ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ญาณทรรศนะ

หลวงปู่วัดปากน้ำ · พระมงคลเทพมุนี-40วัชรวีร์

PDF
๑๖.ญาณทรรศนะ หลวงพ่อท่านมีญาณหยั่งรู้เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งในอดีต และอนาคต ท่านกล้าพูดและบอกสิ่งที่ท่านรู้เห็น กล้าพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับตัวท่าน ลูกศิษย์ เกี่ยวกับวัดปากน้ำหรือเกี่ยวกับประเทศชาติและแม้แต่ของโลก ท่านถือว่าท่านพูดเรื่องจริง ถ้าวันนี้ยังไม่มีใครรู้ พรุ่งนี้ก็ต้องรู้ ถ้าวันนี้ยังไม่มีใครเชื่อ พรุ่งนี้ก็ต้องเชื่อ ก่อนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราท่านจะมรณภาพประมาณ ๕ ปี ท่านได้เรียกประชุมคณะศิษย์ทั้งในและนอกวัดเป็นกรณีพิเศษที่ศาลาการเปรียญ เพื่อแจ้งให้ทุกคนทราบว่าท่านจะถึงกาลมรณภาพในอีก ๕ ปีข้างหน้า กิจการใดที่ท่านได้ดําเนินไว้แล้วขอให้ช่วยกันทํากิจการนั้นๆ อย่าทอดทิ้ง ท่านได้ชี้แจงโครงการพัฒนาวัดปากน้ำให้คณะศิษย์ช่วยกันดําเนินต่อไปให้สําเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเผยแผ่วิชชาธรรมกายท่าน เห็นเป็นเรื่องสําคัญที่สุด ท่านบอกว่าต่อไปวัดปากน้ำจะเจริญรุ่งเรืองใหญ่โต แม้ว่าท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่ก็มีโอกาสช่วยวัดได้มากกว่ายังมีชีวิตอยู่ มีลูกศิษย์หลายคนได้อาราธนาขอไม่ให้ท่านมรณภาพ ท่านตอบว่าไม่ได้ อีก ๕ ปีท่านจะไม่อยู่แน่ๆ แล้ว ท่านเคยพยากรณ์ไว้ว่าสมเด็จป๋าวัดโพธิ์ ครั้งยังดํารงสมณศักดิ์ที่พระธรรมดิลก ว่าจะได้เป็นใหญ่ในหมู่สงฆ์ และหลังจากหลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว ๑๓ ปีคือในปี พ.ศ.๒๕๑๕ ทุกคนก็ได้ประจักษ์แจ้งว่าคําพยากรณ์ของหลวงพ่อไม่เคยพลาด สมเด็จป๋าได้เสด็จมาถวายเครื่องสักการบูชาแด่หลวงพ่อที่วัดปากน้ำ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๕ หลังจากที่ทําพิธีถวายเครื่องสักการะแล้ว ท่านได้ประทานพระโอวาทว่า “ที่มาวันนี้ก็เพื่อจะมาถวายสักการะหลวงพ่อ ด้วยความตั้งใจของหลวงพ่อได้เคยพูดไว้อย่างไร และความตั้งใจของหลวงพ่อนั้นก็ปรากฏตามที่หลวงพ่อได้พยากรณ์ ซึ่งขณะนี้ก็ได้เป็นพระผู้ใหญ่สูงสุดในคณะสงฆ์สมความปรารถนาของหลวงพ่อแล้ว จึงได้นําสักการะมาถวายหลวงพ่อเป็นกรณีพิเศษแปลกกว่าปีก่อนๆ นั้น” นอกจากจะพยากรณ์ว่าสมเด็จป๋าจะได้เป็นใหญ่ในหมู่สงฆ์ คือเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้ว หลวงพ่อท่านยังเคยพยากรณ์สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ปัจจุบัน ไว้ตั้งแต่สมัยที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จยังเป็นสามเณรว่า “องค์นี้แหละจะได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ต่อไป” สมัยหนึ่งทางคณะศิษย์เห็นว่ากุฏิของหลวงพ่อนั้น เก่าทรุดโทรมมาก อยากให้หลวงพ่อท่านมีที่อยู่สะดวกสบายขึ้น จึงได้รวมทุนกันสร้างตึกถวายท่านคือตึกมงคลจันทสร ระหว่างกําลังดําเนินการก่อสร้าง หลวงพ่อท่านมักจะออกมานั่งดูเสมอๆ เมื่อมีผู้ถามท่านถึงตึกหลังนี้ ท่านมักจะบอกว่า “ตึกหลังนี้สร้างให้ช่วงเขาอยู่” และในปัจจุบันนี้ ตึกมงคลจันทสร ก็เป็นกุฏิของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ปัจจุบัน สมัยก่อนนั้น ที่วัดปากน้ำยังไม่มีถนนตัดเข้าไปถึง ผู้ที่จะมาวัดปากน้ำต้องมาทางเรือหรือเดินเท้า ถนนในวัดจึงเป็นเพียงทางเท้าแคบๆ แต่หลวงพ่อท่านได้สั่งให้ตัดถนนผ่านมีความกว้างขนาดรถยนต์แล่นได้ ในสมัยนั้นถนนสายนี้จึงเป็นถนนที่ใหญ่ที่สุดในวัด ทําให้ผู้คนพากันประหลาดใจว่า ทําไมหลวงพ่อจึงให้ตัดถนนใหญ่โตเช่นนั้น หลวงพ่อท่านตอบว่า ต่อไปรถยนต์จะเข้าถึงวัด มีหลายคนที่ไม่เชื่อคําพูดของหลวงพ่อเพราะยังไม่เห็นวี่แววว่าจะเป็นไปได้ บางคนถึงกับพูดว่าอีกร้อยปีรถยนต์ก็ยังเข้าไม่ถึงวัด แต่แล้วหลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพได้ ๒ ปีรถยนต์ก็แล่นเข้าจอดถึงในวัดได้ตามที่หลวงพ่อพยากรณ์ไว้ อีกรายหนึ่งเป็นเรื่องของพลตรีโสภณ กะราลัย ผู้เป็นศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำมานานหลายปี คือท่านได้เข้าวัดมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๔๐ ในสมัยที่มียศเป็นร้อยโท และเมื่อสมรสกับคุณประทุมแล้วก็ได้พาภรรยามาเป็นศิษย์ของหลวงพ่อด้วย เมื่อลูกคนแรกของท่านอายุได้ประมาณ 4 เดือน หลวงพ่อได้ให้คนมาบอกที่บ้านพักในกรมทหารว่า ให้ระวังลูกจะเจ็บหนัก คุณประทุมฟังแล้วก็นึกสงสัยว่าลูกจะเจ็บเป็นอะไรมากน้อยแค่ไหน ในเมื่อขณะนั้นลูกยังแข็งแรงดี ไม่มีทีท่าว่าจะเจ็บป่วย แต่เมื่อทราบจากหลวงพ่อเช่นนั้นก็พยายามระมัดระวัง ดูแลลูกอย่างดีที่สุด อยู่ต่อมาอีกสามวันหลังจากหลวงพ่อให้คนมาเตือน เด็กนั้นก็ป่วยเป็นโรคบิดอย่างแรง จนกระทั่งหมอไม่รับรองว่าจะรอดชีวิตหรือไม่ แต่ก็พยายามรักษาอย่างเต็มที่ พลตรีโสภณรีบมาถวายใบแจ้งอาการของโรคนั้นแก่หลวงพ่อ หลวงพ่อท่านรับใบอาการโรคแล้วส่งให้ศิษย์ที่ทําวิชชาช่วยกันแก้โรค ท่านบอกว่า “มันจะเอาไป เราต้องต่อสู้กันหน่อย จะแก้ไขให้” ครั้งที่สอง พลตรีโสภณไปถวายใบแจ้งอาการอีกครั้งหนึ่ง หลวงพ่อท่านรับใบแจ้งอาการโรคนั้นไปดู แล้วบอกว่า ปลอดภัยแล้ว หลังจากนั้นลูกของพลตรีโสภณก็มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ และหายเป็นปกติ ต่อมาเมื่อคุณประทุมตั้งครรภ์ครั้งที่สอง เธอมีอาการแพ้อย่างมาก รับประทานอาหารและลุกขึ้นไม่ได้เลย ต้องเข้าโรงพยาบาลเกือบเดือน แพทย์ที่ทําการรักษาแนะนําให้เอาเด็กออก มิฉะนั้นแม่จะเป็นอันตรายถึงชีวิต แพทย์ได้นําแบบฟอร์มมาให้พลตรีโสภณลงชื่อยินยอมให้เอาเด็กออก แต่พลตรีโสภณยังไม่ยอมลงชื่อ เพราะต้องการจะมาปรึกษาหลวงพ่อก่อน พลตรีโสภณเรียนให้หลวงพ่อทราบว่าไม่อยากฆ่าลูก แต่ถ้าไม่ฆ่าลูกก็เหมือนฆ่าแม่ ถ้าไม่ฆ่าแม่ก็ต้องฆ่าลูก หลวงพ่อบอกว่าไม่ต้องฆ่าใครหรอก เอาไว้ทั้ง ๒ คนนั่นแหละ พลตรีโสภณได้พยายามหลบหน้านายแพทย์ โดยไม่ไปที่โรงพยาบาลอีกเพราะทราบดีว่าจะต้องถูกทวงถามถึงการตัดสินใจ วันต่อมานายแพทย์ได้สั่งฉีดยา และจ่ายยาให้คุณประทุมรับประทาน ปรากฏว่าอาการดีขึ้นเรื่อยๆ และปลอดภัยในที่สุด โดยไม่ต้องทําแท้งเลย ประมาณ พ.ศ.๒๕๕๕ ลูกคนโตของพลตรีโสภณป่วยหนักอีกคือมีอาการเหมือนเป็นโรคไทฟอยด์ คราวนี้ไม่ไปให้แพทย์ตรวจรักษา เพียงแต่รับประทานยาแก้ไข้ เพราะมีความศรัทธายึดมั่นหลวงพ่อเต็มที่ พลตรีโสภณได้มาส่งอาการโรคกับหลวงพ่ออีกเช่นเคย หลวงพ่อจึงให้พระฉวน ไปนั่งสมาธิแก้โรคให้ที่บ้าน ๓ คืน คืนแรกที่พระฉวนมานั่งแก้โรคนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการหนักมากนั้นก็มีอาการดีขึ้น จนพอรับ ประทานอาหารได้บ้าง ญาติทุกคนพูดกันว่าคงจะกินสั่งลาเป็นครั้งสุดท้าย เพราะเห็นอาการแล้วไม่คิดว่าจะหาย พระฉวนได้ยินเช่นนั้น จึงกลับไปเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อพูดว่าเขายังไม่เชื่อวิชชานี้ แล้วท่านยังได้พยากรณ์ว่าเด็กคนนี้ต้องพ้นอายุ ๑๖ ไปแล้วจึงจะดีขึ้น หมดโรคหมดภัย ทุกครั้งที่พลตรีโสภณมาส่งอาการโรคของบุตรกับหลวงพ่อ ครั้งแรกท่านจะรับใบอาการโรคไว้อ่าน แต่ไม่พูดอะไร ครั้นไปส่งครั้งที่ ๒ (สมัยนั้นต้องส่งใบอาการโรค ๓ ครั้ง คือเช้า กลางวัน เย็น) ท่านบอกว่า “ไม่เป็นไรแล้ว” เป็นอันสบายใจ แน่ใจได้ ว่าบุตรปลอดภัยแน่ ครั้นเมื่อหลวงพ่ออาพาธหนักคือประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๐๐ พลตรีโสภณ (ขณะนั้นมียศเป็น พ.อ.) กับคุณประทุม ได้มากราบเยี่ยมหลวงพ่อบ่อยขึ้น วันหนึ่งขณะที่กําลังเข้าเยี่ยมหลวงพ่ออยู่นั้น หลวงพ่อได้สั่งให้สามเณรไปหยิบดวงแก้วมา ๑ ดวง เมื่อได้มาแล้วท่านได้มองสํารวจดูทุกคนที่อยู่ในห้อง แล้วพยักหน้าเรียกพลตรีโสภณให้เข้าไปหาใกล้ๆ แล้วบอกว่า “กายสิทธิ์ดวงนี้ชื่อบรมจักร องค์นี้น่ะเลี้ยงวัดปากน้ำเชียวนะ ทําวิชชาควบคู่กันมา ข้าจะให้เอ็ง ไปไหนให้เอาติดตัวไปด้วย” (กายสิทธิ์ในที่นี้หลวงพ่อท่านถือว่าเป็นแก้วมณีประเภทหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในรัตนะทั้งเจ็ดของพระเจ้าจักรพรรดิ คือช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว จักรแก้ว แก้วมณี) พลตรีโสภณเล่าว่า ครั้งนั้นตนเองรู้สึกปลาบปลื้มยินดีมากที่สุดที่หลวงพ่อท่านให้กายสิทธิ์ดวงที่สําคัญเป็นกายสิทธิ์ขนาดใหญ่ แต่ครั้นกลับมาถึงบ้านความปลาบปลื้มยินดีกลับลดลงไป เพราะไม่แน่ใจว่าหลวงพ่อท่านตั้งใจให้ตนแน่หรือเปล่า หรือท่านให้เพราะท่านไม่รู้สึกตัว เนื่องจากอาพาธหนักจนอาจไม่ได้สติ และตนเองก็ลังเลว่าของพิเศษเช่นนั้นสมควรจะมาตกอยู่กับตนหรือไม่ วันรุ่งขึ้นพลตรีโสภณตัดสินใจแน่นอนว่า จะนํากายสิทธิ์ บรมจักรไปคืนหลวงพ่อ เมื่อเข้าไปหาหลวงพ่อในห้อง ก็รอหาโอกาสที่จะคลานเข้าไปหาท่านใกล้ๆ เพื่อจะคืนกายสิทธิ์ แต่ยังไม่ทันจะทําตามที่คิดก็เห็นหลวงพ่อท่านจ้องดูทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น แล้วท่านก็เรียกสามเณรให้ไปหยิบดวงแก้วมา ๑ ดวง ท่านพยักหน้าเรียกพลตรีโสภณให้เข้าไปหาท่านบอกว่า “เอ็งไม่ต้องเอามาคืน เอ็งเอาไปอีกองค์หนึ่งองค์นี้ชื่อ จักรพรรดิ เอ็งเอาไว้ที่บ้านนะ เพราะเอ็งน่ะสมบัติจะวิบัติ ให้ เอาองค์นี้ไว้คุ้มครอง” พลตรีโสภณถึงได้แน่ใจว่าหลวงพ่อ ท่านตั้งใจให้กายสิทธิ์แก่ตนแน่ๆ มิใช่เป็นเพราะอาพาธหนักจนไม่ได้สติ ท่านให้เนื่องจากท่านรู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า ท่านจึงเป็นห่วง และท่านรู้ตัวว่าท่านใกล้จะมรณภาพแล้ว ท่านจึงให้ดวงแก้วกายสิทธิ์แก่พลตรีโสภณสําหรับคุ้มครองป้องกันภัย กายสิทธิ์เหล่านี้ได้ช่วยคุ้มครองครอบครัวของพลตรีโสภณให้พ้นจากภัยพิบัติมาหลายครั้ง ในปี พ.ศ.๒๕๑๔ พลตรีโสภณและคุณประทุมต้องการทําบุญบ้าน จึงนิมนต์พระภิกษุจากวัดปากน้ำไปเจริญพระพุทธมนต์และฉันภัตตาหารเพลที่บ้าน ในตอนเช้าของวันงาน ก่อนที่พระภิกษุจะไปถึงปรากฏว่าไฟฟ้าดับ เมื่อไปตรวจดูที่หม้อไฟก็พบว่ารอยไฟฟ้าลัดวงจรจนไหม้เสาบ้านเกรียมไปหมด แต่ก็สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที จึงไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงกว่านั้น หลังจากนั้นทั้งพลตรีโสภณและคุณประทุมได้ประสบปัญหาร้ายแรงทั้งเรื่องการงานและธุรกิจอื่นๆ จนทรัพย์สมบัติเกือบจะสูญสิ้น แต่ก็สามารถผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ ทั้งสองท่านนี้เห็นตรงกันว่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นจริง ตามที่หลวงพ่อท่านได้พยากรณ์ไว้ คําพยากรณ์ของหลวงพ่อยังมีอีกหลายเรื่องด้วยกัน ศิษยานุศิษย์ทั้งที่อยู่ในวัดและนอกวัดต่างก็รู้กันดี รายสุดท้าย ที่จะกล่าวในที่นี้เป็นบุคคลอีกท่านหนึ่งที่หลวงพ่อท่านเคยพยากรณ์ไว้คือ คุณหญิงลมุน บุรกรรมโกวิท ภริยา พ.อ. หลวงบุรกรรมโกวิท อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยสมัยรัฐบาล ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูล สงคราม คุณหญิงลมุนได้มาปวารณาตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อ เมื่อมีปัญหาขัดข้องในเรื่องใดๆ มักมากราบเรียนปรึกษาขอคําแนะนําจากหลวงพ่อเสมอ ครั้งหนึ่งบุตรของคุณหญิงป่วยหนัก คุณหญิงก็ได้มาขอความอนุเคราะห์จากหลวงพ่อ โดยนิมนต์ท่านไปที่บ้านเพื่อช่วยแก้โรค หลวงพ่อท่านก็เมตตาสงเคราะห์ให้ตามความประสงค์ และสั่งพวกที่ทําวิชชาให้ช่วยกันแก้โรคบุตรของคุณหญิงด้วย หลวงพ่อท่านบอกว่าต่อ ไปคุณหญิงลมุนจะเป็นผู้อุปถัมภ์บํารุงวัดปากน้ำ มีผู้ที่ได้ฟังแล้วสงสัยว่าคุณหญิงท่านจะอุปถัมภ์บํารุงวัดอย่างไร มากน้อยขนาดไหน ต่อมาก็เป็นที่รู้กันไปทั่วว่าคุณหญิงลมุน บุรกรรมโกวิท เป็นผู้มีศรัทธายึดมั่นในพระรัตนตรัย มีความเคารพ เลื่อมใสในหลวงพ่ออย่างจริงจัง และได้มาปฏิบัติธรรม รักษาศีล ๘ อยู่ในวัดปากน้ำคราวละหลายเดือน และได้ถวายที่ดิน ที่จังหวัดนครนายกถึง ๑๔๓ ไร่ ให้เป็นธรณีสงฆ์วัดปากน้ำ นอกจากนั้นยังเป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานติดต่อกันนานหลายปี และยังได้บริจาคทรัพย์ในการก่อสร้าง ปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ เป็นจํานวนมาก