ปัจฉิมวาระ
หลวงปู่วัดปากน้ำ · พระมงคลเทพมุนี-40วัชรวีร์
๑๗. ปัจฉิมวาระ
นับแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้รับมอบหมายให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำเป็นต้นมา ท่านต้องรับภาระหนักมาโดยตลอด ทั้งด้านการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม การอบรมและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย การบูรณะปฏิสังขรณ์ การสงเคราะห์ประชาชนผู้เดือดร้อนทั้งหลายฯลฯ งานที่หนักมากที่สุดคืองานอบรมธรรมปฏิบัติและงานเผยแผ่วิชชาธรรมกาย เวลาในการพักผ่อนท่านจึงมีน้อย สุขภาพท่านก็เริ่มทรุดโทรม โดยเริ่มจากเป็นโรคความดันโลหิตสูง เมื่อประมาณ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ แต่ก่อนหน้านั้นท่านก็เคยรับการ ผ่าตัดเพราะโรคไส้เลื่อนมาก่อน
แม้ร่างกายท่านจะอาพาธแต่หลวงพ่อท่านไม่เคยทอดทิ้งภาระหน้าที่ของท่าน ยังคงสอนนั่งสมาธิเจริญภาวนา และปฏิบัติกิจภาวนาของท่านเองไปตามปกติ เพราะความที่ท่านมีจิตใจที่แข็งแกร่ง ช่วงที่ท่านอาพาธท่านก็ชอบลุก นั่ง ยืน เดิน โดยไม่ต้องมีใครช่วยพยุง เว้นแต่ช่วงอาพาธหนักจนฝืนสังขารไม่ไหวจริงๆ ช่วงที่ท่านอาพาธหนักท่านก็ไม่เคยบ่นหรือ จู้จี้กับใครๆ
เมื่อท่านอาพาธได้ปีเศษ ท่านได้รับพระราชทานเลื่อน สมณศักดิ์จากเดิมที่มีราชทินนามว่า “พระมงคลราชมุนี” เป็น “พระมงคลเทพมุนี” ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ ซึ่งเป็นช่วงที่ท่านอาพาธหนักแล้ว แต่ท่านก็ฝืนสังขารไปรับพระราชทานพัดยศในพระบรมมหาราชวังด้วยเช่นกัน และในปีเดียวกันนี้ท่าน ยังได้จัดการฌาปนกิจศพโยมแม่ของท่านด้วย
หลวงพ่อท่านเคยบอกแก่สมเด็จป๋าเมื่อครั้งเป็นที่พระธรรมวโรดม (ปุ่น ปุณฺณสิริ) ว่า อาการอาพาธของท่านครั้งนี้ รักษาไม่หาย เพราะยาที่ฉันอยู่นั้นเข้าไม่ถึงโรค ท่านว่ากรรมมันบังไว้ โดยท่านได้อุปมาว่า เหมือนมีแผ่นหินมากั้นไว้ไม่ให้ ยาซึมไปกําจัดโรค ซึ่งท่านเองก็รู้ล่วงหน้าและบอกไว้เมื่อ ๕ ปีก่อนแล้ว ช่วงที่อาพาธหนักนั้น ท่านก็ได้รับความเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี แม้ว่าท่านทราบว่ารักษาไม่หายแต่ท่านก็ปล่อยให้ลูกศิษย์เยียวยารักษาท่าน เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้ แสดงความกตัญญูกตเวทีในวาระสุดท้าย
หลวงพ่อท่านถึงแก่มรณภาพอย่างสงบที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๒ เวลา ๑๕.๐๕ น. สิริรวมอายุได้ ๗๔ ปี ๓ เดือน ๒๔ วัน ๕๓ พรรษา ท่ามกลางความโศกสลดและเสียงสะอื้นไห้ของศิษยานุศิษย์ทั้งหลายที่มาแวดล้อมและที่ทราบข่าว เมื่อระฆังและกลองในวัดบันลือเสียงขึ้น ทุกคนน้ำตาคลอ บ้างก้มลงกราบ บ้างยืนมองแล้วร้องไห้ บ้างเอามือปิดหน้าสะอึกสะอื้น ไม่มีเสียงพูดใดๆ ทั้งสิ้น