ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ภาคผนวก

หลวงปู่วัดปากน้ำ · พระมงคลเทพมุนี-40วัชรวีร์

PDF
ภาคผนวก ๑. มีคําพยากรณ์อยู่เรื่องหนึ่ง เดี๋ยวนี้ยังมีบันทึกไว้ใน หนังสือเก่าๆ คําพยากรณ์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นเรื่องแปลก ผู้ที่เล่าให้หลวงพ่อฟังเป็นอุบาสิกาท่านหนึ่ง เดี๋ยวนี้ ท่านไปอยู่เชียงใหม่ ท่านเคยได้อยู่ร่วมปฏิบัติธรรม ค้นคว้าวิชชาธรรมกายขั้นสูง ในโรงงานทําวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในสมัยสงครามโลก ท่านบอกว่าคําพยากรณ์นี้แหละ ทําให้ท่านต้องเข้าไปศึกษาธรรมะกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ คํา พยากรณ์นั้นเขาเขียนไว้อย่างนี้ เขาบอกว่า จะมีพระเถระ จากสุพรรณบุรี เกิดในยุคธรรมิกมหาราช จะค้นคว้าวิชชาหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา และจะเผยแผ่ไปยังนานาชาติ จะมีชาวต่างประเทศมาศึกษา แล้วโลกจะมีสันติสุขที่แท้จริง พระเถระจากสุพรรณบุรีผู้นี้จะมีลูกศิษย์ที่ได้อภิญญาทั้งหญิงและชาย เวลาที่ท่านรับแขกลูกศิษย์หญิงและชายที่ได้วิชชา นั้นนั่งอยู่ใกล้ๆ พระเถระผู้นี้จะมีลูกศิษย์เป็นสังฆราชา และ ต่อมาจะได้เผยแผ่วิชชานี้ในยุคของธรรมิกมหาราช ซึ่งเป็น คนไทยแต่ไปเกิดต่างประเทศ จะช่วยกันเผยแผ่ นี่ท่านว่า อย่างนี้ ก็สรุปง่ายๆ คือว่าจะมีพระเถระจากสุพรรณบุรีนี้จะ ค้นคว้าวิชชาคือวิชชาธรรมกายนั่นเอง และวิชชานี้ต่อไปจะ ขยายไปยังนานาชาติไปทั่วโลก ชาวโลกจะมาศึกษาและโลก จะอยู่เย็นเป็นสุข พระเถระท่านนี้จะมีลูกศิษย์ที่ได้วิชชานี้คือ ได้ธรรมกาย และเวลาที่ท่านรับแขกก็จะมีธรรมกายชายหญิง นั่งประกบอยู่ข้างๆ อย่างนั้นจริงๆ ซะด้วย และลูกศิษย์ท่านที่เป็นสังฆราชา ก็สมเด็จป๋าวัดโพธิ์ เป็นอย่างนั้นจริงๆ จะ เผยแผ่วิชชานี้ในยุคธรรมิกมหาราชา คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันนี้ พระองค์เสด็จพระราชสมภพที่อเมริกา มลรัฐแมสซาชูเซตต์ นี่เป็นคําพยากรณ์ตั้งแต่สมัยอยุธยา และก็ทําให้อุบาสิกาท่านนี้ สนใจอยากจะเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ที่ได้อภิญญานั้น ก็เลยมาศึกษาธรรมะกับหลวงพ่อวัดปากน้ําภาษีเจริญ แล้วท่านก็มาเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อก็ไปได้เห็นคําพยากรณ์เล่มนั้น เป็นหนังสือเล่มโตๆ ที่เก็บเกร็ดอะไรต่างๆ เอาไว้เยอะแยะรวมทั้งคําพยากรณ์เก่าๆ แปลก ดีเหมือนกัน..... อุบาสิกาท่านนี้ ปฏิบัติธรรมได้ดีมาก ท่านเป็นลูกศิษย์ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำไว้วางใจคนหนึ่งทีเดียว ควบคู่กับคุณยายของเรา แต่ว่าอายุน้อยกว่าคุณยายเรา และในคําพยากรณ์บอกต่อมาอีกว่า พระเถระรูปนี้จะมีอายุอยู่เจ็ดสิบกว่าปี แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็สิ้นในตอนอายุท่านเจ็ดสิบกว่าจริงๆ เสียด้วย แปลกนะ คําพยากรณ์สมัยก่อนนี่ เขาดูรู้ด้วยญาณ เห็นโครงงานนี้ก่อน......... (จากพระธรรมเทศนา เรื่องเกร็ดประวัติหลวงพ่อวัด ปากน้ำโดยพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) วันเสาร์ที่ ๒๔ เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๓๑ ที่ศาลาจาตุมหาราชิกา) ๒.ตัวอย่างที่คัดมาจากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สิ่งที่เป็น เกาะเป็นที่พึ่งของตน” ซึ่งมีคําอธิบายเรื่องอัตตาและอนัตตาอยู่ด้วย “ณ บัดนี้อาตมภาพจักได้แสดงธรรมีกถา แก้ด้วยสิ่งที่เป็นเกาะและสิ่งที่เป็นที่พึ่งของตน ทุกถ้วนหน้า สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสงเคราะห์พวกเราทั้งหลายซึ่งไม่รู้จักตนว่าเป็นเกาะและเป็นที่พึ่งของตน ให้รู้จักว่าเป็นที่พึ่งเป็นเกาะของตน พระองค์จึงได้ทรงชี้แจงแสดงธรรมว่าด้วยที่พึ่งของตน ที่พึ่งนี่แหละไม่ใช่ของพอดีพอร้าย นอกจากพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วรู้ไม่ได้ พระองค์เท่านั้นทรงรู้ได้ ในสิ่งที่เป็นที่พึ่ง สิ่งที่เป็นเกาะของตน พระบรมทศพลนั้น เมื่อตรัสปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้งห้าสําเร็จแล้ว ตรัสเทศนาอนัตตลักขณสูตรโปรดพระยสและสหายรวมห้าสิบห้าสําเร็จแล้ว ทรงพระดําเนินไปยังเหล่าชฎิลหนึ่งพันสามรูป ในระหว่างทางนั้น ไปพบพวกราชกุมารเล่นซ่อนหาปิดตากันในป่าไร่ฝ้าย ราชกุมารเหล่านั้นมีมเหสีด้วยกันทั้งนั้น แต่ราชกุมารองค์หนึ่ง มเหสีของ ราชกุมารองค์นั้นเป็นมเหสีกํามะลอ จ้างเขาไปไม่ใช่ของตนโดยตรง จ้างหญิงแพศยาไป ครั้นไปถึงป่าไร่ฝ้ายเล่นซ่อนหากันเป็นที่สนุกสนานนัก แก้เครื่องประดับแล้วห่อเรียบร้อยส่งให้มเหสีถือไว้ทุกๆ องค์ทั่วหน้ากัน พระราชกุมารที่มีมเหสีกํามะลอก็ให้ถือดุจเดียวกัน มเหสีกํามะลอของพระราชกุมาร ผู้นั้นเป็นหญิงนครโสเภณี พอเห็นของมีค่าเช่นนั้น ก็ว่าของเหล่านี้เลี้ยงตัวเองได้ชาติหนึ่ง เราไม่ต้องเดือดร้อนเลี้ยงตัวได้ทั้งชาติ เมื่อนางเห็นเช่นนั้นก็ออกอุบาย สัญญาวิปลาสแปรผันไป หาวิธีหลบหลีกซ่อนเร้นตัวสมความปรารถนาแล้วก็พาเครื่องประดับหนีไป ไปทางไหนไม่มีใครรู้ เมื่อราชกุมารเล่นซ่อนหาปิดตากันอย่างสนุกสนานหมดเวลาที่จะเล่นกันแล้ว ก็กลับมาขอห่อเครื่องประดับที่พระมเหสีของตนๆ ประดับตกแต่งอวัยวะร่างกายไปตามหน้าที่ ฝ่ายพระราชกุมารที่มีพระมเหสีกํามะลอเป็นหญิงแพศยานั้นไม่พบตัว หญิงแพศยาที่จ้างไปเป็นมเหสีนั้นพาเอาห่อเครื่องประดับหนีไปแล้ว ช่วยกันค้นหาสักเท่าใดก็ไม่พบ ค้นไปค้นมาพบพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ รุกขมูลโคนต้นไม้ ราชกุมารเหล่านั้นก็ได้ทูล ถามพระจอมไตรว่า “ดูกร ท่านบุรุษผู้เจริญ ท่านเห็นหญิงถือห่อผ้าเดินไป ทางนี้บ้างไหม?” พระพุทธองค์รับสั่งว่า “แน่ะ! ราชกุมารทั้งหลาย ท่านจะหาหญิงถือห่อผ้านั้นดีหรือ หรือจะหาตัวดี ราชกุมารก็ทูลรับว่า “หาตัวดีพระเจ้าค่ะ” “เออ! ถ้าหาตัวก็ดีแล้ว นั่งลงซิ เราจะบอกตัวให้” พระองค์ก็รับสั่งให้ราชกุมารสามสิบนั้นนั่งและให้มเหสีอีกยี่สิบเก้านั้นนั่งลงด้วยพร้อมกัน พระองค์ก็ทรงแสดงถึงตัว ก็ตรงกันกับ "อตฺตทีปา อตฺตสรณา นาญฺญสฺสรณา ธมฺมทีปา นาญฺญสฺสรณา” เมื่อท่านเข้าใจดังนี้ ขอเชิญท่านทั้งหลาย จงเงี่ยโสตสดับรองรับรสพระธรรมเทศนาในเรื่องสิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตัวสืบต่อไป แปลตามวาระพระบาลีว่า อตฺตทีปา มีตนเป็นเกาะ อตฺตสรณา มีตนเป็นที่พึ่ง นาญฺญสฺสรณา สิ่งอื่นไม่ใช่ ธมฺมทีปา มีธรรมเป็นเกาะ ธมฺมสรณา มีธรรมเป็นที่พึ่ง นาญฺญสฺสรณา สิ่งอื่นไม่ใช่ นี้พึงรู้ใจความตามวาระพระบาลีให้แจ่มชัดเสีย ให้แน่ในใจว่าตนนี่แหละเป็นเกาะเป็นที่พึ่งตอนหนึ่ง ตอนที่สองรองลงไป ธรรมนั่นแหละเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง ที่จะฟังเทศนาเรื่องนี้ออก เราต้องรู้จักตน ต้องรู้จักธรรมเสียก่อน คําว่า “ตน” นั้นหมายถึงอะไร? ตนนั้นหมายหลายชั้นกายมนุษย์เรานี้ก็เรียกว่าตน กายมนุษย์ละเอียดก็เรียกว่าตน ๑๘ กายซึ่งเหนือๆ ขึ้นไปโดยลําดับจนถึงกายพระอรหัตละเอียดก็เรียกว่ากายทั้งนั้น กายมนุษย์จนถึงกายอรูปพรหมละเอียดรวม ๔ กายเป็นตนในภพนี้ ตนในภพนี้ที่กล่าวเป็นตนโดยสมมติ ไม่จริงจังอะไร เป็นตนสมมติขึ้นครั้งหนึ่งคราวหนึ่ง ตั้งแต่กายธรรมจนถึงกายพระอรหัตละเอียดรวม ๑๐ กายก็เป็นตน เป็นตนนอกภพ เป็นตนโดยวิมุติไม่ใช่ตนโดยสมมติ ทั้ง ๑๘ กายล้วนแต่เป็นตนทั้งนั้น นี่ให้รู้จักตนเสียดังนี้ก่อน ตนนี่แหละเป็นเกาะ ตนนี่แหละเป็นที่พึ่ง แล้วจะแสดงเรื่องธรรม ให้รู้จักธรรมเสียอีกอย่างหนึ่ง คําที่เรียกว่าธรรมน่ะ อะไร? อยู่ที่ไหน? ต้องรู้จักเสีย ถ้าไม่รู้จักก็เลอะเทอะเป็นป้า ป้อนหลาน ไม่รู้จักธรรมละก็ ฟังธรรมไปสักเท่าใดๆ ก็ไม่รู้ เรื่องจริงของธรรม เพราะไม่รู้จักธรรมจะรู้เรื่องจริงอย่างไร เราต้องรู้จักธรรมเสียก่อน คําว่า ธรรม นะอะไร? ธรรมเป็นเครื่องทําตนนั้นให้เป็นอยู่ ตนนั้นไม่มีธรรมเลย ก็เป็นอยู่ไม่ได้ กายทุกกายตั้งแต่ กายมนุษย์จนถึงกายพระอรหัตละเอียดทั้ง ๑๘ กาย ล้วนแต่มีธรรมให้ตั้งอยู่ทั้งนั้น ถ้าไม่มีธรรมแล้วก็เป็นอยู่ไม่ได้ คําว่า ธรรมนี้อยู่ที่ไหนล่ะ? อยู่กลางกายมนุษย์ สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย ด้ายกลุ่มสองเส้นขึงให้ตึง ตรงกลางเส้นด้ายที่พาดตัดกัน ที่เรียกว่ากลางกั๊กนั้น คือถูกกลางดวงธรรมที่ทําให้เกิดเป็นกายต่างๆ ทั้ง ๑๘ กายนั่น ดวงนั้นแหละเรียกว่าดวงธรรม ธรรมดวงนั้นดับไป กายต่างๆ นั้นก็ดับไปด้วย ดวงธรรมนั้นผ่องใสสะอาดสะอ้าน กายต่างๆ นั้นก็รุ่งโรจน์โชตนาการ ธรรมดวงนั้นซูบซีดเศร้าหมอง กายมนุษย์ก็ไม่ผ่องใสซอมซ่อไม่สวยไม่งามน่าเกลียดน่าชังไป เพราะธรรมดวงนั้นสําคัญนัก ธรรมดวงนั้นแหละเป็นชีวิตของมนุษย์ คือความเป็นอยู่ของมนุษย์ ความเห็น ความจํา ความคิดและความรู้ อยู่กลางดวงนั้น ออกจากกลางธรรมดวงนั้นเป็นชีวิต ธรรมสําคัญทีเดียว ดวงธรรมนั่นแหละ อยู่กลางกายของเราเหมือนกันทุกๆ คนไป ที่เรียกว่าดวงธรรมเป็นอย่างนี้ รู้จักเสียที ต่อไปนี้จะแสดงถึงกาย กายเป็นเกาะนั้นเป็นอย่างไร? เป็นที่พึ่งนั้นเป็นอย่างไร? เกาะได้อย่างไรหรือ? จึงได้ชื่อว่า เป็นเกาะเป็นที่พึ่ง จึงนึกถึงมนุษย์ที่เรือล่มจมลงในท่ามกลาง มหาสมุทร มนุษย์ก็ต้องว่ายน้ำ มนุษย์ปรารถนาเกาะไหมล่ะ? ว่ายน้ำไปๆ ไปพบเกาะเข้าสักเกาะจะเป็นอย่างไร ก็ชื่นอกชื่นใจขึ้นเกาะนั่นโดยฉับพลันทีเดียว เพราะได้เกาะดีแล้ว ได้อาศัยแล้ว ไม่อย่างนั้นก็ต้องว่ายน้ำกระเดือกๆ อยู่ในน้ำ เหนื่อยแทบประดาตาย ขึ้นเกาะเสียได้ก็หมดเหนื่อย หมดยากลําบาก นั่นได้เกาะเป็นเรื่องได้เกาะในมหาสมุทร ก็อาศัยเกาะได้อย่างนั้น เกาะจึงเป็นคุณอย่างหนึ่ง ก็เรื่องกายเป็นที่พึ่งเล่า ที่ตนเป็นที่พึ่งนั้น เป็นที่พึ่ง อย่างไรกัน ถามว่าเมื่อพบเกาะกลางสมุทรนั้นรู้สึกอย่างไร? เมื่อพบเข้าแล้วก็ดีใจจะได้พึ่งได้อาศัยเกาะนั้น จะพึ่งจะอาศัยสิ่งอื่นไม่ได้จําต้องอาศัยต้องพึ่งเกาะนั้น เพราะมันยังพอมีผลไม้ที่พอจะยังอัตตภาพให้เป็นอยู่ได้ เกาะจึงเป็นที่พึ่งอย่าง นั้น บัดนี้เราท่านทั้งหลายก็ได้อาศัยกายมนุษย์ ก็พึ่งอาศัย กายมนุษย์นี้อยู่ เวลานี้เราได้อาศัยกายมนุษย์อยู่จริงๆ พึ่งกายมนุษย์อยู่จริงๆ ถ้าว่าไม่อาศัยกายมนุษย์อยู่จริงละก็ ลองทิ้งดูสักทีซิ มนุษย์ก็ไม่มีไม่เห็น ที่เรียกว่าตายนั่นแหละ เมื่อ ปรากฏอย่างนี้ กายของมนุษย์จึงเป็นเกาะจริงๆ ธรรมก็เป็นที่พึ่งเป็นเกาะ เป็นที่พึ่งเป็นเกาะอย่างไร? ธรรมเป็นเกาะ เพราะถ้าไม่ได้ธรรมดวงนี้แล้ว กายมนุษย์จะได้อาศัยอะไร กายมนุษย์เมื่อไม่มีที่อาศัยที่เกาะ กายมนุษย์ก็ต้องหายสูญไป เพราะไม่มีที่จะอาศัยจะพึ่ง กายมนุษย์อาศัยดวงธรรมดวงนั้น อยู่ในกลางธรรมดวงนั้น กายมนุษย์อาศัยธรรมดวงนั้นเป็นที่เกาะ รวมความว่ากายมนุษย์อาศัยดวงธรรมเป็นที่พึ่งและเป็นที่เกาะ ครั้นเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด อีกชั้นหนึ่ง กายมนุษย์ละเอียดก็ต้องมีกายของตัวเองเป็นเกาะ มีกายของตัวเองเป็นที่พึ่ง แล้วยังต้องอาศัยกายมนุษย์เป็นทางให้เกิดกายมนุษย์ละเอียดด้วย เพราะถ้าไม่มีกายมนุษย์แล้ว กายมนุษย์ละเอียดก็มีก็เกิดไม่ได้ ครั้นเข้าถึงกายทิพย์ กายทิพย์นั้นก็ต้องมีดวงธรรมเป็นที่พึ่งที่เป็นเกาะของกายทิพย์ และก็จําเป็นต้องมีกายมนุษย์ละเอียดเป็นที่พึ่งเป็นที่เกาะของกายทิพย์อีกด้วย กายทั้งหลายเป็นที่พึ่งเป็นที่เกาะเกี่ยวกัน อย่างนี้ต่อขึ้นไปตามลําดับ และแต่ละกายๆ ต่างก็มีดวงธรรม ของตัว เป็นที่พึ่งที่เกาะด้วยกันทั้งนั้นเป็นลําดับกันอย่างนี้ จะย้อนกลับกล่าวถึงกายมนุษย์ใหม่ กายมนุษย์เป็นเกาะเป็นที่พึ่ง ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์เป็นที่เกาะที่พึ่งทั้ง ๒ อย่างนี้ เวลานี้เราอาศัยอยู่กับกายมนุษย์ มีกายมนุษย์เป็นที่เกาะจริงๆ ที่ได้เกาะได้อาศัยอยู่ โดยมีกายมนุษย์เป็นที่พึ่งจริงๆ คนอื่นพึ่งไม่ได้ จะพึ่งคนอื่นพึ่งได้อย่างไร กายมนุษย์นี้มันต้องพึ่งตัวของมันเอง จะพึ่งคนอื่นได้อย่างไร อาบน้ำ, อุจจาระ เหล่านี้มันก็ต้องพึ่งตัวของมันทั้งนั้น จะพึ่งคนอื่นนั้นไม่ได้ ต้องพึ่งตัวเอง ก็เมื่อกายมนุษย์มีกายของตัวเป็นที่พึ่งอย่างนี้ แล้วธรรมล่ะ ก็มีธรรมเป็นที่เกาะที่พึ่งของกายมนุษย์อีกเหมือนกัน คือดวงธรรม ดวงใสที่อยู่ที่ศูนย์กลางกายนั้นแหละเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง ไม่แต่เท่านั้น ดวงธรรมกลางกายมนุษย์นี่เอง ยังเป็นที่อาศัยเกิดของกายมนุษย์ละเอียดต่อไปอีกด้วย เพราะถ้าไม่มีดวงธรรมนั้นอยู่ก่อน กายมนุษย์ละเอียดก็มาอาศัยอยู่ไม่ได้ ที่กายมนุษย์ละเอียดอาศัยอยู่ได้ก็ มีธรรมดวงนั้น ธรรมดวงนั้นแหละเป็นที่อาศัยของตัวเอง กายมนุษย์ละเอียดนั้นก็เป็นตัวของตัวเอง เป็นที่อาศัยของตัวเอง ธรรมดวงนั้นแหละเป็นที่พึ่งสําคัญ เพราะได้มาด้วยบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ไม่มีพิรุธเลย จึงเกิดธรรมดวงนั้น ถ้าธรรมดวงนั้นดับไปกายมนุษย์ละเอียดก็หมดที่พึ่ง กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด และต่อๆ ขึ้นไป ต่างก็มีตัวของตัวเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง แล้วก็มีดวงธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่งดุจเดียวกันโดยลําดับไป ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียดรวม ๔ กายนี้ อยู่ในกามภพ รูปภพ และอรูปภพ เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่เขาก็มีที่พึ่งที่เกาะของเขาอย่างนั้นทั้งนั้น แต่ว่าพึ่งโดยสมมติชั่วครั้งคราวหนึ่งไม่จริงจังนัก เรียกว่าโลกีย์ ยังยักเยื้องแปรผันอยู่ เอาจริงเอาจังไม่ได้ ที่จะเอาจริงเอาจังได้ต้องเข้าให้ถึงกายธรรม แต่กายธรรมต่างๆ อีก ๑๐ กายนั้นต่างก็ต้องมีตัวของตัวเป็นที่พึ่งที่เกาะ และต่างก็ต้องมีดวงธรรมของตน เป็นที่เกาะที่อาศัยด้วยกันทั้งสิ้น ขาดเสียไม่ได้ จะพึ่งสิ่งอื่นๆ นั้นไม่ได้ เลอะเหลวทีเดียว จะมัวบนบานศาลกล่าวพึ่งจ้าวพึ่งผีละเลอะเทอะ เพราะพวกหวังพึ่งเหล่านั้นไม่ได้ยินได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ศึกษาในธรรมของสัตบุรุษ ความคิดเห็นจึงพิรุธไปเสียแล้ว ไม่ได้ยินได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ฝึกฝนในธรรมของพระพุทธเจ้า ความเห็นจึงเลอะเลือนไปเช่นนั้น ถ้าไม่เลอะเลือนจะต้องมี ๒ อย่างนี้เท่านั้นคือมี กายกับธรรม เท่านั้น เพราะฉะนั้นจะต้องเรียนให้รู้จักกายตัว เสียก่อนว่ากายสมมตินี่แหละเป็นตัวโดยสมมติ ๔ กายที่อยู่ในภพนั้นแหละเรียกว่า อตฺตสมฺมติ เรียกว่าตัวโดยสมมติทั้งนั้น ส่วนธรรมล่ะ คือธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์น่ะก็เรียกว่า ธรรมสมมติเหมือนกัน สมมติขึ้นชั่วคราวหนึ่ง ไม่ใช่ตัว ๑๐ ดังที่พระพุทธองค์รับสั่งว่า “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ” ธรรมทั้งสิ้นไม่ใช่ตัว ตัวทั้งสิ้นไม่ใช่ธรรม ตัวก็เป็นตัว ธรรมก็เป็นธรรม คนละนัยแก่กัน ทั้ง ๑๘ กาย มีตัวกับมีธรรมที่ทําให้เป็นตัว แต่ตัวทั้งหลายเหล่านั้น ทั้ง ๘ กายในภพ เป็น อนิจจํ ทุกขํ อนตฺตา หมดไม่เหลือเลย ทั้งกายนอกภพเป็น นิจจํ สุขํ อตฺตา ทั้งหมดตรงกันข้ามอย่างนี้ นิจจํ สุขํ อตฺตา เป็นของเที่ยงของจริงทั้งหมด แต่ว่าในภพแล้วเป็นของไม่เที่ยง ไม่จริงหมด รู้ให้ชัดเสียอย่างนี้ ที่เกิดมาในมนุษย์โลก เป็นภิกษุ สามเณร ก็เย็นอกเย็นใจ สบายอกสบายใจ ไม่ถือเลอะเลือน ผิดๆ พลาดๆ ไป ให้รู้จักหลักพระพุทธศาสนาอย่างนี้ รู้จักความเป็นจริงของทางมรรคผล ตามความเป็นจริงของกายที่เป็นของในภพนอกภพชัดอย่างนี้ จะได้ไม่งมงายในการหาเลี้ยงชีพหรือการเป็นอยู่ในหมู่มนุษย์ ไม่มีการสับสนอลหม่านกับใคร ให้แต่ความสุขกับตนและบุคคลเป็นเบื้องหน้า ที่ชี้แจงมานี้เป็นเรื่องตนของตนและธรรมที่ทําให้เป็นตนของตน ทั้งเป็นเกาะทั้งเป็นที่พึ่ง ตามความในพระบาลีว่า อตฺตทีปา อตฺตสรณา นาญฺญสฺสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสฺสรณา นาญฺญสฺสรณา ดังนี้ ...” ๓.ข้อมูลต่อไปนี้ เหมาะสําหรับท่านที่เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์แต่ยังไม่ได้ศึกษาหรือฝึกฝนการปฏิบัติทาง “จิต” ซึ่งเป็นสิ่งสําคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงก้องโลกกําลังซึ่งเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางจิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเองรู้น้อยเต็มที แต่สิ่งเหล่านั้น (รวมทั้งเรื่องฤทธิ์ วิชชา อภิญญา) เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้และทรงสั่งสอนมานานกว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว “ดังที่เคยกล่าวถึงนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก สุพรห์ยาม จันทรเศกขา (Subrahayam Chandrasekha) ได้นั่งๆ นอนอยู่เป็นเดือนเป็นปีเพื่อคิดหารูปแบบที่สมบูรณ์ทางเรขาคณิตของกาแล็กซี่หรือสสารที่เป็นเทหวัตถุทางดาราศาสตร์รูปแบบอื่น นอกเหนือไปจากรูปโครงสร้างทางเรขาคณิตที่สมบูรณ์ห้ารูป (the five perfect structures) ที่คิดขึ้นมาโดยไพธากอรัสกับพลาโตตั้งแต่กว่าสองพันปีมาแล้ว นักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ต่างพากันหัวเราะ หรือไม่ก็เตือนจันทรเศกขาให้หยุดคิดได้แล้วเพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะกาแล็กซี่ทั้งหมดหรือสสารที่เป็นเทหวัตถุที่รู้ล้วนมีรูปแบบหรือโครงสร้างอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างซ้อนกันของรูปแบบทางเรขาคณิตที่สมบูรณ์ทั้งห้าอย่างที่ว่านั้น แต่สุพรห์ยามก็ไม่ยอมเลิกความคิด ในที่สุดเขาก็ซึมซับรูปแบบที่ตลกขึ้นมาได้รูปแบบหนึ่งเป็นรูปวงที่บิดเบี้ยว (ellipsocid) มีลักษณะคล้ายกับส้ม ๑๖๔ ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ส้มแทนเจอรีน (tangerine) และเขาพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ว่าเป็นโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ที่สมบูรณ์ทุกประการในปี ๑๙๖๖ สุพรห์ยาม จันทรเศกขา ได้รับรางวัลโนเบลทางฟิสิกส์ในปี ๑๙๔๓ อีกสิบกว่าปีต่อมา เมื่อมีการค้นพบของนักดาราศาสตร์ขึ้นมาว่า โครงสร้างของกาแล็กซี่ที่พบใหม่ๆ หลังจากนั้นมีรูปแบบที่สมบูรณ์เช่นที่ สุพรห์ยามได้คิดฝันขึ้นมา..... ในปี ๑๙๕๕ นักคณิตศาสตร์สองคน เฉิน หนึ่งหยาง กับโรเบิร์ต มิลล์ส (Chen Ningyang and Robert Mills) ได้ค้นพบสูตรคณิตศาสตร์ของการวัดขนาดและความเข้มของ สนามพลังขึ้นมาสูตรหนึ่ง (gauge field) จากจินตนาการ และความคิดคํานึง เป็นสูตรที่หาเหตุผลมาอธิบายความเป็นมาไม่ได้เลย ทั้งไม่มีที่ที่จะนําสูตรดังกล่าวมาใช้เพราะในตอนนั้นยังไม่มีการวัดขนาดสนามพลังใดที่เกิดขึ้นด้วยธรรมชาติในการทดลอง แต่หลังจากนั้นปรากฏว่าในการคํานวณทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสนามพลังธรรมชาติทุกสนามพลังและทุกทฤษฎี กลับต้องอาศัยสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ได้มาอย่างลึกลับนั้นมาประกอบเป็นพื้นฐานสําคัญต่อการพิสูจน์ทั้งสิ้น ไอน์สไตน์เองถึงกับกล่าวออกมาว่า “มันเป็นไปได้อย่างไรกันที่อยู่ๆ ก็มีการค้นพบสูตรทางคณิตศาสตร์แปลกๆ ที่เกิด มาจากความคิดและจินตนาการโดยแท้ ที่ไม่มีส่วนของประสบการณ์หรือส่วนของความจริงมารองรับเลย แต่แล้วไม่ช้าไม่นานหลังจากนั้น กลับพบว่ามีความจริงทางวัตถุหรือปรากฏการณ์ที่จําเพาะเจาะจงสอดคล้องกับสูตรทางคณิตศาสตร์ประหลาดๆ นั้นเกิดขึ้นมา หรือมันเป็นไปได้ว่าความคิดและจินตนาการฝันเฟื่องของมนุษย์สามารถสร้างความจริงแท้ขึ้น มาได้จริงๆ” (Albert Einstein, ๑๙๒๒) อูยืน วิกเนอร์ (Eugene Wigner) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลในปี ๑๙๖๓ ผู้มีส่วนสําคัญในโครงการแมนฮัตตันและการสร้างระเบิดปรมาณูที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากที่ยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างความคิดจินตนาการและสูตรทางคณิตศาสตร์กับความเป็นจริงทางกายภาพทางวัตถุที่มักเกิดขึ้นมาจริงภายหลัง ได้กล่าวไปไกลกว่าไอน์สไตน์ว่า “มันต้องมีความลี้ลับอะไรสักอย่างในจักรวาลที่เรายังไม่รู้ ที่สัมผัสและแทรกซึมจิตและจินตนาการของมนุษย์ จนทําให้เกิดการค้นพบความรู้ทางคณิตศาสตร์ ที่ผลของมันกลายเป็นความจริงทางฟิสิกส์ตามมา ความสัมพันธ์หรืออาจจะพูดได้ว่าความต่อเนื่องเกี่ยวพันเป็นเหตุปัจจัยกันและกันระหว่างสูตรทางคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาจากความคิดจินตนาการกับความเป็นจริง มีขึ้นมาได้จริงทางกายภาพนั้น มีรายงานทางฟิสิกส์ไว้มากมาย แต่ที่น่าสังเกตอย่างที่โรเบิร์ต จี จาห์น (Robert G. Jahn) ศาสตราจารย์ทางวิทยาศาสตร์อวกาศแห่งมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน อดีตที่ปรึกษาอาวุโสขององค์การนาซา และกระทรวงกลาโหมของ สหรัฐฯได้กล่าวว่า ความสัมพันธ์จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อความรับรู้สัมผัสหรือจิตวิญญาณ (consciousness) ของมนุษย์ได้เข้าไปมีส่วนร่วม ในกรณีที่ความคิดคํานึงหรือจินตนาการนั้นมีความเข้มข้น ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยเฉพาะความคิดที่แน่วแน่ เป็นสมาธิเช่น ท่ามกลางความเงียบสงัดและมืดสนิท ในสภาพเช่นนั้นโอกาสของการรับรู้จากการสัมผัสอนุภาคระดับใต้อะตอม (Subatomic particles) ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ว่า จิตวิญญาณอาจสามารถสร้างความจริงที่รับรู้ขึ้นมาทางกายภาพได้ ...” (จากหนังสือธรรมวิทยาศาสตร์ หน้า ๔๒-๔๔ โดยนายแพทย์ประสาน ต่างใจ จัดพิมพ์โดยมูลนิธิภูมิปัญญา พ.ศ.๒๕๓๘)