บทที่ 1 รู้จักป่าหิมพานต์
หลวงพ่อธัมมชโย · มักกะลีผล นารีผล
บทที่ ๑ รู้จักป่าหิมพานต์
หิมพานต์ หรือ เหมะพานต์ แปลว่า ป่าที่เป็นสีทอง (เหมะ แปลว่า ทอง) คือ พื้นภาพรวมของป่านั้นเป็นสีทอง ต้นไม้ ใบไม้เป็นสีทอง
หิมพานต์ พิกัดอยู่ที่เชิงเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์ โดยมีโลกมนุษย์ หรือที่เรียกว่า “ทวีป” อยู่ในแต่ละทิศของเขาพระสุเมรุ
รวมทั้งหมด ๔ ทวีป* ด้วยกัน
แต่เดิม แผ่นดินของโลกมนุษย์กับสวรรค์ชั้นจาตุ-มหาราชิกานั้นติดกัน แผ่นดินจะเชื่อมถึงกันทั้ง ๔ ทวีปแต่เมื่อเวลาผ่านไปกิเลสและบาปของมนุษย์มีมากขึ้น เป็นเหตุให้ทวีปทั้ง ๔ เคลื่อนห่างออกจากเขาพระสุเมรุทำให้ไม่สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้เหมือนยุคต้นๆ
เมื่อมนุษย์ทำเรื่องผิดให้กลายเป็นถูก เช่น ดื่มสุรา เล่นการพนัน คบชู้ และคดโกงกันเป็นปกติ จากเดิมที่มนุษย์มีความละอายไม่กล้าทำสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อกิเลสมากขึ้นก็นิยมทำกันเป็นเรื่องปกติในสังคม การทำผิดให้เป็นถูกเช่นนี้มาเรื่อยๆ จึงเป็นเหตุให้กระแสบาปเคลื่อนแผ่นดิน แยกออกจากกัน เพราะฉะนั้นในยุคนี้นายพรานจะไปจับกินรีมาถวายพระสุธนไม่ได้แล้ว เพราะว่ามนุษย์ในยุคนี้ไม่สามารถเดินทางไปยังป่าหิมพานต์ได้ ยกเว้นแต่ผู้ที่มีอานุภาพอันเกิดจากสมาธิ ซึ่งมีจำนวนไม่มาก และมักจะปลีกตัวอยู่ในที่วิเวก ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันจึงคิดว่า ป่าหิมพานต์เป็นเพียงแค่เรื่องราวในวรรณคดี
ป่าหิมพานต์นั้นเปรียบดังอุทยานของสวรรค์ มนุษย์มีเขตอุทยานแห่งชาติในส่วนต่างๆ ของประเทศฉันใด เทวดาทั้งหลายก็ถือว่า ป่าหิมพานต์เป็นอุทยานแห่งชาติของชาวสวรรค์ฉันนั้น
อากาศที่ป่าหิมพานต์จะเป็นฤดูสบาย คือ ไม่ร้อนเกินไป ไม่หนาวเกินไป เป็นอุณหภูมิสบายๆ แต่ถึงกระนั้นที่นั่นก็มีฤดูกาล คือ ช่วงเวลาที่ดอกไม้แต่ละชนิดออกดอก เช่น ในหนึ่งปี ต้นไม้ชนิดนี้จะออกดอก ๑ เดือน หรือ ๒ เดือน หรือ ๓ เดือน เป็นต้น
เมื่อเทียบเวลากับโลกมนุษย์แล้ว ๑ วันในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาเท่ากับ ๕๐ ปี ในเมืองมนุษย์ ถ้า ๗ วัน ของสวรรค์ชั้นนี้ก็จะเท่ากับ ๓๕๐ ปี ในเมืองมนุษย์
ทัศนียภาพในป่าหิมพานต์นั้นมีความงดงามอย่างที่เรานึกไม่ถึง ที่นั่นมีสวน มีสระน้ำ มีสัตว์ที่สวยงามราวกับเป็นต้นตระกูลของสัตว์ในโลกมนุษย์
ต้นไม้ ดอกไม้ ล้วนสวยสดงดงาม มีรัศมีเรืองรองและมีกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจ ไม่ต้องรดน้ำพรวนดิน ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องขจัดวัชพืช ไม่จำเป็นต้องตัดตกแต่งกิ่งแต่อย่างใด เวลาที่ดอกไม้และใบไม้ร่วงหล่นจากต้น ก็ไม่ได้ร่วงลงมาทับถมกันเป็นปุ๋ยเหมือนกับต้นไม้ในเมืองมนุษย์ แต่ดอกไม้และใบไม้ในป่าหิมพานต์จะค่อยๆ ร่วงลงมาแล้วหายไป ขณะเดียวกันกับที่ดอกใหม่และใบใหม่จะค่อยๆ ผลิออกมาแทนทันที นี่คือความอัศจรรย์ของภพทิพย์
นอกจากนี้ยังมีต้นมักกะลีผลหรือนารีผล ซึ่งเป็นไม้ผลที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากเทวโลกมาถึงมนุษยโลก ผลไม้ชนิดนี้แม้รับประทานไม่ได้ แต่ทำไมจึงเป็นที่ต้องการ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าศึกษาเรียนรู้
*สัตว์ป่าน่าชม*
ถ้าเราอ่านวรรณคดีหรือเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับป่าหิมพานต์ ก็คงจะคุ้นเคยกับคำว่า สัตว์ในวรรณคดี แต่หลายคนไม่เชื่อว่า มีจริง จึงเรียกว่าเป็นสัตว์ในเทพนิยาย บ้างก็นำมาวาดภาพ แกะสลัก หรือทำเป็นรูปปั้นตามจินตนาการที่ได้จากเรื่องราวในวรรณคดี แต่ความเป็นจริงแล้วสัตว์เหล่านี้มีอยู่จริง เช่น
ไกรสรราชสีห์ เป็นเจ้าป่าหิมพานต์ รูปร่างสง่างามมาก กินช้างได้ ลำตัวมีขนสีขาว ปลายขนมีสีแดง ถ้าดูด้านหน้า แผงเส้นขนรอบคอเป็นสีแดง แต่ไม่ยุ่งเหยิงเหมือนสิงโตในเมืองมนุษย์ ขนของไกรสรราชสีห์ขดอย่างเรียบร้อย วนเป็นขดใหญ่หมุนขวาตามเข็มนาฬิกา วนเป็นเกลียวขึ้นไปบนหลัง ส่วนหางจะไม่ทิ้งตัวลงแบบสิงโตในเมืองมนุษย์ หางของไกรสรราชสีห์นั้นเหมือนกับก้านดอกบัวที่ยกชูขึ้น สวยสง่างามมาก
คชสีห์ เป็นราชสีห์กับช้างผสมกัน โดยส่วนหัวจะเป็นช้าง แต่ตัวเป็นราชสีห์ สวมกันได้สนิท ผสมผสานกลมกลืนกันอย่างลงตัว เหมือนคนไทยแต่งงานกับชาวต่างชาติ เมื่อมีบุตรด้วยกัน ก็มีลักษณะผสมผสานกันไป
การผสมผสานลักษณะของสัตว์ป่าหิมพานต์นี้ ดูแล้วไม่เหมือนสัตว์ประหลาดอย่างอสุรกาย เช่น ตัวเป็นไก่ หัวเป็นหมูเพราะสัตว์ป่าหิมพานต์มีลักษณะกลมกลืนสง่างาม
นาคราชสีห์ เป็นพยานรักซึ่งเกิดจากพญานาคกับราชสีห์ ลักษณะของนาคราชสีห์ คือ มีส่วนหน้าเป็นนาค มีหางเป็นนาค ตัวเป็นราชสีห์ แต่มีเกล็ดเป็นนาค องอาจ สวยสง่างาม
สัตว์ในป่าหิมพานต์เหล่านี้ตัวใหญ่มาก ในป่าหิมพานต์ยังมีสัตว์แปลกๆ ที่สวยงามอย่างนี้อีกมากมาย ขณะเดียวกันสัตว์แปลกๆ ในภพอสูรหรืออสุรกายก็มีอยู่มากมายเช่นกัน แต่ไม่น่าดูน่าชมเหมือนสัตว์ในป่าหิมพานต์