเกิดเป็นพระที่ใจยังมีความกำหนัดยินดีในกาม แต่ว่าข่มได้เมื่อทำสมาธิในระดับเห็นแสงสว่าง แต่ยังเข้าไม่ถึงรูปฌานสมาบัติ เป็นความสว่างที่ประกอบด้วยมนตร์ ชอบเวทมนตร์ เช่น มนตร์ที่ทำให้เหาะได้ ลอยได้
บางท่านเมื่อหมดอายุขัยจากการเป็นมนุษย์ ถ้าบุญน้อยหน่อยก็ไปเกิดเอง ละโลกชุดไหนก็ไปเกิดใหม่ในชุดนั้น แต่ถ้าหากมีบุญมาก เช่น ขณะยังมีชีวิตอยู่ชอบทำทาน เมื่อไปเกิดเป็นวิทยาธร ใบหน้าก็จะหนุ่มขึ้น ถ้าไม่ให้ทาน เมื่อไปเกิดใหม่ ใบหน้าก็จะแก่เท่ากับตอนละโลก
ถ้าตอนเป็นมนุษย์ ชอบฝึกกสิณสีแดง เมื่อละโลกก็ไปเกิดบนแท่นแก้วสีแดง ซึ่งเป็นรัตนชาติสีแดงเหมือนทับทิม เป็นต้น หรือไปเกิดในถ้ำทองแดง ถ้ำเหล็ก ถ้ำหิน ถ้ำรัตนชาติสีม่วง ถ้ำรัตนชาติสีสันต่างๆ ในป่าหิมพานต์
*พบหัวหน้าเขต*
เมื่อเกิดเป็นวิทยาธรแล้ว ก็ชื่นชมสมบัติอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง จากนั้นหัวหน้าภาควิชาก็จะมาเชิญไปหาหัวหน้าเขต เพื่อตรวจสอบดูว่า เรียนมาถึงไหน คล้ายการสอบเข้ามหาวิทยาลัย มีการประลองวิชา และมีการจัดให้เข้าหมวดหมู่ว่า ภูมิรู้ ภูมิจิต ภูมิธรรม ระดับภูมิเท่านี้จะต้องไปเรียนกับสายนั้นสายนี้ เป็นต้น
ถ้ามีบุญมาก เมื่อละโลกแล้วหัวหน้าภาควิชาจะมารับตัวไปอยู่ด้วย เป็นทีมวิทยาธรสายวิชานั้นๆ เช่น วิชา
แปลงธาตุ ก็จะไปสายแปลงธาตุ วิชารักษาก็จะไปสายรักษา ซึ่งสายวิชาต่างๆ นี้มีมากมาย
เมื่อถึงเวลา หัวหน้าภาควิชาจะพาวิทยาธรน้องใหม่ ไปพบหัวหน้าเขต เพื่อไปสอบสัมภาษณ์ด้วยวิธีการแสดงฤทธิ์ให้ดู สู้กันด้วยฤทธิ์ เป็นฤทธิ์ทางใจ เรียกว่า มโนมยิทธิ ใช้ฤทธิ์เดชอานุภาพที่สั่งสมตอนยังเป็นมนุษย์มาประลองฤทธิ์กัน เพื่อจัดให้เข้ากับสายวิชาหรือเข้ากับครูที่จะมาสอน
สำหรับการเดินทางไปพบหัวหน้าเขตนั้นมีด้วยกันหลายแบบ ซึ่งพอจะยกตัวอย่างได้ดังนี้
แบบที่ ๑ เดินออกจากถ้ำเพียง ๒ ก้าว ก็แวบหายไปเลย หัวหน้าภาควิชาจะนำมาถึงหัวหน้าเขต
แบบที่ ๒ เมื่อมาถึงปากถ้ำ หัวหน้าภาควิชาจะปรบมือ แล้วราชสีห์ก็จะมาในทันที โดยจำนวนราชสีห์ที่มาจะเท่ากับจำนวนครั้งที่หัวหน้าภาควิชาปรบมือ เมื่อปรบมืออีกไกรสรราชสีห์ก็มา ติณราชสีห์ก็มา กาฬราชสีห์ก็มา บัณฑุราชสีห์ก็มา นักพรตเพียงแค่ปรบมือเท่านั้น สัตว์เหล่านี้จะมาทันที โดยปกติราชสีห์จะดุมาก แต่ราชสีห์จะรักและเชื่อฟังหัวหน้าภาควิชาของวิทยาธร ด้วยอำนาจแห่งมนตร์
ไกรสรราชสีห์ เป็นเจ้าป่าหิมพานต์ที่ดุมาก เป็นสัตว์กินเนื้อ กินช้างได้ อะไรที่เป็นเนื้อกินหมด รวมถึงสัตว์สวยๆ ในป่าหิมพานต์ก็กิน ไกรสรราชสีห์จะกลัวนักพรต
ติณราชสีห์ มีฟันเหมือนวัว เป็นสัตว์กินหญ้า
กาฬราชสีห์, บัณฑุราชสีห์ เป็นสัตว์กินเนื้อ
สัตว์หิมพานต์เหล่านี้มาเพื่อให้เหล่านักพรตชุดขาวใช้เป็นพาหนะในการเดินทาง นักพรตจะขี่ราชสีห์ไปที่ถ้ำของหัวหน้าเขต
แบบที่ ๓ หัวหน้าภาควิชาจะเชิญตัววิทยาธรใหม่เข้ามาในถ้ำ ซึ่งวิธีเชิญตัวก็มีหลายแบบ เช่น ชี้นิ้วมาที่แท่นรัตนชาติ ก็จะมีแสงสว่างเกิดขึ้นรอบๆ แท่น แล้วแท่นนั้นก็จะแยกออกตามจำนวนวิทยาธร แล้วพากันไปหาหัวหน้าเขต
แบบที่ ๔ หัวหน้าภาควิชาเด็ดใบไม้หน้าถ้ำเท่ากับจำนวนวิทยาธร และร่ายเวทซึ่งมีอยู่ในบทสวด ๗ ตำนาน ๑๒ ตำนาน แล้วโยนใบไม้ขึ้นในอากาศ จะมีแสงสว่างวาบเกิดขึ้น ใบไม้ก็จะเปลี่ยนเป็นนกอินทรีทันที แล้วเหล่าวิทยาธรก็ขี่คอ นกอินทรีบินฉิวไปเลย
แบบที่ ๕ หัวหน้าภาควิชาจะมาเชิญไปรายงานตัว โดยชี้ไปทางแท่นหิน เกิดประกายวาบสีรุ้ง แท่นหินก็จะแยกตัว
ออกเท่ากับจำนวนวิทยาธร แล้วพากันนั่งแท่นหินไปหาหัวหน้าเขต
แบบที่ ๖ หัวหน้าภาควิชาชี้ไปที่ถ้ำทอง จะเกิดแสงสว่าง แล้วถ้ำทองจะแยกออกเป็นแท่นทองเท่ากับจำนวนวิทยาธร แล้วทั้งหมดก็จะเดินทางกันด้วยแท่นทอง
แบบที่ ๗ หัวหน้าภาควิชาพาเดินไปหน้าถ้ำรัตนชาติ แล้วเด็ดดอกไม้หน้าถ้ำ ร่ายเวท จากนั้นโยนดอกไม้ขึ้นไปในอากาศ จะเกิดแสงสว่าง ดอกไม้บานขยายใหญ่ขึ้นแล้วหัวหน้าภาคและนักพรตใหม่ก็เดินทางโดยดอกไม้ทิพย์
แบบที่ ๘ ทั้งหมดไปยังปากถ้ำรัตนชาติ หัวหน้าภาควิชาหยิบผ้าซึ่งเหมือนผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาจากชายพก
จากนั้นก็ร่ายมนตร์แล้วโยนขึ้นไปในอากาศ จะเกิดแสงสว่างที่ผ้าผืนนั้น แล้วผ้าผืนเล็กก็จะขยายเป็นผืนใหญ่ ทั้งหมดจะเดินทางไปด้วยกันเหมือนนั่งพรมวิเศษ
ในความเป็นจริงแล้ว การเดินทางไปหาหัวหน้าเขตนั้นมีหลายแบบมาก แต่ขอยกตัวอย่างมาเพียงแค่ ๘ แบบเท่านั้น และต่อจากนี้ก็จะมีการประลองฤทธิ์กัน
*วิชาวิทยาธร*
เมื่อครั้งที่วิทยาธรยังเป็นมนุษย์ พวกเขามีความสามารถเกี่ยวกับเวทมนตร์คาถา เสกของ แปลงธาตุต่างๆ ได้ เช่น พวกที่ชอบฝึกกสิณสีแดง เขาจะนำดอกไม้สีแดงมาตั้งไว้ แล้วก็จำภาพ จากนั้นจึงหลับตาให้เห็นสีแดง ซึ่งตรงนี้ยังไม่ถึงขั้นฌาน เพียงแค่หลับตาเห็น พอเห็นสีแดงชัดก็ว่า คาถากำกับ ประเดี๋ยวเดียวก็กลายเป็นอะไรต่างๆ สารพัด อย่างนี้เรียกว่า กสิณสีแดง
บางพวกชอบแปลงธาตุ เรียกว่า วิชาแปลงธาตุ คือ แปลงจากธาตุหนึ่งเป็นอีกธาตุหนึ่ง อย่างเช่นในเมืองมนุษย์ ยังมีผู้ที่สามารถแปลงธาตุได้ โดยนำเทียนสีเหลืองขนาดเล็กกว่านิ้วก้อย เอามาห่อด้วยสิ่งที่คล้ายกับดินเหนียวแล้ววางลงตรงหน้า จากนั้นก็ว่าคาถาไม่เกิน ๒ นาที พอแกะเทียนออกมาก็กลายเป็นทองคำอย่างน่าอัศจรรย์ พอถามว่าเป็นทองคำแท้ไหม เขาก็ตอบว่า เป็นทองแท้ แต่เป็นอยู่ไม่นานก็กลับกลายเป็นเทียนเหมือนเดิม
ในพระไตรปิฎกก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับคนที่จับถ่านแล้วกลายเป็นทองคำ เรื่องมีอยู่ว่า เศรษฐีคนหนึ่งเป็นเจ้าของทองคำมากมาย แต่แล้ววันหนึ่ง ทองคำกลับกลายเป็นถ่านเศรษฐีได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ว่า ให้นำถ่านเหล่านั้นไปกองขายที่ตลาด ถ้าใครเป็นผู้มีบุญมาจับต้องแล้วกลับกลายเป็นทองเหมือนเดิมได้ก็ให้รับมาเป็นสะใภ้ ต่อมามีสาวน้อยคนหนึ่งผ่านมาเห็นเข้า เธอพูดขึ้นว่า “ทำไมลุงเอาทองมาวางขายเหมือนกับขายผักผลไม้อย่างนั้นล่ะ” เศรษฐีคนนั้นจึงซักถามสาวน้อยว่า ทองอยู่ตรงไหนบ้าง เพราะตนเองมองเห็นเป็นถ่าน ส่วนสาวน้อยมองเห็นเป็นทอง ด้วยบุญเก่าของเธอที่ทำเอาไว้ พอเธอจับถ่านเหล่านั้นก็กลับกลายเป็นทองได้ การแปลงธาตุก็คล้ายๆ อย่างนี้
มีชายอีกคนหนึ่งสามารถแยกเหล็กไหลวาวๆ เงาๆ ได้เขาจะวางเหล็กไหลไว้บนพานก่อน แล้วก็บริกรรมคาถาใน๗ ตำนาน ๑๒ ตำนาน สักพักเหล็กไหลก็จะแยกตัวออกมาขนาดเท่ากันแต่แบ่งออกเป็น ๒ ก้อน นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของวิชาสายวิทยาธร
อีกคนหนึ่ง สามารถถ่ายภาพสิ่งของที่อยู่ต่างจังหวัดได้ เขาบอกให้คนไปตัดกระดาษธรรมดาที่ใช้เขียนหนังสือมา แล้วก็เอาน้ำใส่ขัน เอากระดาษใส่ลงไปในขัน แล้วนึกภาพต่างจังหวัด ประมาณ ๑ นาที พอยกกระดาษขึ้นมากลับกลายเป็นเหมือนกระดาษที่อัดภาพสี นี้ก็เป็นวิชาของวิทยาธรเหมือนกัน
มีอดีตพระรูปหนึ่ง เดิมเป็นพระธุดงค์ ตอนหลังเป็นฆราวาส ตอนเดินธุดงค์เข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่ง ท่านเล่าว่า ขณะกำลังแสวงหาโมกขธรรม จู่ๆ ก็เห็นตาปะขาวนอนอยู่บนแท่นหิน ก็นึกว่าคนตาย จู่ๆ ตาปะขาวก็ลุกพรวดขึ้นมา และพูดว่า “กูนอนคอยมึงมาร้อยปี ต้องเรียนวิชา” ท่านบอก “ไม่เรียน จะไปเรียนโมกขธรรม” ตาปะขาวบอก “ไม่ได้ ต้องเรียน” วิชาที่เรียน เช่น มีหม้ออยู่ใบหนึ่ง พอใส่ข้าวสารเอาเทียนใส่ ข้าวก็จะกลายเป็นข้าวสุก เทียนก็จะกลายเป็นหมูพะโล้
มีชาวนาคนหนึ่งอยู่จังหวัดน่าน เขามีความสามารถอย่างหนึ่ง สมมติว่านั่งกันอยู่อย่างนี้ ถ้าเขาถูกใจคนไหนเขาจะโยนผ้าเช็ดหน้าขึ้นไปในอากาศ พอผ้าตกลงมาถึงพื้น ก็จะกลายเป็นกระต่ายน้อยวิ่งไปซุกบนตักคนนั้นเลย เหมือนเล่นกลแต่ไม่ใช่กล อันนี้เขาเรียกมนตร์ แต่กลนั้นอีกอย่างหนึ่ง กลจะใช้วิธีการต่างๆ เพื่อความบันเทิง ถ้าหากเราจับไม่ได้ก็แล้วกัน แต่ถ้าจับได้ก็ไม่ว่ากัน เพราะเขาบอกแล้วว่าเพื่อความบันเทิง
แต่คาถานี้ไม่ใช่ เขาใช้วิทยาศาสตร์ทางใจในการแปลงธาตุ เช่น แปลงใบไม้เป็นนก ฝักมะรุมเป็นด้วง ดอกไม้เป็นแมลงภู่ บางทีเป็นเสือ เป็นโน่นเป็นนี่ เป็นอะไรต่างๆ ได้ทั้งนั้น แปลงธาตุก็มี เรียกสัตว์ก็มี เขาสามารถชุมนุมสัตว์ได้ ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เช่น อยากจะเรียกชุมนุมฝูงนก พอเขาบริกรรมคาถาประเดี๋ยวเดียวฝูงนกก็มา นี้เป็นวิชาสายวิทยาธร
บางประเภทใช้ความรู้รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้หายได้โดยมีมนตร์กำกับ เขาจะมีวิธีรักษาในแบบของเขา ครั้งหนึ่งคุณยายอาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น สมัยตอนเป็นสาวๆ ท่านถูกน้ำมันพราย เขาดีดนิดเดียว แต่มันจะลามเป็นมันแผล็บไปทั้งตัว ทำให้คิดถึงแต่คนดีด ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักกัน และท่านก็นอนซมอยู่
วันหนึ่ง มีแม่ชีท่านหนึ่งห่มสีกรักออกมาจากป่า มาถามว่า บ้านนี้ใช่ไหมที่ลูกสาวป่วยอยู่ แล้วก็ไปทำน้ำมนตร์มารักษาให้ น้ำมันก็ออกจากตัวหมดเลย คุณยายทองสุขอยากจะขอเรียนวิชาด้วย จึงพูดขึ้นว่า “ยาย ช่วยสอนฉันหน่อยสิ ฉันอยากเรียน” แม่ชีบอกว่า “ไม่ได้หรอก หนูมีครูแล้ว ครูเขาคอยหนูอยู่ อีกหน่อยหนูโตขึ้นจะได้ไปเรียนกับครูคนนั้น เรียนแล้วหนูจะต้องมาสอนยายอีกด้วยซ้ำไป